<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 22:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟินแลนด์ชาติล่าสุดระงับใช้&#039;โมเดอร์นา&#039;กับคนหนุ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการสาธารณสุขของฟินแลนด์ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าได้สั่งระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา กับกลุ่มชายอายุไม่เกิน 30 ปีแล้ว เนื่องจากกังวลผลข้างเคียงที่อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ถือเป็นประเทศล่าสุดต่อจากสวีเดน, นอร์เวย์และเดนมาร์ก ที่ระงับใช้เมื่อวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิกา ซัลมิเนน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งฟินแลนด์ กล่าวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ว่าฟินแลนด์จะเปลี่ยนไปใช้วัคซีนของไฟเซอร์ กับกลุ่มผู้ชายที่อายุไม่เกิน 30 ปี หรือผู้ชายที่เกิดตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การศึกษาของกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่เกี่ยวข้องกับฟินแลนด์, สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก พบว่า ผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 30 ปีที่ได้รับวัคซีนสไปค์แวกซ์ของโมเดอร์นา มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทางการสวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ประกาศระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นากับกลุ่มชายวัยหนุ่มและวัยเด็กทุกคน โดยอ้างถึงผลการศึกษาฉบับเดียวกัน ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ แล้วแนะนำให้ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้คนกลุ่มนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันสุขภาพของฟินแลนด์กล่าวว่า ผลการศึกษาฉบับนี้จะเผยแพร่ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และข้อมูลเบื้องต้นถูกส่งให้แก่องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) แล้ว เพื่อประเมินเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการด้านความปลดภัยของอีเอ็มเอเคยสรุปไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ผลข้างเคียงเช่นภาวะหัวใจอักเสบอาจเกิดได้น้อยมากๆ หลังการฉีดวัคซีนสไปค์แวกซ์ หรือวัคซีนโคเมอร์เนตีของไฟเซอร์-ไบออนเทค โดยมักพบในกลุ่มชายหนุ่มหลังฉีดโดสที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีน 2 ชนิดนี้ใช้เทคโนโลยี mRNA แต่หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในสหรัฐ, สหภาพยุโรป (อียู) และองค์การอนามัยโลกต่างเน้นย้ำว่า ประโยชน์จากวัคซีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีชนิดนี้มีมากกว่าความเสี่ยง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, นอร์เวย์, ผลข้างเคียงวัคซีน, ฟินแลนด์, ระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นา, วัคซีนโควิด, สวีเดน, เดนมาร์ก, โมเดอร์นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615f125ac7524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 20:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุโรปเต้นจี้สหรัฐแจงข่าวจับมือเดนมาร์กล้วงตับพันธมิตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลหลายชาติในยุโรปเรียกร้องให้สหรัฐและเดนมาร์กชี้แจงข่าวจากสื่อเดนมาร์ก ที่เปิดโปงว่าสหรัฐลอบจารกรรมข้อมูลพันธมิตรในยุโรป รวมถึงนายกฯ อังเกลา แมร์เคิล ผ่านการดักฟังจากสายเคเบิลใต้น้ำของเดนมาร์ก ฝรั่งเศสระบุ &amp;quot;ร้ายแรงที่สุด&amp;quot; หากเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี หนึ่งในเหยื่อการสอดแนมของสหรัฐตามข่าว (Photo by Sean Gallup/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานสืบสวนสอบสวนของสถานีวิทยุเดนมาร์ก (ดีอาร์) สถานีกระจายเสียงสาธารณะของเดนมาร์กเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เปิดโปงร่วมกับสำนักข่าวในยุโรปหลายแห่ง ว่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ลอบดักฟังข้อมูลจากเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำของเดนมาร์กระหว่างปี 2555-2557 เพื่อสอดแนมนักการเมืองระดับสูงในเยอรมนี, สวีเดน, นอร์เวย์ และฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีอาร์กล่าวว่า เอ็นเอสเอสามารถเข้าถึงข้อความ, การสนทนาทางโทรศัพท์ และการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมถึงการค้นหา, สนทนา และบริการส่งข้อความ ของบุคคลเช่น นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี, แฟรงก์-วอลเตอร์ สไตน์ไมเออร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนีในเวลานั้น และเพียร์ สไตน์บรูก