<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>5302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปลือยเซเลบการเมือง&#039;ธนาธร&#039;คิดแบบ&#039;มาร์กซ์-เลนิน&#039;ปฏิบัติแบบทุนนิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.61- นายธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ เซเลบการเมือง ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท หลานอานายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่้เคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยุครัฐบาลทักษิณ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรมกับบริทัษไทยซัมมิท กำลังได้รับความสนใจจากสังคมอย่างสูง ถึงแนวคิดที่ระบุว่าเป็นคนรุ่นใหม่ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนประกาศตัวเล่นการเมืองนายธนาธรเคยให้สัมภษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง และหนึ่งในนั้นคือ นิตยสารสารคดี &amp;nbsp;ฉบับที่ 263 มกราคม 2550 ซึ่งนายธนาธรมีแนวคิดที่น่าสนใจทั้งในแง่ธุรกิจและการเมือง โดยสารคดีตั้งชื่อบทสัมภาษณ์ว่า &amp;nbsp;ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท &amp;ldquo;ผมถูกบังคับให้เป็นนายทุน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางตอนในสารคดีระบุว่า.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร หรือ เอก พาไทยซัมมิทกรุ๊ปทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ทำยอดขายสูงสุดถึง ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท และยังขับเคลื่อนทุนไทยออกไปลงทุนนอกประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียนและอินโดจีน อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีนเป็นลำดับต่อไป ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะไม่ยอมเป็นบริษัทที่อยู่ในทุนนิยมหางแถว แต่ต้องการเป็นบริษัทที่สามารถใช้ประโยชน์จากทุนนิยม วันนี้ globalization มาเคาะประตูบ้านคุณแล้ว ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม คุณหลีกหนีไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เป็นหลานแท้ๆ ของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และมีเพื่อนร่วมโรงเรียนเก่าคนหนึ่งที่ชื่อ พานทองแท้ ชินวัตร เราเรียนเตรียมอุดมศึกษามาด้วยกัน เขาเป็นรุ่นพี่ผมปีหนึ่ง หลังจากจบก็ไปเรียนต่อธรรมศาสตร์ด้วยกัน สมัยก่อนเป็นเพื่อนเที่ยวเพื่อนกินเหล้าด้วยกัน แต่ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกท้อแท้กับการศึกษา ไม่อยากเรียนแล้ว รู้สึกว่าการศึกษามันเหลวแหลก การศึกษาทำให้คนเห็นแก่ตัว ณ วันนั้นก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกว่าการศึกษาทำให้เรามีมันสมองมีวิธีคิดแบบรับใช้ทุน การศึกษามันป้อนสิ่งที่เรียกว่ามาร์เกต ความเป็นตลาดนิยม ให้แก่วิธีคิดของเรา เราเชื่อว่าความรู้เป็นเรื่องจริง ปริญญาเป็นสิ่งหลอกลวง ไม่จำเป็นต้องมีปริญญาก็มีความรู้ได้ เป็นความรู้ที่เราสามารถแสวงหาเอง ไม่ต้องไปเรียนกับอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้ สรุปแล้วเรารู้สึกว่าการศึกษามันรับใช้กลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม วันนั้นก็ปฏิเสธการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอไปอยู่อังกฤษ ผมเริ่มอ่านแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง ผมอ่านงานของเลนินชิ้นแรกตอนผมอยู่อังกฤษ ตอนอยู่เมืองไทยผมไม่เคยอ่านเลย มาร์กซ์พออ่านมาบ้าง แต่ก็ไม่ลึกซึ้ง ไปได้ยินชื่อพวกนี้ก็เวลานั่งเถียงกัน เพื่อนๆ ก็จะอ้างทฤษฎีมาร์กซ์บ้างเลนินบ้าง เราก็ได้แต่นั่งฟังเถียงไม่ออกเพราะไม่รู้จัก ผมเพิ่งได้อ่านงานของมาร์กซ์ของเลนินตอนอยู่ที่อังกฤษทั้งนั้นเลย แล้วตอนอยู่ที่โน่นผมยังไปสมัครเข้ากลุ่มที่อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ เคยอยู่มาก่อน คือ SWP-Socialist Worker Party เป็นองค์กรจัดตั้งใหญ่ องค์กรจัดตั้งระดับนักศึกษาเรียกว่า SWSS-Socialist Worker Student Society เป็นชมรมที่ค่อนข้างซ้ายซึ่งมีอยู่ชมรมเดียวในอังกฤษ ผมก็ไปเข้าชมรมนี้ ร่วมทำกิจกรรมกับพวกเขา รณรงค์แจกแผ่นพับ จัดงานวันเมย์เดย์ ฯลฯ ก็เป็นประสบการณ์อีกด้านหนึ่งที่ได้เรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารคดี:โดยพื้นฐานดูเหมือนว่าเป็นมาร์กซิสต์ แต่วันหนึ่งเมื่อมาทำธุรกิจของพ่อที่เป็นแนวทางแบบทุนนิยมเลย ชีวิตขัดแย้งมากไหมครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร:การที่ไทยซัมมิทไปลงทุนที่อินเดียเป็นไอเดียเริ่มต้นของผม ณ วันที่ผมเริ่มเข้ามาทำงานที่นี่ การมีไอเดียเริ่มต้นที่จะต่อสู้กับโลกาภิวัตน์ในฐานะทุนชาติก็มาจากกระบวนการวิเคราะห์สังคม การวิเคราะห์โลกาภิวัตน์แบบเดียวกัน นั่นคือ เราเชื่อว่าทุนที่จะอยู่ได้ในการแข่งขันในกระแสโลกาภิวัตน์ คือกลุ่มทุนก้าวหน้าที่มีเทคโนโลยีและมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานได้อย่างเสรีไปในที่ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าและค่าแรงต่ำกว่า ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับทุนข้ามชาติที่ลุกขึ้นเอาเปรียบ ทุนชาติมีทางเลือก ๓ ประการ คือ หนึ่ง สยบยอมต่อทุนข้ามชาติ สอง ให้รัฐบาลออกมาตรการปกป้องตัวเองหรือสร้างวาทกรรมชาตินิยม หรือสาม พัฒนาจากทุนชาติให้กลายเป็นทุนข้ามชาติเหมือนกัน บริษัททุกบริษัทมีความจำเป็นต้องไต่บันไดโลกาภิวัตน์ จากสิ่งที่เรียกว่า national champion ให้กลายเป็น global player การที่เราพยายามขยายการลงทุนออกไปนอกประเทศก็มาจากฐานวิธีคิดแบบนี้ ดังนั้นกระบวนการวิเคราะห์สังคมที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยยังทำกิจกรรมจึงไม่สูญเปล่า มันช่วยให้เราวิเคราะห์เศรษฐกิจหรือมองอะไรได้ลึกพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันนี้ผมยังเชื่อในสังคมนิยม แต่ผมคิดว่าวิธีการบางอย่างของมาร์กซิสต์มันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ถามว่าขัดแย้งกับตัวเองไหม ถ้าเปลี่ยนคำถามว่า ขณะที่ในสังคมเรามีคนที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับมีนักธุรกิจด้วยนั้น ถามว่ามันขัดแย้งกันไหม สำหรับผม ในระดับหนึ่งผมคิดว่าขัดแย้ง ผมยกตัวอย่างเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ผมปิดโรงงานไปโรงงานหนึ่ง คนงานประมาณ ๗๐๐ คน เป็นครั้งแรกที่ผมปิดโรงงานเลย์ออฟคนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่เพราะขาดทุนครับ แต่เพราะว่าจากการประเมินแล้ว ถ้าเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ปิดโรงงานไป มันจะให้ productivity ที่ดีกว่า ถามว่าในฐานะผู้บริหารองค์กรทางธุรกิจ คุณรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วบริษัทมีกำไรมากกว่า คุณไม่ทำคุณผิดไหม ถ้าผมทำอย่างนี้แล้วผมสามารถลดต้นทุนให้บริษัทได้ ผมไม่ทำ ผมผิดจรรยาบรรณนักธุรกิจ แต่เมื่อผมเลือกที่จะทำ ผมก็ผิดความเป็นมนุษย์ เพราะว่าคนงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานนั้นเป็นคนงานเก่าแก่ที่ทำงานในบริษัทมา ๑๐ กว่าปีทั้งนั้น พอปิดโรงงานเรียบร้อยผมขึ้นรถแล้วร้องไห้ เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้กับการทำงาน ผมรู้สึกว่ามันเจ็บปวด แต่ในฐานะนักธุรกิจมันต้องทำ ในแง่นี้ผมรู้สึกว่าต้องขัดแย้งกันอยู่ระหว่างศีลธรรมของความเป็นมนุษย์กับจรรยาบรรณนักธุรกิจ นักธุรกิจไม่ต้องเป็นคนใจดี ยกตัวอย่างขณะที่ปัจจุบันมีคน ๑๐ คนสามารถผลิตสิ่งนี้ได้ ถ้าผมคิดว่า ๘ คนสามารถผลิตได้ ผมก็เอาอีก ๒ คนออกไป มันไม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม ว่า ๒ คนที่ออกไปนั้นจะมีลูกเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า แต่มันเกี่ยวกับว่าในการผลิตของชิ้นนี้ผมต้องการแค่ ๘ คน ไม่ใช่ ๑๐ คน มันก็มีความขัดแย้งในแง่ศีลธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มีอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง คือ ไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยม ทุนนิยม อะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าคนต้องมีงานทำและต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นี่เป็นปรัชญาการทำงานของผม