<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2018 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2018 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก &#039;สมีคำ&#039; 16 ปี &#039;พรากผู้เยาว์-ชำเราเด็ก&#039; รวมโทษคดีฉ้อโกงเป็น 36 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.61 - ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีเณรคำพราก-ชำเราผู้เยาว์ ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 ยื่นฟ้อง นายวิรพล สุขผล อดีตพระฉายาวิรพล ฉัตติโก หรือเณรคำ อายุ 39 ปี อดีตประธานสงฆ์&amp;nbsp;อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทางการสหรัฐอเมริกาส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาได้เมื่อปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;เป็นจำเลย ในคดีหมายเลขดำ อ.2340/2560 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 - 40,000 บาท) และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีซึ่งไม่ใช่ภริยาตนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000-40,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีกล่าวหาว่า เมื่อเดือน ม.ค. 2543 - กลางปี 2544 จำเลย ได้พรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จากผู้ปกครองไปข่มขืนกระทำชำเรา เป็นเวลา 2 ปี จนมีบุตร 1 คน อันเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ แต่ระหว่างดำเนินคดีจำเลยได้หลบหนีไปประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาอัยการสูงสุดดำเนินการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทางการไทยได้รับตัว นายวิรพล มาจากประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2560 และอัยการยื่นฟ้องดำเนินคดีในวันที่ 20 ก.ค. 2560 ตามพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การพิจารณาคดีชั้นศาล นายวิรพล จำเลย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าไม่ได้กระทำผิดและเด็กที่เกิดมาก็ไม่ใช่บุตรของตนเอง โดยนับตั้งแต่ได้รับตัวกลับมาดำเนินคดี นายวิรพลไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยจากเรือนจำฯ เพื่อฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีผู้ปกครองและเด็กผู้เสียหายช่วงเกิดเหตุปี 2543 อายุ 14 ปีเศษ เบิกความสอดคล้องบันทึกคำให้การถึงรายละเอียด ช่วงเวลาตั้งแต่จำเลยขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ไปอนาจารกอด จูบ และข่มขืนกระทำชำเรา หลายครั้ง หลายหน จนกระทั่งผู้เสียหายย้ายไปจังหวัดอื่น เพราะกลัวผู้อื่นจะรู้เรื่อง โดยยังมีพนักงานสอบสวนร่วมเบิกความด้วย ซึ่งพยานไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่ายากที่จะปั้นแต่งให้เรื่องตัวเองและครอบครัวอับอาย และขณะเกิดเหตุจำเลยใช้ความเป็นพระภิกษุที่ประชาชนให้ความเคารพศรัทธา กระทำผิดกับเด็กนักเรียนชั้น ม.2 ทำให้ศาสนามัวหมอง จึงเห็นควรให้ลงโทษสถานหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาให้จำคุกจำเลยข้อหาพรากผู้เยาว์ 8 ปี ข้อหาชำเราเด็ก 8 ปี รวมจำคุก 16 ปี และให้นับโทษจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนที่ศาลอาญาพิพากษาแล้วมารวมด้วยอีก 20 ปี จึงรวมโทษจำคุกทั้งสองคดีได้เป็น 36 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20098</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกงประชาชน, จำคุกเณรคำ, ชำเราเด็ก, นายวิรพล สุขผล, พรากผู้เยาว์, ศรีสะเกษ, สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม, อดีตพระวิรพล ฉัตติโก, เณรคำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc6bc5d30faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก114ปี&#039;เณรคำ&#039; อ้างพบพระอินทร์ ฉ้อโกงประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสั่งคุก 114 ปี &amp;quot;เณรคำ&amp;quot; ฉ้อโกงประชาชน รับโทษจริงได้สูงสุด 20 ปี พร้อมชดใช้เงินผู้เสียหาย เหตุอ้างพบพระอินทร์ขอบริจาคสร้างพระแก้วมรกต แต่นำเงินไปใช้ส่วนตัว เจ้าตัวหยอกศิษย์ไปอยู่ด้วยกันในคุกได้ที่ว่างเยอะ บอกไม่ลำบากไม่ทุกข์ แถมมีเพื่อนเป็นเจ้าคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 9 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2341/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวิรพล สุขผล อายุ 39 ปี หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ อดีตประธานสงฆ์ สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ &amp;nbsp;จ.ศรีสะเกษ ที่ทางการสหรัฐอเมริกาส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาได้เมื่อปี 2560 เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 60