ผู้นำฝ่ายค้านเยอรมนีขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคลมองต์ บูน รัฐมนตรีกระทรวงยุโรปของฝรั่งเศส กล่าวกับวิทยุ France Info เมื่อวันจันทร์ว่า มันร้ายแรงที่สุด เราต้องดูว่าหุ้นส่วนของเราในอียู ซึ่งก็คือเดนมาร์ก ได้กระทำผิดพลาดหรือทำผิดด้วยการให้ความร่วมมือกับอเมริกาหรือไม่ กระนั้นจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงค่อยสรุปในแง่ของความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวีเดนและนอร์เวย์ เพื่อนบ้านของเดนมาร์ก ก็เรียกร้องแบบระมัดระวังท่าทีให้รัฐบาลเดนมาร์กอธิบายเช่นกัน ส่วนโฆษกรัฐบาลเยอรมนีกล่าวว่า เยอรมนีกำลังติดต่อกับคู่สนทนาที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและนอกประเทศเพื่อขอความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีอาร์กล่าวว่า เอ็นเอสเออาศัยความได้เปรียบจากความร่วมมือด้านการสอดแนมกับหน่วยข่าวกรองทหาร เอฟอี ของเดนมาร์กเพื่อดักฟังสายเคเบิล แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเวลานั้นเดนมาร์กรู้ตัวหรือไม่ว่าสหรัฐกำลังใช้สายเคเบิลใต้น้ำของเดนมาร์กในการลอบจารกรรมเพื่อนบ้านของเดนมาร์ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลอบดักฟังของสหรัฐต่อผู้นำยุโรปนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2556 เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างด้านการวิเคราะห์ข่าวกรองของเอ็นเอสเอ เคยเผยแพร่เอกสารลับที่เปิดโปงการลอบสอดแนมอย่างมโหฬารของสหรัฐภายหลังวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังสอดแนมพลเมืองของตนเอง และลอบดักฟังอย่างกว้างขวางทั่วโลก รวมถึงโทรศัพท์มือถือของนางแมร์เคิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากการลอบสอดแนมของสหรัฐ-เดนมาร์กได้รับการยืนยัน ก็ชี้ว่าสหรัฐยังคงสอดแนมต่อไปทั้งระหว่างและหลังโดนสโนว์เดนเปิดโปง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104835</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวกรองทหารเดนมาร์ก, ดักฟังเคเบิลใต้น้ำ, นางอังเกลา แมร์เคิล, สหรัฐสอดแนม, สอดแนมยุโรป, สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ, เดนมาร์ก, เอ็นเอสเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4df6647d81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 20:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดนมาร์กเลิกใช้วัคซีนโควิดของแอสตร้าเซนเนก้าถาวร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เดนมาร์กเป็นชาติแรกของยุโรปที่ประกาศเลิกใช้วัคซีนต้านไวรัสโคโรนา &amp;quot;แอสตร้าเซนเนก้า&amp;quot; เป็นการถาวรเมื่อวันอังคาร หลังจากเคยเป็นชาติแรกในยุโรปที่ระงับใช้วัคซีนนี้เนื่องจากความกังวลปัญหาการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้ว่าองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) และองค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) จะสนับสนุนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิดนี้ ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างอังกฤษกับสวีเดน ต่อไป แต่เมื่อวันอังคารที่ 14 เมษายน โซเรน โบรสตรอม ผู้อำนวยการสำนักงานสุขภาพของนอร์เวย์ แถลงยืนยันว่า โครงการวัคซีนของเดนมาร์กจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่ใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดนมาร์กเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ระงับการใช้วัคซีนนี้ในโครงการฉีดวัคซีน ภายหลังมีรายงานพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่รับวัคซีนหลายราย ต่อจากนั้นมีอีกมากกว่า 12 ประเทศประกาศระงับการใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และเกือบทั้งหมด ยกเว้นไม่กี่ประเทศ กลับมาฉีดวัคซีนนี้อีกหลังจากอีเอ็มเอย้ำถึงประโยชน์จากวัคซีนนี้ซึ่งเชื่อว่า &amp;quot;ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ&amp;quot; ส่วนเดนมาร์กยังคงระงับใช้งานต่อไประหว่างทำการสอบสวนในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเดนมาร์กมีรายงานพบผู้มีภาวะหลอดเลือดมีลิ่มเลือด (thrombosis) 2 ราย รายหนึ่งถึงขั้นเสียชีวิต โดยถูกเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งฉีดให้คนในประเทศนี้แล้วมากกว่า 140,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่หยุดใช้แอสตร้าเซนเนก้าเมื่อเดือนมีนาคม เดนมาร์กยังคงเดินหน้าโครงการวัคซีนต่อไปโดยใช้วัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเทค และโมเดอร์นา ถึงขณะนี้ ผู้ที่อยู่ในเดนมาร์ก 5.8 ล้านคน มี 8% ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสแล้ว และ 17% ได้รับวัคซีนโดสแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้การระงับใช้งานวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะทำให้แผนการฉีดวัคซีนของเดนมาร์กล่าช้า