และเป็นปรัชญาการทำงานของบริษัทนี้เลย คือ ให้ผลตอบแทนแก่พนักงานของเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนที่บริษัทอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันจ่าย พูดง่ายๆ ว่าให้มากกว่าที่เขาไปทำงานที่บริษัทอื่น เพราะเราอยากจะให้คนของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นั่นคือปรัชญาของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าผมสามารถฝันเห็นว่าสังคมในอนาคตเป็นแบบไหนได้ มีโมเดลแบบไหนได้ ผมคิดว่าผมคงไกลกว่ามาร์กซ์แล้วนะ ผมไม่คิดไปถึงขั้นว่าสังคมจะต้องเป็นอย่างไหน เอาง่ายๆ ถามว่าในสังคมอุดมคติเรามีตลาดหุ้นหรือไม่มี เพราะว่าเวลาเราพูดถึงตลาดหุ้น แง่หนึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม ผมคิดว่า สังคม ณ วันนี้ เราไม่สามารถหลีกหนีการแลกเปลี่ยนสินค้าและเงินตราได้ ประเด็นคือคุณสามารถคิดโมเดลการค้าระหว่างประเทศแบบใหม่ออกไหม ผมยอมรับว่าวันนี้ผมคิดไม่ออก และผมก็ยังไม่เคยเห็นใครที่สามารถนำเสนอโมเดลแบบนี้ออกได้ แต่สำหรับผมชัดเจนว่า โมเดลการค้าระหว่างประเทศที่เราต้องการไม่ใช่ทุนนิยมแบบเสรีนิยมแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่เชื่อว่าทุนนิยมจะล่มสลายด้วยตัวมันเอง ผมเชื่อว่าทุนนิยมจะล่มสลายด้วยการต่อสู้ของประชาชน ถ้าปล่อยมันไปเฉยๆ โดยที่เราไม่ลุกขึ้นสู้ เราไม่จัดตั้ง ทุนนิยมมันก็ไม่ล่มสลายลงเองหรอก อย่าลืมว่าทุนนิยมในตัวมันเองมันก็มีวิวัฒนาการ ทุนนิยมไม่ใช่ static ไม่ใช่อะไรที่นิ่ง มันมีพลวัตของมันตลอดเวลา ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะครับ การเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาลทักษิณ ถ้าเกิดว่าภาคประชาชนไทย ถ้ามันมีจริงนะครับ ทำงานเย็น (งานจัดตั้งทางความคิด) มากพอ ผมว่าตรงนั้นเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดที่จะตั้งพรรคการเมือง แม้แต่เวลานี้ก็ยังอยู่ในช่วงตั้งพรรคการเมืองด้วยซ้ำ แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำงานจัดตั้งทางความคิดเลย พอสถานการณ์สุกงอม เราเองต่างหากที่ไม่สุกงอม ไม่สามารถใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่าทุนนิยมสอนเราว่าเราต้องใหญ่ถึงจะอยู่ได้ ตอนที่ผมเข้ามาทำงาน เรามีโรงงานอยู่ที่มาเลเซีย แล้วพอมาดูที่อินเดีย ประเทศนี้มีประชากรราว ๑,๑๐๐ ล้านคน เราวิเคราะห์ว่าตลาดที่อินเดียมันใหญ่มาก ถ้าเราไม่เข้าไปลงทุนตอนนี้แล้วปล่อยให้เขาโต ผมคิดว่ามีโอกาสสูงมากที่สินค้าจากจีน อินเดีย จะมาตีเราภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีหลังจากนี้ เราตัดสินใจเข้าไปลงทุนที่อินเดียปี ๒๕๔๖ วิธีคิดของเราตอนนั้นก็คือ เราจำเป็นจะต้องขยายฐานการผลิต เราจำเป็นจะต้องใช้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ในมือให้เป็นประโยชน์ มันเหมือนเอาไข่วางไว้ในประเทศไทยประเทศเดียว ถ้าเศรษฐกิจไทยพัง โอกาสที่ไข่จะแตกทั้งตะกร้าก็มีสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารคดี:ธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจที่รัฐบาลชุดที่แล้วให้การสนับสนุนมาก ตามนโยบายที่จะให้ประเทศไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย ส่งออกให้มากที่สุด ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะมีนโยบายสวนทางกัน มองจุดเปลี่ยนตรงนี้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร:คุณบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงแล้วคุณลงทุน ๗ หมื่นล้าน แม้แต่งบประมาณรัฐบาลที่แถลงออกมา สำหรับปีงบประมาณนี้อยู่ที่ ๑.๕ ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้ของรัฐคือ ๑.๓ ล้านล้านบาท ผมถามว่าคุณรณรงค์เศรษฐกิจพอเพียง ทำไมคุณถึงใช้นโยบายขาดดุล ทำไมคุณถึงไม่ใช้นโยบายเกินดุล ณ วันนี้ผมถามว่าใครสามารถออกมานิยามเศรษฐกิจพอเพียงได้บ้างว่าเศรษฐกิจพอเพียงในกรอบของคุณคืออะไร วันนี้ใครพูดอะไรดี คุณตีขลุมหมดเลยว่าคือเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในแง่รูปธรรมมันขัดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะนโยบายที่ประกาศออกมากับการดำเนินนโยบายในทางปฏิบัติจริงก็สวนทางกันแล้ว ผมคิดว่าในความเป็นจริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียง อย่างน้อยที่สุดในทางธุรกิจมันพอเพียงไม่ได้ มันต้องเติบโต ผมไม่เคยเห็นบริษัทไหนไม่เติบโตแล้วไม่เจ๊ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารคดี:ถ้านิยามว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการพึ่งตนเองได้ และสร้างภูมิคุ้มกันในธุรกิจของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เพิ่มการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร:ผมคิดว่ามีนักวิชาการคนหนึ่ง คือคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดไว้ชัด คือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่กระแสชุมชนนิยม มันมีรากฐานอย่างหนึ่งคือ ข้างในมันดี และข้างนอกมันเลว อะไรก็ตามที่มันเลวมันมาจากข้างนอกหมด เราอยู่ข้างในเราก็ดีกันอยู่แล้ว โดยที่เราลืมไปอย่างหนึ่งว่า มันเป็นเพียงมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นมา เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง พูดถึงชุมชนนิยม หรือแม้แต่ในประเทศไทย เราบอกว่าเราไม่เปิดเสรีเพราะเรารู้สึกว่าอะไรก็ตามที่มาจากข้างนอกมันสร้างกิเลส มันสร้างความโลภ มันเอาอะไรต่างๆ ที่ไม่ดีในเชิงจริยธรรมในเชิงศีลธรรมเข้ามา แล้วเราก็พยายามปลูกฝังความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา แท้จริงแล้วการชูเรื่องชาตินิยมก็เพียงเพราะคุณต้องการปกป้องทุนชาติ เพราะคุณรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาคุณเสียประโยชน์ เพราะคุณแข่งขันสู้บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ไม่ได้ ถามว่าเศรษฐกิจพอเพียง คุณปิดประเทศหรือเปล่า ถ้าคุณไม่ปิดประเทศ บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้เข้ามา ผมถามว่าคุณแข่งขันสู้เขาได้หรือเปล่า ดูธุรกิจใหญ่ๆ ของไทย วันนี้เหลือธุรกิจอะไรบ้างที่ยังเป็นของคนไทย ที่ยังเป็นของทุนชาติอยู่ ผมรู้สึกว่าเหลือไม่เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถามผมเป็นนายทุนผมชอบไหม ชาตินิยม ชูเลยใช้ของไทย คุณผลิตรถยนต์คุณต้องซื้อของจากบริษัทคนไทย ผมแฮปปี้ แต่ถามว่าท้ายที่สุดใครล่ะได้กำไร ทุนชาติและทุนต่างชาติก็ได้กำไรเหมือนกัน การสะสมทุนก็กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนระดับสูงบางกลุ่มเหมือนกัน ถามว่าแล้วทุนชาติกับทุนต่างชาติต่างกันอย่างไร ไม่ต่างกัน เพียงแต่เรามีมายาคติ ท้ายที่สุดเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นวาทกรรมแบบหนึ่งเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารคดี : มองกลับไปที่รัฐบาลทักษิณที่ผ่านมา ทำไมธุรกิจของคุณถึงต้องมีระยะห่างจากรัฐบาลทักษิณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร: ผมคิดว่ารัฐบาลไหนเราก็เคลียร์นะ อย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ผมเข้าทำงานมา ๕ ปีให้หลัง เราไม่เคยเดินไปบอกรัฐบาลว่าคุณต้องทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ให้เรา ผมคิดว่าธุรกิจของเราค่อนข้างรักษาระยะห่าง รัฐบาลที่ขึ้นมาเราก็ไม่ได้สนิทกับรัฐบาลไหนเป็นพิเศษ ภาพที่คนทั่วไปมองอาจดูเหมือนว่าเราสนิทกับรัฐบาลทักษิณเป็นพิเศษเพราะว่ามีคุณอา (สุริยะ จึง-รุ่งเรืองกิจ) อยู่ในรัฐบาล แต่ถ้าถามว่ามีการล็อบบีเชิงนโยบายเพื่อบริษัทไหม ผมยืนยันได้ว่าไม่มี ธุรกิจของเราเสรีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นถามว่าเรารักษาระยะห่างกับรัฐบาลทักษิณไหม ผมคิดว่าเราไม่ได้มองว่าคุณอามีสายสัมพันธ์อยู่ในรัฐบาล แล้วจะให้รัฐบาลออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือบริษัทเรา อันนี้เราไม่เคยมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารคดี:แล้วข้อครหาที่บอกว่ารัฐบาลชุดทักษิณทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์เจริญรุ่งเรืองมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร: รัฐบาลไหนก็ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์รุ่งเรือง