<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไมเนอร์ ปรับสูตรลงทุนลุยเดลิเวอรี่ คลาวด์คิทเช่น-ดิจิทัล  ลุยปรับราคาจับคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค. 2563 นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และรักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมเนอร์ ฟู้ด เปิดเผยว่า แนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทช่วงที่เหลือของปี 2563 จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในส่วนของเดลิเวอรี่ ซึ่งมีอัตราการเติบโตมาก็ถึง 3 เท่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยส่งเสริมงานด้านเดลิเวอรี่ ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาคลาวด์คิทเช่นหรือครัวกลาง ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกลับมาเปิดให้บริการสาขาในประเทศไทยคิดเป็นประมาณ 95% พบว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าในเดือน ก.ค. - ส.ค. 2563 จะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงล็อคดาวน์ เนื่องจากบริษัทมองว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดคือช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ส่วนการจับจ่ายของลูกค้าไม่ได้มีปัญญามากนัก เพราะเน้นจับกลุ่มระดับกลางเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการทำโปรโมชั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า จึงทำให้ยังสามารถสร้างยอดขายได้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เราคงต้องกลับมาพิจารณาการลงทุนเป็นรายกรณี ส่วนไหนที่เห็นว่าคุ้มค่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างตอนนี้คงเป็นเรื่องของสินค้าใหม่ที่ต้องพัฒนาอยู่เสมอ การสร้างคลาวด์คิทเช่น และการลงทุด้านดิจิทัล โดยตอนนี้ภาพรวมค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น และยอดกลับมา 80% ของก่อนช่วงสถานการณ์โควิด-19 แล้ว&amp;quot; นายดิลลิป กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธุรกิจของไมเนอร์ ฟู้ด ส่วนมากอยู่ในไทยประมาณ 70% และที่เหลืออีก 30 % กระจายตัวอยู่ในออสเตรเลีย จีน ตะวันออกกลาง และประเทศอื่นๆ ในรูปแบบแฟรนไชส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป กล่าวว่า ร้านอาหารในเครือของบริษัทบางแบรนด์ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว และในแต่ละสาขามีลูกค้าหลักที่เป็นต่างชาติ ทำให้ต้องมีการปรับแผนงาน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เนื่องจากตลาดนักท่องหายไป โดยเฉพาะแบรนด์เบอร์เกอร์คิงที่เดิมมีลูกค้าต่างชาติ 60% ก็ปรับลดราคาลงมา 5-10% เพื่อทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ส่วนแบรนด์เดอะคอฟฟี่คลับ ก็ค่อนข้างท้าทายเช่นเดียวกัน เนื่องจากหลายสาขาตั้งอยู่ในเมือท่องเที่ยวและท่าอากาศยาน บริษัทได้ปรับการให้บริการเป็นสั่งกลับบ้าน ก็พบว่ามีผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าคนไทย โดยแบรนด์ซิซซ์เลอร์ ก็มีโมเดลใหม่ภายใต้ชื่อ ซิซซ์เลอร์ ทูโก ที่มีขนาดเล็กลงหรือเป็นคีออส ตอบโจทย์ลูกค้าตามแนวรถไฟฟ้า สะดวกในการเลือกซื้ออาหารกว่าเดิม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73093</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิลลิป ราชากาเรีย, เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด, แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f24e4827f272.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบอร์เกอร์คิง ลุยขยายสาขาเจาะทำเลแหล่งท่องเที่ยว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ.2563 นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารจานด่วนภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;เบอร์เกอร์คิง&amp;rdquo; เปิดเผยว่า แนวทางการทำตลาดในปี &amp;nbsp;2563 มุ่งเน้นการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายขยายสาขาปีละประมาณ 10-15 สาขา เทียบกับปีก่อนหน้าที่ขยายสาขาใหม่ไปแล้ว 11สาขาเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยเน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่บริการมากขึ้น รวมถึงการขยายสาขาในรูปแบบสแตนด์อโลนตามหัวเมืองหลักในแหล่งท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยสาขาร้านเบอร์เกอร์คิงกว่า 40% เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ และสมุย เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ล่าสุดบริษัทได้เปิดสาขาร้านเบอร์เกอร์คิงแห่งใหม่ที่เกาะพีพี ตั้งอยู่บริเวณท่าเรืออ่าวต้นไทร จังหวัดกระบี่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;เบอร์เกอร์หลักร้อย วิวหลักล้าน&amp;rdquo; สาขาดังกล่าวนับว่าเป็นสาขาที่มีวิวสวยที่สุดของร้านเบอร์เกอร์คิงในประเทศไทย บนพื้นที่ 210 ตร.ม. สามารถรองรับลูกค้าได้ 49 ที่นั่ง ปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แบ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย 10% และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 90% &amp;nbsp;รวมถึงยังทำการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ที่มีกำลังซื้อและมีรสนิยมในการบริโภคแฮมเบอร์เกอร์ จากเดิมที่มีฐานลูกค้าในกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 22-45 ปี รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์เบอร์เกอร์คิงผ่านเมนูใหม่ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดเบอร์เกอร์ของไทยปี 2562 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันเบอร์เกอร์คิงมีส่วนแบ่งการตลาด 12% มีสาขารวมทั้งสิ้น 116 สาขา มียอดขายปี 2562 ที่ผ่านมา ที่ 2,094 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 15% เทียบกับปีก่อน และยังมั่นใจว่าจากแผนงานในปีนี้จะทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ 15-20% และหากขยายสาขาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จะทำให้ ณ สิ้นปี 2563 มีสาขารวมทั้งสิ้น 125 สาขา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56335</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสาขา, ประพัฒน์ เสียงจันทร์, เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด, เบอร์เกอร์คิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a323c1ab0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