แต่สำนักงานสุขภาพกล่าวในแถลงการณ์ว่า ความพร้อมใช้งานของวัคซีนชนิดอื่นๆ ควบคู่กับการควบคุมโรคระบาดได้ในขณะนี้ ทำให้โครงการวัคซีนสามารถเดินหน้าต่อไปโดยไม่ต้องใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99510</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนโควิด, เดนมาร์ก, เลิกใช้แอสตร้าเซนเนก้า, แอสตร้าเซนเนก้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_6076f11977b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2021 00:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มเดนมาร์กโดนจำคุก4เดือน ฐานไอใส่หน้าตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ศาลสูงสุดของเดนมาร์กพิพากษาจำคุกชายหนุ่มคนหนึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี เป็นเวลา 4 เดือน หลังจากเขาไอใส่ตำรวจพร้อมกับร้องตะโกนว่า &amp;quot;โคโรนา&amp;quot; ช่วงที่ประเทศกำลังล็อกดาวน์เพื่อควบคุมไวรัสเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มวัย 20 ปีคนนี้ ซึ่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ กำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากไปร่วมงานปาร์ตี้วันเกิดที่เมืองออร์ฮุสเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว แต่โดนตำรวจเรียกหยุดเนื่องจากช่วงเวลานั้นเดนมาร์กอยู่ภายใต้มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของศาลกล่าวว่า ชายหนุ่มได้ร้องตะโกน &amp;quot;โคโรนา&amp;quot; ขณะยืนอยู่ห่างจากตำรวจ 2 นายเพียงแค่ครึ่งเมตร แล้วไอใส่หน้าของตำรวจ 2 นายนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาจริงๆ แต่เขายอมรับว่าตนเองดื่มแอลกอฮอล์มาจึงโดนตำรวจที่ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องขบขันด้วยจับกุมตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลแขวงปฏิเสธจะตัดสินว่าชายหนุ่มมีความผิด แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกเขา 3 เดือน ทว่าเมื่อวันพฤหัสบดี ศาลสูงสุดของเดนมาร์กตัดสินว่า การไอ บวกกับกับร้องตะโกน ถือเป็นการคุกคามใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการตัดสินเพิ่มโทษจำคุกเป็น 4 เดือนอ้างอิงจากกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93621</URL_LINK>
                <HASHTAG>เดนมาร์ก, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา, ไอใส่หน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดนมาร์กกับบทบาทพ่อค้าทาสแอฟริกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภาพเขียนโรงงานน้ำตาลและไร่อ้อยบนเกาะเซนต์โทมัส อาณานิคมของเดนมาร์กในทะเลแคริบเบียน (เครดิต : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเดนมาร์ก))&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในชุดบทความชาติยุโรปกับธุรกิจค้าทาสแอฟริกันที่ผมได้ทยอยเขียนลงในหน้าคอลัมน์แห่งนี้เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ยังคงขาด &amp;ldquo;เดนมาร์ก&amp;rdquo; ผู้เล่นสำคัญในธุรกิจนี้ไปอีกราย จึงขออนุญาตเรียบเรียงเนื้อหาจากเว็บไซต์ต่างประเทศนำเสนอแด่ท่านผู้อ่านในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดนมาร์กกระโจนเข้าสู่วงไพบูลย์แห่งการค้าทาสแอฟริกันและตั้งอาณานิคมหมู่เกาะเวสต์อินดีสในทะเลแคริบเบียนเพราะเห็นตัวอย่างความสำเร็จของชาติยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงสวีเดนเพื่อนบ้านไม้เบื่อไม้เมาที่นำหน้าในธุรกิจนี้ไปก่อนด้วยการสร้างอาณานิคมในอเมริกาเหนือเมื่อ ค.ศ.1638&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงเวลานั้นเดนมาร์กยังคงเป็นทองแผ่นเดียวกับนอร์เวย์ ในชื่อ &amp;ldquo;ราชอาณาจักรเดนมาร์ก&amp;rdquo; (ค.ศ.1536&amp;ndash;1814) หรืออาจเรียกอีกชื่อว่า &amp;ldquo;เดนมาร์ก-นอร์เวย์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการเดินเรือ พวกเขาเข้าไปตั้งอาณานิคมในโกลด์โคสต์ ชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา แถวๆ ประเทศกานาในปัจจุบัน เมื่อราวๆ ปี ค.ศ.1660 มีท่าเรือค้าขายอย่างน้อย 8 ท่า แรกเริ่มค้าขายทองและงาช้างเป็นหลัก แล้วจึงค่อยเบนเข็มไปค้าขายทาสผิวดำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัทเดนิชเวสต์อินเดียได้ถือกำเนิดขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนโดยพระบรมราชานุญาตจาก &amp;ldquo;พระเจ้าคริสเตียนที่ 5&amp;rdquo; เมื่อปี ค.ศ.1671 และได้เข้าตั้งอาณานิคมบน &amp;ldquo;เกาะเซนต์โทมัส&amp;rdquo; พร้อมแรงงานติดพันธสัญญาจำนวนหนึ่งในปี ค.ศ.1672 จากนั้นได้ &amp;ldquo;เกาะเซนต์จอห์น&amp;rdquo; ในปี ค.