<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตึกมาลีนนท์แทบแตก! ‘กลัฟ’เปิดตัวเซ็นสัญญาช่อง3 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดตัวเป็นนักแสดงสังกัด ช่อง3&amp;nbsp;เต็มตัวแล้วสำหรับ&amp;nbsp;กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์&amp;nbsp;นักแสดงหนุ่มที่โด่งดังมาจากซีรีส์วายโดยวันนี้เจ้าตัวเดินสายเข้ารายการของ ช่อง3&amp;nbsp;เพื่อเป็นการเปิดตัวและฝากเนื้อฝากตัวกับบ้านหลังใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยบรรยากาศที่ ช่อง3&amp;nbsp;วันนี้มีแฟนๆของหนุ่มกลัฟมาให้กำลังใจมากมาย โดยมีเหล่าช่อดอกไม้ที่ทำจากงินสดที่แฟนๆทำมาให้นักแสดงหนุ่มวางเต็มพื้นที่หน้าช่อง รวมไปถึงเค้กธนบัตรก้อนใหญ่อีกด้วย จนเกิดกระแสแฮสแท็ก #ช่องสามครับกลัฟมาแล้ว&amp;nbsp;ขึ้นอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยวันนี้เลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งหนุ่มกลัฟเผยว่าจะได้เห็นผลงานกันรัวๆแน่นอน เพราะมีคุยอยู่หลายโปรเจ็กต์แต่ต้องขออุบเอาไว้ก่อน แต่ที่บอกได้เลยก็เป็นโปรเจ็กต์พิเศษกับทางCh3Plus&amp;nbsp;นั่นก็คือ Gulf The Next Stage&amp;nbsp;เป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบของกลัฟ ที่จะไลฟ์ผ่านทางแอปพลิเคชั่นCh3 Plus&amp;nbsp;ในวันที่2&amp;nbsp;เมษายนนี้อีกด้วย!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96473</URL_LINK>
                <HASHTAG>Gulf The Next Stage, กลัฟ คณาวุฒิ, กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์, คอนเสิร์ต, ช่อง3, ช่องสามครับกลัฟมาแล้ว, เซ็นสัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6052fde2298d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บขส.ได้ฤกษ์เซ็นสัญญาจ้าง”สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต”MD คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
14ม.ค.64-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ประธานกรรมการบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาว่าจ้าง นายสัญลักข์ &amp;nbsp;ปัญวัฒนลิขิต ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. โดยมี คณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารระดับสูงของ บขส. ร่วมในพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาย สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กล่าวว่า พร้อมจะดำเนินงานตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการบริษัทฯ ในการที่จะขับเคลื่อนและพัฒนา บขส. ให้ก้าวไปอย่างมั่นคง และให้ บขส. เป็นองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพในการให้บริการด้านการขนส่งสาธารณะ โดยวางแผนจะปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยใช้ Smart Digital Technology มาเป็นหัวใจในการดำเนินงานของ หรือ Digital Transport &amp;nbsp;4 ด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. SMART Station (Modern Bus) การพัฒนาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับสถานีขนส่งผู้โดยสารของ บขส. โดยเน้นเรื่อง ความสะอาด สะดวกสบาย ปลอดภัย โดยจะมีการพัฒนาระบบการจองตั๋วโดยสาร ให้ผู้โดยสารสามารถจองผ่านระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย และปรับลดพื้นที่ห้องขายตั๋ว&amp;nbsp;
ลดการรับเงินสด ตามวิถีใหม่ รวมทั้งนำเทคโนโลยี Digital มาใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของการจราจรภายในสถานี และเพิ่มการเชื่อมต่อระบบขนส่งรถโดยสารสารธารณะให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบการขนส่งอื่น (Feeder) เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น ได้อย่างสะดวก และจะนำระบบ TOC : Transport Operation Center มาใช้แสดงข้อมูลการเดินรถอย่างเรียลไทม์ เพื่อช่วยบริหารและควบคุมการเดินรถให้เป็นไป ตามมาตรฐานที่กำหนดได้มากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;2. SMART Product &amp;amp; Service มีการเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกในรถโดยสาร นอกเหนือจากบริการเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารมากขึ้น รวมทั้งมีแผนเปิดให้บริการเส้นทางใหม่ที่เชื่อมต่อเมืองหลักกับเมืองรอง รัศมี 300 กิโลเมตร ที่ไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) และเชื่อมเส้นทางจากเมืองหลักหรือเมืองรองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อยกระดับการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสร้าง New business model เพิ่มรายได้จาก Facilities ที่มีอยู่เดิม เช่น การสร้างพันธมิตร เพื่อให้บริการขนส่งพัสดุ หรือการทำข้อตกลงความร่วมมือการขนส่งกับ หน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น และจะผลักดันเรื่องการรีแบรนด์ บขส. ให้เป็น &amp;ldquo;Digital Transport&amp;rdquo; รวมใจพนักงาน เพื่อพัฒนาองค์กรให้มีมาตรฐานสากลและเป็นมืออาชีพ สอดคล้องกับค่านิยม วิสัยทัศน์ และภารกิจต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
