<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พฤติกรรมนักช้อปยุค COVID-19 หันชำระค่าสินค้าแบบไม่ใช้เงินสด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 2564 นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค ที่เรียกว่า Touchless Society คือ ไม่สัมผัสกับของใช้สาธารณะ สิ่งของต่าง ๆ ชำระค่าสินค้าแบบไร้การสัมผัส ซึ่งพบว่า e-Payments ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินสดของผู้บริโภค จากข้อมูลธนาคารแห่งประไทยแม้คนไทยยังนิยมใช้เงินสด แต่การใช้ e-Payment มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2563 สถิติเฉลี่ยแล้ว คนไทยใช้ e-Payment มากถึง 151 ครั้งต่อคนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากปี 2559 ทั้งนี้หนึ่งในปัจจัยหลักที่เป็นตัวเร่งมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนเลี่ยงการสัมผัส ลดการใช้เงินสด เปลี่ยนพฤติกรรมในการชำระค่าสินค้า จนเป็นเทรนด์ใหม่ของผู้บริโภคเข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถิติดังกล่าว บริษัทฯ เล็งเห็นและคาดการณ์เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่เป็นเทรนด์ของทั่วโลก จึงได้มีการเก็บข้อมูลการชำระค่าสินค้าผ่าน e-Payment ของลูกค้าท็อปส์ และ แฟมิลี่มาร์ท พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ปี 2562 ก่อนการระบาดโควิด จนถึงปัจจุบันในปี 2564 เมื่อพิจารณาสัดส่วนการชำระค่าสินค้าพบว่า ลูกค้าเลือกชำระผ่าน e-Payment สูงถึง 60% เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีการใช้จ่ายผ่าน e-Payment 50 % จากสัดส่วนการชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้เงินสดที่เติบโตมากขึ้น ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบชำระเงินที่ใช้เงินสดเป็นหลักไปสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพราะเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับมากกว่าการใช้เงินสด เช่น การชำระผ่านแอปพลิเคชั่น Dolfin ที่มีส่วนลดพิเศษ, รับ Cash Back เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตต่าง ๆ การสะสมคะแนน รวมถึงการชำระด้วย e-Gift Card หรือโปรโมชั่นอื่น ๆ เฉพาะสมาชิกบัตรเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบสถิติที่น่าสนใจเพิ่มเติม ได้แก่ ลูกค้าท็อปส์ที่ใช้ e-Payment มากที่สุดอยู่ในกลุ่มอายุ 35-44 ปี รองลงมาคือ อายุ 45-54 ปี และ 25-34 ปีตามลำดับ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ถือเป็นลูกค้าหลักของการใช้จ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้ว จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า การใช้ e-Payment นั้นครอบคลุม ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 45-54 ปี ที่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้จ่ายโดยไม่ใช้เงินสดมากขึ้น ปัจจุบัน &amp;ldquo;ท็อปส์ และ แฟมิลี่มาร์ท&amp;rdquo; รองรับการชำระเงินผ่าน e-Payment หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น QR Payment ผ่าน Mobile Banking และพร้อมเพย์, RFID Ship Card, e-Wallet ต่างๆ อาทิ Dolfin, Rabbit LINE Pay, Alipay, WeChat Pay รวมไปถึงการชำระเงินผ่านมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญและมองหาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าถึงทุกการใช้จ่าย ยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น ชำระค่าสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น Dolfin ครบ 800 บาท รับคูปองส่วนลดทันที 50 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-30 กันยายน 2564 หรือ สมาชิกเดอะวัน เพียงมียอดซื้อสินค้าครบ 800 - 1,499 บาทต่อใบเสร็จ และเลือกชำระผ่าน e-Payment รับคูปองส่วนลด 100 บาทสำหรับการซื้อสินค้าในครั้งถัดไป นอกจากนั้นระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) จะเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องเพราะผู้บริโภคเกิดความคุ้นเคย ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสเตฟาน กล่าวเพิ่มเติมถึงการคาดการณ์เทรนด์ในอนาคตของธุรกิจค้าปลีกหลังสถานการณ์ โควิด-19 ว่า &amp;ldquo;ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป Touchless Society จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในทุกธุรกิจ ทั้งระบบ Online Business และ Financial Business โดยสัดส่วนของการใช้ e-Payment จะเพิ่มเป็นร้อยละ 80 แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนจะเข้ามามีบทบาทแทน Credit card และ Physical card โดยผู้บริโภคเกือบทั้งหมดจะหันมาใช้ e-Wallet หรือ e-Payment แทน ซึ่งสะดวกและปลอดภัยมากกว่าเดิม ใบเสร็จรับเงินจะถูกส่งให้ลูกค้าโดยตรงผ่านโทรศัพท์มือถือแทนการออกใบเสร็จฯ ที่เป็นกระดาษ รวมไปถึงคูปองส่วนลดต่างๆ และในอนาคต ลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์มือถือสแกนบาร์โค้ดบนผลิตภัณฑ์ได้เอง แล้วจึงนำมารวมยอดชำระที่เคาน์เตอร์ ผ่านระบบ e-Payment ซึ่งระบบนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวเพื่อชำระเงินค่าสินค้า ซึ่งท็อปส์ และ แฟมิลี่มาร์ท ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและการบริการอยู่เสมอ ให้สามารถตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันรวมไปถึงอนาคต เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดและรักษาไว้ซึ่งการเป็นผู้นำซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.th , เฟซบุ๊ก TopsThailand หรือ แอปพลิเคชั่นไลน์ @TopsThailand