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 ก.พ.2552-27 มิ.ย.2556 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุ ในฐานะประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ และความศรัทธาของประชาชน ได้บังอาจหลอกลวงว่าจำเลยนิมิต (ฝัน) พบองค์อินทร์ ขอให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างมหาวิหารครอบองค์พระ โดยใช้หยกเขียวแท้จากประเทศอิตาลี, สร้างเครื่องทรงพระแก้ว 3 ฤดูด้วยทองคำแท้, ก่อสร้างเสาวิหารแก้ว 199 ต้น ต้นละ 3 แสนบาท, รูปหล่อพระทองคำ (รูปเหมือนจำเลย) ก่อสร้างวิหารสำหรับประชาชนที่วัดป่าฯ สาขา 1 จ.อุบลราชธานี, สร้างวัดที่ จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งการจัดซื้อเรือจากสหรัฐ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยจำเลยประกาศชักชวนให้ประชาชนนำเงิน ทองคำ และทรัพย์สินมาบริจาคกับจำเลยที่วัดป่าฯ โดยจัดตู้บริจาค 8 ตู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จำเลยยังได้ใช้เว็บไซต์ www.luangpunenkham.com เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการจัดสร้างสิ่งต่างๆ จนมีผู้เสียหาย 29 ราย (เฉพาะที่มาร้องทุกข์) หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เข้าร่วมบริจาคเงินและทรัพย์สินต่างๆ &amp;nbsp;จำนวนทั้งสิ้น 28,649,553 บาท แล้วจำเลยโอนเงิน 1,130,000 บาท ที่ได้จากการฉ้อโกงไปซื้อรถยนต์โดยทุจริต ทั้งที่ความจริงแล้วจำเลยมิได้ก่อสร้างใดๆ เลย เหตุเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี เชียงใหม่ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลเบิกตัวอดีตพระเณรคำ ซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบหักล้างกันแล้ว โจทก์มีพนักงานสอบสวนเบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้ตรวจสอบการนำข้อความเข้าสู่เว็บไซต์หลวงปู่เณรคำ มีใจความว่า จำเลยนิมิตพบพระอินทร์ให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เมื่อมีการตรวจสอบพิสูจน์แล้วพบว่าใช้หินอ่อนหินปูนในการก่อสร้าง ไม่ใช่หินหยกจากอิตาลีตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จากการสอบปากคำพยานหลายคน พบว่าจำเลยได้เทศนาในหลายสถานที่เรื่องการให้สร้างพระแก้วมรกต บางรายอ่านหนังสือชีวประวัติจำเลย ทำให้เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีบุญ พบพญานาคเทวดา สามารถเดินจงกรมบนน้ำหรือในอากาศได้ ซึ่งนักวิชาการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เห็นว่าเป็นการอวดอุตริมนุสธรรม ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง ทั้งยังถูกสอบกรณีมีพฤติกรรมเสพเมถุน ดังที่เจ้าอาวาสมีคำสั่งให้ปาราชิก ซึ่งพ้นความเป็นสงฆ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เสพเมถุน ทั้งหมดเป็นหลักฐานสำคัญว่าไม่ใช่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ผู้เสียหายเบิกความยืนยันเหตุที่ร่วมทำบุญกับจำเลย เพราะมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปฏิบัติดี มีปาฏิหาริย์ เป็นพระอรหันต์ จึงมีจิตศรัทธาบริจาคให้โดยไม่คิดว่าจะถูกหลอก โดยการบริจาคมีทั้งมอบให้จำเลยโดยตรง โอนเงินผ่านบัญชี หรือหยอดตู้บริจาค ต่อมาพบว่าจำเลยใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยปราศจากเหตุผล ซื้อเครื่องบินส่วนตัว รถยนต์หรู อาทิ ปอร์เช่ บีเอ็มดับเบิลยู โตโยต้าคัมรี่ และรถตู้รวมหลายสิบคัน บางคันมีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยรถระบุชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ มีพยานหลักฐานการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก 23 บัญชี พยานบุคคลเบิกความตามที่รู้เห็น พยานเอกสารสามารถตรวจสอบได้ ผู้เสียหายมีศรัทธาในพุทธศาสนา เคยกราบไหว้จำเลย เชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาใส่ร้ายจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทรัพย์สินที่จำเลยนำไปใช้ส่วนตัวนั้น ภายหลังศาลแพ่งได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์จำนวน 43,478,992 บาท เป็นพยานหลักฐานสำคัญว่านำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งจำเลยก็มิอาจนำสืบให้เห็นได้ว่าที่มาของทรัพย์สินนั้นมาจากไหนอย่างไร และที่จำเลยอ้างว่ามีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของรถยนต์ที่แท้จริง แต่ใช้ชื่อจำเลยเพราะรู้จักกับโชว์รูม จ.