<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม. ลุยฉีดวัคซีน นร.กลุ่มเสี่ยงกว่า 2,000  ราย ยังไม่พบผลข้างเคียง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย. 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนไฟเซอรให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด จำนวนกว่า &amp;nbsp;4.5 ล้านคน เริ่มฉีดวัคซีนเดือนตุลาคม 2564 &amp;nbsp;ผ่านสถาบันการศึกษา ครอบคลุม ทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่อาจจะมีการเปิดภาคเรียน &amp;nbsp;ขณะที่ กทม. รายงานการฉีดวัคซีนโควิด-19 (ไฟเซอร์) ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มีนักเรียน/เยาวชน กลุ่มเสี่ยง 7 โรค ในกทม. ได้รับ 1 เข็มจำนวน &amp;nbsp;1,681 &amp;nbsp;รายและได้รับครบ 2 เข็ม &amp;nbsp;จำนวน 614 &amp;nbsp;ราย ไม่พบการรายงานผลข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้มีการสำรวจจำนวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองยินยอมฉีด/ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ &amp;nbsp;ซึ่งจะทำการฉีดวัคซีนภายในพื้นที่สถาบันการศึกษาในจังหวัดนั้น ๆ &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้รวบรวม จำนวนนักเรียนที่พักอาศัยในจังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาต้นสังกัด เพี่อเสนอต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้จัดสรรยอดวัคซีนเพิ่มรายจังหวัด และให้สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้กำหนดวัน เวลา และสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;รายงานมีเด็กนักเรียนอายุ 12-18 ที่เป็น 7 โรคกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพมหานคร และเด็กนักเรียนในสังกัดกทม. และสังกัดอื่นๆ มีการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์รับการฉีดวัคซีนกว่า 5,000 คน ฉีดวัคซีนแล้วประมาณ &amp;nbsp; 2,000 &amp;nbsp;คน ยังคงเหลืออีก 3,000 คน ซึ่งกทม.ก็จะได้เร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับการจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุขต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่า จากการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน/เยาวชนใน กทม. กว่า 2,000 รายที่ผ่านมา &amp;nbsp;ยังไม่พบการรายงานผลข้างเคียง &amp;nbsp;ยืนยันว่าวัคซีนที่รัฐบาลนำมาให้บริการแก่เด็กนักเรียน/ เยาวชน ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ใหญ่ ผ่านการรับรองจากสำนักงานองค์การอาหารและยา องค์การอนามัยโลก และมีหลักฐานทางวิชาการที่บ่งชี้ว่า มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย &amp;nbsp;จึงขอให้ความมั่นใจแก่น้องๆ นักเรียน เยาวชน อย่างไรก็ตาม การให้ฉีดวัคซืนโควิด-19 &amp;nbsp;ให้แก่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองก่อนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117861</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กลุ่มเสี่ยง, ฉีดวัคซีน, รัชดา ธนาดิเรก, เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149cb111aa35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112979</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนเด็กต่ำกว่า 5 ปีไม่ควรเล่นเซิร์ฟสเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวและหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (CSIP) ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึง &amp;quot;โรคภัยไข้เจ็บ&amp;quot; ที่เกิดในเด็กและวัยรุ่นว่าจริงๆ แล้วระหว่าง &amp;quot;เจ็บ&amp;quot; กับ &amp;quot;ไข้&amp;quot; เด็กและวัยรุ่นเสียชีวิตด้วยเรื่อง &amp;quot;เจ็บ&amp;quot; มากกว่า ซึ่งในที่นี้ หมายถึง &amp;quot;การบาดเจ็บ&amp;quot; ที่เกิดขึ้นจาก &amp;quot;อุบัติเหตุ&amp;quot; และ &amp;quot;ความรุนแรง&amp;quot; หากขาดการดูแลและเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม สำหรับ &amp;quot;ไข้&amp;quot; นั้นหมายถึง&amp;quot;การป่วยไข้ด้วยโรคต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19&amp;quot; ที่แม้เด็กอาจไม่มีอาการรุนแรงเท่าผู้ใหญ่ แต่อาจเป็นพาหะ หรือส่งต่อเชื้อไปยังผู้สูงวัย และสมาชิกในครอบครัวที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเล่นเซิร์ฟสเก็ตที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ โดยมากเป็นการเล่นซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บ ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะยังไม่สามารถทรงตัวในอุปกรณ์ที่เคลื่อนไหวนี้ได้ เนื่องจากการประสานงานของกล้ามเนื้อและสมองซึ่งนำไปสู่การรักษาสมดุลของร่างกายในการควบคุมอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วนั้นยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ส่วนเด็กที่มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไปเล่นได้ แต่จะต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จะต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ควรเล่นเซิร์ฟสเก็ตในบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายโดยไม่คาดฝันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดีของการเล่นเซิร์ฟสเก็ต นอกจากได้ออกกำลังกาย ฝึกกล้ามเนื้อ และการทรงตัวแล้ว ยังช่วยให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะEF (Executive Functions) ในการมุ่งสู่เป้าหมาย โดยตั้งใจไว้ว่าจะต้องเล่นให้เป็นให้ได้ แล้วเริ่มต้นฝึกเป็นขั้นตอน ยอมเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ มีผู้ดูแล ฟังคนสอน จำ และนำมาใช้จริง ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ และสุขใจจากการบรรลุเป้าหมายในการฝึกเป็นระยะๆ จากท่าง่ายๆ จนประสบความสำเร็จในท่ายากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ควรฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบทั้งต่อตัวเอง คือสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันกระแทก สนับเข่า และสนับศอก ฯลฯ ทุกครั้ง และรับผิดชอบต่อผู้อื่น โดยจะต้องไม่ออกไปเล่นเซิร์ฟสเก็ตบนท้องถนน หรือที่รถวิ่ง รวมทั้งจะต้องระมัดระวังไม่ให้ไปชนผู้สัญจรรอบข้างด้วย ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมจะต้องเป็นพื้นที่กว้าง และปลอดภัย โดยยังควรต้องรักษาระยะห่างด้วยการสลับกันเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112979</URL_LINK>