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116126</URL_LINK>
                <HASHTAG>การชำระเงินแบบไร้สัมผัส, สเตฟาน คูม, เซ็นทรัล รีเทล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_613978ed53261.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เซ็นทรัลพัฒนา” ผนึกธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล นำร่อง “ภูเก็ต โมเดล” ต้นแบบเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย จับมือภาครัฐและเอกชน ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไทย พลิกฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั้งระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต นำร่อง Phuket Sandbox ตามนโยบายภาครัฐและหอการค้าไทย ร่วมด้วยกลุ่มเซ็นทรัล, เซ็นทรัลพัฒนา และเซ็นทรัล รีเทล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ชูความพร้อมต้นแบบสถานที่สะอาดปลอดภัย เซ็นทรัล ภูเก็ต ศูนย์การค้าแรก ได้รับมาตรฐาน SHA Plus+ จาก ททท. พนักงานฉีดวัคซีนครบแล้ว 85%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบสร้างเศรษฐกิจ &amp;ldquo;ไทยช่วยไทย&amp;rdquo; อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; เปิดตัวงาน Central Phuket Hotel Fair ผนึก 100 โรงแรมดัง ลดสูงสุด 70% และแคมเปญใหญ่ทั่วประเทศ &amp;ldquo;ฮักไทย ไทยช่วยไทย รวมใจช้อป&amp;rdquo; ลดสินค้าทุกประเภทสูงสุด 90% ช่วยลดค่าครองชีพ ดันยอดขายร้านค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพฯ &amp;ndash; บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ในฐานะภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนพลิกฟื้นประเทศไทยที่มุ่งเน้นการดูแลสังคมและเศรษฐกิจให้เดินหน้าควบคู่ไปด้วยกันอย่างดีที่สุด ผนึกธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล นำร่อง &amp;ldquo;ภูเก็ต โมเดล ต้นแบบเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย&amp;rdquo; ชูความพร้อมของสถานที่ให้ความมั่นใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ พร้อมตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต&amp;rdquo; เปิดตัวแคมเปญใหญ่ HUG THAIS HUG PHUKET, CENTRAL PHUKET HOTEL FAIR นำร่อง Phuket Sandbox ตามนโยบายภาครัฐและหอการค้าไทย ร่วมกับ กลุ่มเซ็นทรัล เซ็นทรัลพัฒนา และเซ็นทรัล รีเทล โดยเป็นศูนย์การค้าแรกที่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน SHA Plus+ จาก ททท. สร้างความมั่นใจด้วยการมีพนักงานฉีดวัคซีนครบแล้ว 85% กระตุ้นท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่นตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ ด้วยการผนึก 100 โรงแรมดังมอบส่วนลดที่พัก 70% พร้อมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษจากร้านค้าภายในศูนย์ฯ มอบ Phuket&amp;rsquo;s Welcome Pack มูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท และ WE&amp;rsquo;RE VACCINATED มอบส่วนลดสำหรับลูกค้าที่มาฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า &amp;ldquo;เซ็นทรัลพัฒนาและพันธมิตรในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เล็งเห็นความสำคัญของการเร่งกระจายฉีดวัคซีนควบคู่ไปกับการกระตุ้นภาคธุรกิจ เพื่อช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศให้กลับมาอีกครั้งอย่างดีที่สุด โดย &amp;lsquo;ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์&amp;rsquo; นับเป็นสัญญาณการเริ่มต้นที่ดี เพื่อช่วยกันเดินหน้าภาคธุรกิจท่องเที่ยว ด้วยความร่วมมือทั้ง 3 ฝ่ายคือ ภาครัฐ-ภาคเอกชน-ผู้ประกอบการ SMEs นำโดยศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ที่มีความพร้อมทั้งในด้านความปลอดภัยของสถานที่จากการคุมเข้มมาตรการด้านความสะอาดปลอดภัยสูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาคโรงแรมและท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เพื่อผนึกกำลังกันสร้าง &amp;lsquo;ภูเก็ต โมเดล&amp;rsquo; ในครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จ ทำให้ภูเก็ตเป็น &amp;lsquo;จังหวัดต้นแบบ&amp;rsquo; ของเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่เมืองท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ อย่างสมุย ที่อยู่ในลำดับต่อไปของโรดแมปด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทาง &amp;ldquo;ภูเก็ต โมเดล ต้นแบบเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย&amp;rdquo; มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สร้างพื้นที่สาธารณะที่สะอาดปลอดภัย &amp;lsquo;No.1 Hygiene &amp;amp; Safety Standard&amp;rsquo;: สร้างความพร้อมเป็น Place of Confidence ของสถานที่ให้ความมั่นใจนักท่องเที่ยวชาวไทยและเทศ ชูความเป็นต้นแบบของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ที่เป็นศูนย์การค้าแรกที่ได้รับสัญลักษณ์ SHA PLUS+ จาก ททท. จากการคุมเข้มแผนแม่บท &amp;ldquo;เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ&amp;rdquo; อีกทั้งยังเป็น The First Vaccinated Shopping Center ที่มีพนักงานฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 85% ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. พร้อมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า โดยพนักงานติดสัญลักษณ์ I&amp;rsquo;M VACCINATED&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ สร้างเศรษฐกิจ &amp;ldquo;ไทยช่วยไทย&amp;rdquo; อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 เชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการทั้ง Value Chain ตั้งแต่ศูนย์การค้า-โรงแรม-ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อเติมเต็มการท่องเที่ยวทั้งระบบ ร่วมกันสร้างความพร้อมให้กับจังหวัด โดยเซ็นทรัล ภูเก็ต ยังมีจุดแข็งในการเป็น World-Class Attraction ที่ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและเทศที่มี High spending power และมองหาการพักผ่อนแบบลองสเตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 โปรโมทท่องเที่ยวไทย แบบ Cross-Region โดยมีศูนย์การค้าเซ็นทรัล 33 สาขาทั่วประเทศเป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดในการสร้าง &amp;ldquo;ไทยเที่ยวไทย&amp;rdquo; ให้ คนใต้เที่ยวภาคเหนือ คนเหนือเที่ยวภาคใต้ เป็นต้น ดังเช่นที่เคยนำร่องนำภาคธุรกิจท่องเที่ยวจากภาคใต้ไปโปรโมทใจกลางเมืองที่เซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3 ปูพรมแคมเปญการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่องถึงสิ้นปี อาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; นำร่อง Phuket Sandbox ด้วย HUG THAIS HUG PHUKET, CENTRAL PHUKET HOTEL FAIR จัดขึ้นถึงตั้งแต่วันนี้-วันที่ 4 ก.ค. 64 มอบโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุด 70% โดยได้รับความร่วมมือจากหอการค้าไทย, จังหวัดภูเก็ต, หน่วยงานราชการ-เอกชน และ โรงแรมชื่อดังในจังหวัดภูเก็ตกว่า 100 แห่ง อาทิ โรงแรม Intercontinental Phuket, โรงแรม Banyan Tree, โรงแรม Tri Sara, โรงแรม Renaissance ฯลฯ พร้อมด้วย Phuket&amp;rsquo;s Welcome Pack มูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท รวมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากร้านค้าภายในศูนย์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; สร้างสีสันกิจกรรมและแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่องถึงสิ้นปี อาทิ แคมเปญใหญ่ &amp;ldquo;ฮักไทย ไทยช่วยไทย รวมใจช้อป&amp;rdquo; ลดสูงสุด 90% ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 33 สาขาทั่วประเทศ, แคมเปญ WE&amp;rsquo;RE VACCINATED โปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่เดินทางมาฉีดวัคซีน, FOOD EVENT รวมเมนูเด็ดดังทั่วเกาะภูเก็ต กว่า 200 ร้านค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น , SPORT EVENT อาทิ การแข่งขันบริดจ์ บาสเก็ตบอล 3x3 และ SURF SKATE ชิงแชมป์ประไทย ขานรับนโยบาย ภูเก็ตเมืองกีฬา, และกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ อาทิ ฮาโลวีน คริสต์มาส และปีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาววัลยา กล่าวว่า &amp;ldquo;ตลอดมาศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยู่เคียงข้างชุมชนและจังหวัดเสมอในทุกช่วงเวลาสำคัญ ในฐานะภาคเอกชนเราภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตและศูนย์กลางประสานพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ด้วยเครือข่ายที่กว้างขวาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในการผลักดัน &amp;lsquo;ภูเก็ต โมเดล&amp;rsquo; ในครั้งนี้จะช่วยสร้าง &amp;lsquo;วัคซีนท่องเที่ยว&amp;rsquo; ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปรับตัวและฟื้นตัวกลับมาได้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติได้เดินหน้าอีกครั้ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108183</URL_LINK>
                <HASHTAG>Central Phuket Hotel Fair, HUG THAIS HUG PHUKET, Phuket Sandbox, SHA Plus+, ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, นโยบายภาครัฐและหอการค้าไทย, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), ภูเก็ต โมเดล ต้นแบบเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต, สถานที่สะอาดปลอดภัย, เซ็นทรัล รีเทล, เปิดตัวแคมเปญใหญ่, ไทยช่วยไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc388c92bc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นทรัลรีเทล ชู “ยุทธศาสตร์ 5 พร้อม&quot; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 63 - นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทางทีมผู้บริหารได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแผนรับมือกับวิกฤตมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำ &amp;ldquo;Central Retail &amp;amp; Service Platform&amp;rdquo; มาเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันธุรกิจค้าปลีกและบริการของประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ เราเน้นความสำคัญที่ 2 เรื่องหลักคือ 