<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2018 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปการศึกษา:คำตอบอยู่ในหมู่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณเดชชาติ พวงเกษเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ เข้ากรุงเทพฯ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง มีความขยันหมั่นเพียร เรียนรู้การสื่อสารผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก จนได้รับทุนเรียนจบปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้เขากลับไปจังหวัดบ้านเกิดเป็นครูสอนสนทนาอังกฤษให้เด็กๆ ที่โรงเรียนเล็กๆ เพราะครูสุนทร กุมรีจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโสน ที่ ต.บ้านโสน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ใช้เงินบริจาคที่ได้จากการ &amp;quot;ทอดผ้าป่า&amp;quot; ของชาวบ้านเพื่อจ้างครูภาษาอังกฤษสองคนให้สอนเด็กรู้ภาษาต่างชาติ เมื่อโตขึ้นจะได้สามารถแข่งขันกับเด็กๆ จากประเทศในอาเซียนเขาได้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูเดชชาติสนใจเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง แม้ตอนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็พยายามฝึกภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาได้ทุนเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ และเมื่อมีประกาศรับสมัครจากโรงเรียนบ้านโสนแห่งนี้ เขาก็ตัดสินใจสมัครเพื่อกลับมาสอนการสนทนาภาษาอังกฤษให้เด็กชนบท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเขาไม่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นครู โรงเรียนแห่งนี้จึงเรียกภารกิจของเขาว่าเป็น &amp;quot;วิทยากร&amp;quot; สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เน้นการสอนบทสนทนาง่ายๆ ให้เด็ก ไม่หนักไวยากรณ์ที่เป็น &amp;quot;ยาดำหม้อใหญ่&amp;quot; สำหรับเด็กไทยที่เรียนภาษาอังกฤษมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมได้คุยกับครูใหญ่สุนทรและครูภาษาอังกฤษเดชชาติผ่าน Suthichai Live วันก่อน สรุปให้ตัวเองเลยว่า &amp;quot;นี่ไง ปฏิรูปการศึกษาที่เป็นรูปธรรมของจริง&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงเรียนบ้านโสนเป็นโรงเรียนรัฐบาลเล็กๆ เคยมีนักเรียนกว่า 300 คน แต่จำนวนลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 168 เพราะผู้ปกครองส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนเอกชนในเมืองที่ส่งรถมารับเด็กออกไปจากหมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูใหญ่สุนทรบอกผมว่า &amp;quot;ตอนนั้นผมเป็นครูอยู่โรงเรียนในเมืองที่มีนักเรียนกว่า 400 มีครู 28 คน &amp;nbsp;ผมหันมามองบ้านเกิดตัวเอง เห็นโรงเรียนเล็กลงๆ จึงตัดสินใจขอย้ายกลับเพื่ออย่างน้อยไม่ให้จำนวนนักเรียนลดลงไปมากกว่านี้ ผมได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองและคณะครู หันหน้ามาปรึกษาหารือกัน &amp;nbsp;จนจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 5 แล้ว ตอนนี้มีนักเรียน 238 คนจาก 160 กว่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจำนวนนักเรียนลดน้อยไปเรื่อยๆ อาจจะถูกยุบหรือควบรวมกับโรงเรียนอื่น โรงเรียนชุมชนอย่างนี้ก็จะสลายหายไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางแก้คือการทำให้ผู้ปกครองหรือผู้รับบริการและเด็กเห็นว่าเรามีคุณภาพไม่แพ้โรงเรียนในเมือง &amp;nbsp;ผมจึงสร้างโรงเรียนให้มีภูมิทัศน์เหมือนบ้าน ครูรักศิษย์ดุจลูกหลาน นักเรียนมีมาตรฐาน เก่งทางด้านดนตรี กีฬาและวิชาการ เราจึงเอาเรื่องวินัยและคุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ โดยการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านลูกเสือ...ช่วยงาน อบต. ช่วยงานการเลือกตั้ง...กิจกรรมลูกเสือเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยอันดียิ่ง&amp;quot; ผู้อำนวยการโรงเรียนบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามว่าทำไมต้องมีการ &amp;quot;ทอดผ้าป่า&amp;quot; เพื่อระดมทุนให้โรงเรียน?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูสุนทรเล่า &amp;quot;โรงเรียนต่างจังหวัดทุกวันนี้ขาดแคลน เราต้องผลักดันด้านทรัพยากรอย่างสูงจึงจะพัฒนาการศึกษาได้ เราได้งบประมาณจากทางราชการเป็นงบรายหัว ระบบก่อนประถม หนึ่งปีต่อคนให้ &amp;nbsp;1,700 บาท ระดับประถม 1,900 บาท มัธยมให้ 3,500 บาท นี่สำหรับทั้งปี งบนี้เอามาใช้ซื้อชอล์ก ซื้อสื่อการเรียนการสอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ตัดหญ้า ทุกๆ อย่าง...