                <HASHTAG>เซิร์ฟสเก็ต, เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_61139cf403707.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หมอยง’เตือนความหวังภูมิต้านทานหมู่ต้องรีบฉีดวัคซีนให้เด็กๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - ศ.นพ.ยง &amp;nbsp;ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;โควิด 19 วิกฤตโรค จะลดน้อยลง เด็กจะต้องมีภูมิต้านทานด้วย&amp;rdquo; ระบุว่า ในขณะนี้ การป้องกันส่วนใหญ่ เราป้องกัน การเสียชีวิต หรือเจ็บป่วยร้ายแรงที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ปัญหานี้จะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในผู้ที่มีอายุน้อย และกลุ่มประชากรเด็ก ความรุนแรงของโรคจะน้อยกว่ามาก และมีจำนวนมากติดเชื้อแบบไม่มีอาการหรือมีอาการเป็นเพียงแค่หวัดเล็กน้อย แต่สามารถแพร่กระจายโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความหวังในการให้เกิดภูมิต้านทานหมู่ ที่จะลดการระบาดของโรคให้ได้มากที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ที่มีอายุน้อย วัยรุ่น และเด็ก มีภูมิต้านทานเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ภูมิต้านทานหมู่จะเกิดขึ้นได้ จึงต้องรวมประชากรกลุ่มเด็กด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่แปลกที่ขณะนี้มีการศึกษา วัคซีนที่จะใช้ในเด็กรายการป้องกันหรือให้เกิดภูมิต้านทานขึ้น และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้า เด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จะได้มีวัคซีนใช้แน่นอน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันกลุ่มในทุกวัย&amp;nbsp;การให้วัคซีนในเด็ก โรคนี้ไม่รุนแรงในเด็ก ดังนั้นวัคซีนในเด็ก จะต้องเน้น &amp;quot;ความปลอดภัย&amp;quot; ของวัคซีนเป็นหลัก มากกว่าสิ่งอื่นใด &amp;nbsp;เด็กจะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ และไปโรงเรียนตามวิถีชีวิตของเด็ก #หมอยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108112</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ.นพ.ยง  ภู่วรวรรณ, หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก, เด็ก, เฟซบุ๊ก, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bdd8b4228f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 06:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เด็กทุกคนต้องมีพื้นที่ยืนในสังคม ไม่ใช่ Nobody’s Child</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วงเสวนาสาธารณะขับเคลื่อนความรู้สุขภาวะพัฒนาศักยภาพเยาวชน เจาะใจหมอเด็กเล่าถึง เด็กที่ไม่มีใครต้องการ เรียนรู้ ปรับตัวช้า เตือนอย่าอ่านเพียง paper work อย่างเดียว ต้องจับเข่าคุยทุกปัญหา ระบบการศึกษาแพ้คัดออกคือปัญหาใหญ่ เป็นการแยกเด็กที่มีสีผ้าแตกต่างกัน เด็กทุกคนต้องมีพื้นที่ยืน ไม่ใช่เป็นเด็ก Nobody&amp;rsquo;s Child&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.ร่วมกับสำนักพิมพ์ Bookscape จัดเสวนาสาธารณะโครงการขับเคลื่อนความรู้สุขภาวะ พัฒนาศักยภาพเยาวชนชวนเรียนรู้ &amp;ldquo;จิตวิทยาสังคม&amp;rdquo; ในฐานะเครื่องมือในการมองโลก#เปลี่ยนโลก เพื่อขับเคลื่อนและสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจทางสังคม การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง การทำงานด้านเด็กและเยาวชน ตลอดจนการลดอคติและสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์การประยุกต์ใช้จิตวิทยาสังคมจากหลากหลายแวดวง นำโดย ทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แปลจิตวิทยาสังคม ความรู้ฉบับพกพา พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ก่อตั้ง School of Changemakers ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ ที่ปรึกษาด้าน Communication Strategy โครงการ Rethink Thailand&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า การมองสังคม การมองโลก ใช้ทุกอย่างผสมผสาน การดูชีวิตของคนหนึ่งๆ มากกว่าการอ่านเอกสาร มีเคสหนึ่งเข้ามาหารือ หมอทุกคนพูดแบบทิ้งทวนว่า เราฉีกไอคิวเทสต์ทิ้งได้ที่ รพ.กลางมีการทดสอบไอคิว นักจิตวิทยาบอกว่าหมอเจอเรื่อง slow learner หมอขอเรียกว่าทึ่มมากในการปรับตัวได้ช้ากว่าจะเรียนรู้ แต่ประโยคหนึ่งที่เขาพูดว่า &amp;ldquo;หมอจะเอาอะไรกับผมอีก ผมถูกผู้ใหญ่กระทำมามากพอแล้ว&amp;rdquo; ประโยคที่สองที่เขาพูดออกมาว่า &amp;ldquo;หมออย่าย้ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิต คำพูดแบบนี้ไม่ใช่ Slow Learner แน่นอน เพราะเขาโต้ตอบกับหมอ ผมนั่งลงเพื่อคุยกับเด็ก ต้องดูหัวจิตหัวใจของเด็ก ไม่ใช่แต่เพียงอ่าน paper work เท่านั้น เราดูประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเท่ากับป้ามล (ทิชา ณ นคร ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก) ถ้าผมอยู่ใน Hall จะลุกขึ้นปรบมือให้กับป้ามลว่าเหนือยิ่งกว่าจิตแพทย์ ป้ามลครับ ป้ามลล้มทฤษฎีของโลก ผมไปที่สหรัฐ เชิญผมเข้าไปประชุมโต๊ะกลม คุยกันเรื่องพัฒนาการของสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลินดาสเมียร์เขียนตำราพูดถึง personality ถ้ามองไปจนถึงขนาดหนึ่งจะแข็งตัวเหมือนกับสุภาษิตไม้อ่อนดัดง่าย ไม่แข็งดัดยาก ยิ่งเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นยิ่งดัดยาก ลินตาสเปียร์พูดบนเวทีนานาชาติ ขณะนี้บ้านกาญจนาได้รับการบันทึกไว้ในต่างประเทศ ผมไม่เชื่อเรื่องจิตวิทยาทั้งโลกในเรื่อง landset เมื่อมีการประชุมเขาพูดเรื่องเทียนไขเหลวเหมือนกับความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย มีการปั้นรูปจนแข็งตัว เมื่อกลายเป็นนิสัยแล้วดัดยาก หมอสะท้อนว่าเหตุการณ์ที่เราเจอที่บ้านกาญจนานั้น ผมพานักศึกษาปริญญาโทไปดูงานด้านจิตวิทยาเด็กในเรื่องการเรียนรู้ ทำไมที่นี่ถึงทำได้ อะไรคือสาเหตุและปัจจัยสำคัญ ที่บ้านกาญจนา ป้ามลพลิกทฤษฎีที่ว่าทฤษฎีไม่สามารถปรับเปลี่ยน คนเราเมื่อเจอวิกฤติที่สุดในชีวิต เทียนไขจะละลายตัวเอง ตั้งขึ้นรูปอย่างบิดเบี้ยวจากสภาพแวดล้อม แต่โดยวิกฤติหลอมจนตัวตนพังพินาศ ที่บ้านกาญจนาเขาพัฒนาวิธีคิดด้วยพลังและเปล่งรัศมีได้ทุกกระบวนการ ทุกทฤษฎีได้รับคำตอบ How to ทำได้อย่างไร ป้ามลตัวจริงเป็นผู้ชี้ ไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น การเรียน parenting เป็นหัวใจที่สำคัญมาก การปั้นผิดรูปจะยุ่งกันไปใหญ่ ด้วยหัวจิตหัวใจเราคงไม่ดูที่ paper เราใช้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับหัวใจเด็กให้ได้รับการคุ้มครองพัฒนาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;หมอใช้ระบบนิเวศ หลายครั้งที่หมอพูดเหมือนกับแผ่นเสียงตกร่อง เราต้องพูด 2-3 เรื่องที่ฝากไว้บันทึกกู่ก้องทั่วประเทศ หมอส่งสัญญาณได้ชัดเจนว่า 100% ผู้ใหญ่เป็นผู้ส่งเด็กเข้ามาพบหมอ เกินกว่าครึ่งหมอต้องรักษาคนที่พาเด็กมารักษา ต้องซ่อมคนที่ส่งเด็กมา ส่งสัญญาณ 75% ต้องเยียวยาเด็กที่ส่งเข้ามา ผู้ใหญ่ระบบนิเวศของเด็กป่วยยิ่งกว่าตัวเด็กเสียอีก 25% คือตัวเด็ก ป้ามลบอกว่าไม่มีใครเกิดมาเป็นอาชญากร หมอบอกว่า 25% ไม่ใช่เขาเป็นอาชญากร เขาเป็นเด็กมีปัญหา ออทิสติก intellectual ปัญญาอ่อนเกิดมามีปัญหา เหตุและปัจจัยเราต้องช่วยเหลือเขาด้วย ถ้าระบบนิเวศแข็งแรงจะคุ้มครองเด็กได้ หลายคนถูก abuse สุขภาพของเด็กเลี้ยงยากและยังเป็นออทิสติก เขาไม่ได้อยากเป็นเช่นนี้ เขาเลือกเกิดเองไม่ได้ พัฒนาการไม่สมบูรณ์จะไปโทษใครได้ ต้องเยียวยาเด็กด้วย หมอขอบันทึกรายการผ่านระบบการศึกษา วันนี้ผู้บริหารทั้งประเทศต้องช่วยกันด้วย ยิ่งระบบแพ้คัดออก เด็กเกิดน้อยลง ที่นั่งในมหาวิทยาลัยเกินตัวเด็ก การที่ปล่อยเด็ก drop out คัดเด็กออกเป็นเด็กหน้าห้อง เด็กหลังห้อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หมอขอตั้งคำถามวิทยากรและทุกคนภายในห้องนี้ว่าเด็กทุกคนเกิดมาเป็นผ้าสีอะไร? ผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างนอกห้องพูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง เด็กทุกคนเป็นผ้าขาว ใส บริสุทธิ์ เราพูดถึงเด็กทุกคนใส บริสุทธิ์ แต่ปัจจัยแวดล้อมสังคม ลวดลายที่เกิดบนผืนผ้า เด็กทุกคนเป็นผ้าสีพื้น ไม่ปฏิเสธสีใสบริสุทธิ์ขาวทั้งผืน ผ้าสีฟ้าทั้งผืน สีเหลืองทั้งผืน เป็นสีใสบริสุทธิ์ ลวดลายเกิดบนผ้าสีฟ้าเกิดจากสภาพแวดล้อม สิ่งที่ต้องการจะบอกพ่อแม่ในครอบครัวไทยว่า อย่าเลี้ยงลูกด้วยการพูดเปรียบเทียบ ต่อให้คู่แฝดที่เหมือนๆ กัน ไข่ใบเดียวกัน รสนิยมไม่เหมือนกัน ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกแล้วใช้คำพูดเปรียบเทียบมีเจ็บแน่นอน ผ้าสีต่างมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเป็นเด็กเลี้ยงง่าย สั่งซ้ายสั่งขวาก็หันตาม สั่งให้เป็นหมอก็พร้อมที่จะเป็นหมอ ถ้าเด็กเราเป็นหมอทั้งประเทศ โลกจะไปรอดได้หรือไม่ ทุกวิชาชีพล้วนแล้วแต่มีนัยสำคัญ เราต้องยอมรับในเรื่องความสามารถ ระบบการศึกษาออกแบบมาสำหรับเด็กที่เลี้ยงง่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มีหมอรายหนึ่งส่งเด็กวัย 3 ขวบมาหาหมอบอกว่าสงสัยจะเป็นโรคสมาธิสั้น เด็กเรียนอนุบาลดีไซน์เพื่อจะเลี้ยงเด็กแบบเลี้ยงง่าย เด็กคนนี้มีพลังเยอะมาก วิ่งทั่วทั้งห้อง ครูสงสัยว่าจะเด็กจะเป็นไฮเปอร์ส่งเข้ามาพบหมอ หมอไม่มียารักษาให้เด็กมีมารยาทงาม ถ้าหมอมีหมอจะแจกยาทั้งประเทศ เด็กในวันนี้เป็นสมาธิสั้นกันทั้งโลก จะให้ยาก็ให้ไม่ถูก ถ้าจะพูดกี่ครั้งก็เหมือนเดิม เด็กไม่ใช่ผ้าขาวเขาจะมีสีที่ต่างกันตามการเลี้ยงดู อย่าเลี้ยงลูกด้วยการพูดเปรียบเทียบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสร้างระบบการศึกษาที่ดี เด็กทุกคนต้องมีพื้นที่ยืน ไม่ใช่เป็น nobody&amp;rsquo;s child ด้วยระบบการศึกษาแพ้คัดออก ท่านเคยได้ยินไหมเวลาเด็กถูกทารุณกรรม เราต้องหาสาเหตุว่ามาจากอะไร ทารุณกรรมทางเพศด้วยการลงไม้ลงมือ รวมถึงทารุณกรรมทางด้านจิตใจ ระบบทารุณกรรมเด็กต้องนำมาพิจารณาถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน การสอนเด็กให้ใช้ไหวพริบ ไม่ใช่สอนการท่องจำ อะไรเป็นเครื่องชี้วัดว่าเด็กคนนี้สอบได้ และเด็กคนนี้สอบตก การที่เด็กสอบตกซ้ำซาก ไม่คิดหรือว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไร การที่เด็กสองคนเดินเข้าไปในสังคม เด็กคนหนึ่งเรียน รร.สาธิต เด็กอีกคนหนึ่งเรียน รร.วัด เด็กที่เรียนสาธิตหัวใจพองโตเมื่อถูกถามว่าเรียน รร.อะไร ในขณะที่เด็กเรียน รร.วัดจะเหลืออะไร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นรูปธรรมซ่อนอยู่ในระบบ เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบยังไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะนี้หลายประเทศยกเลิกการสอบแบบวัดผล ระบบการจัดห้องเด็กหน้าห้อง เด็กหลังห้อง รร.วัดที่สมุทรปราการ ผอ.เปิดใจกว้างมาก ใช้พื้นที่ 10 ไร่ในโรงเรียน เพื่อให้เด็กสำรวจพื้นที่ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ คนไหนวาดรูปเก่ง คนไหนเก่งวิทยาศาสตร์ คนไหนเก่งคำนวณ คนไหนเก่งทำขนมจากฟักทอง ไส้เผือก นำมาขายของ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการ เด็กที่เกรด A ในสิ่งที่เขาชอบเปิดพื้นที่ให้เขาได้กล้าแสดงออกบนพื้นที่ที่เขายืนอยู่ เพื่อจะได้ไม่ทิ้ง Self Extreme ครูต้องเปิดจุดแข็งของเด็กจนเขาเป็น Artist เด็กทุกคนอยากมีเป้าหมายในชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องการเมืองมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง มีการตีกัน ผู้ใหญ่ตีกัน 2 หมู่บ้านอยู่กันคนละสี หมอล้อมวงเริ่มต้นพูดคุยกัน การสร้างพื้นที่เกือบจะยกพวกตีกันทุกครั้งที่พูดคุยกัน สงสัยคุยกันด้วยเรื่องปัญหาไม่ได้ ถ้าคุยกันเรื่องนี้จะทำให้สัมพันธภาพเสียหมด แม่ค้ารถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวเพียงคนเดียวเจาะใจผมแทบไม่เหลือเลย เขาตั้งธงว่าจะคืนความสุขให้กับแม่ค้า ได้รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวทำมาหากิน เราช่วยกันทำให้แม่ค้าได้รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว คุณป้าร้องไห้เพราะเขาหมดอาชีพ รถพังเสียหายหมด เรื่องนี้เป็นความงดงาม ทุกฝ่ายช่วยเหลือกันทำให้แม่ค้าได้รถเข็นเพื่อขายก๋วยเตี๋ยวด้วยฝีมือการซ่อมแซมจนรถเข็นใช้งานได้ เงินส่วนหนึ่งก็มาจากการบริจาค ด้วยฝีมือของทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้วไหน แต่ทุกฝ่ายก็ช่วยเหลือทำให้คุณขายก๋วยเตี๋ยวได้ เป็นการทำมาหากินประกอบสัมมาอาชีพได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งเหล่านี้เราต้องช่วยกันถอดบทเรียนร่วมกันบนหลักของสุนทรียะแห่งการสนทนา ค่อยพูดค่อยจากันเพื่อให้เกิดพลังด้านบวก ท้ายที่สุดทั้งสองกลุ่มจับมือกันได้ ปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจกันด้วยความคิดที่แตกต่างกันเปิดการเจรจากัน ปัญหาเคหะชุมชนร่มเกล้าใช้จิตวิทยาเชิงบวก เด็กพ่อแม่ทำงานร่วมกัน ทัศนคติของผู้ใหญ่ที่เปิดกว้าง รับฟังเสียงของเด็ก มีการสำรวจปัญหา หมอเห็นปัญหาแล้วเกือบจะเป็นลม ปัญหายาเสพติด เด็กยกพวกตีกัน ทุกวาระอยู่ในพื้นที่นี้ทั้งหมด เราต้องตามไปดูว่าเด็กกลุ่มนี้มีดีอะไรบ้าง สำรวจต้นทุนชีวิต เคาะประตูบ้าน เป็นการทำงานของ 3 