<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดโมแครตเดินหน้าถอดถอน&#039;ทรัมป์&#039; ขู่ฟันข้อหาก่อการกบฏ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมาชิกสภาคองเกรสพรรคเดโมแครตเริ่มกระบวนการถอดถอน &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; พ้นตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันจันทร์ บี้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ดำเนินการปลดทรัมป์ตามรัฐธรรมนูญ ก่อนใช้ไม้ตายตั้งข้อกล่าวหาไต่สวนทรัมป์ก่อการกบฏ หากสภาลงมติถอดถอนจะทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีคนเดียวในประวัติศาสตร์สหรัฐที่โดนถอดถอน 2 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 11 มกราคม กล่าวว่า ความพยายามขับประธานาธิบดีทรัมป์พ้นจากตำแหน่งเกิดสืบเนื่องจากผู้สนับสนุนทรัมป์หลายพันคนบุกโจมตีอาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ 6 มกราคม เพื่อขัดขวางการลงมติรับรองโจ ไบเดน เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 3 พฤศจิกายน เหตุการณ์รุนแรงทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน หนึ่งในนี้เป็นตำรวจรัฐสภาที่โดนม็อบรุมทุบตี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรุนแรงที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเกิดหลังจากคำปราศรัยของทรัมป์ที่อ้างอย่างผิดๆ ว่าเขาโดนโกงเลือกตั้งแล้วยุยงผู้สนับสนุนเคลื่อนขบวนไปรัฐสภา นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต พร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกในพรรคจำนวนมากและสมาชิกจากรีพับลิกันจำนวนหนึ่งกล่าวว่า ทรัมป์ไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระวันที่ 20 มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพโลซีกล่าวว่า ในการปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยของเรา เราจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะประธานาธิบดีคนนี้แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามจวนตัวต่อทั้งรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม็อบหลายสิบคนที่โจมตีทำร้ายตำรวจ, ขโมยคอมพิวเตอร์ และทุบทำลายหน้าต่างของรัฐสภา โดนจับกุมแล้ว และเจ้าหน้าที่ยังเปิดการสอบสวนคดีก่อการร้ายในประเทศอีก 25 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเหตุรุนแรง ทรัมป์ออกวิดีโอยอมรับว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งวันที่ 20 มกราคม แต่เขายังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะหลังจากนั้น ส่วนช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้ระงับบัญชีของทรัมป์ถาวร โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่เขาจะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเรียกประชุมเวลา 11.00 น.วันจันทร์ หรือ 5 ทุ่มวันเดียวกันของไทย ส.ส.จะยื่นญัตติขอให้รองประธานาธิบดีเพนซ์ใช้อำนาจตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 ที่อนุญาตให้รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีปลดประธานาธิบดีที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และคาดว่าสภาจะลงมติกันในวันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเกิดเหตุม็อบบุกสภานั้น เพนซ์และครอบครัวของเขาอยู่ที่นั่นและต้องหนีหัวซุกหัวซุนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ด้วย แม้จะขัดคำสั่งทรัมป์ด้วยการประกาศรับรองชัยชนะของไบเดนตามมติร่วมของสองสภาในฐานะประธานที่ประชุมในวันนั้น แต่แหล่งข่าววงในกล่าวว่า เพนซ์คัดค้านการใช้วิธีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพโลซีกล่าวว่า หากเพนซ์ไม่ดำเนินการ สภาล่างก็จะลงมติถอดถอนทรัมป์ด้วยข้อกล่าวหาเดียวคือก่อการกบฏ สภาอาจลงมติภายในปลายสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.เดโมแครตซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาล่างลงมติถอดถอนทรัมป์เมื่อเดือนธันวาคม 2562 จากกรณีที่ทรัมป์กดดันยูเครนให้สอบสวนไบเดน แต่วุฒิสภาซึ่งรีพับลิกันมีเสียงข้างมากลงมติว่าทรัมป์ไม่ผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การถอดถอนประธานาธิบดีนั้นจำเป็นต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภา แต่ถึงขณะนี้มีรีพับลิกันเพียง 4 คนที่แสดงออกชัดเจนว่าทรัมป์ไม่ควรดำรงตำแหน่งต่อไปในเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่วัน นอกจากนี้หากสภาล่างถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่ 2 อย่างเร็วที่สุดกว่าสภาสูงจะรับเรื่องก็น่าจะต้องรอถึงวันที่ 19 มกราคม ที่เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีปัญหาด้วยว่า หากสภาสูงต้องไต่สวนเพื่อถอดถอนทรัมป์ช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่ไบเดนรับตำแหน่ง จะทำให้เขาไม่สามารถแต่งตั้งรัฐมนตรีและทำงานที่เร่งด่วนเช่นการบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.จิม ไคลเบิร์น แกนนำอันดับ 3 ของเดโมแครตในสภาล่าง แนะว่าเดโมแครตอาจเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการประวิงเวลาไว้ก่อนหลายเดือนจึงส่งข้อกล่าวหาเพื่อถอดถอนทรัมป์เข้าสภาสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงเวลานั้นทรัมป์พ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว แต่การลงมติว่าเขามีความผิดนั้นจะห้ามไม่ให้ทรัมป์ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง อาทิ แมริออตอินเตอร์เนชันแนลอิงก์ และเจพีมอร์แกนเชสแอนด์โค กล่าวว่า พวกเขาจะระงับเงินบริจาคที่มอบให้แก่สมาชิกรีพับลิกันเกือบ 150 คนที่ลงมติคัดค้านการรับรองชัยชนะของไบเดน และยังมีอีกหลายบริษัทกำลังพิจารณาทำแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงวอชิงตันยังคงเฝ้าระวังขั้นสูงก่อนหน้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของไบเดน ซึ่งปีนี้ลดขนาดลงเพราะการระบาดของโควิด-19 ส.ว.ชัค ชูเมอร์ ผู้นำ ส.ว.เดโมแครตที่กำลังจะเป็นผู้นำ ส.ว.เสียงข้างมากหลังจากเดโมแครตชนะเลือกตั้ง ส.ว.อีก 2 ที่นั่งในรัฐจอร์เจีย กล่าวไว้เมื่อวันอาทิตย์ว่า ยังคงมีภัยคุกคามระดับสูงจากกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89482</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อการกบฏ, ถอดถอน, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, สภาคองเกรส, เดโมแครต, โจมตีรัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffc3ec035e39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 22:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 22:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกส.ว.จอร์เจีย เดโมแครตคว่ำรีพับลิกัน จ่อคุมสภาสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐจอร์เจียของสหรัฐจัดการเลือกตั้งชี้ขาด ส.ว. 2 ที่นั่ง ผลคะแนนวันพุธชี้เดโมแครตชนะแล้ว 1 ที่นั่ง อีกหนึ่งคะแนนนำฉิวเฉียด หากชนะได้ทั้งคู่จะทำให้เดโมแครตสามารถคุมเกมในสภาสูง เอื้อต่อการบริหารงานของโจ ไบเดน ผู้ที่คองเกรสมีกำหนดลงมติรับรองผลเลือกตั้งประธานาธิบดีของคณะผู้เลือกตั้งในวันเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราฟาเอล วอร์น็อก ศาสนาจารย์ผิวดำ ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีวันพุธที่ 6 มกราคม กล่าวว่า รายงานผลการนับคะแนนของเครือข่ายโทรทัศน์หลายแห่งของสหรัฐชี้ว่า ศาสนาจารย์ราฟาเอล วอร์น็อก ซึ่งเป็นคนแอฟริกันอเมริกันวัย 51 ปี กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนผิวดำคนที่ 3 ที่ชนะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในรัฐทางใต้แห่งนี้ โดยเขาสามารถเอาชนะเคลลี โลฟฟ์เลอร์ นักธุรกิจหญิงวัย 50 ปี ที่ได้รับแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐจอร์เจียต้องจัดให้มีการลงคะแนนชี้ขาดส.