<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กตายที่แคนาดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โรงเรียนประจำของเด็กชนพื้นเมือง &amp;ldquo;เซนต์พอล&amp;rdquo; ในแวนคูเวอร์ แคนาดา (ภาพจาก Indian Residential School History and Dialogue Centre) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวการพบโครงกระดูกเด็กนักเรียนจำนวน 215 ศพในเมืองแคมลูปส์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เมื่อปลายเดือนที่แล้ว สร้างความเศร้าสะเทือนใจ ระคนโกรธเคืองศาสนจักรที่ปล่อยให้มีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากสถานที่พบศพเป็นที่ตั้งของอดีตโรงเรียนประจำสำหรับเด็กชนพื้นเมืองที่บริหารจัดการโดยโบสถ์คริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก พวกเขาเรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากวาติกัน เช่นเดียวกับ &amp;ldquo;จัสติน ทรูโด&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีแคนาดาก็ได้ทูลขอไปเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันอาทิตย์ที่ผ่านมา &amp;ldquo;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส&amp;rdquo; ตรัสว่าพระองค์ &amp;ldquo;รู้สึกเจ็บปวด&amp;rdquo; กับสิ่งที่เกิดขึ้น และ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอร่วมกับบิช็อปและโบสถ์คาทอลิกในแคนาดาแสดงความแนบแน่นกับชาวแคนาดาที่ประสบทุกข์โศกจากข่าวอันน่าตกตะลึงนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไม่ได้ยินคำว่า &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; รวมอยู่ด้วย ผู้คนที่ออกมาวางดอกไม้ วางของเล่น วางรองเท้าเด็ก และจัดกิจกรรมคล้ายดั่งงานศพให้แก่เด็กที่ตายไปก็ได้เปลี่ยนอารมณ์มาเป็นการเดินขบวนประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่เมืองโทรอนโต รัฐออนตาริโอ ซึ่งมหาวิทยาลัยไรเออร์สันตั้งอยู่ รูปปั้นอันเด่นสง่าของ &amp;ldquo;เอเกอร์ตัน ไรเออร์สัน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ถูกผู้ประท้วงเอาเชือกไปผูกที่ส่วนคอแล้วช่วยกันดึงกระชากจนตกลงมาจากฐาน จากนั้นยังถูกละเลงด้วยสีและเขียนข้อความต่างๆ ที่ฐาน บนพื้น และกำแพง ซึ่ง &amp;ldquo;เอเกอร์ตัน ไรเออร์สัน&amp;rdquo; คือผู้วางรากฐานการศึกษาในแคนาดา เช่นเดียวกับวางระบบที่นำไปใช้กับชนพื้นเมือง &amp;ldquo;เฟิสต์เนชัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีคนเขียนข้อความว่า &amp;ldquo;กลับบ้านไปซะ กลับไปยังที่ที่พวกคุณจากมา ฉันและลูกสาวของฉันเกลียดพวกนักล่าอาณานิคม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกข้อความ &amp;ldquo;215 ศพ จงขุดขึ้นมา&amp;rdquo; เพราะ 215 ศพที่พบนั้นได้จากระบบเรดาร์ที่สแกนยืนยัน ยังไม่ได้มีการขุดศพขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ โรงเรียนแคมลูปส์เป็นโรงเรียนประจำสำหรับชาวเฟิสต์เนชันที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีเด็กนักเรียนถึงประมาณ 500 คนในช่วงที่รับได้สูงสุด ดำเนินการโดยโบสถ์คาทอลิกระหว่างปี ค.ศ.1890-1969 จนรัฐบาลเข้ามาบริหารเองและปิดตัวลงในปี ค.ศ.1978&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้โบสถ์คริสต์นิกายเพรสไบทีเรียน นิกายแองกลิกัน และยูไนเต็ดเชิร์ชแห่งแคนาดา ได้เคยออกมาขอโทษเกี่ยวกับบทบาทของพวกตนที่เคยก่อไว้ในโรงเรียนต่างๆ ทางด้านรัฐบาลแคนาดาก็เสนอที่จะเยียวยาชดใช้ผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัฒนธรรมถูกกลืน ศพถูกแอบฝัง และคำขอโทษที่ยังไม่ได้ยิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดินแดนแคนาดาในปัจจุบันปรากฏหลักฐานมนุษย์อยู่อาศัยมาอย่างน้อย 14,000 ปีก่อนที่นักสำรวจจากยุโรปจะเริ่มเข้าไปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 และต่อมาได้ทำการค้ากับชนพื้นเมือง สินค้ายอดนิยมคือขนสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชนพื้นเมืองแคนาดาสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม&amp;nbsp; ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะแบบอินเดียนแดง มีหลายชนเผ่า เรียกรวมๆ ว่า เฟิสต์เนชัน (First Nations), &amp;nbsp;กลุ่มชาวอินูอิต และชาวเมทิส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงต้นที่ชาวยุโรปเข้าไปตั้งรกรากนั้นมีชนพื้นเมืองอยู่เท่าไหร่ไม่แน่ชัด ประเมินว่าอยู่ที่ระหว่าง 2 แสน - 2 &amp;nbsp;ล้านคน (คณะกรรมาธิการเพื่อชาวอะบอริจินัลแห่งแคนาดาที่ตั้งขึ้นในปี 1991 ให้ตัวเลขไว้ที่ 5 แสนคน) หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงไป 40-80 เปอร์เซ็นต์ ที่สูญพันธุ์ไปเลยก็มีอาทิ ชาวเฟิสต์เนชันกลุ่มชาติพันธุ์ Beothuk&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาเหตุที่จำนวนประชากรชนพื้นเมืองลดลงเกิดจากการติดเชื้อโรคที่อังกฤษและชาวยุโรปอื่นๆ นำเข้าไป เพราะพวกเขาไม่มีภูมิคุ้นกันมาก่อน เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคฝีดาษ นอกจากนี้ก็ยังเกิดจากความขัดแย้งกับผู้เข้าไปตั้งอาณานิคมในหลายเรื่อง ทั้งอำนาจการปกครอง การค้า และการแย่งชิงที่ทำกิน จนชนพื้นเมืองสูญเสียระบบการพึ่งพาตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงคราม 7 ปีระหว่างผู้เล่นหลักฝ่ายอังกฤษและฝ่ายฝรั่งเศสที่รบกันไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกจบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนมือดินแดนอาณานิคมขนานใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแคนาดา กองทัพฝรั่งเศสยอมแพ้ต่ออังกฤษในปลายปี 1759 ทำให้ &amp;ldquo;นิวฟรานซ์&amp;rdquo; อาณานิคมของฝรั่งเศสทางฝั่งตะวันออกของแคนาดากลายเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษตาม&amp;nbsp; &amp;ldquo;สนธิสัญญาปารีส ค.ศ.1763&amp;rdquo; อังกฤษได้ครอบครองแคนาดาทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 กระบวนการทำให้ชนพื้นเมืองถูกกลืนเข้าสู่วัฒนธรรมของคนผิวขาวได้เริ่มขึ้น มีหลากหลายวิธีด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือแยกเด็กๆ ออกมาจากผู้ปกครอง ป้อนเข้าสู่ระบบโรงเรียนประจำ (Residential &amp;nbsp;School)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านั้น &amp;ldquo;นิวฟรานซ์&amp;rdquo; ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็เคยมีความพยายามในการเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองมาแล้ว โดยหมอสอนศาสนาของพวกเขาได้ตั้งโรงเรียนกินนอนขึ้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้ที่เข้าไปตั้งรกรากชาวฝรั่งเศสก็ยังมีปัญหาอื่นอีกหลายด้าน&amp;nbsp; รวมถึงการมีโบสถ์ไม่เพียงพอ แม้แต่สำหรับเด็กกำพร้าของฝรั่งเศสเองที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบบโรงเรียนประจำสำหรับเด็กชนพื้นเมืองเริ่มใหม่ในช่วงประมาณปี 1820 มีกฎหมายรองรับเกิดขึ้นในปี 1876&amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติอินเดียนแดง (Indian Act) ได้รับงบประมาณจากกระทรวงกิจการอินเดียนแดงของรัฐบาลแคนาดา และส่วนมากบริหารจัดการโดยฝ่ายศาสนา นำโดยโบสถ์คาทอลิกเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงเรียนประจำสำหรับเด็กชนพื้นเมืองเคยมีมากสุดในปี 