3. SMART Asset มีแนวคิดด้านการจัดการกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่แน่นอน โดยจะพิจารณาให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาแบบ PPP ทรัพย์สินที่เป็นที่ดินอยู่ทั้ง 3 แปลงที่คือ สถานีเอกมัย 7 ไร่ สถานีปิ่นเกล้า 15 ไร่ ที่ดินสามแยกไฟฉาย ในเชิงพาณิชย์ ในส่วนของ สถานีหลักคือ จตุจักร และสถานี หมอชิต ต้องมีแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกันกับสถานีกลางบางซื่อ หรือโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
และ4. SMART Firm ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;องค์กรต้องดำรงอยู่ได้บนผลกำไรของตนเอง&amp;rdquo; พนักงานทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้ต้นทุนของหน่วยงาน มีการนำเอาเทคโนโลยี Digital มาบริหารจัดการ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล ส่วนปฏิบัติการ ให้สอดคล้องกับสภาวะรายได้การเดินรถที่จะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้เหมาะสมทันสถานการณ์มีประสิทธิภาพ และเพิ่มทักษะให้กับพนักงานเตรียมตัวเข้าสู่ &amp;ldquo;Digital Transport&amp;rdquo;
อย่างไรก็ดี องค์กรจะก้าวไปข้างหน้าได้ พนักงานในองค์กรต้องมีส่วนร่วมในการนำพาองค์กรไปสู่จุดหมายร่วมกัน และพวกเราจะผ่านวิกฤตในช่วงสถานการณ์โควิด 19 นี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า นาย สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งคณบดี คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยพายัพ กรรมการอิสระของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และจะเริ่มทำหน้าที่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89798</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส., สัญลักข์  ปัญวัฒนลิขิต, เซ็นสัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210114/image_big_5fffc6935de8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุดพลุ! จรดปากกา ไฮสปีดไทย-จีน 5 สัญญา 4 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26พ.ย.63 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงคุณธรรมและลงนามสัญญาการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) จำนวน 5 สัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) โดยนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทคู่สัญญา ได้แก่ สัญญา 3-2 นายพลพัฒ กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) , สัญญา 3-3 นายสุทธิพันธ์ โกศัยพลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม จำกัด , สัญญา 3-4 นายสุเมธ สุรบถโสภณรองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) , สัญญา 3-5 นายอรรถสิทธิ์ ดำรงรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค จำกัด และ สัญญา 4-7 นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยธรรม์ กล่าวว่า พิธีลงนามสัญญาการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา จำนวน 5 สัญญา ในวันนี้ เป็นโครงการที่รัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมไทยสู่โลก และเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจและเร่งรัด ติดตามความก้าวหน้าของโครงการมาโดยตลอด และในขณะเดียวกัน เส้นทางนี้ก็จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมไทยไปสู่ สปป.ลาว และจีน โดยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เรียกว่า Belt and Road Initiative หรือ BRI ที่จะเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงยุโรปได้ด้วยทางรถไฟ โดยกระทรวงคมนาคมพยายามเร่งรัดโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงนามในสัญญาจ้างงานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร สัญญา 2.3 ของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; นครราชสีมา) ไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิรุฒ กล่าวว่า การลงนามในสัญญาก่อสร้างงานโยธา 5 สัญญา ในวันนี้ ประกอบด้วย สัญญาที่ 3-2 งานโยธาสำหรับงานอุโมงค์ (มวกเหล็กและลำตะคอง) ดำเนินการโดย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดเด่นคืองานก่อสร้างอุโมงค์ยาวรวม 8 กิโลเมตร และการก่อสร้าง
ทางรถไฟระยะทางรวม 12.23 กิโลเมตร สัญญาที่ 3-3 งานโยธาสำหรับช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ดำเนินการโดย บริษัท ไทยเอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งมีงานก่อสร้างสถานีปากช่อง และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 26.10 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัญญาที่ 3-4 งานโยธาสำหรับช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ดำเนินการโดย&amp;nbsp;