ว. 2 ที่นั่งในครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีผู้สมัครรายใดชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนด้วยคะแนนเกิน 50% การเลือกตั้งในวันอังคารที่่ผ่านมา ผลต่างคะแนนของคู่แข่งจากทั้งสองพรรคฉิวเฉียดกันมาก สื่อสหรัฐเผยว่าผลการนับคะแนนผ่านไป 98% วอร์น็อกชนะโลฟฟ์เลอร์ด้วยคะแนน 50.6% ต่อ 49.4% โดยมีคะแนนมากกว่าโลฟฟ์เลอร์ 53,430 คะแนน หรือเกิน 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีกที่นั่งนั้น จอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำเดวิด เพอร์ดู เจ้าของเก้าอี้เดิมจากรีพับลิกัน เล็กน้อย ที่ 50.2% ต่อ 49.8% หรือมีคะแนนนำ 16,370 คะแนน ซึ่งเป็นผลต่างที่มากกว่าชัยชนะของไบเดนเหนือทรัมป์ในรัฐนี้ นักวิเคราะห์กล่าวกันว่า ออสซอฟฟ์มีโอกาสมากที่จะชนะ เนื่องจากคะแนนที่ยังเหลือนั้นอยู่ที่เขตชานเมืองแอตแลนตาที่มีแนวโน้มเทคะแนนให้เดโมแครต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเดโมแครตชนะได้ทั้ง 2 ที่นั่ง จะทำให้วุฒิสภาสหรัฐ ที่เดิมรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก แบ่งเป็นรีพับลิกันและเดโมแครตครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งเอื้อสำหรับรัฐบาลใหม่ของโจ ไบเดน เนื่องจากรองประธานาธิบดีคือผู้มีอำนาจชี้ขาดมติของสภาสูงหากผลคะแนนออกมาเสมอกัน และจะทำให้ไบเดนผลักดันนโยบายสำคัญๆ ผ่านคองเกรสได้ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและระบบประกันสุขภาพที่รีพับลิกันคัดค้านอย่างแข็งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันพุธตามเวลากรุงวอชิงตันของสหรัฐ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเดโมแครตมีเสียงข้างมาก และวุฒิสภา จะประชุมร่วมกันเพื่อลงมติรับรองผลคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งที่ยืนยันว่าไบเดนคือประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ และคามาลา แฮร์ริส คือรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดึงดันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ มีแผนจะปราศรัยต่อผู้ชุมนุมใกล้ทำเนียบขาว เพื่อประท้วงการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยผู้สนับสนุนเขาหลายร้อยคนที่สวมหมวก &amp;quot;ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง&amp;quot; มาชุมนุมรอท่าแล้ว ท่ามกลางการวางกำลังอย่างแน่นหนาของเจ้าหน้าที่ ส่วนร้านค้าในพื้นที่ใกล้เคียงพากันใช้แผ่นไม้มาตอกปิดกระจกหน้าต่างด้วยความหวั่นเกรงว่าจะเกิดความไม่สงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เรียกร้องรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานการประชุม ให้ &amp;quot;ปฏิเสธผู้เลือกตั้งที่ฉ้อโกง&amp;quot; แต่ในทางกฎหมายนั้นรองประธานาธิบดีไม่มีอำนาจกระทำตามที่ทรัมป์ร้องขอได้ ขณะที่ ส.ส.รีพับลิกันหลายสิบคน และ ส.ว.อีก 12 คน กล่าวกันว่าพวกเขาจะปฏิเสธการรับรองผล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89039</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอน ออสซอฟฟ์, ราฟาเอล วอร์น็อก, รีพับลิกัน, วุฒิสภาสหรัฐ, ส.ว.จอร์เจีย, เดโมแครต, เลือกตั้ง ส.ว.สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff5da96c6770.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 23:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 23:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039;เกาะม็อบ โจมตีเดโมแครตไร้ประสิทธิภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สบช่องหาเสียงโจมตีฝ่ายตรงข้าม จับเหตุการณ์ม็อบปะทะกันที่พอร์ตแลนด์โจมตีโจ ไบเดน คู่แข่งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี และนายกเทศมนตรีจากพรรคเดโมแครตว่าอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ ส่วนตัวเขาเป็นตัวแทนกฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขณะฝ่ายตรงข้ามจวกทรัมป์สร้างความแตกแยกกระพือความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาราวานสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สตูดิโอซิตี รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อสุดสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม อ้างคำแถลงของตำรวจว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ซึ่งทำให้มีคนโดนยิงเสียชีวิต 1 รายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นระหว่างที่ขบวนรถแห่สนับสนุนทรัมป์หลายร้อยคันเคลื่อนขบวนผ่านใจกลางเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอนไลฟ์รายงานว่า มีการปะทะและความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมและผู้ประท้วงต่อต้านการชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นเหยื่อกระสุนสวมหมวกที่มีโลโก้กลุ่ม &amp;quot;แพทริออตแพรย์&amp;quot; ที่สื่อท้องถิ่นกล่าวว่าเป็นกลุ่มขวาจัดที่เป็นศูนย์กลางของการชุมนุมหลายครั้งในเมืองพอร์ตแลนด์ที่จบลงด้วยความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงช่วง 4 ทุ่มของวันอาทิตย์ มีผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวประมาณ 100-150 คนชุมนุมชูป้ายประท้วงด้านนอกอาคารของตำรวจทางตะวันออกของใจกลางเมืองพอร์ตแลนด์ และขว้างปาสิ่งของ ตำรวจต้องประกาศว่าการชุมนุมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และสั่งให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ พร้อมทวีตคำเตือนว่าผู้ขัดขืนอาจถูกจับกุมและตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดการชุมนุมประท้วงทั่วสหรัฐ รวมถึงการยกเลิกการแข่งขันกีฬาหลายชนิด สืบเนื่องจากเหตุการณ์ตำรวจผิวขาวในเมืองเคโนชา รัฐวิสคอนซิน กระหน่ำยิงเจค็อบ เบลค ชายแอฟริกันผิวดำ จากด้านหลัง การปะทะที่พอร์ตแลนด์เมื่อวันเสาร์เกิดหลังเหตุการณ์วุ่นวายในเมืองเคโนชา ที่อัยการกล่าวหาหนุ่มวัย 17 ปีชื่อไคล์ ริตเทนเฮาส์ ว่ายิงชาย 2 คนเสียชีวิต และทำให้อีก 1 คนบาดเจ็บ ระหว่างที่คนเหล่านี้ชุมนุมประท้วงที่ตำรวจยิงเบลค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดมาเยือนเมืองเคโนชาในวันอังคาร เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและดูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อความไม่สงบสืบเนื่องจากคดีของเบลค แต่โทนี เอฟเวอร์ส ผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน ส่งจดหมายถึงทรัมป์ ร้องขอให้เขาทบทวนการเดินทางมาที่เมืองมิดเวสต์แห่งนี้ ด้วยเหตุผลว่าการเยือนของทรัมป์รังแต่จะขัดขวางการสมานแผลของพวกเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรุนแรงที่เกี่ยวโยงถึงการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวกลายเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเดือนพฤศจิกายน โดยทรัมป์นำเสนอว่าตัวเขาเป็นตัวแทนของ &amp;quot;กฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อย&amp;quot; และโจมตีไบเดนว่า ถ้าได้เป็นประธานาธิบดีจะเปิดทางให้ม็อบฝ่ายซ้ายครองอำนาจ ส่วนไบเดนประณามความรุนแรงและตอบโต้ทรัมป์ว่าเป็นคนกระตุ้นให้เกิดการปะทะกัน เขามีแผนกล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐเพนซิลเวเนียในวันจันทร์เพื่อตั้งคำถามต่อคนอเมริกันว่า พวกเขารู้สึกปลอดภัยในอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเช้าวันอาทิตย์ ทรัมป์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทวีตและรีทวีตโพสต์หลายสิบโพสต์ที่แสดงถึงความรุนแรงในเมืองที่อยู่ภายใต้ผู้บริหารที่เป็นเดโมแครต โดยเฉพาะที่เมืองพอร์ตแลนด์ ที่ทรัมป์ขู่หลายครั้งว่าจะส่งกองกำลังของรัฐบาลกลางเข้าเมืองนี้ ถ้านายกเทศมนตรีเท็ด วีลเลอร์ ไม่ปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์โจมตีวีลเลอร์ที่ปฏิเสธรับความช่วยเหลือจากเนชันแนลการ์ด ที่เขาบอกว่าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง &amp;quot;วีลเลอร์ไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนๆ กับโจ ไบเดน ง่วงงุนนั่นแหละ&amp;quot; ทรัมป์ทวีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านวีลเลอร์แถลงข่าวตอบโต้ทรัมป์ว่า เป็นเวลาเกือบ 4 ปีที่คนอเมริกันต้องทนกับการโจมตีเหยียดผิวของทรัมป์ต่อคนผิวดำ, การพูดจาเหยียดหยามผู้หญิง, การดูถูกคนเข้าเมืองและนักข่าว และตอนนี้ยังรวมถึงการดูถูกนายกเทศมนตรีเมืองใหญ่หลายเมืองด้วย ทรัมป์เคยสงสัยอย่างจริงจังมั้ยว่าทำไมนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่อเมริกาเผชิญกับความรุนแรงระดับนี้ เป็นทรัมป์นั่นแหละที่สร้างความเกลียดชังและความแตกแยก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76113</URL_LINK>