1931 มีจำนวนถึง 80 โรงเรียน ดำเนินการโดยโบสถ์คาทอลิก 44 แห่ง โดยแองกลิกันเชิร์ชแห่งแคนาดา 21 แห่ง โดยยูไนเต็ดเชิร์ชแห่งแคนาดา 13 แห่ง และโดยเพรสไบทีเรียน 2 แห่ง รัฐบาลเป็นผู้ก่อสร้างและซ่อมแซมสถานที่ ฝ่ายศาสนาทำหน้าที่หาครูสอนและจัดทำหลักสูตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระราชบัญญัตินี้บังคับให้เด็กๆ ชนพื้นเมืองเฟิสต์เนชันทุกคนต้องเข้ารับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแบบไปกลับ หรือโรงเรียนกินนอน โดยกำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ 7-16&amp;nbsp; ปี ต่อมาเปลี่ยนเป็น 6-15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเนื่องจากว่าโรงเรียนมักจะจงใจตั้งให้อยู่ห่างไกลจากชุมชนหรือเขตของชาวพื้นเมือง การเข้าโรงเรียนกินนอนจึงเป็นทางเลือกเดียวของเด็กเฟิสต์เนชันจำนวนมาก&amp;nbsp; เข้าทางความประสงค์ของรัฐ เพราะรัฐต้องการให้พ่อแม่และเด็กติดต่อสัมพันธ์กันให้น้อยที่สุด ตัดความเชื่อมโยงกับระบบสังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จอห์น เอส. มิลลอย&amp;rdquo; นักประวัติศาสตร์ เคยกล่าวว่าระบบนี้มุ่งหมายสำหรับ &amp;ldquo;ฆ่าความเป็นอินเดียนแดงในตัวเด็ก&amp;rdquo; ขยายความได้ว่าการจะตัดรากเหง้า ตัวตน ความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีออกจากคน ก็ต้องทำเมื่อยังเป็นเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุที่ระยะทางระหว่างโรงเรียนกับเขตที่อยู่ชนพื้นเมืองค่อนข้างห่างไกล ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเดินทางไปเยี่ยมบุตรหลานได้ไม่บ่อย และการเยี่ยมแต่ละครั้งอาจไม่ได้พบกับเด็กเป็นการส่วนตัว หรือครอบครัวที่มากันหลายคนไม่สามารถพบกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา บางแห่งไม่อนุญาตให้พูดภาษาของตัวเอง และพ่อแม่บางคนก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมามี &amp;ldquo;กฎการผ่านเขต&amp;rdquo; ออกมาใช้ในปี 1885 เป็นการกันชาวเฟิสต์เนชันไว้ในเขตสงวน ไม่ให้ออกไปปะปนกับชาวยุโรปผู้เข้ามาตั้งรกราก ชาวเฟิสต์เนชันคนใดต้องการออกจากเขตสงวนต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากเจ้าหน้าที่ &amp;ldquo;อินเดียน เอเยนต์&amp;rdquo; ทำให้การไปเยี่ยมบุตรหลานของบรรดาผู้ปกครองยากลำบากขึ้นไปอีก เด็กบางคนไม่เจอพ่อแม่คราวละ 10 เดือน หรือนานกว่า 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กฎการผ่านเขตดำรงอยู่ถึง 60 ปี ชาวเฟิสต์เนชันที่ถูกจับนอกเขตโดยไม่มีเอกสารอนุญาตต้องถูกส่งกลับเขตสงวนของตนหรือไม่ก็ถูกจำคุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงเรียนประจำของเด็กชนพื้นเมืองเปิดดำเนินการในเกือบทุกรัฐของแคนาดา ยกเว้นเพียงแค่นิวบรันสวิก และเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ด เด็กชนพื้นเมืองค่อยๆ ห่างไกลจากครอบครัวและสังคมของตน ลืมเลือนภาษาเดิมเพราะถูกบังคับให้พูดแต่ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส ห้ามประกอบพิธีของชาติพันธุ์ อีกทั้งเมื่ออยู่ในโรงเรียนประจำก็ต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ไม่เว้นแม้แต่ถูกคุกคามทางเพศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีหลักฐานพบการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายในโรงเรียนประจำของชนพื้นเมือง โดยเด็กที่เข้ารับการทดลองไม่ได้ยินยอม ผู้ปกครองก็ไม่ทราบเรื่อง เช่นการทดลองเกี่ยวกับการขาดสารอาหาร ทดลองอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ&amp;nbsp; การทดลองวัคซีนวัณโรค