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดเด่นคือ มีงานก่อสร้างทางรถไฟระยะทางยาวที่สุดในโครงการ ถึง 37.45 กิโลเมตร สัญญาที่ 3-5 งานโยธาสำหรับช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา ดำเนินการโดย บริษัท กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค จำกัด (ซึ่งประกอบด้วย บริษัท นภาก่อสร้าง จำกัด บริษัท ทิมเซคาร์ตาร์ เอสดีเอ็น บีเอชดีจำกัด และบริษัท บิน่า พูรี่ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศมาเลเซีย) ซึ่งเป็นงานก่อสร้างสถานีนครราชสีมา และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 12.38 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสัญญาที่ 4-7 งานโยธาสำหรับช่วงสระบุรี-แก่งคอย ดำเนินการโดย บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดเด่นคืองานก่อสร้างสถานีสระบุรี และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 12.99 กิโลเมตร โดยทั้ง 5 สัญญาที่ลงนามในวันนี้ มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 101.15 กิโลเมตร มีวงเงินลงทุนรวม 40,275 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2568 จะเป็นการยกระดับมาตรฐานรถไฟไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐานความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทยในระยะยาว สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว กระจายรายได้ นำความเจริญสู่ท้องถิ่นตลอดแนวเส้นทางโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, เซ็นสัญญา, ไฮสปีด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf7e38552b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลลงนามกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอสลุยพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีลงนามสัญญาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นเฉพาะกิจโดย กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ผู้ยื่นข้อเสนอเงินประกันขั้นต่ำเป็นผลตอบแทนให้แก่รัฐดีที่สุด เพื่อร่วมกันลงทุนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ร่วมลงนามสัญญาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ฯ ประกอบด้วย พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และนายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักสำคัญของ อีอีซี มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น &amp;ldquo;สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลัก แห่งที่ 3&amp;rdquo; เชื่อมสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ทั้ง 3 สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โครงการฯ จะทำให้เกิดศูนย์กลางการพัฒนาธุรกิจเป้าหมาย โดยเฉพาะการเป็น &amp;ldquo;ศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics &amp;amp; Aviation&amp;rdquo; รวมถึงการเป็นศูนย์กลางของ &amp;ldquo;มหานครการบินภาคตะวันออก&amp;rdquo; ที่จะครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่เมือง ประมาณ 30 ก.ม. โดยรอบสนามบิน (พัทยาถึงระยอง) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการสานต่อเจตนารมณ์การพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ต้องการให้เกิดเป็นเมืองท่าและเมืองธุรกิจสำคัญ ของประเทศไทย &amp;nbsp;โดยเข้าเชื่อมโยงเป็นส่วนขยายของกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทางตะวันออก ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้สะดวกทั้งทางน้ำ ทางบกและทางอากาศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางทางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ แสงสุพรรณ กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 290,000 ล้านบาท แต่เป็นโครงการที่รัฐได้ผลประโยชน์ด้านการเงิน 305,555 ล้านบาท ได้ภาษีอากรกว่า 62,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่ม 15,600 ตำแหน่งต่อปีในระยะ 5 ปีแรก เกิดการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านธุรกิจการบินและธุรกิจเชื่อมโยง เพิ่มเทคโนโลยีองค์ความรู้ด้านธุรกิจการบิน โดยทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อผสานโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จะก่อให้เกิดการลงทุนในมิติต่างๆ ทั้งจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมาสู่พื้นที่อีอีซี ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยและคนไทยทุกคน&amp;rdquo; นายคณิศ กล่าว&amp;emsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ของโครงการตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินตะวันออก อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง อยู่ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ในระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 20 นาทีโครงการนี้ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาเพื่อให้สามารถรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้า มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทางวิ่งมาตรฐาน 2 ทางวิ่ง มีความยาว 3,500 เมตร ซึ่งสามารถให้อากาศยานขึ้นลงทั้ง 2 ทางวิ่งอย่างอิสระต่อกัน และสามารถรองรับเครื่องบินพาณิชย์ได้ทุกขนาด โดยมีหลุมจอดอากาศยานรวมทั้งสิ้น 