                <HASHTAG>เดโมแครต, เมืองพอร์ตแลนด์, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d21ec639e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;ตอบรับชิง&#039;ทรัมป์&#039; ลั่นยุติความมืดมนในสหรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์ตอบรับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดี ให้คำมั่นจะยุติ &amp;quot;ความมืดมน&amp;quot; ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มากด้วยความโกรธ ความกลัว และความแตกแยก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนกล่าวสุนทรพจน์จากสนามกีฬาที่ปราศจากผู้ชมในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ บ้านของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตที่ปีนี้เป็นการประชุมแบบออนไลน์ทั้งหมดเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคลุมอเมริกาไว้ใต้ความมืดมานานเกินไป ความโกรธมากเกินไป ความกลัวมากเกินไป ความแตกแยกมากเกินไป&amp;quot; อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐวัย 77 ปีกล่าว &amp;quot;ณ ที่นี่และบัดนี้ ผมให้คำมั่นสัญญากับพวกคุณ หากคุณมอบความไว้วางใจให้ผมเป็นประธานาธิบดี ผมจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดของพวกเราออกมา ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องร่วมมือกัน&amp;quot; ไบเดนกล่าวเรียกร้องความเป็นเอกภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสุนทรพจน์ความยาว 22 นาที ไบเดนยังเรียกร้องให้คนอเมริกันลงโทษผลงานของทรัมป์ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คร่าชีวิตผู้ป่วยในสหรัฐมากกว่า 170,000 ราย มากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ &amp;quot;ให้อภัยไม่ได้&amp;quot; ไบเดนยังให้คำมั่นว่าวันแรกที่เป็นประธานาธิบดี เขาจะบังคับใช้แผนโควิด-19 แห่งชาติและบังคับการสวมหน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า การเสนอตัวลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดนในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครตครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ของตัวเขา หลังจากเคยผิดหวังเมื่อปี 2531 และ 2551 โดยในคราวนี้ ไบเดนซึ่งมักโดนทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ ล้อไม่หยุดหย่อนว่าแก่ ได้ปรับปรุงสุนทรพจน์ของเขาให้คล่องแคล่วและมีชีวิตชีวามากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจความคิดเห็นเกือบทุกสำนักพบว่า ไบเดนได้คะแนนสนับสนุนมากกว่าทรัมป์ รวมถึงในรัฐสมรภูมิที่ยังพลิกผันได้ และทรัมป์ก็กำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักซึ่งทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้มีความดุร้ายและแตกแยกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคเดโมแครตจัดการประชุมแห่งชาติเพื่อประกาศชื่อผู้ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ทรัมป์ก็ยังคงตอกย้ำคำกล่าวหาของเขาเรื่องการลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ว่าจะก่อให้เกิดการโกงเลือกตั้ง &amp;quot;พวกเขากำลังพยายามขโมยการเลือกตั้ง&amp;quot; ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฌอน ฮันนินี ของสถานีฟ็อกซ์นิวส์ โดยไม่ยอมให้คำยืนยันว่าเขาจะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเขาแพ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวทีประชุมของเดโมแครตยังมีสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคหมุนเวียนกันแถลงและแสดงวิสัยทัศน์ผ่านทางออนไลน์ เช่น ไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีที่เคยเสนอตัวเป็นแคนดิเดตเช่นกัน เขาโจมตีทรัมป์อย่างเจ็บแสบว่า ใครจะว่าจ้างหรือทำงานกับคนที่บริหารธุรกิจเจ๊งอย่างทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.แทมมี ดักเวิร์ธ อดีตทหารผ่านศึกที่สูญเสียขาในสมรภูมิอิรัก เรียกทรัมป์ว่าเป็น &amp;quot;หัวหน้าขี้ขลาด&amp;quot; ที่ยอมให้ทรราชจูงจมูกเหมือนหุ่นเชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นดังกล่าว ไบเดนนำมาขยายต่อด้วยว่า รัฐบาลของเขาจะเป็นวันที่สหรัฐเลิกสร้างความสัมพันธ์กับพวกผู้นำเผด็จการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75172</URL_LINK>