ศ.1718 และ &amp;ldquo;เกาะซังต์คัวซ์&amp;rdquo; ซื้อจากบริษัทเฟรนช์เวสต์อินเดียของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1733 เรียกรวมกันว่า &amp;ldquo;เดนิชเวสต์อินดีส&amp;rdquo; ขณะที่ในชั้นเรียนของประเทศเดนมาร์ก ครูสอนให้เด็กเรียกว่า &amp;ldquo;เกาะน้ำตาล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้ง 3 เกาะนี้มีพื้นที่ไม่มากแต่ปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลทำกำไรมหาศาล ความต้องการแรงงานทาสจึงมีสูง และทาสที่ขนมาจากแอฟริกามีอายุอยู่บนเกาะเฉลี่ยเพียง 5 ปีเพราะโรคภัยและการถูกใช้แรงงานอย่างหนัก อัตราการตายมากกว่าการเกิดใหม่ นอกจากความต้องการทาสที่ขนมาโดยตรงจากแอฟริกามีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เจ้าของไร่ก็ยังสามารถซื้อแรงงานทาสผิวดำจากเกาะอื่นๆ ในทะเลแคริบเบียนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังการขึ้นฝั่งของทาสแอฟริกัน พวกเขาส่วนมากถูกจับแยกไปตามไร่ต่างๆ ตามที่เจ้าของไร่ได้ประมูลซื้อไป มีจำนวนน้อยที่โชคดี ผัว-เมีย และ พ่อ-แม่-ลูก ถูกซื้อไปอยู่ในสถานที่เดียวกัน แม้ว่าบางครั้งโชคจะอยู่กับพวกเขาไม่นาน เพราะเจ้าของไร่อาจต้องขายปลีกทาสออกไปเป็นรายคนให้กับนายทาสคนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการแยกทาสออกเป็นประเภทและลำดับชั้น ได้แก่ ทาสในไร่และโรงงานน้ำตาล ถือเป็นทาสชั้นต่ำสุด ทำงานหนักที่สุด, ทาสแรงงานฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ถือว่าถ้าเอาไปใช้งานในไร่ก็ไม่คุ้มเท่ากับให้ทำงานตามความถนัด, ทาสรับใช้ในบ้าน ทาสกลุ่มนี้หนีไม่พ้นผู้หญิง มีหน้าที่ทำอาหาร ทำงานบ้าน รวมไปถึงเลี้ยงดูลูกเจ้าของไร่ และบางกรณีถูกนายทาสข่มขืนกระทำชำเรา อาจตั้งท้องและให้กำเนิดบุตรออกมา ฝ่ายเจ้าของไร่ก็ได้แรงงานทาสเพิ่มโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้ายคือ &amp;ldquo;บอมบา&amp;rdquo; ทาสระดับสูงสุด ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลทาสประเภทอื่น นอกจากสั่งงานแล้วก็ยังสามารถลงโทษทาสระดับล่างลงไปได้ด้วย อีกทั้งส่งผลดีไปยังครอบครัวของบอมบา เช่น ลูกสาวของบอมบาอาจไม่ต้องไปใช้แรงงานหลังขดหลังแข็งกรำแดดทนฝนในไร่ เพราะส่วนมากจะได้รับใช้เจ้านายในบ้านหลังใหญ่ แต่ก็ต้องลุ้นเอาเองว่าจะถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเราเมื่อถูกกดขี่ข่มเหงเป็นระยะเวลานานๆ เมื่อมีโอกาสก็มักจะระบายออกมาเป็นความรุนแรง การก่อจลาจลเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1733 บนเกาะเซนต์จอห์น เจ้าของไร่อ้อยหลายแห่งถูกฆ่ายกครัวโดยพวกทาสผิวดำ เหตุการณ์ลุกฮือนี้กินเวลาหลายเดือนกว่าฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสและสวิสจากเกาะมาตินีคจะถูกส่งมาช่วยและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี ค.ศ.1755 &amp;ldquo;พระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 5&amp;rdquo; ได้ทรงกำหนดระเบียบให้นายทาสถือปฏิบัติ เช่นว่า ไม่ให้มีการแยกเด็กออกจากครอบครัวทาส รวมถึงให้สิทธิในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหรือชรา โดยรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมนั้นๆ ข้อแม้เช่นนี้ทำให้การปฏิบัติต่อทาสอย่างถูกทำนองคลองธรรมไม่เกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม วันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1792 &amp;ldquo;พระเจ้าคริสเตียนที่ 7&amp;rdquo; มีพระบรมราชโองการให้หยุดการขนส่งทาสจากแอฟริกาไปยังเวสต์อินดีสโดยให้มีผลในปี ค.ศ.1803 ทำให้เดนมาร์กเป็นชาติแรกในยุโรปที่แบนการขนส่งทาส อย่างไรก็ตาม การใช้แรงงานทาสยังคงมีอยู่ต่อไป รวมถึงการหาซื้อทาสจากอาณานิคมชาติอื่นในทะเลแคริบเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างคริสต์ทศวรรษที่ 1830&amp;ndash;1840 อุตสาหกรรมน้ำตาลจากหัวบีทได้เข้ามาทำให้น้ำตาลจากอ้อยมีกำไรลดน้อยลง อีกทั้งมีตัวอย่างของอังกฤษที่ได้ออกพระราชบัญญัติยกเลิกระบบทาสในปี ค.ศ.1833 ในอาณานิคมหมู่เกาะเวสต์อินดีสซึ่งมีผลในปี ค.ศ.1840 ทำให้เดนมาร์กเริ่มมีการนำประเด็นนี้มาพูดคุย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่ากันว่าภริยาของ &amp;ldquo;ปีเตอร์ ฟอน โชลเทน&amp;rdquo; ผู้ว่าการอาณานิคมเดนิชเวสต์อินดีส นาม &amp;ldquo;แอนนา เอลิซาเบธ ฮีกอด&amp;rdquo; ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากทาสแอฟริกันเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของสามีในความพยายามที่จะปฏิรูปไปจนถึงยกเลิกระบบทาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี ค.