124 หลุมจอด ในส่วนของอาคารผู้โดยสาร เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทุกระยะแล้ว จะมีขนาดพื้นที่กว่า 450,000 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 60 ล้านคนต่อปี ภายในอาคารมีการติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทันสมัย เช่น ระบบการ Check-in อัตโนมัติ (Smart Airport) ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automate People Mover, APM) นอกจากนี้ จะมีการก่อสร้าง Air Traffic Control Tower หรืออาคารหอบังคับการบิน โดย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สามารถให้บริการการขึ้นลงของอากาศยานได้สูงสุด 70 เที่ยวบินต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนขององค์ประกอบหลักอื่นๆ ได้แก่ คลังสินค้า, Cargo Village และ Free Trade Zone มีขนาดพื้นที่กว่า 470,000 ตารางเมตร ประมาณการขีดความสามารถรองรับการขนส่งสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ากว่า 3 ล้านตันต่อปี ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน (Ground Transportation Center, GTC) มีขนาดพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร เพื่อให้การเดินทางในรูปแบบต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูง รถบัส แท็กซี่ สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ พื้นที่กิจกรรมด้านอุตสาหกรรมการบินที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงานสนับสนุนอื่นๆ บนพื้นที่ ขนาด 1,400 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ โรงผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น โรงผลิตน้ำประปาและบำบัดน้ำเสีย และบริการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากองค์ประกอบหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่ดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์และส่งเสริมการเป็น Aviation Hub ของโครงการฯ คือ Commercial Gateway ขนาดพื้นที่กว่า 400,000 ตารางเมตร จัดเป็นพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษี ร้านค้าและภัตตาคาร โรงแรม รวมทั้ง Business Park และ Airport City ซึ่งมีขนาดพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางเมตร ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า และอาคารสำนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทางกลุ่ม BBS หรือ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ได้จัดทำแผนการพัฒนาโครงการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 มีอาคารผู้โดยสารขนาดพื้นที่กว่า 157,000 ตารางเมตร พื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ &amp;nbsp;อาคารจอดรถ ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน และหลุมจอดอากาศยาน 60 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2567 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15.9 ล้านคนต่อปี ระยะที่ 2 อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 107,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) และระบบทางเดินเลื่อน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 16 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ.2573 โดยประมาณการว่า จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 30 ล้านคนต่อปี &amp;nbsp;ระยะที่ 3 เป็นการต่อขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมจากระยะที่ 2 กว่า 107,000 ตารางเมตร เพิ่มจำนวนรถขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) อีก 1 ขบวน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 34 หลุมจอด คาดว่าจะ แล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2585 ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 45 ล้านคนต่อปี ส่วนระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้าย มีพื้นที่อาคารผู้โดยสารหลังที่สองเพิ่มขึ้นกว่า 82,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Check-in แบบอัตโนมัติ รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 14 หลุมจอด ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2598 ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 60 ล้านคนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ซึ่งเป็นทางวิ่งที่มีความยาว 3,500 เมตรนั้น กองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง ซึ่งเป็นโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EHIA ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการออกแบบและจัดทำรายงาน EHIA โดยได้จัดการรับฟังความคิดเห็นฯ จากประชาชนโดยรอบโครงการฯ แล้วจำนวน 2 ครั้ง และคาดว่าจะจัดการรับฟังความคิดเห็นฯ ครั้งที่ 3 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นฯ ครั้งสุดท้ายของกระบวนการจัดทำรายงาน EHIA ก่อนนำส่งให้ สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปลายเดือนสิงหาคม 2563 เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาต่อไป โครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้ภายในปี พ.