1. เรื่องความสะอาดและสุขอนามัย โดยเรายึดมั่นและปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐ พร้อมยกระดับการรักษาความสะอาดด้วยระบบอัจฉริยะให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และ 2. เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และเชื่อมโยงประชาชนทุกภาคส่วน ให้มาอยู่บนแพลตฟอร์มนี้ เพื่อกระตุ้นการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดค่าครองชีพ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ 5 พร้อม ที่จะตอบโจทย์ความท้าทายในยุคนิวนอร์มอล (New Normal) ซึ่งได้พัฒนาไปสู่ความเป็นนาวนอร์มอล (NOW NORMAL) หรือ &amp;ldquo;โลกแห่งวิถีชีวิตปัจจุบัน&amp;rdquo; อย่างแท้จริง นับเป็นมิติใหม่ที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ได้แก่ 1.พร้อม&amp;hellip;พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการช่วยเหลือครบวงจร 2.พร้อม&amp;hellip;ยกระดับและชูมาตรฐานความสะอาดต่อยอดความแข็งแกร่งระบบสาธารณสุขไทย 3.พร้อม...ใช้นวัตกรรมและสร้างประสบการณ์ใหม่ 4.พร้อม...ต้อนรับ และให้บริการลูกค้าทุกช่องทางในยุคนิวนอร์มอล และ5.พร้อม&amp;hellip;เร่งเครื่องแพลตฟอร์มเซ็นทรัลรีเทลแอนด์เซอร์วิสอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี นิวนอร์มอลที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้กลายมาเป็นนาวนอร์มอลของการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจในวันนี้ ซึ่งเซ็นทรัล รีเทลมั่นใจว่ายุทธศาสตร์ 5 พร้อม และเซ็นทรัลรีเทลแอน์เซอร์วิส จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะด้านสุขอนามัย อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐ ภาคเอกชน คนไทยทุกคน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่กำลังจะกลับเข้ามาในประเทศ และสามารถตอบโจทย์การเป็นแพลตฟอร์มของทุกคนได้อย่างแท้จริง
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65845</URL_LINK>
                <HASHTAG>เซ็นทรัล รีเทล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebbe5b914df8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2019 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2019 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ จ่อ IPO 1.69 พันล้านหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ธ.ค.2562 นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทมีความพร้อมที่จะเสนอขายหุ้น IPO &amp;nbsp;หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) และมีผลใช้บังคับเป็นที่เรียบร้อยในวันที่ 26 ธันวาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น แบ่งออกเป็น 1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็น 22.1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ ผู้ถือหุ้นของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ &amp;ldquo;ROBINS&amp;rdquo; ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ 2. หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็น 6% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขา ได้แก่ 1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ 2. การขยายสาขาของไทวัสดุ &amp;nbsp;3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม 4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วม โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินรวมภายหลังจากหักภาษี และการจัดสรรทุนสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและซีอาร์ซีกำหนดไว้ในแต่ละปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมเดินหน้าทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ ROBINS ที่ราคาเสนอซื้อ 66.50 บาทต่อหุ้น เพื่อแลกกับหุ้น IPO ของ CRC ตามช่วงอัตราแลกหุ้นเบื้องต้นที่1.39 ถึง 1.66 หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS ในระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 (รวม 25 วันทำการ) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ (Tender Agent) หลังจากนั้นหุ้นของ ROBINS จะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกับหุ้น IPO ของ CRC เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายญนน์ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 4.1% จากรายได้รวมในช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 และรายงานจาก Euromonitor International ซีอาร์จีเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกผ่านรูปแบบที่หลากหลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีร้านค้าทั้งหมดประมาณ 1,922 ร้านค้าใน 51 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้ขยายไปยังต่างประเทศ โดยเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี รวมทั้งสิ้น 9 สาขา และธุรกิจในเวียดนาม 133 ร้านค้า ใน 40 จังหวัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาย IPO, ญนน์ โภคทรัพย์, บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC), เข้าตลาดหลักทรัพย์, เซ็นทรัล รีเทล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191227/image_big_5e0578fda7df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