                <HASHTAG>เดโมแครต, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fd80ac262f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 20:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดโมแครตคึกคัก &#039;มิเชล โอบามา&#039;จวก&#039;ทรัมป์&#039;สร้างความวุ่นวายแตกแยก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นางมิเชล โอบามา อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ กล่าวโจมตีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเจ็บแสบเมื่อวันจันทร์ ทั้งไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง สร้างความวุ่นวายและความแตกแยก อ้อนอเมริกันเลือก &amp;quot;โจ ไบเดน&amp;quot; นำพาฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจและโรคระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพนิ่งจากวิดีโอถ่ายทอดการประชุมแห่งชาติพรรคเดโมแครต 2020 ที่เอวา ลองโกเรีย นักแสดง (ซ้าย) ทำหน้าที่พิธีกรแนะนำนางมิเชล โอบามา อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่ปราศรัยผ่านหน้าจอ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมพรรคเดโมแครตนาน 4 วัน เปิดฉากเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563 โดยเปลี่ยนเป็นการถ่ายทอดวิดีโอคลิปการปราศรัยของแกนนำและบุคคลต่างๆ จากทั่วสหรัฐ แทนการมารวมตัวกันภายในศูนย์การประชุมในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน ตามกำหนดเดิม สืบเนื่องเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้ป่วยในสหรัฐแล้วเกิน 170,000 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 5.44 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางโอบามา ภริยาของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เป็นไฮไลต์ของการประชุมวันแรก โดยเธอส่งสารผ่านวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้า ถ้อยความสำคัญเป็นการโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเผ็ดร้อนแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่มีต่อประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่ไม่เหมาะสมสำหรับประเทศของเรา&amp;quot; นางโอบามากล่าวตอนหนึ่ง &amp;quot;เมื่อใดก็ตามที่เรามองไปที่ทำเนียบขาวแห่งนี้เพื่อหาความเป็นผู้นำ หรือการปลอบประโลม หรือความหนักแน่นมั่นคง สิ่งที่เราได้รับกลับเป็นความสับสนวุ่นวาย, ความแตกแยก และความไร้ซึ่งความเข้าอกเข้าใจอย่างสิ้นเชิง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางยังยกย่องไบเดนว่าเป็นรองประธานาธิบดีที่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมนาน 8 ปีกับสามีของนาง ไบเดนรู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ เอาชนะโรคระบาด และนำพาประเทศนี้ ไบเดนจะพูดความจริงและเชื่อถือวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมพรรคเดโมแครตครั้งนี้เตรียมจะเสนอชื่ออดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 77 ปี เป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดว่าไบเดนจะกล่าวสุนทรพจน์รับการเสนอชื่อถ่ายทอดสดผ่านวิดีโอลิงค์ แต่สุนทรพจน์ของบุคคลต่างๆ ก่อนหน้านั้นเกือบทั้งหมดเป็นการบันทึกเทปไว้ ซึ่งรวมถึงผู้สนับสนุนรีพับลิกันหลายรายที่หันหลังให้ทรัมป์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสติน เออร์กีซา คนอเมริกันธรรมดาๆ เป็นตัวอย่างหนึ่ง เธอกล่าวในคลิปบอกเล่าเรื่องพ่อของเธอที่ตายเพราะโควิด-19 หลังจากออกไปสังสรรค์กับเพื่อน โดยเชื่อทรัมป์ว่าโรคระบาดนี้ไม่ร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกับที่เดโมแครตเปิดการประชุมฉบับออนไลน์นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์นั่งแอร์ฟอร์ซวันมาเมืองออชคอช ซึ่งห่างจากมิลวอกีแค่ขับรถ 90 นาที เพื่อปราศรัยกับผู้สนับสนุนในโรงเก็บเครื่องบิน โจมตีไบเดน และ ส.ว.คามารา แฮร์ริส คู่หูแคนดิเดตรองประธานาธิบดีของไบเดน ด้วยถ้อยคำเดิมๆ ว่าทั้งสองกำลังหาทางออกนโยบายสังคมนิยมบ้าๆ และเตือนว่าการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน จะอันตรายที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางเดียวที่เราจะแพ้เลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นเพราะการโกงเลือกตั้ง&amp;quot; คำกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานของทรัมป์ ซึ่งโพลเกือบทุกสำนักชี้ว่ามีคะแนนตามหลังไบเดนห่าง รวมถึงในรัฐสมรภูมิหลายรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74844</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมแห่งชาติพรรคเดโมแครต, มิเชล โอบามา, เดโมแครต, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3bd5dbd3f1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดโมแครตสอบ &#039;ทรัมป์&#039; เด้งผู้ตรวจราชการคนที่ 4 ฐานไล่บี้ รมว.