แม้แต่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้าขึ้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์ก็จะยังได้รับการส่งเสริมอยู่ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของประเทศ คุณไม่สามารถขึ้นมาแล้วบอกว่าไม่เอาอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือจะไม่ให้ประโยชน์กับบริษัทรถยนต์ ณ วันนี้ผมคิดว่าโตโยต้าพูดอะไรรัฐบาลฟัง เพราะเขากลัวว่าพวกนี้จะย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากจะเล่นการเมืองหรือเปล่าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร:ผมคิดว่าผมเล่นถ้าจำเป็น ถ้ามีสถานการณ์ เพราะในท้ายที่สุดแล้วเราปฏิเสธการเมืองไม่ได้ คุณบอกว่าคุณจะสร้างประเทศสีเขียว สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองมันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมันเกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมด คุณจะทำอะไรก็ตามในที่สุดมันก็โยงไปที่รัฐ มันต้องขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐ เพราะว่าเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตยแบบตัวแทน แม้แต่คุณต่อสู้เรื่องโรคเอดส์คุณยังชุมนุมหน้ารัฐสภาเลย ผมจึงคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ถ้าถาม ณ วันนี้ผมยังไม่มีความคิดที่จะเล่นการเมือง แต่ก็ไม่ปฏิเสธ จริงๆ แล้วผมรู้สึกว่าเราสามารถแสดงความเชื่อหรือทำกิจกรรมทางการเมืองต่างกันได้ ถ้าผมจะทำกิจกรรมการเมืองอะไรสักอย่าง ผมคิดว่ามันมาจากจิตสำนึกและก็มาจากความเชื่อของตัวเองโดยบริสุทธิ์ โดยที่ปราศจากอิทธิพลของญาติพี่น้อง ปราศจากอิทธิพลของนักการเมืองใดๆ แต่จะทำไปด้วยความเชื่อและความศรัทธาที่ตัวเองมีอยู่ นั่นเป็นจุดยืนของผม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณนิตยสารสารคดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5302</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;มาร์กซ์-เลนิน&#039;, ทุนนิยม, ธนาธร, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, เซเลบการเมือง, ไทยซัมมิท, ไพร่หมื่นล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180311/image_big_5aa4a5a711883.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2019 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2018 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สยามเมืองยิ้มในมุม&#039;ไพร่หมื่นล้าน&#039;เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนอะไรเลยได้แต่ยิ้มอย่างเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพGM&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค.61- &amp;nbsp; เอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ &amp;nbsp;เซเลบการเมือง ผู้ร่วมก่อตั้งพรรรอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนประกาศตัวเป็นนักการเมือง พบว่ามีมุมมองเกี่ยวกับสังคม การเมือง และศาสนา ที่น่าสนใจไม่น้อย &amp;nbsp;อ่านจากที่คัดลอกมาบางส่วนแล้ว จะเข้าใจความเป็น &amp;quot;ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;quot; ชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GM : ดูจากหนังสือที่ยกตัวอย่างมา ถือว่าผิดคาดพอสมควร เข้าใจว่าคุณน่าจะพูดถึงหนังสือทางด้านสังคมศาสตร์หรืออะไรประมาณนี้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร : พวกนั้นก็อ่านนะครับ แต่พวกนั้นมันจะเป็นหนังสือหนักๆ มากกว่าที่จะเป็นนวนิยาย จริงๆ หนังสือหนักๆ ก็อ่าน แต่ว่าต้องเรียนตามตรงว่า เวลามันมี 24 ชั่วโมง ซึ่งจำกัดมาก นอกจากให้งาน ครอบครัว เพื่อนฝูงแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ออกไปข้างนอกเยอะขึ้น ช่วง 2-3 ปีหลัง ก็อ่านหนังสือน้อยลงไปเยอะ อย่างเล่มล่าสุด ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าผมจะอ่านจบเมื่อไหร่ แต่เล่มต่อไปที่จะอ่านเลยก็คือรัฐธรรมนูญที่เพิ่งประกาศใช้ คือผมอ่านมาตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 อ่านจบทั้งเล่ม ฉบับ พ.ศ. 2560 ยังไม่ได้อ่าน แต่ว่าอยู่ในแพลน...