ศ.1847 &amp;ldquo;พระเจ้าคริสเตียนที่ 8&amp;rdquo; มีพระบรมราชโองการให้เด็กที่ถือกำเนิดจากแม่ผู้เป็นทาสไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และทรงกำหนดให้มีการเลิกทาสแบบค่อยๆ ผ่อนปรนทีละนิด โดยให้หมดไปในอีก 12 ปีนับจากวันประกาศ ทว่าพระบรมราชโองการนี้ไม่เป็นที่พอใจต่อทั้งฝ่ายทาสและเจ้าของทาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์บนเกาะมาตีนิคและกัวเดอลูปที่ทางฝรั่งเศสกำหนดจะเลิกทาสใน 2 เดือนถัดไปนับจากวันลงนาม 28 เดือนเมษายน 1848 แต่ประชาชนรอไม่ไหว เกิดการจลาจลขั้นรุนแรง ทำให้การเลิกทาสสำเร็จเร็วขึ้นประมาณ 1 เดือน ส่งผลให้บรรดาทาสบนเกาะของเดนมาร์กไม่ต้องการรอเช่นกัน การลุกฮือ ประท้วง ก่อจลาจล วางเพลิง เกิดขึ้นทุกหัวระแหงบนเกาะซังต์คัวซ์ เพื่อป้องกันการนองเลือดและความเสียหายที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ วันที่ 3 กรกฎาคม 1848 &amp;ldquo;ปีเตอร์ ฟอน โชลเทน&amp;rdquo; ประกาศเลิกทาสโดยให้มีผลทันที แม้ว่าในฐานะผู้ว่าการอาณานิคมจะไม่มีอำนาจในการประกาศเลิกทาสก็ตาม ซึ่งในเวลาต่อมาเขาถูกเรียกตัวกลับเดนมาร์ก โดนตั้งข้อหาขายชาติและถูกระงับเงินบำนาญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างปี ค.ศ.1671&amp;ndash;1803 รวม 132 ปี เดนมาร์กขนทาสไปยังอาณานิคมในทะเลแคริบเบียนประมาณ 120,000 คน คิดเป็นจำนวนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับปริมาณทาสแอฟริกันที่ขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงการค้าทาสอันยาวนานเกือบ 400 ปีของยาวยุโรปที่รวมแล้วอาจมีมากถึง 20 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับประชากรในประเทศเดนมาร์กที่มีประมาณ 1 ล้านคนในช่วงเวลาดังกล่าวก็นับว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากเอกสารในปี ค.ศ.1770 รัฐบาลกรุงโคเปนเฮเกนได้มีคำถามไปยัง &amp;ldquo;นีล ไรเบิร์ก&amp;rdquo; พ่อค้าคนดังของเดนมาร์กในเวลานั้นถึงความสำคัญของเดนิชเวสต์อินดีส ไรเบิร์กตอบกลับไปว่า &amp;ldquo;จนถึงตอนนี้เวสต์อินดีสคือสาขาทางการค้าของเดนมาร์กที่สำคัญกว่าอาณานิคมใด&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เกาะซังต์คัวซ์ถือเป็นอัญมณีล้ำค่าที่สุดของทั้งหมด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังการเลิกทาสในเดนิชเวสต์อินดีสเมื่อปี ค.ศ.1848 เจ้าของไร่เรียกร้องค่าชดเชยจากการเสียแรงงานทาสหรือเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สินของพวกเขา รัฐบาลเดนมาร์กยอมจ่ายให้กับเจ้าของไร่ในอัตรา 50 ดอลลาร์ต่อทาส 1 คนที่ได้สูญเสียไปจากการเลิกทาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของทาสที่กลายเป็นไท ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากนัก ส่วนใหญ่ก็ทำงานรับจ้างในไร่เดิมโดยได้ค่าแรงเพียงเล็กน้อย หรืออยู่ในรูปแบบการแบ่งปันผลผลิตกับเจ้าของไร่ สภาพของแรงงานทาสรูปแบบใหม่นี้ดำเนินไปอีกราว 30 ปี จนมีการจลาจลที่เรียกว่าการเผาครั้งใหญ่ ทำให้ไร่อ้อยวายวอดไป 51 แห่งทั่วเกาะซังต์คัวซ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดนิชเวสต์อินดีสมีสภาพทรุดโทรมลงไปในทุกด้านหลังจากอุตสาหกรรมน้ำตาลไม่ทำกำไร เดนมาร์กต้องการเดินออกไปอย่าง &amp;ldquo;แมวอ้วน&amp;rdquo; ที่กินจนอิ่มแล้ว จึงคิดปลดเปลื้องภาระจากอาณานิคมที่หมดผลประโยชน์ ความพยายามขายทิ้งเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1867 และ 1902 แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายสหรัฐอเมริกาก็ซื้อไปครอบครองเมื่อปี ค.ศ.1917 ในราคา 25 ล้านเหรียญฯ (ในรูปแบบทองคำแท่ง) ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์สงคราม แล้วจัดการเปลี่ยนชื่อเป็น U.S. Virgin Islands&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเคลื่อนไหวของลูกหลานอดีตแรงงานทาสสำหรับคำขอโทษและการเรียกร้องค่าเสียหายมีมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ในโอกาสครบรอบกึ่งศตวรรษการเปลี่ยนถ่ายจากเดนมาร์กไปอยู่ในมือสหรัฐเมื่อปี ค.ศ.1967 มีการพบปะกันของหลายฝ่าย แต่ไม่มีคำขอโทษและการชดใช้ใดๆ เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่น่าประหลาดใจที่เดนมาร์กคือประเทศผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลายเรื่อง ตั้งแต่ออกกฎหมายเลิกขนส่งทาสก่อนชาติอื่น เป็นประเทศแรกที่รับรองการครองคู่ของคนเพศเดียวกัน เป็นชาติเป็นกลางในสงคราม รวมทั้งการเปิดประเทศให้กับผู้อพยพลี้ภัยจากทั่วโลก แต่กับเรื่องอาชญากรรมทำลายล้างทางมนุษยธรรมขั้นสูงสุด แค่คำขอโทษรัฐบาลเดนมาร์กก็กล่าวออกมาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แอสทริด นอนโบ แอนเดอร์สัน&amp;rdquo; นักวิชาการชาวเวอร์จินไอแลนด์ (เดนิชเวสต์อินดีสเดิม) ได้ทำวิจัยทางรัฐศาสตร์เกี่ยวกับการสำนึกผิดและการขอโทษ ให้เหตุผล 4 ประการว่าทำไมเดนมาร์กไม่ต้องการกล่าวคำขอโทษ ได้แก่ 1.ประวัติศาสตร์ช่วงการล่าอาณานิคมดังกล่าวไม่ปรากฏหรือผ่านการรับรู้และเข้าใจของชาวเดนมาร์ก จึงไม่มีแรงกดดันจากในประเทศ 2.