กลุ่มรวมกันสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เด็กวัยรุ่นยอมรับว่าหนูเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงเขา แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วิทยาลัยเทคนิคอาชีวะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของตัวเอง การสร้างแบบฝึกหัดทดสอบ ทดสอบค่ากระแสไฟฟ้าตรงทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรม การเลือกกลุ่มที่มีความสนิทสนมกัน บางกลุ่มทดสอบต่อหลอดไฟฟ้าแล้วไฟไม่ติด ช่วยกันแลกเปลี่ยนเพื่อหาจุดแตกต่าง การให้เหตุผลที่ดีที่สุด หมวดวิชาฟ้าเปลี่ยนบริบทด้วยการใส่เนื้อหาให้กลายเป็นเรื่องท้าทายเป็นนวัตกรรม เปลี่ยนพลังจากเด็กที่เฮ้วเฮ้วให้ใช้พลังในทางที่ถูกต้อง แทนที่จะใช้พลังด้านลบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถาบันพระปกเกล้า การสร้างเส้นทางสันติสุข ทำงานอย่างสันติวิธีเป็นโจทย์ที่ยากกว่าใครจะเป็นผู้เล่น ใครจะเป็นผู้กำหนด ใครจะดำเนินรายการ เราช่วยกันสร้างป้ามล 2 ป้ามล 3 ป้ามล 4 มีป้าอุ้ม 1 ป้าอุ้ม 2 ป้าอุ้ม 3 ต้องเปิด Mind Set ใช้พลัง และต้องมีความเป็นนักสันติวิธีมองโลกและหาจุดร่วมทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่ลูกไม่มีใครผิด ไม่มีใครเป็นตัวปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เมื่อมีปัญหาก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา จุดเปลี่ยนจะสร้าง Change Agent ใส่เข้าไปในท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนกระบวนการท้องถิ่น โลก Social Media หาคู่ขัดแย้งไม่เจอ เราต้องติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กด้วย ใส่ในระบบการศึกษา ทุกท้องถิ่นในการสร้างพลังทางบวกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ head hand heart ด้วยการใช้สติ ใช้อารมณ์ ใช้เหตุผล กม.ต้องมีความเสมอภาคในเรื่องความยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไซโล การมีส่วนร่วมด้วยการใช้สติ ไม่ใช้อารมณ์ คนนั้นจะ Change Agent ที่ชนะใจ ช่วยทำให้ปัญหาเบาบางยุติข้อขัดแย้งได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73284</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี, เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27b003d1d63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 06:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 06:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เด็กทุกคนต้องมีพื้นที่ยืนในสังคม ไม่ใช่ Nobody’s Child</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วงเสวนาสาธารณะขับเคลื่อนความรู้สุขภาวะพัฒนาศักยภาพเยาวชน เจาะใจหมอเด็กเล่าถึง เด็กที่ไม่มีใครต้องการ เรียนรู้ ปรับตัวช้า เตือนอย่าอ่านเพียง paper work อย่างเดียว ต้องจับเข่าคุยทุกปัญหา ระบบการศึกษาแพ้คัดออกคือปัญหาใหญ่ เป็นการแยกเด็กที่มีสีผ้าแตกต่างกัน เด็กทุกคนต้องมีพื้นที่ยืน ไม่ใช่เป็นเด็ก Nobody&amp;rsquo;s Child&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.ร่วมกับสำนักพิมพ์ Bookscape จัดเสวนาสาธารณะโครงการขับเคลื่อนความรู้สุขภาวะ พัฒนาศักยภาพเยาวชนชวนเรียนรู้ &amp;ldquo;จิตวิทยาสังคม&amp;rdquo; ในฐานะเครื่องมือในการมองโลก#เปลี่ยนโลก เพื่อขับเคลื่อนและสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจทางสังคม การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง การทำงานด้านเด็กและเยาวชน ตลอดจนการลดอคติและสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์การประยุกต์ใช้จิตวิทยาสังคมจากหลากหลายแวดวง นำโดย ทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แปลจิตวิทยาสังคม ความรู้ฉบับพกพา พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ก่อตั้ง School of Changemakers ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ ที่ปรึกษาด้าน Communication Strategy โครงการ Rethink Thailand&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า การมองสังคม การมองโลก ใช้ทุกอย่างผสมผสาน การดูชีวิตของคนหนึ่งๆ มากกว่าการอ่านเอกสาร มีเคสหนึ่งเข้ามาหารือ หมอทุกคนพูดแบบทิ้งทวนว่า เราฉีกไอคิวเทสต์ทิ้งได้ที่ รพ.กลางมีการทดสอบไอคิว นักจิตวิทยาบอกว่าหมอเจอเรื่อง slow learner หมอขอเรียกว่าทึ่มมากในการปรับตัวได้ช้ากว่าจะเรียนรู้ แต่ประโยคหนึ่งที่เขาพูดว่า &amp;ldquo;หมอจะเอาอะไรกับผมอีก ผมถูกผู้ใหญ่กระทำมามากพอแล้ว&amp;rdquo; ประโยคที่สองที่เขาพูดออกมาว่า &amp;ldquo;หมออย่าย้ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิต คำพูดแบบนี้ไม่ใช่ Slow Learner แน่นอน เพราะเขาโต้ตอบกับหมอ ผมนั่งลงเพื่อคุยกับเด็ก ต้องดูหัวจิตหัวใจของเด็ก ไม่ใช่แต่เพียงอ่าน paper work เท่านั้น เราดูประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเท่ากับป้ามล (ทิชา ณ นคร ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก) ถ้าผมอยู่ใน Hall จะลุกขึ้นปรบมือให้กับป้ามลว่าเหนือยิ่งกว่าจิตแพทย์ ป้ามลครับ ป้ามลล้มทฤษฎีของโลก ผมไปที่สหรัฐ เชิญผมเข้าไปประชุมโต๊ะกลม คุยกันเรื่องพัฒนาการของสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลินดาสเมียร์เขียนตำราพูดถึง personality ถ้ามองไปจนถึงขนาดหนึ่งจะแข็งตัวเหมือนกับสุภาษิตไม้อ่อนดัดง่าย ไม่แข็งดัดยาก ยิ่งเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นยิ่งดัดยาก ลินตาสเปียร์พูดบนเวทีนานาชาติ ขณะนี้บ้านกาญจนาได้รับการบันทึกไว้ในต่างประเทศ ผมไม่เชื่อเรื่องจิตวิทยาทั้งโลกในเรื่อง landset เมื่อมีการประชุมเขาพูดเรื่องเทียนไขเหลวเหมือนกับความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย มีการปั้นรูปจนแข็งตัว เมื่อกลายเป็นนิสัยแล้วดัดยาก หมอสะท้อนว่าเหตุการณ์ที่เราเจอที่บ้านกาญจนานั้น ผมพานักศึกษาปริญญาโทไปดูงานด้านจิตวิทยาเด็กในเรื่องการเรียนรู้ ทำไมที่นี่ถึงทำได้ อะไรคือสาเหตุและปัจจัยสำคัญ ที่บ้านกาญจนา ป้ามลพลิกทฤษฎีที่ว่าทฤษฎีไม่สามารถปรับเปลี่ยน คนเราเมื่อเจอวิกฤติที่สุดในชีวิต เทียนไขจะละลายตัวเอง ตั้งขึ้นรูปอย่างบิดเบี้ยวจากสภาพแวดล้อม แต่โดยวิกฤติหลอมจนตัวตนพังพินาศ ที่บ้านกาญจนาเขาพัฒนาวิธีคิดด้วยพลังและเปล่งรัศมีได้ทุกกระบวนการ ทุกทฤษฎีได้รับคำตอบ How to ทำได้อย่างไร ป้ามลตัวจริงเป็นผู้ชี้ ไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น การเรียน parenting เป็นหัวใจที่สำคัญมาก การปั้นผิดรูปจะยุ่งกันไปใหญ่ ด้วยหัวจิตหัวใจเราคงไม่ดูที่ paper เราใช้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับหัวใจเด็กให้ได้รับการคุ้มครองพัฒนาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;หมอใช้ระบบนิเวศ หลายครั้งที่หมอพูดเหมือนกับแผ่นเสียงตกร่อง เราต้องพูด 2-3 เรื่องที่ฝากไว้บันทึกกู่ก้องทั่วประเทศ หมอส่งสัญญาณได้ชัดเจนว่า 100% ผู้ใหญ่เป็นผู้ส่งเด็กเข้ามาพบหมอ เกินกว่าครึ่งหมอต้องรักษาคนที่พาเด็กมารักษา ต้องซ่อมคนที่ส่งเด็กมา ส่งสัญญาณ 75% ต้องเยียวยาเด็กที่ส่งเข้ามา ผู้ใหญ่ระบบนิเวศของเด็กป่วยยิ่งกว่าตัวเด็กเสียอีก 25% คือตัวเด็ก ป้ามลบอกว่าไม่มีใครเกิดมาเป็นอาชญากร หมอบอกว่า 25% ไม่ใช่เขาเป็นอาชญากร เขาเป็นเด็กมีปัญหา ออทิสติก intellectual ปัญญาอ่อนเกิดมามีปัญหา เหตุและปัจจัยเราต้องช่วยเหลือเขาด้วย ถ้าระบบนิเวศแข็งแรงจะคุ้มครองเด็กได้ หลายคนถูก abuse สุขภาพของเด็กเลี้ยงยากและยังเป็นออทิสติก เขาไม่ได้อยากเป็นเช่นนี้ เขาเลือกเกิดเองไม่ได้ พัฒนาการไม่สมบูรณ์จะไปโทษใครได้ ต้องเยียวยาเด็กด้วย หมอขอบันทึกรายการผ่านระบบการศึกษา วันนี้ผู้บริหารทั้งประเทศต้องช่วยกันด้วย ยิ่งระบบแพ้คัดออก เด็กเกิดน้อยลง ที่นั่งในมหาวิทยาลัยเกินตัวเด็ก การที่ปล่อยเด็ก drop out คัดเด็กออกเป็นเด็กหน้าห้อง เด็กหลังห้อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หมอขอตั้งคำถามวิทยากรและทุกคนภายในห้องนี้ว่าเด็กทุกคนเกิดมาเป็นผ้าสีอะไร? ผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างนอกห้องพูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง เด็กทุกคนเป็นผ้าขาว ใส บริสุทธิ์ เราพูดถึงเด็กทุกคนใส บริสุทธิ์ แต่ปัจจัยแวดล้อมสังคม ลวดลายที่เกิดบนผืนผ้า เด็กทุกคนเป็นผ้าสีพื้น ไม่ปฏิเสธสีใสบริสุทธิ์ขาวทั้งผืน ผ้าสีฟ้าทั้งผืน สีเหลืองทั้งผืน เป็นสีใสบริสุทธิ์ ลวดลายเกิดบนผ้าสีฟ้าเกิดจากสภาพแวดล้อม สิ่งที่ต้องการจะบอกพ่อแม่ในครอบครัวไทยว่า อย่าเลี้ยงลูกด้วยการพูดเปรียบเทียบ ต่อให้คู่แฝดที่เหมือนๆ กัน ไข่ใบเดียวกัน รสนิยมไม่เหมือนกัน ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกแล้วใช้คำพูดเปรียบเทียบมีเจ็บแน่นอน ผ้าสีต่างมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเป็นเด็กเลี้ยงง่าย สั่งซ้ายสั่งขวาก็หันตาม สั่งให้เป็นหมอก็พร้อมที่จะเป็นหมอ ถ้าเด็กเราเป็นหมอทั้งประเทศ โลกจะไปรอดได้หรือไม่ ทุกวิชาชีพล้วนแล้วแต่มีนัยสำคัญ เราต้องยอมรับในเรื่องความสามารถ ระบบการศึกษาออกแบบมาสำหรับเด็กที่เลี้ยงง่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มีหมอรายหนึ่งส่งเด็กวัย 3 ขวบมาหาหมอบอกว่าสงสัยจะเป็นโรคสมาธิสั้น เด็กเรียนอนุบาลดีไซน์เพื่อจะเลี้ยงเด็กแบบเลี้ยงง่าย เด็กคนนี้มีพลังเยอะมาก วิ่งทั่วทั้งห้อง ครูสงสัยว่าจะเด็กจะเป็นไฮเปอร์ส่งเข้ามาพบหมอ หมอไม่มียารักษาให้เด็กมีมารยาทงาม ถ้าหมอมีหมอจะแจกยาทั้งประเทศ เด็กในวันนี้เป็นสมาธิสั้นกันทั้งโลก จะให้ยาก็ให้ไม่ถูก ถ้าจะพูดกี่ครั้งก็เหมือนเดิม เด็กไม่ใช่ผ้าขาวเขาจะมีสีที่ต่างกันตามการเลี้ยงดู อย่าเลี้ยงลูกด้วยการพูดเปรียบเทียบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสร้างระบบการศึกษาที่ดี เด็กทุกคนต้องมีพื้นที่ยืน ไม่ใช่เป็น nobody&amp;rsquo;s child ด้วยระบบการศึกษาแพ้คัดออก ท่านเคยได้ยินไหมเวลาเด็กถูกทารุณกรรม เราต้องหาสาเหตุว่ามาจากอะไร ทารุณกรรมทางเพศด้วยการลงไม้ลงมือ รวมถึงทารุณกรรมทางด้านจิตใจ ระบบทารุณกรรมเด็กต้องนำมาพิจารณาถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน การสอนเด็กให้ใช้ไหวพริบ ไม่ใช่สอนการท่องจำ อะไรเป็นเครื่องชี้วัดว่าเด็กคนนี้สอบได้ และเด็กคนนี้สอบตก การที่เด็กสอบตกซ้ำซาก ไม่คิดหรือว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไร การที่เด็กสองคนเดินเข้าไปในสังคม เด็กคนหนึ่งเรียน รร.สาธิต เด็กอีกคนหนึ่งเรียน รร.วัด เด็กที่เรียนสาธิตหัวใจพองโตเมื่อถูกถามว่าเรียน รร.อะไร ในขณะที่เด็กเรียน รร.วัดจะเหลืออะไร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นรูปธรรมซ่อนอยู่ในระบบ เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบยังไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะนี้หลายประเทศยกเลิกการสอบแบบวัดผล ระบบการจัดห้องเด็กหน้าห้อง เด็กหลังห้อง รร.วัดที่สมุทรปราการ ผอ.เปิดใจกว้างมาก ใช้พื้นที่ 10 ไร่ในโรงเรียน เพื่อให้เด็กสำรวจพื้นที่ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ คนไหนวาดรูปเก่ง คนไหนเก่งวิทยาศาสตร์ คนไหนเก่งคำนวณ คนไหนเก่งทำขนมจากฟักทอง ไส้เผือก นำมาขายของ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการ เด็กที่เกรด A ในสิ่งที่เขาชอบเปิดพื้นที่ให้เขาได้กล้าแสดงออกบนพื้นที่ที่เขายืนอยู่ เพื่อจะได้ไม่ทิ้ง Self Extreme ครูต้องเปิดจุดแข็งของเด็กจนเขาเป็น Artist เด็กทุกคนอยากมีเป้าหมายในชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องการเมืองมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง มีการตีกัน ผู้ใหญ่ตีกัน 2 หมู่บ้านอยู่กันคนละสี หมอล้อมวงเริ่มต้นพูดคุยกัน การสร้างพื้นที่เกือบจะยกพวกตีกันทุกครั้งที่พูดคุยกัน สงสัยคุยกันด้วยเรื่องปัญหาไม่ได้ ถ้าคุยกันเรื่องนี้จะทำให้สัมพันธภาพเสียหมด แม่ค้ารถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวเพียงคนเดียวเจาะใจผมแทบไม่เหลือเลย เขาตั้งธงว่าจะคืนความสุขให้กับแม่ค้า ได้รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวทำมาหากิน เราช่วยกันทำให้แม่ค้าได้รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว คุณป้าร้องไห้เพราะเขาหมดอาชีพ รถพังเสียหายหมด เรื่องนี้เป็นความงดงาม ทุกฝ่ายช่วยเหลือกันทำให้แม่ค้าได้รถเข็นเพื่อขายก๋วยเตี๋ยวด้วยฝีมือการซ่อมแซมจนรถเข็นใช้งานได้ เงินส่วนหนึ่งก็มาจากการบริจาค ด้วยฝีมือของทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้วไหน แต่ทุกฝ่ายก็ช่วยเหลือทำให้คุณขายก๋วยเตี๋ยวได้ เป็นการทำมาหากินประกอบสัมมาอาชีพได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งเหล่านี้เราต้องช่วยกันถอดบทเรียนร่วมกันบนหลักของสุนทรียะแห่งการสนทนา ค่อยพูดค่อยจากันเพื่อให้เกิดพลังด้านบวก ท้ายที่สุดทั้งสองกลุ่มจับมือกันได้ ปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจกันด้วยความคิดที่แตกต่างกันเปิดการเจรจากัน ปัญหาเคหะชุมชนร่มเกล้าใช้จิตวิทยาเชิงบวก เด็กพ่อแม่ทำงานร่วมกัน ทัศนคติของผู้ใหญ่ที่เปิดกว้าง รับฟังเสียงของเด็ก มีการสำรวจปัญหา หมอเห็นปัญหาแล้วเกือบจะเป็นลม ปัญหายาเสพติด เด็กยกพวกตีกัน ทุกวาระอยู่ในพื้นที่นี้ทั้งหมด เราต้องตามไปดูว่าเด็กกลุ่มนี้มีดีอะไรบ้าง สำรวจต้นทุนชีวิต เคาะประตูบ้าน เป็นการทำงานของ 3 