&amp;nbsp;
ผมคิดว่าโครงสร้างที่มีอยู่ในสังคมไทยโดยภาพรวม ไม่เอื้อให้เกิดจินตนาการ หรือการเติบโตของคนรุ่นใหม่ที่จะเท่าทัน เศรษฐกิจแบบดิจิทัล ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณลองไปซื้อนิทานที่เขียนโดยคนไทย กับนิทานที่เขียนโดยฝรั่ง สุ่มหยิบมาอย่างละสิบเล่มแล้วเทียบกัน คุณจะพบว่า สิบเล่มของนิทานภาษาไทย จะสอนเรื่อง คุณธรรม ซื่อสัตย์ เคารพผู้ใหญ่ อ่อนน้อม นี่คือค่านิยมที่จะอยู่ในนิทานสิบเล่มของไทย ร้อยทั้งร้อยจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้าไปอ่านนิทานสำหรับเด็กของต่างประเทศ เขาจะเน้นไปที่จินตนาการ ความสนุกสนานของเด็ก จะเห็นว่านิทานของไทยกับต่างประเทศแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;quot;นิทานที่คนไทยอ่านคือนิทานที่ปลูกฝังค่านิยมที่ไม่เหมาะสมต่อการพาประเทศไปสู่อนาคต&amp;quot; ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สะท้อนความสิ้นหวังของอนาคตของสังคมไทย เพราะจริงๆ แล้ว จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิพากษ์ เป็นสิ่งที่เราควรปลูกฝังให้กับเด็กๆ แต่สิ่งที่ประเทศไทยสอนให้กับเยาวชนของเรา คือกรอบ คุณสอบกรอบทุกอย่าง ตั้งแต่ทรงผม ชุดนักเรียน การเกณฑ์ทหาร การอยู่ในโอวาทของผู้ใหญ่ หรือการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ทุกอย่างคือกรอบทั้งหมด ซึ่งถ้าบอกว่าเรากำลังพูดถึง Thailand 4.0 เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่ไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมที่มันฝังรากอยู่ในสังคมไทย การพูดเรื่องเหล่านั้น มันก็ไม่มีความหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
GM : โดยตัวคุณเองมีบุคลิกลักษณะที่สุดขอบสุดขั้ว แต่คุณก็ยังเป็นผลผลิตของสังคมไทย แล้วคุณคิดนอกกรอบได้อย่างไร มีความขบถได้อย่างไร หรือมาจากประสบการณ์ในต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร : ผมว่าการที่มีลักษณะขบถ มันมีมาตั้งแต่ตอนก่อนไปศึกษาต่างประเทศ และผมส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีลักษณะขบถด้วยนะ ถ้าถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็อธิบายตัวเองไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามันสามารถทำได้ อย่างเช่น คุณสามารถที่จะแพ็คกระเป๋าโดยไม่มีจุดหมายไปถึงหัวลำโพง ขึ้นรถไฟขบวนไหนก็ได้ที่อยู่ชานชาลาเบอร์ 4 แล้วไปให้สุดทาง เดินทางโดยไม่ต้องมีจุดหมายเพื่อไปดูโลก ถ้าสมมุติมีทางให้เลือก มีทางที่ยากกับง่าย ทางเป็นปูนซีเมนต์กับทางที่เป็นป่าเขา แต่ไปถึงจุดหมายเดียวกัน ก็เลือกทางป่าเขา เลือกทางที่ยาก คือถ้าเราอยากจะสร้างจิตสำนึกแบบนี้ เราก็ต้องสร้างมัน
&amp;nbsp;
