<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.ลุยวางแผนจ้างงานเด็กจบใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย. 2563 นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยภายหลังร่วมแถลงความร่วมมือในโครงการ&amp;rdquo;ลงงานสร้างไทย กฟผ. สร้างพลังชุมชน&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากว่า ความคืบหน้าของการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการจ้างงานโดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาของสังคนหลังเกิดผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;ว่าปัจจุบันได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานถือแนวทางการสนับสนุนตามนโยบายดังกล่าว โดยจะต้องมีการวางแผนให้มีผลต่อเนื่องไม่ใช่เพียงจ้างแล้วจบไป โดยจะต้องดูงานที่เหมาะสมและขนาดของแต่ละพื้นที่เพื่อกำหนดความต้องการอัตราแรงงานได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;เรากำลังวางแผนร่วมกับกระทรวงพลังงานอยู่ ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ต้องคิดอันดับแรกคือให้นักศึกษาหรือแรงงานนั้น ๆ เข้ามาทำอะไร และต้องมีผลต่อเนื่องไม่ได้จ้างแล้วจบในปีเดียวหรือไม่กี่เดือน ถึงจะแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ ส่วนจำนวนนั้นก็ต้องไปศึกษาอีกทีว่าแต่ละพื้นที่หน่วยงานของ กฟผ. มีความต้องการกำลังคนแค่ไหน แต่โจทย์ที่ได้มาคือ&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;ราย ก็พยายามทำให้ได้ตามเป้าที่กำหนด&amp;rdquo;นายวิบูลย์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายวิบูลย์ กล่าวว่าการดำเนินงานของ กฟผ. ในปีนี้ก็จะทำงานอย่างเต็มที่แม้ว่าปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าจะลดลง แต่ กฟผ. ก็ยังต้องมีการเตรียมสำรองให้เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ยังสามารถที่จะส่งเงินที่เป็นรายได้ให้กับภาครัฐได้ตามที่กำหนด&amp;nbsp;45%&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าในปีนี้กำลังการใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะลดลงประมาณ&amp;nbsp;3%&amp;nbsp;จากผลกระทบโควิดทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง โดย กฟผ. ก็ได้คาดการณ์ผลประกอบการว่าจะลดลงใกล้เคียงกับปริมาณการใช้ไฟ ซึ่งก็จะทำให้กำไรนั้นลดลงไปด้วย จากปีก่อนที่สามารถดำเนินการและมีผลกำไรอยู่ที่&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ขณะที่การเปิดโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวนั้น กฟผ. ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชนผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนรอบเขตเขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ สร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนจากการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งในปีนี้ กฟผ. จะจัดทริปนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวใน 4 เส้นทาง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก,&amp;nbsp;เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ใน จ.กาญจนบุรี และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา ควบคู่กับการจัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าชุมชนทั้งในส่วนของร้านค้าภายในเขตเขื่อน โรงไฟฟ้า โดยคาดว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบโรงไฟฟ้าและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 100 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ในปัจจุบันนั้นได้มีข้อเสนอมาจากหลายภาคส่วนในการที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยทางภาคเอกชนเองก็ได้เสนอขอสนับสนุนมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว ตามโซนพื้นที่ สูงสุด 50,000&amp;nbsp;บาท หวังได้ยาแรงกระตุ้นโครง การ &amp;ldquo;เที่ยวทั่วไทยไปถึงถิ่น&amp;rdquo; โดยเบื้องต้นยังต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังเพิ่มเติม ขณะที่กรณีสเปเชียล ทัวร์ริสต์ วีซ่า ที่หลายฝ่ายกังวลในการเปิดประเทศนั้นยืนยันว่าผู้ที่มีสิทธิ์ดังกล่าวจะไม่ได้รับยกเว้นในการตรวจหรือกักกันโรคโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งเมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศจะต้องมีการกักตัวเพื่อตรวจสอบอาการป่วยในระยะเวลา&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วันเหมือนกันทุกราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77113</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., จ้างงานนักศึกษาจบใหม่, เด็กจบใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5ae6cd2daf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2019 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.ห่วงแรงงานไทยส่อเตะฝุ่นกว่า 5 แสนคน เจอเทคโนโลยีแย่งงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ. 