รัฐบาลเดนมาร์กคงกลัวว่าการขอโทษจะนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชย เหมือนเช่นที่ &amp;ldquo;นีรัป ราสมุสเซิน&amp;rdquo; อดีตนายกรัฐมนตรีของพวกเขากล่าวขอโทษต่อชาวกรีนแลนด์ซึ่งทำให้ต้องจ่ายเงินสร้างสนามบินให้กรีนแลนด์ 3.เดนมาร์กรอมติจากสหประชาชาติเกี่ยวกับคำขอโทษและการชดเชยซึ่งประเทศส่วนใหญ่ที่เคยได้รับประโยชน์จากการค้าทาสออกเสียงคัดค้าน และ 4.เวลานี้เวอร์จินไอแลนด์เป็นของสหรัฐ เดนมาร์กจึงอ้างการไม่แทรกแซงกิจการของชาติอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายเรียกร้องมองว่าในกรณีการค้าทาสและการใช้แรงงานทาสแอฟริกันของเดนมาร์กนั้นไม่เหมือนกับชาติอย่างอังกฤษ สเปน โปรตุเกส หรือฝรั่งเศส ที่หากต้องชดใช้ให้กับลูกหลานของอดีตทาสขึ้นมาจริงๆ ประเทศที่ว่ามาเหล่านี้อาจถึงขั้นล้มละลายเพราะทั้งจำนวนทาสและผลประโยชน์ที่เคยรับไปนั้นมากมายมหาศาล แต่สำหรับเดนมาร์กที่ครอบครองดินแดนขนาดเล็ก มีทาสไม่มาก ยิ่งในวันประกาศเลิกทาสมีทาสเหลืออยู่เพียง 35,000 คน การสืบย้อนลำดับการสืบสายเลือดไปยังทาสตัวจริงในอดีตเพื่อชดใช้ให้กับอนุชนคนรุ่นปัจจุบันย่อมทำได้ไม่ยากเพราะมีหลักฐานบันทึกไว้มากมาย และเดนมาร์กยังสามารถเรียกให้นอร์เวย์มาช่วยแบ่งเบาภาระได้ด้วยในฐานะที่เคยรับประโยชน์อยู่ด้วยกัน (นอร์เวย์แยกตัวออกจากเดนมาร์ก ปี ค.ศ.1814)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี ค.ศ.1998 โอกาสครบรอบ 150 ปีการเลิกทาสในอาณานิคมเวสต์อินดีสของเดนมาร์ก รัฐมนตรีต่างประเทศของพวกเขาในขณะนั้นปฏิเสธข้อเรียกร้องให้กล่าวคำขอโทษต่อการค้าทาส โดยบอกว่า &amp;ldquo;มีประโยชน์อะไรในเวลานี้สำหรับคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าทาสจะต้องไปขอโทษคนที่ไม่เคยเป็นทาส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรณรงค์เคลื่อนไหวของชาวยูเอสเวอร์จินไอแลนด์ได้เข้าไปถึงระดับรัฐสภาของเดนมาร์กเมื่อปลายปี ค.ศ. 2013สมาชิก &amp;ldquo;แนวร่วมเรด-กรีน&amp;rdquo; ซึ่งอยู่ฝ่ายรัฐบาลหยิบยกขึ้นมาสู่การพิจารณาให้รัฐบาลมีแถลงการณ์เผยแพร่คำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อพลเมืองอดีตอาณานิคมของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฆษกพรรคประชาชนชาวเดนิช ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดมีที่นั่ง 22 เสียงจาก 175 เสียงในสภาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่าเดนมาร์กไม่ควรต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายรัฐมนตรีต่างประเทศก็กล่าวว่า &amp;ldquo;เรารู้ดีว่าเป็นส่วนดำมืดของประวัติศาสตร์ของเดนมาร์ก แต่มันก็นานเกินไปที่จะกล่าวขอโทษหรือชดเชยความเสียหาย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เราต่อต้านการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานทาสในทุกรูปแบบ แต่ไม่สมเหตุสมผลที่จะต้องไปขอโทษให้กับนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมานานแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเปลี่ยนมือจากเดนมาร์กไปอยู่ในความครอบครองของสหรัฐครบ 100 ปีเมื่อ ค.ศ.2017 มีการสำรวจความคิดเห็นชาวเดนมาร์ก ผลปรากฏว่าประชาชนร้อยละ 49 เท่านั้นที่สนับสนุนการกล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการ และชาวเดนมาร์กถึงร้อยละ 30 ยังคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงอาจต้องทำความเข้าใจระดับจิตใจของพวกเขาเสียใหม่.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;***********************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อ้างอิง :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.natmus.dk/historical-knowledge/historical-themes/danish-colonies/the-danish-west-indies&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- thecaribbeanradio.com/former-usvi-senator-presents-arguments-for-danish-reparations-and-apology&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- stthomassource.com/content/2013/12/11/denmark-nixes-slavery-apology-reparations&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- sciencenordic.com/criminality-denmark-ethics/denmark-cannot-apologise-for-slave-trade/1375831&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- virginislandsdailynews.com/opinion/the-woman-behind-emancipation-in-the-danish-west-indies&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- persee.fr/doc/outre_0300-9513_1975_num_62_226_1826#outre_0300-9513_1975_num_62_226_T1_0209_0000&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- viconsortium.com/VIC/?p=51007&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Danish_West_Indies#Slavery_and_property_rights&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Danish_overseas_colonies&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Atlantic_slave_trade&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;/////&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภาพเขียนโรงงานน้ำตาลและไร่อ้อยบนเกาะเซนต์โทมัส อาณานิคมของเดนมาร์กในทะเลแคริบเบียน (เครดิต : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเดนมาร์ก)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92212</URL_LINK>