สระแก้ว จึงซื้อได้ในราคาต่ำนั้น จำเลยก็ไม่มีบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของรถมาเบิกความสนับสนุน และที่อ้างใช้ในภารกิจสงฆ์นั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถึงหลายสิบคัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยสู้ว่าไม่ได้กระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อมูลเข้าสู่เว็บไซต์หลวงปู่เณรคำนั้น ศาลเห็นว่าการใช้ชื่อเว็บไซต์ตรงกันกับชื่อจำเลย มีข่าวสารของจำเลยและวัดเป็นหลัก เผยแพร่ข้อความว่าจำเลยพบพระอินทร์ตรงกันกับที่จำเลยเทศนาในที่ต่างๆ ไม่มีหลักฐานปฏิเสธว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จำเลยสู้ว่าการได้พบพระอินทร์เป็นนิมิต ซึ่งเรื่องพระอินทร์ก็เป็นสิ่งที่เล่ากันมานานแล้ว ไม่ได้หลอกลวงนั้น ศาลมิได้พิจารณาเรื่องการนิมิตว่าเป็นเท็จหรือไม่ แต่การกระทำของจำเลยที่นำเรื่องดังกล่าวมาบอกกล่าวกับประชาชนที่ให้ความนับถือจำเลย ซึ่งขณะนั้นเป็นพระสงฆ์ เป็นการอ้างโดยเจตนาให้บริจาคเงิน แต่ไม่ได้นำไปก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างตามที่จำเลยอ้าง โดยการบริจาคของประชาชนนั้น ก็สืบเนื่องจากที่เห็นว่าจำเลยเป็นพระสงฆ์ ไม่น่าจะนำเงินไปใช้ในประการอื่น ในฐานะพุทธศาสนิกชนก็บริจาคเพื่อทำนุบำรุงพระศาสนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการอ้างเท็จเพื่อให้ได้ทรัพย์สินจากบุคคลและผู้เสียหายซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน และภายหลังจำเลยได้นำเงินบริจาคไปใช้จ่ายเกินความจำเป็นกับความเป็นสงฆ์ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการทำบุญ อ้างเป็นทรัพย์สินส่วนตัวมิได้ เข้าข่ายแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นความเสียหายนั้น ที่จำเลยอ้างว่าไม่รู้ว่าผู้เสียหาย 29 ราย บริจาคเงินมาเท่าไหร่ ไม่มีหลักฐานเป็นใบอนุโมทนา ซึ่งแต่ละสถานที่มีตู้รับบริจาคไว้ ศาลพิเคราะห์แล้วเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงให้ผู้เสียหายทั้ง 29 ราย หลงเชื่อจนมีการบริจาค และเป็นธรรมดาที่ผู้เสียหายบางรายจะนำเงินใส่ตู้ ซึ่งถือเป็นประจักษ์พยานแล้ว ข้อต่อสู้ทั้งหมดของจำเลยมีแต่การกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามโจทก์ฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ให้จำคุกฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 รวม 29 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 87 ปี, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) เป็นเวลา 3 ปี และความผิดฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวม 12 กระทง กระทงละ 2 ปี เป็นเวลา 24 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกได้สูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เป็นจำคุก 20 ปี พร้อมให้ชดใช้เงินกับผู้เสียหายกับ 29 ราย ตามจำนวนที่ได้ฉ้อโกงไป ส่วนที่อัยการโจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.2340/2560 ที่ถูกฟ้องข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงนั้น ศาลอาญายังไม่มีคำพิพากษาในขณะนี้ จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อ (คดีกระทำชำเราเด็กหญิงนั้น ศาลอาญาจะนัดพิพากษาในเดือน ต.ค.นี้)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศวันนี้ก่อนศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา เมื่ออดีตพระเณรคำถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวเข้าห้องพิจารณา ได้ทักทายญาติและลูกศิษย์จำนวนหนึ่งที่เดินทางมาให้กำลังใจ โดยสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง วันตัดสินตนก็สบายใจไม่ได้ทุกข์อะไร ทั้งยังคุยหยอกล้อกับลูกศิษย์ว่าไปอยู่ได้นะ ในคุกที่ว่างเยอะ ข้างในไม่ลำบาก หลวงให้กินฟรีเหมือนอยู่วัด ข้างในก็มีอดีตลูกศิษย์ไปฟังเทศน์ คนในคุกไม่น่ากลัวเหมือนนอกคุก ไม่ต้องห่วง เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต ได้เรียนรู้ ทุกข์มาก เสียความรู้สึก จะพิพากษาติดคุกหลายปีหรือวันเดียว ถ้าใจไม่ทุกข์ก็ไม่ทุกข์ อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ในคุกนอกคุกไม่ต่างกัน