ต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แตะต้องไม่ได้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดผู้ตรวจราชการตามคำขอของไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลแค่ขาดความไว้วางใจ กรรมาธิการเดโมแครตสอบสวน ชี้เป็นการปลดด้วยแรงจูงใจทางการเมือง เผยปอมเปโอและภริยากำลังโดนตรวจสอบพฤติกรรมไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวที่ทำเนียบขาว พร้อมไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม กล่าวว่า คำสั่งปลดสตีฟ ลินิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการปลดผู้ตรวจราชการรายที่ 4 ของทรัมป์ นับแต่เดือนเมษายนปีนี้ หรือเพียง 2 เดือน หลังจากวุฒิสภา ที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติว่าทรัมป์รอดพ้นคำกล่าวหาเพื่อถอดถอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ได้แจ้งเรื่องการปลดลินิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยของรัฐบาลบารัค โอบามา เมื่อปี 2556 ต่อนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามกฎที่ต้องแจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้า 30 วัน โดยทรัมป์อ้างแค่ว่าเขาไม่ไว้วางใจให้ลินิกปฏิบัติหน้าที่นี้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ส.ส.เอเลียต เองเกล และ ส.ว.บ็อบ เมเนนเดซ แกนนำพรรคเดโมแครต 2 คนในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศออกแถลงการณ์ร่วมกัน คัดค้านการปลดที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองครั้งนี้ และประกาศจะตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งคู่กล่าวว่า พวกเขาเข้าใจว่าปอมเปโอแนะนำด้วยตนเองให้ปลดผู้ตรวจราชการคนนี้ โดยดูเหมือนว่าลินิกได้เปิดสอบสวนการกระทำความผิดของปอมเปโอ และการปลดเขามีจุดประสงค์ชัดแจ้งเพื่อปกป้องปอมเปโอจากความรับผิดชอบส่วนตัว และอาจเป็นการล้างแค้นอย่างผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวรายหนึ่งที่ขอปิดบังตัวตนยอมรับว่า รัฐมนตรีต่างประเทศปอมเปโอเป็นผู้แนะนำให้ปลดลินิก และประธานาธิบดีทรัมป์เห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนเมษายน ทรัมป์ปลดเกล็น ไฟน์ รักษาการผู้ตรวจราชการกระทรวงกลาโหมที่กำกับดูแลมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลจากผลกระทบโควิด-19, ทรัมป์ยังแจ้งต่อคองเกรสด้วยว่าเขากำลังปลดไมเคิล แอตคินสัน ผู้ตรวจราชการของหน่วยงานด้านข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเพื่อถอดถอนเขาพ้นตำแน่งประธานาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ปลดคริสตี กริมม์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ โดยกล่าวหาว่าเธอทำ &amp;quot;เอกสารปลอม&amp;quot; เรื่องโรงพยาบาลต่างๆ ในสหรัฐกำลังมีปัญหาขาดแคลนในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพโลซี กล่าวถึงการไล่ออกผู้ตรวจสอบว่า เป็นรูปแบบการล้างแค้นที่อันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่ ส.ว.มิตต์ รอมนีย์ จากพรรครีพับลิกัน ก็กล่าวถึงการปลดผู้ตรวจสอบหลายคนของทรัมป์ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถือเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยและสร้างรอยแยกในดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.เองเกล ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และ ส.ว.เมเนนเดซ กรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ วุฒิสภาสหรัฐ เรียกร้องให้ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปลดลินิกภายในวันที่ 22 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ปอมเปโอทำให้ผู้คนประหลาดใจจากการเดินทางไปทั่วโลกด้วยเครื่องบินของรัฐบาล โดยบ่อยครั้งได้พาซูซาน ภรรยาของเขาซึ่งไม่มีบทบาทหน้าที่อย่างเป็นทางการไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยของ ส.