ศ. 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้าร่วมลงทุนในโครงการนี้ว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่าง 3 บริษัท ผู้มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลาย ภายใต้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ คือ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด &amp;nbsp;บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส อยู่ในอุตสาหกรรมการบินมานานกว่า 50 ปี บริษัทฯ มีพันธมิตรทางการบินกว่า 100 สายการบินทั่วโลก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่น อาทิ ครัวการบิน การให้บริการภาคพื้น การให้บริการคลังสินค้า ร้านค้าปลอดอากร รวมถึงธุรกิจสนามบินที่บริษัทฯเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองรวม 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินสมุย สนามบินสุโขทัย และสนามบินตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากประสบการณ์ในการบริหารสนามบินทั้ง 3 แห่ง สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ นี้ทางกลุ่มฯ ได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งคือ สนามบินนานาชาตินาริตะ ซึ่งเป็นสนามบินชั้นนำของโลก เข้ามาร่วมบริหารสนามบินอู่ตะเภาด้วย ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การสร้าง และถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการบริหารสนามบินเพื่อก้าวไปสู่ระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัท และพันธมิตรฯ มีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีมาใช้ในการพัฒนาโครงการ ร่วมกับ อีอีซี และกองทัพเรือ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตามนโยบายและกรอบการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของรัฐบาล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการต่อเนื่องอื่นๆ ที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยได้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo; นายพุฒิพงศ์กล่าวสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการร่วมลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือกลุ่มกิจการร่วมการค้าบีบีเอส ได้ร่วมลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ กับทางภาครัฐ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการนี้ จากการผนึกกำลังของภาคเอกชนทั้งสามกิจการ ภายใต้ความร่วมมือกันใช้ทรัพยากรและศักยภาพที่โดดเด่น สามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดคืนให้กับภาครัฐและประชาชน ตลอดจนยกระดับการพัฒนาประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากประสบการณ์ที่มีมากกว่า 20 ปี ในการดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย และได้เปิดให้บริการมาแล้ว 20 ปีเศษ รวมระยะทางให้บริการปัจจุบันเกือบ 60 กิโลเมตร และยังมีรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลือง-ชมพู และรถไฟฟ้าสายสีทอง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือจะเป็นโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ กลุ่มบริษัทบีทีเอสได้ดำเนินการมาจำนวนมาก นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทบีทีเอส ยังได้ดำเนินธุรกิจด้านสื่อโฆษณานอกบ้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงทำธุรกิจทางด้าน E-Payments และเทคโนโลยีด้านระบบเก็บเงิน ทำให้เชื่อได้ว่า กลุ่มบริษัทบีทีเอส จะสามารถช่วยสนับสนุนให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะสามารถยกระดับสู่ศูนย์กลางมหานครการบิน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และ Logistics &amp;amp; Aviation ของ อีอีซี นำไปสู่การเป็นประตูเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพจะยกระดับการพัฒนาประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69134</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.), อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น, เซ็นสัญญา, โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec536d1acf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ-BEM เซ็นสัญญายุติข้อพิพาททางด่วนมหากาพย์25ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ก.พ.2563 นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังการลงนามสัญญายุติข้อพิพาทางด่วนระหว่าง กทพ. กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ว่า การลงนามสัญญาในวันนี้ (20 ก.พ. 2563) นั้น ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นชอบขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน โดยสัญญาระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A ช่วงรัชดาฯ-พระราม 9 ส่วน B ช่วงพญาไท-บางโคล่ และส่วน C ช่วงแจ้งวัฒนะ-รัชดาฯ จะสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2563 เพื่อยุติข้อพิพาทและถอนฟ้อง ทั้ง 17 คดี แลกกับการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน ระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน หรือไปสิ้นสุดสัญญาพร้อมกันในวันที่ 31 ต.