                <HASHTAG>เดนมาร์ก, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; งอนเดนมาร์กไม่ขายกรีนแลนด์ ยกเลิกเยือนต้นเดือนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;งอนแล้วนะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการเดินทางเยือนเดนมาร์กต้นเดือนกันยายน ภายหลังนายกรัฐมนตรีหญิงของเดนมาร์กปฏิเสธขายเกาะกรีนแลนด์แบบเด็ดบัวไม่ไว้ใย บอกการขอซื้อดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้เป็นเรื่องไร้สาระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูเขาน้ำแข็งลอยนอกชายฝั่งของหมู่บ้านคูลูซุก เกาะกรีนแลนด์ ในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า เดิมหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ผู้นำสหรัฐซึ่งเป็นอดีตนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายนี้แสดงความสนใจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ของเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ปกคลุมด้วยหิมะเป็นส่วนใหญ่เกาะนี้ โดยทรัมป์ได้หารือกับที่ปรึกษาหลายคนถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะขอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องตลกขำขัน แต่ต่อมาทำเนียบขาวยืนยันว่า ทรัมป์ให้ความสนใจอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ตั้งของกรีนแลนด์มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และทรัมป์ก็ยอมรับด้วยตนเองเช่นกันว่าเขาสนใจจะซื้อเกาะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายกฯ เมตเต เฟรเดริกเซ็น ของเดนมาร์ก กล่าวขณะเยือนกรีนแลนด์ว่า ความคิดของทรัมป์เป็นเรื่องไร้สาระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดนมาร์กเป็นประเทศที่พิเศษมาก มีผู้คนที่เหลือเชื่อ แต่สืบเนื่องจากคำกล่าวของนายกฯ เมตเต เฟรเดริกเซ็น ที่ว่าเธอไม่มีความสนใจจะหารือเรื่องการขายกรีนแลนด์ ผมก็เลยจะเลื่อนการประชุมของเราที่กำหนดไว้ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าไปเป็นเวลาอื่น&amp;quot; ทรัมป์ทวีตเมื่อวันอังคาร &amp;quot;ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถประหยัดข้อตกลงซื้อขายมูลค่ามหาศาลและความพยายามระหว่างสหรัฐกับเดนมาร์กได้ด้วยการพูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมขอบคุณเธอเรื่องนี้และรอการวางกำหนดการเยือนใหม่ในอนาคต&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์มีกำหนดแวะเยือนกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กระหว่างวันที่ 2-3 กันยายนนี้ภายหลังเดินทางเยือนโปแลนด์ ซึ่งเป็นชาติสมาชิกองค์การนาโตเช่นเดียวกับเดนมาร์ก ตามกำหนดนั้นเขาเตรียมจะหารือกับเฟรเดริกเซ็น ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน และนายกรัฐมนตรีคิม เคลเซ็น ของกรีนแลนด์ เกี่ยวกับภูมิภาคอาร์กติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดนมาร์กสร้างอาณานิคมบนเกาะที่มีพื้นที่ 2 ล้านตารางกิโลเมตรเกาะนี้เมื่อศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันกรีนแลนด์มีประชากรประมาณ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองชาวอินูอิต สหรัฐและเดนมาร์กเคยทำสนธิสัญญาด้านกลาโหมด้วยการฉบับหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2494 ที่ให้กองทัพสหรัฐมีสิทธิเหนือฐานทัพอากาศทูลีที่อยู่ตอนเหนือของเกาะกรีนแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพมีม &amp;quot;กรีนแลนด์ใน 10 ปี&amp;quot; ที่ทรัมป์นำมาล้อในทวิตเตอร์ของเขา และรับปากว่าจะไม่ทำเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจเลื่อนการเดินทางเยือนของทรัมป์สร้างความประหลาดใจและความขุ่นเคืองในเดนมาร์กไม่น้อย มอร์เทน ออสเตอร์การ์ด ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล โซเชียลลิเบอร์ตี กล่าวว่า ความเป็นจริงอยู่เหนือจินตนาการ ผู้ชายคนนี้เกินคาดเดาจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทรัมป์ทึกทักเอาเองอย่างไม่มีเหตุผลว่า ดินแดน (ปกครองตนเอง) ส่วนหนึ่งของประเทศเรานั้นมีไว้ขาย แล้วเขาก็ยกเลิกการเยือนอย่างดูถูกดูแคลนทั้งที่ทุกคนได้เตรียมการไว้แล้ว&amp;quot; ราสมุส จาร์ลอฟ ส.