ส.เดโมแครตรายหนึ่งเผยว่า ลินิกกำลังสอบสวนคำร้องเรียนที่ว่า ปอมเปโอมอบหมายงานที่ไม่เหมาะสมแก่เจ้าหน้าที่ ให้ทำงานส่วนตัวให้เขาและภรรยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว ซีเอ็นเอ็นเคยรายงานว่า มีผู้เปิดโปงรายหนึ่งเผยว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานความมั่นคงทางการทูต ที่คอยคุ้มกันนักการทูตและรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้รับมอบงานจากปอมเปโอเช่นไปรับอาหารที่สั่งกลับบ้านหรือเลี้ยงสุนัข.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66179</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ตรวจราชการ, สตีฟ ลินิก, เดโมแครต, โดนัลด์ ทรัมป์, ไมค์ ปอมเปโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec13178e065a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 21:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บลูมเบิร์ก&#039;พร้อมขายบริษัทหากชนะ&#039;ทรัมป์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะหาเสียงของไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีเจ้าของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ย้ำว่าเขาพร้อมขายบริษัทที่สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำหากเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะโพลชี้คะแนนนิยมของเขาพุ่งพรวดแซงหน้าอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก 3 สมัยเพิ่งกระโดดลงสังเวียนชิงชัยของพรรคเดโมแครตเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ล้าหลังสมาชิกร่วมพรรคคนอื่นๆ เกือบ 1 ปี แต่เขาได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากอานิสงส์ของการทุ่มทุนส่วนตัวมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ในการโฆษณาหาเสียง และในวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ เขาจะขึ้นเวทีโต้อภิปรายเป็นครั้งแรกที่ลาสเวกัส ภายหลังคณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแครตยอมรับว่าเขามีคุณสมบัติในการท้าชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค แม้เขาจะไม่ได้เข้าร่วมการหยั่งเสียงของพรรคใน 4 มลรัฐแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ อ้างคำกล่าวของโฆษกคณะหาเสียงของบลูมเบิร์กเมื่อวันอังคารว่า บลูมเบิร์กจะขายกิจการบริษัท บลูมเบิร์ก แอลพี ของเขาอย่างแน่นอน หากเขาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บลูมเบิร์ก แอลพี ซึ่งเขาก่อตั้งเมื่อปี 2524 เป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินแก่บริษัทในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท เพิ่มเติมจากการขายข่าว โดยอดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กรายนี้ถือหุ้นส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์จากบริษัทให้คำปรึกษาระหว่างเบอร์ตัน-เทย์เลอร์ประเมินว่า บลูมเบิร์ก แอลพี สร้างรายได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะหาเสียงของเขากล่าวว่า กระบวนการขายบริษัทจะเริ่มต้นด้วยการนำบริษัทเข้าบลายด์ทรัสต์ก่อน แล้วจากนั้นค่อยขายกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักชี้ว่าบลูมเบิร์กมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โพลของเอ็นพีอาร์/พีบีเอสนิวส์อาวร์/มาริสต์ให้เขามีคะแนนอันดับ 2 ของพรรค ที่ 19% ตามหลัง ส.ว.ฝ่ายซ้าย เบอร์นีย์ แซนเดอร์ส ที่ได้ 31% ส่วนไบเดนได้อันดับ 3 ที่ 15%, ส.ว.หัวก้าวหน้า เอลิซาเบธ วอร์เรน ได้ 12% และ ส.ว.นักปฏิบัตินิยม เอมี โคลบูชาร์ ได้ 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดของมหาเศรษฐีสายกลางวัย 78 ปีรายนี้เริ่มทำให้เขาตกเป็นเป้าโจมตีของคู่แข่งร่วมพรรค และรวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57660</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายบริษัท, บลูมเบิร์ก แอลพี, เดโมแครต, เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, โดนัลด์ ทรัมป์, ไมเคิล บลูมเบิร์ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4d40c798c7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