GM : เราพูดถึงเรื่องหนังสือเยาวชนที่สังคมไทยมุ่งสอนเรื่องคุณธรรมมากกว่าจินตนาการ แล้วส่วนตัวคุณเชื่อในศาสนาไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร : ผมคิดว่าทุกคนมีพระเจ้าของตัวเอง แล้วคุณก็คุยกับพระเจ้าของคุณเองได้โดยไม่ต้องผ่านวัด โบสถ์ หรือมัสยิด คุณคุยกับพระเจ้าของตัวคุณได้ แม้กระทั่งระหว่างการวิ่ง คุณก็คุยกับพระเจ้าได้ คุณไม่ต้องไปตักบาตร ไปมิสซา หรือละหมาดเพื่อจะคุยกับพระเจ้า สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนา หรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่นๆ เช่น รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผมคิดว่ารัฐควรจะถอยตัวเองออกมาจากเรื่องศาสนา ไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาอะไรเลย ที่นี่คุณจะนับถือยูดาย คุณจะนับถือเต๋า นับถือเซนก็ได้ เหมือนอย่างธรรมกาย ต่อให้ไม่เห็นด้วยกับธรรมกาย รัฐก็ไม่ควรไปยุ่ง ปัญหาคือถ้ารัฐไปยุ่ง มันก็จะซับซ้อนวุ่นวายไปหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
GM : จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปในสถานที่ต่างๆ มากมาย คุณมองความน่าอยู่ของเมืองไทยอย่างไร
ธนาธร : ผมเพิ่งคิดเรื่องนี้เมื่อวานนี้เอง เจออะไรไม่รู้ทำให้ผมคิดเรื่องนี้ เมืองไทยนี่มันเป็น Land of Smile ใช่ไหม ผมมานั่งคิดว่าทำไมเราถึงยิ้ม แล้วคำตอบที่ได้ อาจจะไม่ถูกใจคนไทยหลายๆ คน แต่ &amp;quot;เหตุผลที่ผมคิดว่า ทำไมคนไทยถึงยิ้ม ก็เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนเรื่องอะไรเลย&amp;quot; เมื่อโดนถามเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราตอบไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือยิ้ม ไม่มีจุดยืน แม้แต่ในเรื่องที่สากลเขายอมรับกัน อย่างเช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน คือเราอาจจะมีบางอย่างที่เป็นจุดร่วมกันกับคนในสังคม แต่มันอธิบายกับคนในระดับสากลไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ดังนั้น ถ้าถามว่าความน่าอยู่ของสังคมไทยคืออะไร ผมคิดว่าความน่าอยู่ในสังคมไทยมีอยู่อย่างเดียว คือคุณต้องเป็นคนแบบผม คุณต้องเป็นคนที่มีเงินและมีอำนาจ ประเทศไทยถึงจะน่าอยู่ เห็นจากหลายกรณี เมื่อคนที่มีอำนาจและมีเงินถูกขึ้นศาล ทำผิดกฎหมายแล้วไม่ถูกลงโทษ ในขณะที่ถ้าเป็นประชาชนธรรมดาไม่มีชื่อเสียง คุณก็จะถูกกระทำโดยกฎหมาย สังคมไทยน่าอยู่ก็ต่อเมื่อคุณมีเงินและมีอำนาจเท่านั้นเอง สำหรับผมถ้ามีเรื่องอะไรอย่างหนึ่งที่จะต้องพูดให้ชัดเจนเพื่อสร้างสังคมไทยในวันข้างหน้าก็คือเรื่องนี้แหละ การบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกันกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะนามสกุลอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
อีกอย่างคือ โครงสร้างพื้นฐานของเมืองไทยก็แย่มาก สงกรานต์เพิ่งตายไปไม่รู้เท่าไหร่ ประมาณ 300 กว่าคน ลองนึกดูว่าคนที่ตายไปอายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี คุณคิดว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการสร้างคนอายุ 20 ปีขึ้นมา 1 คนนี่คือเท่าไหร่ ผมคิดว่าต้องมีล้าน 2 ล้านแน่นอน หรืออาจจะเกินกว่านั้นด้วย นี่คือความสูญเสียมหาศาล ยังไม่นับผลกระทบทางด้านจิตใจของคนรอบตัวเขาอีก นี่มันเป็นเรื่องอะไรที่เหลือเชื่อมาก โครงสร้างพื้นฐานก็แย่ การบังคับใช้กฎหมายก็แย่ ค่านิยมที่ถูกปลูกฝังในสังคมก็แย่ สมมุติคิดว่าอยากจะเปลี่ยนชนชั้นในชั่วชีวิตคุณ คุณทำได้ไหม จากชนชั้นกลางเป็นชนชั้นกลางระดับบน