2562 นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานงานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;แนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระบบหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีจะมีมากขึ้นต่อเนื่องในการบริหารจัดการโดยเฉพาะในโรงงานภาคการผลิต ซึ่งย่อมจะกระทบต่อการตกงานของคนไทยในอนาคตที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆหากทุกฝ่ายไม่เร่งปรับตัวรองรับโดยเฉพาะการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานและการพัฒนาการศึกษาที่ให้สอดรับกับกระแสเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลง(ดิสรัฟทีฟ เทคโนโลยี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงมาตลอดที่ผ่านมาแต่ช่วงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่าเราพูดถึงแต่เรื่องนวัตกรรมแต่เราลืมเรื่องคนไปซึ่งไทยเองกำลังจะประสบปัญหาในแง่การเข้าสู่สังคมสูงวัยระยะใกล้ปี 2563ที่จะมีคนสูงวัยในระบบกว่า 20% ของวัยทำงานและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดังนั้นคนไทยเองก็จะไม่พอเพียง การพัฒนาคนเพื่อให้ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจจะเป็นสิ่งที่สำคัญในอนาคตมาก&amp;rdquo;นายถาวรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางหลักคือ1. การเพิ่มทักษะแรงงานที่ภาคธุรกิจทุกส่วนต้องเร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาบุคคลากรซึ่งส.อ.ท.เองได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในระดับอาชีวะที่จะส่งเสริมให้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมทำงานไปเรียนไป และมีการปรับหลักสูตรและฝึกงานในระยะที่เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพของแรงงานไทยที่มีอยุ่ปัจจุบันให้มีความรู้ความสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆให้เป็นไม่เน้นการรับค่าจ้างขั้นต่ำเช่นที่เป็นอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.การพัฒนาหรือปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานใหม่ ให้สอดรับกับความเป็นจริง ที่ขณะนี้ผู้ที่จบปริญญาตรีสายสามัญเช่น สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ฯลฯพบว่ามีถึง 70% เมื่อเทียบกับสายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ โดยเห็นควรควรจะสลับสัดส่วนดังกล่าวเพื่อทำให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สายอาชีวะเป็นสายที่ตรงกับความต้องการแรงงานในประเทศ ขณะที่อุดมศึกษาบ้านเราก็ยังเน้นผลิตคนทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีน้อยมากไทยเองเป็นฐานเกษตรน่าจะส่งเสริมการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีจากสิ่งนี้เข้าไปก็จะเพิ่มมูลค่าได้มาก เราจะคิดแบบเดิมๆไม่ได้อีกแล้วเพราะถ้าจบปริญญาตรีปริญญาเอกมากมายแต่ทำงานไม่เป็นก็ไร้ประโยชน์&amp;rdquo;นายถาวรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า แนวโน้มอัตราการว่างงานของคนไทยปี 2562 ทั้งปีคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2-1.3% ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่คาดว่าจะอยู่ประมาณ 38-39 ล้านคนหรือเฉลี่ยอัตราการว่างงานประมาณ 4-5 แสนคนซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2561 ที่มีอัตราการว่างงานเฉลี่ยระดับ 1% โดยการว่างงานหลักๆจะมาจากที่ภาคการผลิตส่วนใหญ่ปี 2562 จะไม่รับแรงงานเข้าทำงานใหม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่จะกระทบต่อการส่งออกที่เติบโตลดลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน ขณะที่การลงทุนใหม่ที่จะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในประเทศยังคงชะลอดูผลการเลือกตั้ง รวมถึงผู้ผลิตบางส่วนจะหันไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนเพื่อปรับเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ไตรมาสแรกปีนี้แนวโน้มการว่างงานส่วนหนึ่งจะสูงมาจากการที่จะมีนักศึกษาจบใหม่เข้ามาในช่วงเดือนมี.ค.นี้โดยนักศึกษาจบใหม่จะเข้ามาเติมระบบราว 5 แสนคน และส่วนใหญ่จะพบว่ายังคงเป็นปัญหาเดิมๆที่แรงงานเหล่านี้กว่า 63% เป็นการจบปริญญาตรีมาและปริญญาตรีส่วนนี้เกือบ 50% เป็นสายสามัญที่ไม่ใช่วิชาชิพตามที่ตลาดแรงงานไทยต้องการมากนัก ส่วนนี้ก็จะหางานยากอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเมื่อการจ้างงานใหม่ช่วงไตรมาสแรกยังคงไม่ชัดเจนก็จะทำให้ดูเลขจะสูงขึ้นมาก &amp;rdquo;นายธนิต กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29349</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถาวร ชลัษเฐียร, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ), ว่างงาน, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เด็กจบใหม่, เตะฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a18e1e65d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