ส.พรรคคอนเซอร์เวทีฟในซีกฝ่ายค้านทวีต พร้อมย้อนด้วยว่า สหรัฐจะขายดินแดนส่วนไหนบ้างไหม เช่นอะแลสกา ทรัมป์ควรให้ความเคารพกันมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยืนยันจากปากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่าเขาสนใจจะซื้อกรีนแลนด์ แต่ยังออกตัวว่าเรื่องนี้ไม่ใช่งานสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลเขา และการไปเยือนเดนมาร์กไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย &amp;quot;เราแค่คุยๆ กัน ความคิดเรื่องนี้ก็ผุดขึ้นมา ซึ่งในแง่ยุทธศาสตร์แล้วมันน่าสนใจ&amp;quot; ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่นิวเจอร์ซีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งวันถัดมา ทรัมป์ยังเล่นมุกว่า เขาจะไม่ไปสร้างโรงแรมทรัมป์บนเกาะนั้นแน่ๆ และยังทวีตมีมที่เป็นรูปอาคารสีทองของทรัมป์อินเตอร์เนชันแนลโฮเทลลาสเวกัส ตั้งตระหง่านข่มหมู่บ้านริมชายฝั่งกรีนแลนด์ พร้อมข้อความว่า &amp;quot;ผมสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งนี้กับกรีนแลนด์&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43962</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนแลนด์, กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย, ซื้อเกาะกรีนแลนด์, ยกเลิกเยือน, เดนมาร์ก, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d1f2e3fd8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 21:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปูด &#039;ทรัมป์&#039; อยากซื้อเกาะ &#039;กรีนแลนด์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วอลสตรีทเจอร์นัลเผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยากซื้อเกาะกรีนแลนด์ไว้เป็นดินแดนของสหรัฐ ถึงขั้นสอบถามที่ปรึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะขอซื้อเกาะที่พื้นที่กว้างใหญ่เป็นน้ำแข็งแห่งนี้จากเดนมาร์ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 เผยให้เห็นทัศนียภาพในเมืองพิทุฟฟิกของกรีนแลนด์ และฐานทัพอากาศทูลีของสหรัฐ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม อ้างแหล่งข่าวในทำเนียบขาวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สอบถามที่ปรึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะซื้อเกาะกรีนแลนด์ ดินแดนเหนือสุดของโลกและเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของโลก ทรัมป์สนใจกรีนแลนด์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา มีพื้นที่ 2 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรเกือบ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิตซึ่งเป็นชนพื้นเมือง และ 85% ของเกาะแห่งนี้ปกคลุมด้วยพืดน้ำแข็งหนาถึง 3 กิโลเมตร หรือเท่ากับ 10% ของน้ำจืดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอลสตรีทเจอร์นัลเผยว่า ที่ปรึกษาบางคนของทรัมป์เห็นว่าการซื้อกรีนแลนด์เป็นผลดีต่อสหรัฐ แต่บางคนบอกว่าเป็นเพียงความหลงใหลชั่วพักชั่วครู่ของทรัมป์ และที่ปรึกษาบางคนสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้เกาะแห่งนี้ในการวิจัยหรือเพิ่มอิทธิพลทางทหารสำหรับสหรัฐ ปัจจุบันสหรัฐมีฐานทัพอากาศทูลีอยู่บนกรีนแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองอูเปอร์นาวิก ทางตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรีนแลนด์ประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุเป็นแท่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่กำลังละลาย ที่อาจทำให้พื้นที่ชายฝั่งของโลกต้องจมน้ำในวันหนึ่ง โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พืดน้ำแข็งบนเกาะแห่งนี้ละลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้น้ำแข็ง 12,000 ล้านตันลอยอยู่ในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์อ้างคำกล่าวของแอน โลน แบ็กเกอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของกรีนแลนด์ว่า กรีนแลนด์เปิดกว้างสำหรับการทำธุรกิจ แต่ไม่ได้มีไว้ขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์มีกำหนดเยือนกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กต้นเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าประเด็นเกี่ยวกับอาร์กติกจะถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กและกรีนแลนด์ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43586</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนแลนด์, ซื้อเกาะ, วอลสตรีทเจอร์นัล, เดนมาร์ก, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d56b6812bb8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