กลุ่มรวมกันสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เด็กวัยรุ่นยอมรับว่าหนูเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงเขา แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วิทยาลัยเทคนิคอาชีวะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของตัวเอง การสร้างแบบฝึกหัดทดสอบ ทดสอบค่ากระแสไฟฟ้าตรงทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรม การเลือกกลุ่มที่มีความสนิทสนมกัน บางกลุ่มทดสอบต่อหลอดไฟฟ้าแล้วไฟไม่ติด ช่วยกันแลกเปลี่ยนเพื่อหาจุดแตกต่าง การให้เหตุผลที่ดีที่สุด หมวดวิชาฟ้าเปลี่ยนบริบทด้วยการใส่เนื้อหาให้กลายเป็นเรื่องท้าทายเป็นนวัตกรรม เปลี่ยนพลังจากเด็กที่เฮ้วเฮ้วให้ใช้พลังในทางที่ถูกต้อง แทนที่จะใช้พลังด้านลบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถาบันพระปกเกล้า การสร้างเส้นทางสันติสุข ทำงานอย่างสันติวิธีเป็นโจทย์ที่ยากกว่าใครจะเป็นผู้เล่น ใครจะเป็นผู้กำหนด ใครจะดำเนินรายการ เราช่วยกันสร้างป้ามล 2 ป้ามล 3 ป้ามล 4 มีป้าอุ้ม 1 ป้าอุ้ม 2 ป้าอุ้ม 3 ต้องเปิด Mind Set ใช้พลัง และต้องมีความเป็นนักสันติวิธีมองโลกและหาจุดร่วมทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่ลูกไม่มีใครผิด ไม่มีใครเป็นตัวปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เมื่อมีปัญหาก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา จุดเปลี่ยนจะสร้าง Change Agent ใส่เข้าไปในท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนกระบวนการท้องถิ่น โลก Social Media หาคู่ขัดแย้งไม่เจอ เราต้องติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กด้วย ใส่ในระบบการศึกษา ทุกท้องถิ่นในการสร้างพลังทางบวกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ head hand heart ด้วยการใช้สติ ใช้อารมณ์ ใช้เหตุผล กม.ต้องมีความเสมอภาคในเรื่องความยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไซโล การมีส่วนร่วมด้วยการใช้สติ ไม่ใช้อารมณ์ คนนั้นจะ Change Agent ที่ชนะใจ ช่วยทำให้ปัญหาเบาบางยุติข้อขัดแย้งได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73283</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี, เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27b003d1d63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2020 06:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐลงทุนเพื่อเด็กก่อนเข้าเรียนอนุบาลต่ำมาก  เด็ก0-3ปีคืออนาคตสำคัญของผู้ใหญ่ในวันหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สุดยอดงานวิจัยเพื่ออนาคตเด็กไทย จี้จุดรัฐลงทุนต่ำมาก เมื่อเทียบกับความสำคัญของการพัฒนาเด็กเล็กเพื่อให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต รอให้ถึงชั้นประถมก็สายเสียแล้ว.....หนุนรัฐบาลลงทุนเพื่อเด็กก่อนเข้าเรียนอนุบาล งบประมาณพัฒนาเด็กช่วงอายุ 0-3ปี ในปี 2562 จำนวน 58,508 ล้านบาท หรือ 22,806 บาท/คน/ปี เทียบงบเพื่อการศึกษาของเด็กวัย 3-17 ปี จำนวน 405,174 ล้านบาท หรือ 34,837 บาท/คน/ปี สูงกว่างบเด็กก่อนอนุบาลถึง 1.5 เท่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การศึกษางบประมาณรายจ่ายภาครัฐเพื่อการพัฒนาเด็กในช่วงอายุ 0-3 ปี ในเมืองไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หัวหน้าชุดโครงการ : ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์, หัวหน้าโครงการ : รศ.ศาสตรา สุดสวาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;งานวิจัยนี้นำเสนอภายใต้ชุดโครงการ &amp;ldquo;การศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่21&amp;rdquo; มีกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือเด็กอายุ 0-3 ปี ในประเทศไทยทั้งหมด ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล พญาไท หัวข้อการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในการศึกษาปฐมวัยหรือก่อนวัยเรียน ว่ามีความสำคัญต่อการสร้างทักษะของทุนมนุษย์ในระยะยาวให้กับประเทศ อันส่งผลต่อเนื่องไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสวัสดิการภาครัฐที่ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทยและระดับสากล ทั้งยังเป็นการประเมินสถานการณ์และสภาพแวดล้อมการดูแลเด็กปฐมวัยในช่วง 0-3 ปี ในประเทศไทย ภาครัฐควรมีบทบาทสนับสนุนหรือเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาสวัสดิการภาครัฐที่จำเป็น แต่ไม่เพียงพอหรือขาดอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งประมาณการขนาดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐในบางโครงการ พร้อมทั้งระบุถึงหน่วยงานภาครัฐที่ควรเป็นผู้รับผิดชอบ จัดทำข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระบวนการศึกษาวิจัยจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกในภาคส่วนของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ผลการศึกษาได้คำตอบว่าการลงทุนเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นหนึ่งในหนทางที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ประเทศเจริญก้าวหน้า เติบโตได้อย่างทั่วถึง มีความเท่าเทียมกันในด้านโอกาส และยุติความยากจนอย่างรุนแรงได้ การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ยิ่งในวัย 0-3 ปี ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในช่วงวัยอื่นๆ ทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คำถามก็คือสวัสดิการภาครัฐเพื่อการพัฒนาเด็กช่วงอายุ 0-3 ปี ในประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร งบประมาณเหมาะสมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ภาครัฐควรมีบทบาทสนับสนุนหรือเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาสวัสดิการหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสนับสนุนภาครัฐขยายโอกาสในการเข้าถึงการเรียนในระดับชั้นปฐมวัยว่าจะเป็นเป็น รร.อนุบาลหรือภายใต้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่อยู่ห่างไกล การเรียนในระดับปฐมวัยจะเป็นการพัฒนาทักษะให้แก่เด็กก่อนวัยเรียนทุกคน ทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยประสานความร่วมมือของภาคการศึกษาในการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการศึกษาในระดับปฐมวัย ทั้งในด้านบุคลากรและหลักสูตรการเตรียมความพร้อม ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในการพัฒนาเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มิติทางด้านความเหลื่อมล้ำของคุณภาพของ รร.ที่ไม่เท่ากันในแต่ละแห่ง รร.