ซึ่งไม่พอ ถ้าจะให้เด็กห่างไกลได้โรงเรียนดีๆ ก็ต้องระดมทุนจากผู้ปกครอง ซึ่งมาช่วยสมทบด้วยแรงงานบ้าง ด้วยผ้าป่าบ้าง ต้องทำผ้าป่าทุกปี เอามาซื้อโต๊ะเก้าอี้ที่ไม่ขาดแคลน เอามาปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียน เอามาสร้างศาลาโรงเรียนบ้าง&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผ้าป่าพัฒนาการศึกษา&amp;quot; ทำเกือบทุกปี จากศิษย์เก่าที่จบจากโรงเรียนนี้ไปทำงานรับจ้างบ้าง จับกังบ้าง ทำงานก่อสร้างบ้าง และบางคนที่ทำงานมีรายได้ดีก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางทีก็ต้องทำผ้าป่าแข่งกับวัด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก้าวต่อไปคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนไกลปืนเที่ยง แต่มีความกระตือรือร้นที่จะก้าวไปข้างหน้าดิ้นรนไปสู่ &amp;quot;ความเป็นสากล&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสุนทรบอกว่า &amp;quot;เราอยากให้เด็กเรามีภูมิรู้ทางภาษาอังกฤษ เพื่อว่าจบแล้วจะได้มีทักษะที่จะช่วยให้มีอาชีพที่ดีได้ ก็เลยใช้เงินที่ระดมได้มาบรรจุครูสอนภาษาอังกฤษสองคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูสุนทรบอกว่าเป็นห่วงว่าเด็กไทยจะแพ้ลาวและเขมรในเรื่องของภาษาอังกฤษด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายคือต้องทำให้เด็กไทยแม้อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องแข่งขันกับเด็กสิงคโปร์และมาเลเซียให้ได้ในวันข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยังคิดเลยว่าสาเหตุหนึ่งที่เราเสียเขาพระวิหารอาจจะเพราะความอ่อนด้อยเรื่องภาษาต่างประเทศของเราหรือเปล่า&amp;quot; ครูสุนทรบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูภาษาอังกฤษสองคนมีภารกิจสอนหนัก ต้องสอนหน้าเสาธงและเข้าทุกห้องเรียนทุกชั้นเรียน 3-5 &amp;nbsp;คาบต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังสอนดนตรี ตั้งวงโยธวาทิตเพราะ &amp;quot;เด็กเรียนดนตรีจะมีจิตใจงดงาม ดึงเขาออกจากการมั่วสุมยาเสพติดและอบายมุขอื่นๆ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามวิสัยทัศน์ของครูท้องถิ่นที่ไม่อาจจะพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลางได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพโรงเรียนต่างจังหวัดห่างไกลที่ผมได้ประสบพบมาหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาทำนองเดียวกันนี้เกือบหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีคิดอย่างครูใหญ่สุนทรบอกให้เรารู้ว่าระบบการศึกษาของไทยเราอยู่ในสภาพที่มีปัญหาอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดการเรียนการสอนทุกวันนี้ เราจัดการเรียนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้ได้ท่องในเรื่องของหลักสูตรเนื้อหาทางวิชาการ แต่เราไม่ได้จัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของผู้เรียน &amp;nbsp;ไม่ได้สอนวิชาชีพที่แท้จริง จะเห็นได้ว่าเด็กต่างๆ ที่จบ ม.3 ก็ทำได้เพียงสอบได้ กาได้ ผ่านได้ แต่เด็กเหล่านั้นไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร หรือจะไปประกอบอาชีพอะไร สุดท้ายถ้าได้เรียนต่อในสายสามัญ บางส่วนก็อาจจะไปเป็นข้าราชการบ้าง ไปเข้าสู่หมอ พยาบาล แพทย์เพื่อให้ได้ใช้ความรู้ต่างๆ เหล่านั้นไป &amp;nbsp;แต่ร้อยละ 80 แห่กันไปรับใช้โรงงาน ทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ 8 ปี 10 ปี แค่อบรมนิดเดียว แค่จับวางๆ ก็ทำได้แล้ว สิ่งที่เขาต้องการคือเขาอาจร้องเพลงที่เขาถนัด ดนตรีที่เขาชอบ หรือทำงานด้านศิลปะแกะสลัก หรือปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่เขาสันทัด ชอบและถนัด...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูใหญ่คนนี้จึงหันมาจัดการเรียนการสอน &amp;quot;ที่พัฒนาคนอย่างแท้จริง...เพื่อสร้างคนให้ไปทำในสิ่งที่ตนถนัด เราจึงเลือกกิจกรรมเหล่านี้ให้เขาได้ทำขณะที่เรียนหนังสือ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ครับ การปฏิรูปการศึกษาของจริงต้องมาจากครูไกลปืนเที่ยงที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ระดมกำลังจากชุมชนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรุ่งนี้คุยกันเรื่อง &amp;quot;ปฏิรูปการศึกษา&amp;quot; จากมุมมองโรงเรียนไกลปืนเที่ยงครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14324</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, วงโยธวาทิต, สุนทร กุมรีจิตร, เดชชาติ พวงเกษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