หรือชนชั้นล่างเป็นชนชั้นกลางในชั่วชีวิตเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GM : ยุคสมัยหนึ่ง คนจีนโพ้นทะเลที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบอาจจะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร : กี่คน และที่สำคัญคนที่ทำได้เกือบทั้งหมด มีสักกี่คนที่ไม่ผูกขาดสัมปทาน เอาเปรียบประชาชนกับรัฐ หรือโกงกินภาษีประชาชน นี่คือข้อเท็จจริง อย่างก่อนหน้านี้ เราพูดกันเรื่องอัสดงของอุตสาหกรรมสื่อ แต่ก่อนอัสดงของอุตสาหกรรมสื่อ มีผู้เล่นในอุตสาหกรรมสื่อกี่เจ้าครับ สื่อวิทยุ เจ้าของก็คือทหาร โทรทัศน์ก็ผูกขาด ไม่มีการประมูลกันมาเป็น 20-30 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ระบบการผูกขาดที่หยั่งรากในสังคม ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในสังคมไทย แล้วทำให้คนในสังคมไทยไม่มีการเลื่อนฐานะทางสังคม ซึ่งหมายความว่า คุณไม่สามารถเปลี่ยนชนชั้นในชีวิตคุณ น้อยมาก คนที่จะทำได้มีอยู่ 2 อย่าง คือไปเลียแข้งขานักการเมือง ไม่ก็ไปหากินกับสัมปทานของรัฐ คุณไม่สามารถมี มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ในสังคมไทยได้ เราไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งในด้านกายภาพที่จะทำให้เกิดการเลื่อนฐานะทางสังคมเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GM : ชีวิตผจญภัยย่อมไม่รู้จุดหมายปลายทาง ตัวคุณเองมองชีวิตนับจากนี้ต่อไปอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร : ถ้าทุกคนใช้ชีวิตเหมือนผม โลกนี้ไม่ต้องมีนิยาย คือมันผ่านเรื่องราวมากมาย แต่ถ้าถามผม ผมยังไม่อิ่ม ผมยังรักชีวิตผม ผมยังไม่อยากตาย ผมยังอยากใช้ชีวิต ถ้าย้อนกลับไปอายุ 18 ได้อีกครั้ง ผมจะใช้ชีวิตหนักกว่านี้อีก ผมจะกินเหล้าอีกเป็นเท่าตัว ผมจะปีนเขาให้เร็วกว่านี้อีก 10 ปี แต่ถ้าถามถึงการเดินทางไปข้างหน้าของชีวิต ยังมีสิ่งที่ผมอยากทำ ยังมีสิ่งที่ผมอยากเห็นอีกเยอะ อันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเดินทางในเชิงผจญภัยตามสถานที่นะ แต่พูดถึงการเดินทางของชีวิต ผมยังไม่อยากตาย ผมยังอยากคุยกับผู้คน อยากเห็นสิ่งต่างๆ ในโลก ยังอยากเห็นอะไรอีกเยอะมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เคยบวช &amp;nbsp;: บวชที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ทั้งวัดมีพระอยู่ 5-6 รูป ตอนนั้นผมอยากลอง แล้วก็คิดว่าถ้าทำแล้ว คุณแม่น่าจะมีความสุข จริงๆ ตอนไปบวช ผมก็มีความสุขกับช่วงเวลานั้น แต่ไม่ใช่ความสุขด้านศาสนานะ &amp;quot;การไปบวชไม่ใช่บันไดไปสู่นิพพานของผม บันไดไปสู่นิพพานของผมมีอีกหลายบันได ไม่ใช่การไปบวชแน่นอน&amp;rdquo;
อ่านรายละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณ&amp;nbsp;https://gmlive.com/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5172</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไทยไม่มีจุดยืน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นิตยสายGM, พรรคอนาคตใหม่, เซเลบการเมือง, เอก ธนาธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180316/image_big_5aabc585a5c93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