ขนาดเล็กจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก อุปกรณ์การเรียน หนังสือในห้องสมุด คอมพิวเตอร์ การขาดแคลนครูผู้สอน เป็นปัญหาหลักใน รร.ขนาดเล็ก โดยเฉพาะครูผู้สอนวิชาคณะคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากที่สุด โดยเฉพาะ รร.ขนาดเล็กขาดแคลนครูคณิตศาสตร์ถึงร้อยละ 30.2 ขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์ร้อยละ 25.9 ในขณะที่ รร.ที่อยู่ในเขตเมือง รร.กทม. และ รร.ในเครือสาธิตส่วนใหญ่ระบุว่า รร.ของตนไม่ขาดแคลนครูคณิตศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสำรวจสวัสดิการภาครัฐที่มีการจัดหาให้กับเด็กช่วงอายุ 0-3 ปี เพื่อให้การประเมินงบประมาณมีความครอบคลุม หน่วยงานของรัฐใน 4 กระทรวงหลัก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ การของบประมาณและการดำเนินการเพื่อการพัฒนาเด็กช่วงอายุ 0-3 ปี ยังมีลักษณะแยกส่วนความรับผิดชอบ ในขณะที่โครงสร้างเพื่อการบูรณาการในการดำเนินงานยังไม่มีความเข้มแข็งมากนัก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การศึกษานี้จึงแบ่งการประเมินงบประมาณออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.โครงการและกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณและแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กช่วงอายุ 0-3 ปี 2.งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบริการสาธารณสุขสำหรับเด็กเล็ก 0-3 ปีของประเทศไทย ในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 อยู่ที่ 58,508 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีร้อยละ 2.0 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 ของ GDP หากคิดเป็นงบประมาณต่อคนเท่ากับ 22,806 บาท/คน/ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาที่จัดสรรให้กับเด็กที่มีอายุ 3-17 ปี ที่อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ไม่รวมรายจ่ายด้านสาธารณสุข หรือการให้ความคุ้มครองทางสังคมด้านอื่นๆ (อนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6) ของประเทศไทย พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณ 405,174 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2562 คิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีร้อยละ 13.5 หรือร้อยละ 2.6 ของ GDP คิดเป็นงบประมาณ 34,837 บาท/คน/ปี ซึ่งสูงกว่างบประมาณของเด็กก่อนอนุบาลถึง 1.5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การจัดสรรงบประมาณรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กช่วงอายุ 0-3 ปี ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับความสำคัญของการพัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต อีกทั้งไม่สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนตามช่วงวัย เนื่องจากเด็กในช่วงอายุ 0-3 ปี เป็นช่วงอายุที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าเด็กในช่วงอายุอื่นๆ แต่กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่น้อยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากการประเมินสถานการณ์และสภาพแวดล้อมการดูแลเด็กปฐมวัยในเมืองไทย เชื่อมโยงกรอบการดูแลและการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย 5 ด้านขององค์การอนามัยโลก องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ธนาคารโลกกับโปรแกรมสนับสนุนเด็กปฐมวัยตามช่วงอายุ 25 โปรแกรมของธนาคารโลก ใช้เป็นกรอบการประเมิน โดยใช้ข้อมูลจากรายการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ.2558-2559 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคลากรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พบว่าสภาพแวดล้อมในการดูแลเด็กปฐมวัยในประเทศไทยยังเป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการพิจารณาแก้ไข 4 ด้าน (5 เรื่อง) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้านที่ 1 : สุขภาพที่ดีของเด็ก ย่อมขึ้นอยู่กับสุขภาพกายและใจของผู้ดูแลเด็กเป็นอย่างมาก ว่าจะให้ความรักและตอบสนองต่อความต้องการของเด็กในด้านต่างๆ ในแต่ละวันได้เพียงพอหรือไม่ ผลจากการประเมินชี้ให้เห็นปัญหาเรื่องการศึกษาของผู้เป็นแม่ เนื่องจากช่วงอายุที่เพศหญิงมีบุตรคนแรกมากที่สุดอยู่ในช่วง 15-20 ปี (ร้อยละ 36.79) ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาเทียบเท่าหรือต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา (ร้อยละ 95.53) ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ขาดความพร้อมทั้งความรู้ ฐานะทางเศรษฐกิจ วุฒิภาวะในการดูแลและการอบรมเลี้ยงดูบุตร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเติบโต สุขภาพ พัฒนาการ โอกาสของเด็กสำหรับการเรียนรู้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้านที่ 2 : โภชนาการที่เพียงพอ สำหรับเด็กเล็กที่เพิ่งเกิดจนถึงอายุ 6 เดือนเท่านั้น การให้นมแม่แต่เพียงอย่างเดียวส่งผลดีเป็นอย่างมากต่อสุขภาพ และพัฒนาการของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากน้ำนมแม่มีคุณค่าของสารอาหารสูงและมีสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย อีกทั้งทารกที่ได้รับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีพัฒนาการทางด้านจิตสังคมดี จากการมีโอกาสใกล้ชิดและสร้างความผูกพันระหว่างเด็กและมารดา และสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป การให้อาหารเสริม การให้นมแม่ จะทำให้เด็กได้รับสารอาหารและมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสมต่อการเติบโตในแต่ละช่วงวัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผลจากการประเมินสภาพแวดล้อมในการดูแลเด็กปฐมวัย พบปัญหาสองเรื่องคือ 1.การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว เด็กในช่วงอายุ 0-5 เดือนที่ได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียว พบว่ามีเพียงร้อยละ 23.1 เท่านั้น และ 2.อาหารปลอดภัยและมีปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ โดยเด็กในช่วงอายุ 6-23 เดือน มีเพียงร้อยละ 55.6 เท่านั้นที่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ทั้งจำนวนมื้อและความหลากหลายของอาหาร ทั้งนี้ จากการสำรวจโดยแบบสอบถามเด็กในเขตพื้นที่เทศบาลในเขตนครรังสิต พบว่า เด็กในพื้นที่เขตเมืองถึงร้อยละ 18 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ผู้ปกครองที่ปรุงอาหารเช้าให้เด็กรับประทานอาหารเองมีเพียงร้อยละ 48 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด หมายความว่าเด็กเกินครึ่งหนึ่งต้องรับประทานอาหารที่ซื้อระหว่างการเดินทางมา รร. รวมถึงข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นอาหารอร่อยที่เด็กชอบ แต่ไม่มีประโยชน์ในระยะยาว โอกาสทำให้เกิดไขมันในเส้นเลือด เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาหาอาหารเช้าให้ลูกได้ทันเวลา อาหารทอด (ร้อยละ 14 ของเด็กทั้งหมดที่สำรวจ) อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ควบคุมคุณภาพและสารอาหารได้ยาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้านที่ 3 : การดูแลที่ตอบสนอง ข้อมูลจากการสำรวจเชิงคุณภาพในงานศึกษาพบปัญหาในเรื่องสิทธิการลาคลอดของพ่อแม่และการดูแลเด็กอย่างเพียงพอ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการประกาศใช้ กม.คุ้มครองแรงงานที่กำหนดสิทธิให้ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์สามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน (รวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตร) การดำเนินการตาม กม.คุ้มครองแรงงานเกิดขึ้นในระดับจำกัดเฉพาะในส่วนของการจ้างงานในระบบเท่านั้น ผู้เป็นแม่ส่วนใหญ่จะได้รับรายได้ที่ลดลงในช่วงการลาคลอดบุตร และอาจไม่มีรายได้เลยในหลายกรณี ในขณะที่ภาครัฐยังไม่มีการจัดหาสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อเป็นทางเลือกในการเลี้ยงดูบุตรในช่วงอายุต่ำกว่า 2 ปีให้กับผู้ที่เป็นพ่อแม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่ 4 : ความมั่นคงและปลอดภัย เด็กเล็กเป็นช่วงวัยที่ไม่สามารถปกป้องตนเองและเสี่ยงต่ออันตรายที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ อาจนำไปสู่ความเจ็บปวดและความเครียดทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมที่สะอาด การปฏิบัติด้านสุขลักษณะที่ดี การมีสุขาภิบาลที่เพียงพอ มีส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของสตรีมีครรภ์และเด็กเล็ก ส่วนใหญ่พบว่าการกำจัดอุจจาระเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี เป็นไปด้วยวิธีการที่ไม่ถูกสุขอนามัย (ร้อยละ 58.9) การถ่ายในผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วทิ้งในขยะ (ร้อยละ 42.7) การฝัง (ร้อยละ 5.5) การทิ้งในที่โล่ง (ร้อยละ 2.4) เป็นที่น่าสังเกตว่าการถ่ายอุจจาระในผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วทิ้งในถังขยะมีสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61443</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e817bc997579.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2019 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2019 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 ส.ส.สาวกทม.​ ลุยรณรงค์ความปลอดภัยสตรี​ &#039;บ้านไม่ใช่เวทีมวย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย 62 - น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ และน.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.)​ได้ร่วมกันผลักดันด้านความปลอดภัยของสตรี รวมถึงการยุติความรุนแรงในครอบครัว เด็ก เยาวชน และสตรี โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้มีความตระหนักรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยน.ส.พัชรินทร์​ กล่าวว่า ผู้หญิงได้รับการยอมรับทั้งในด้านอาชีพ และสิทธิต่างๆ แต่ด้วยสรีระของผู้หญิง ที่ทำให้มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้มากกว่า ดังนั้น​ ความปลอดภัยของผู้หญิงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล ในขณะเดียวกัน​ ภาครัฐก็ต้องมีส่วนในการดูแลพื้นที่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง กล้องวงจรปิด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมาได้เข้าร่วมโครงการ &amp;quot;ปักหมุด จุดเผือก&amp;quot; ภายใต้โครงการเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงภาคประชาชน นำไปปรับปรุงพื้นที่ให้ปลอดจากภัยคุกคามทางเพศ โดยเริ่มต้นจากสะพานเขียว เขตปทุมวัน เป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งพื้นที่จุดเสี่ยงอันตราย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรับฟังข้อปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ จุดบอดจุดเสี่ยง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.กานต์กนิษฐ์ กล่าวว่า​ เชิญชวนและรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสตรีและเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาเราได้มีการศึกษา รับฟังข้อเสนอแนะจากหลายๆ ภาคส่วน ในประเด็นของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็ก ในฐานะที่เป็นโฆษกกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเชื้อชาติพันธ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ น้อมรับในทุกข้อเสนอแนะ โดยจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ UN ได้ประกาศให้เป็น &amp;ldquo;วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล&amp;rdquo; รวมทั้งมีมติครม. ประกาศให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงาต่อสตรีและเด็ก โดยจะดำเนินการตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้สังคมได้มีความตระหนัก และร่วมป้องกันขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีให้หมดสิ้นไป โดยมีการติดริบบิ้นสีขาว นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้ชายติดเพื่อแสงถึงการ่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อสตรี โดยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อสตรี แต่ปัจจุบันได้ใช้สัญลักษณ์นี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ไม่เป็นเพียงเฉพาะเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงเท่านั้น แต่เมื่อได้รับความรุนแรง ก็จดจำและเรียนรู้ความรุนแรง ทำให้อาจเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงในอนาคต ดังนั้นเรามาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่ามองว่าไม่ใช่เรื่องของเรา และช่วยกันป้องกันปัญหาความรุนแรงโดยเริ่มจากตัวของเราเอง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50938</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ, ความรุนแรง, ผู้หญิง, พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์, ส.ส.กทม., สตรี, เด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191123/image_big_5dd8eaf25c376.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