ค. 2578 พร้อมทั้ง BEM จะต้องยกเว้นค่าผ่านทางในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศเป็นวันหยุดด้วย รวมถึงมีเงื่อนไขว่า กทพ.สามารถสร้างทางแข่งขันได้ โดยไม่ถูก BEM ฟ้องร้องได้อีกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวนั้น เพื่อให้สัญญาเดินหน้าต่อเนื่องกับสัญญาเดิม พร้อมทั้งหากมีการต่อสู้คดี ยอมรับว่า กทพ.มีโอกาสแพ้คดีสูง จึงต้องมีการเจรจา เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประเทศ และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนแต่อย่างใด โดยถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมา 25 ปี ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ BEM จะไปถอนฟ้องคดีที่มีการฟ้องร้องต่อศาล ภายในวันที่ 29 ก.พ.นี้ โดยยืนยันว่าสามารถดำเนินการถอนฟ้องได้ทันอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการเตรียมการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยสัญญาใหม่นั้นจะมีผล ในวันที่ 1 มี.ค. 2563 ขณะเดียวกัน กทพ. จะไปศึกษาเพิ่มการคล่องตัวของการจราจรทั้งระบบ รวมถึงการก่อสร้างทางขึ้น-ลงบริเวณสถานีกลางบางซื่อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ และบอร์ดชุดนี้ ไม่ได้สร้างปัญหา แต่มาเป็นผู้แก้ปัญหา และเชื่อว่าในผลการเจรจาในครั้งนี้ เป็นประโยชน์สูงสุด โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ หลังจากนี้ กทพ และ BEM จะไม่มีหนี้ต่อกัน เป็นการทำดีที่สุดต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งในวันที่ 21 ก.พ.นี้ จะเริ่มดำเนินการถอนฟ้องต่อศาล&amp;rdquo; นายสุรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจาก กทพ. ระบุว่า กทพ. ขอชี้แจง กรณีในข้อสงสัยเรื่องการขยายสัญญาสัมปทานโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช รวมถึงส่วนดี) และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางพิเศษอุดรรัถยา) โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า การเจรจาครั้งนี้จะทำให้ BEM มีสิทธิ์ต่อสัญญาได้อีก 20 ปี หลังจากที่การต่อสัญญาสิ้นสุดลงหรือไม่นั้น กทพ.ยืนยันว่า BEM จะไม่มีสิทธิ์ต่อสัญญาได้อีก 20 ปี หลังจากที่การต่อสัญญาสิ้นสุดลง เนื่องจากการเจรจาต่อสัญญายุติข้อพิพาทที่ได้รับการอนุมัติโดย ครม. เป็นการนำสิทธิ์การเจรจาเพื่อการต่อสัญญา ตามข้อ 21 ของสัญญาเดิมมาใช้ ซึ่งกำหนดให้ BEM สามารถเจรจาต่อสัญญาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ดังนั้น เมื่อการต่อสัญญาในครั้งนี้ BEM สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ต.ค.2578 จะมีสิทธิ์เจรจาต่อสัญญา เฉพาะเวลาส่วนที่เหลือเท่านั้น โดยในสัญญามีการระบุไว้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในส่วนของข้อสงสัยที่ว่า การเจรจาครั้งนี้ ทำไมจึงต้องนำรายได้จาก 3 สัญญามารวมกันนั้น กทพ. ให้รายละเอียดว่า การเจรจาต่อสัญญายุติข้อพิพาทครั้งนี้ เป็นการนำรายได้เฉพาะที่เป็นส่วนแบ่งของ BEM จากทางด่วนขั้นที่ 1 ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A, B, C ส่วน D และส่วน C+ มารวมกัน แล้วหักลบด้วยรายจ่ายจากการให้บริการทางด่วน (O&amp;amp;M และค่าบริหารจัดการ) ดอกเบี้ย และภาษี ให้เกิดเป็น Net Cash เพื่อนำมาชดเชยมูลหนี้ข้อพิพาท อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พบว่า ในระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน BEM จะมี Net Cash เป็น Nominal value เท่ากับ 59,600 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าหนี้ข้อพิพาทเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57775</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, กทพ., ยุติค่าโง่, เซ็นสัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f4629c5789.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2020 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2020 18:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัว &#039;อิบราฮิโมวิช&#039; เซ็น 6 เดือนล่าตาข่ายให้มิลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าจอมเก๋าวัย 38 ปีชาวสวีดิช กับเสื้อแข่งตัวใหม่ในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับเอซี มิลาน ที่สำนักงานใหญ่คาซา มิลาน ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยสัญญาของเขากับมิลานมีระยะเวลา 6 เดือน แต่สามารถเพิ่มต่อไปได้ในซีซั่น 2020-21 ซึ่งออพชั่นนี้จะมีผลทันทีหาก อิบราฮิโมวิช ทำได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิบราฮิโมวิช เคยลงเล่นให้กับทีม เอซี มิลาน มาแล้วในช่วงปี 2010-2012 โดยในปีแรกที่เขาย้ายมาเป็นการเซ็นสัญญายืมตัวจาก บาร์เซโลน่า ก่อนย้ายขาดในปีต่อมาโดยทำไปทั้งหมด 56 ประตู จากการลงสนาม 85 แมทช์&amp;nbsp; พร้อมดีกรีแชมป์ เซเรีย อา และ อิตาเลียน ซูเปอร์ คัพ อย่างละ 1 สมัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53760</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ปีศาจแดงดำ, ฟุตบอลต่างประเทศ, เซ็นสัญญา, เอซี มิลาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200103/image_big_5e0f221f9dfc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 00:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี68ได้ใช้รถไฟ3สนามบิน ซีพีทุ่ม1.4แสนล.มักกะสัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ปลื้มเซ็นสัญญาไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินฉลุย เล็งตอกเสาเข็มปลายปีหน้า เปิดใช้ปลายปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจเอเชียสร้างอาชีพกว่าแสนตำแหน่ง ซีพีทุ่มลงทุนมักกะสัน 1.4 แสนล้าน เนรมิตอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ รัฐบาลเดินหน้ารถไฟเร็วสูงอีก 2 เส้นทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม เวลา 13.30 น.&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยนายวราวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจบริหารทรัพย์สิน รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประไทย และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร หรือกลุ่มซีพีเอช) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) &amp;nbsp;หรืออีอีซี &amp;nbsp;โดยนายคณิตศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สกพอ. รฟท. โดยนายวรวุฒิ และกลุ่มซีพีเอช โดยนายศุภชัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทพันธมิตรของกลุ่มซีพีเอช ได้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการเซ็นสัญญา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ดีใจกับความก้าวหน้าของโครงการ เพราะเห็นว่าเราทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้มากว่า 2 ปีแล้ว วันนี้ถือเป็นการนับหนึ่งลงนามสัญญาในการเริ่มก่อสร้าง โดยมีหลายภาคส่วนมาร่วมมือกัน ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นการเชื่อมทั้ง 3 สนามบิน ยังเชื่อมต่อโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมในการลงทุนขั้นต้นกว่า 2 แสนล้านบาท โดยเราจำเป็นต้องพัฒนาประเทศไทย ทั้งในเรื่องทางบก รถไฟฟ้าความเร็วสูง ทางอากาศ รวมถึงท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด ทั้งหมดคือการช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ และวางอนาคตที่เป็นความร่วมมือของ 3 ประเทศร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีอิตาลีมาร่วมด้วยในส่วนของการเดินรถ ตามสัญญาการร่วมทุน PPP ซึ่งเป็นการลงทุนใหม่ของเราที่มีกฎหมายกำกับควบคุมทุกตัว ขอให้เชื่อมั่นไว้วางใจว่าเราเดินมาก้าวหนึ่งแล้ว และขอให้ทุกคนสนับสนุนให้เดินไปสู่ก้าวที่สองให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อสร้างคาดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามสัญญา แต่ทั้งนี้ได้หาทางออกไว้แล้วในกรณีที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างกรณีการรื้อย้ายสาธารณูปโภคเดิมที่กีดขวางในเส้นทางการก่อสร้าง จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ในฐานะความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยได้เป็นเจ้าภาพในการประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลงานนี้ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดที่แล้วที่ปัญหายังไม่จบ และรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้สานต่อในการเรื่องการลงนามสัญญาก่อสร้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความมุ่งหมายเราจะต้องมองไปยังอนาคตข้างหน้า เพราะถ้ามองปัจจุบันก็จะเห็นแต่ปัญหาของเรา เห็นถึงการที่จะต้องดูแลประชาชนของเรา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่ม อาจไม่เร็วนัก เพราะจะต้องใช้เวลาก่อสร้าง แต่สิ่งสำคัญเมื่อสำเร็จ จะเกิดผลหลายอย่าง ทั้งผลต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน การขยายเมืองใหม่ การเพิ่มพื้นที่เขตเศรษฐกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องลดผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยทุกสถานีที่รถไฟจอดล้วนมีโอกาสเติบโตทั้งสิ้น ทำให้เกิดการเชื่อมต่อเส้นทางและเปิดพื้นที่เชื่อมต่อพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศการขนส่งสินค้า เกี่ยวข้องการโลจิสติกส์ของไทย ตลอดจนรถไฟรางคู่ เครื่องบินก็จะมาจอดยังพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ต้องห่วง เชื่อว่ารัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงนามรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินอีอีซี (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร 2.24 แสนล้านบาท เป็นโครงการประวัติศาสตร์ที่จะพลิกโฉมไปสู่ยุคใหม่ของระบบรางประเทศไทย สนับสนุนการเดินทางแบบไร้รอยต่อระหว่างระบบขนส่งคมนาคม ไปพร้อมกับยกระดับไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว &amp;nbsp;ซึ่งโครงการนี้มีมูลค่าสูงที่สุดตั้งแต่ไทยเคยพัฒนาระบบขนส่งมวลชน แน่นอนว่าไม่เพียงเกิดประโยชน์ต่อประชาชนไทย ทั้งการจ้างงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโครงการไม่ต่ำกว่า 100,000 ตำแหน่ง แต่ยังเกิดประโยชน์กับประชากรเอเชียที่สามารถเดินทางถึงกันได้แบบไร้รอยต่อ ผ่านเส้นทางรถไฟไฮสปีดในไทย 2 สาย ได้แก่ ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย และช่วงดอนเมือง-อู่ตะเภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการลงนามสัญญาและเริ่มก่อสร้างอีกหลายโครงการมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาท เช่น เมืองการบินอู่ตะเภา วงเงิน 2 แสนล้านบาท และโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 วงเงิน 8.4 หมื่นล้านบาท เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนที่จะเข้ามาในไทย ถือเป็นเรื่องที่ดีในการพัฒนาอีอีซี ผลักดันประเทศไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายหยาง จินจุน รองประธานบริษัท China Railway Construction Corporation หรือ CRCC กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในประเทศไทย ในวันที่การเดินทางสะดวกมากขึ้น ย่อมเป็นสิ่งจูงใจให้โอกาสไหลเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งผลประโยชน์ยังกระจายโอกาสไปยังเพื่อนบ้านในอาเซียนและมีส่วนช่วยผลักดันเศรษฐกิจในทวีปเอเชียได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม รู้สึกยินดีมากที่ได้ร่วมลงทุนระหว่างจีน-ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศุภชัยกล่าวว่า โครงการนี้ต้องเริ่มการก่อสร้างภายใน 12 เดือน และแล้วเสร็จภายใน 5 ปี คือเริ่มต้นก่อสร้างในช่วง ต.ค.2563 และเปิดบริการในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งในส่วนของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เป็นส่วนการก่อสร้างได้เร็วที่สุด เนื่องจากได้เตรียมรองรับรถไฟความเร็วสูงไว้แล้ว แต่ส่วนดอนเมือง-พญาไท และพื้นที่สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา น่าจะเป็นส่วนที่มอบพื้นที่ยากที่สุด อย่างไรก็ตาม ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บนที่ดินมักกะสันนั้นจะมีการลงทุนราว 140,000 ล้านบาท เน้นพัฒนาเป็นพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ ศูนย์วิจัยฯ รวมถึงรีเทล โรงแรม เพื่อรองรับกลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนด้านเงินกู้นั้น จะมาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีธนาคารจากจีนและญี่ปุ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย ขณะที่การแบ่งงานภายในกลุ่มพันธมิตร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน และบริษัท ช.การช่าง จำกัด มหาชน มีความสามารถในการก่อสร้างด้านโยธา บริษัท China Railway construction Corporation limited จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เชี่ยวชาญเรื่องระบบรางรถไฟความเร็วสูงและการบริหารงานเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง และการจัดหาดำเนินการรถไฟ สำหรับบริษัทจากประเทศอิตาลีเชี่ยวชาญการบริการหลังจากเอาระบบรถไฟขึ้น ซึ่งพาร์ตเนอร์ทั้ง 3 หน่วยงานนั้น มีความเข้มแข็ง ส่วนตัวเลขสัดส่วนผู้ถือหุ้นยังไม่สามารถบอกได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคณิตกล่าวว่า ถือเป็นโครงการแรกที่เข้าสู่กระบวนการรัฐร่วมลงทุนกับเอกชนของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ความชัดเจนในการส่งมอบพื้นที่แนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงให้แก่เอกชนจะดำเนินการในระยะกรอบเวลาสูงสุดไม่เกิน 2 ปี 3 เดือน ส่วนกรณีที่จะผลักดันให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ตอนนี้กำลังคุยกับตลาดหลักทรัพย์เพื่อส่งทีมมาดูว่าโครงการพวกนี้จะนำเข้าตลาดได้เมื่อไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวุฒิกล่าวว่า ในสัญญาระบุว่าจะมีการส่งมอบพื้นที่ให้ไม่เกิน 2 ปี โดย รฟท.จะพยายามเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่ให้เร็วขึ้น ส่วนปัญหาพื้นที่เวนคืนนั้น คาดว่าจะมีการนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งหน้า สำหรับประเด็นที่ทางกระทรวงคมนาคมมีนโยบาย Thai first ที่จะมีการนำวัสดุภายในประเทศมาใช้นั้น มองว่าผู้รับเหมาไทยมีความสามารถที่จะสามารถออกแบบและใช้วัสดุภายในประเทศไทยในการก่อสร้าง รวมถึงมีผู้ประกอบการของไทยหลายรายสามารถดำเนินการผลิตได้ แต่สิ่งที่ไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้เองคือเทคโนโลยีการควบคุมการเดินรถไฟความเร็วสูง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48815</URL_LINK>
                <HASHTAG>สร้างอาชีพกว่าแสนตำแหน่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เซ็นสัญญา, เนรมิตอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์, ไฮสปีดเทรน, ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191024/image_big_5db1ad1993b4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