มีเพื่อนเยอะ ทั้งเจ้าคุณชั้นพรหม &amp;nbsp;รองสมเด็จ ผู้อำนวยการ พศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15093</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิรพล สุขผล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เณรคำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c4f113aaa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลพิพากษาจำคุก 114 ปี &#039;อดีตเณรคำ&#039; ฉ้อโกง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 61 - ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำอ.2341/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวิรพล สุขผล อายุ 39 ปี หรืออดีตพระวิรพล ฉัตตโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ที่ทางการสหรัฐฯ ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มาเมื่อปี 2560 เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 17 ก.พ. 2552 - 27 มิ.ย. 2556 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุ ในฐานะประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ และความศรัทธาของประชาชน ได้บังอาจหลอกลวงว่า จำเลยนิมิต(ฝัน)พบองค์อินทร์ ขอให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างมหาวิหารครอบองค์พระ โดยใช้หยกเขียวแท้จากประเทศอิตาลี และสร้างเครื่องทรงพระแก้ว 3 ฤดูด้วยทองคำแท้ และก่อสร้างเสาวิหารแก้ว 199 ต้นๆละ 3 แสนบาท รูปหล่อพระทองคำ (รูปเหมือนจำเลย) ก่อสร้างวิหารสำหรับประชาชนที่วัดป่าฯ สาขา1 จ.อุบลราชธานี สร้างวัดที่ จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งการจัดซื้อเรือจากสหรัฐฯ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยจำเลยประกาศ ชักชวนให้ประชาชน นำเงิน ทองคำ และทรัพย์สินมาบริจาคกับจำเลย ที่วัดป่าฯ โดยจัดตู้บริจาค 8 ตู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จำเลยยังได้ใช้เว็บไซต์ &amp;quot;www.luangpunenkham.com เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการจัดสร้างสิ่งต่างๆ จนมีผู้เสียหาย 29 ราย(เฉพาะที่มาร้องทุกข์ )หลงเชื่อว่า จำเลยเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เข้าร่วมบริจาคเงินและทรัพย์สินต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 28,649,553 บาท แล้วจำเลยโอนเงิน 1,130,000 บาทที่ได้จากการฉ้อโกงไปซื้อรถยนต์ตู้โตโยต้า1 คันโดยทุจริต ทั้งที่ความจริงแล้วจำเลยมิได้ก่อสร้างใดๆ เลย เหตุเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี เชียงใหม่ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี โดยขณะพิจารณา อดีตพระเณรคำ&amp;nbsp;ถูกคุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการประกันตัว วันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยจากเรือนจำมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การอวดอ้างนิมิตรถึงพระอินทร์แล้วหลอกลวงให้ประชาชนที่เคารพศรัทธา ที่เป็นพุทธศาสนิกชนหลงเชื่อจนบริจาคเงินให้ แล้วนำไปซื้อรถปอร์เช่ รถตู้ รถกระบะ กลาย 10คัน รวมทั้งใช้เงินเกินความจำเป็นความเป็นสงฆ์ กระทั่งจำเลยก็ถูกศาลแพ่งริบทรัพย์ 43,478,992 บาท นั้น ฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยนั้นผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไป จึงพิพากษาให้จำคุกฐานฉ้อโกงประชาชน มาตรา 343 รวม 29 กระทงๆ ละ 3 ปี รวม 87 ปี&amp;nbsp;, พ.ร.บ.คอมพ์ฯ มาตรา 14 (1) เป็นเวลา 3 ปี และความผิดฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวม 12 กระทงๆ ละ 2 ปี เป็นจำคุก 24 ปี โดยรวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกสูงสุดตามกฎหมาย มาตรา 91(2) แล้วได้ 20 ปี และให้ชดใช้เงินกับผู้เสียหายกับ 29 ราย จามจำนวนที่ได้ฉ้อโกงไป ส่วนที่อัยการโจทก์ให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.2340/2560 ที่ถูกฟ้องกระทำชำเราเด็กหญิงนั้น ศาลอาญายังไม่มีคำพิพากษาในขณะนี้จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าสรายงานว่า สำหรับคดีชำเราเด็กหญิงนั้น ศาลอาญาจะนัดพิพากษาใน เดือน ต.ค.นี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15036</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกง, วิรพล สุขผล, อดีตหลวงปู่เณรคำ, เณรคำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6bb65bf3d3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