สารฆ่าเชื้ออะมีบา การทดลองเกี่ยวกับการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสพิเศษ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อจบการศึกษาแล้ว เด็กที่กลับไปยังชุมชนเดิมก็มีความแปลกแยก จบลงที่ความหดหู่ ทุกข์ทรมาน ติดเหล้า มีปัญหาทางอารมณ์ ฆ่าตัวตายก็ไม่น้อย ฝ่ายที่อยู่ต่อไปในสังคมภายนอกก็ต้องผจญกับการถูกเหยียดเชื้อชาติและหางานทำยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ระบบโรงเรียนประจำดังกล่าวนี้ในมุมมองของรัฐบาลแคนาดาและศาสนจักรก็ต้องถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะการส่งผ่านประเพณี ความเชื่อ วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองจากรุ่นต่อรุ่นขาดตอนและมีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบบโรงเรียนประจำแห่งสุดท้ายปิดลงเมื่อปี 1996 มีเด็กนักเรียนประมาณ 150,000 คนเข้าเรียนตลอดระยะเวลาการดำเนินอยู่มากกว่า 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลางปี 2008 &amp;ldquo;สตีเฟน ฮาร์เปอร์&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีแคนาดาในเวลานั้น ได้กล่าวขอโทษต่อสาธารณะในนามของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ จากนั้นมีการตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์&amp;rdquo; โดยคณะกรรมการดังกล่าวได้สัมภาษณ์ผู้เข้าโรงเรียนประจำที่ยังมีชีวิตอยู่ทั่วประเทศ รวบรวมเอกสารหลักฐาน อีกทั้งได้จัดการพบปะเสวนาในหมู่ชนพื้นเมืองหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2015 คณะกรรมการได้นำเสนอรายงาน 4 เล่มใหญ่&amp;nbsp; สำหรับจำนวนเด็กที่เสียชีวิตแท้จริงนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะไม่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ การรายงานตัวเลขของเจ้าหน้าที่โรงเรียนไปยังส่วนกลางมีความบกพร่อง ไม่ต่อเนื่อง หลักฐานทางการแพทย์บางส่วนถูกทำลาย ทว่าพอจะยืนยันได้ว่ามีเด็กเสียชีวิตในโรงเรียนประจำ 3,201 คนเป็นอย่างน้อย โดยที่ผู้พิพากษา &amp;ldquo;เมอร์เรย์&amp;nbsp; ซินแคลร์&amp;rdquo; ประธานคณะกรรมการเชื่อว่าอาจมีมากถึง 6,000&amp;nbsp; คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่คือวัณโรค เนื่องจากโรงเรียนมีระบบระบายอากาศที่ย่ำแย่ ไม่มีการแยกเด็กที่ป่วยออกจากเด็กไม่ป่วย โรงเรียนหลายแห่งมีสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานทางด้านสุขภาพอยู่มาก มีหลักฐานที่ระบุว่าในห้องเรียนแห่งหนึ่งมีนักเรียนป่วยถึง 16 คนในเวลาเดียวกัน และหลายคนมีอาการเหมือนใกล้ตาย แต่ถูกบังคับให้นั่งเรียนจนจบชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการยังเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ค่อนข้างเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจอยู่มาก เด็กจำนวนมากขนาดนั้นตายในโรงเรียน แล้วโรงเรียนก็ไม่แจ้งให้ครอบครัวทราบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเรื่องเด็กหายและการไม่เปิดเผยจุดฝังร่างนั้น คณะทำงานคณะหนึ่งได้บังเอิญทราบข้อมูลเข้าตั้งแต่ต้นก็เสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่ของบประมาณเพิ่มเติม 1.5 ล้านเหรียญเพื่อตรวจสอบในประเด็นนี้โดยเฉพาะ แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธ คณะกรรมการจึงชี้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุจำนวนเด็กที่ตายหรือหายเพราะไม่รู้ว่ามีการนำศพเด็กไปฝังไว้ที่ไหน และแม้ว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีสุสานฝังศพ แต่ปัจจุบันถูกรื้อถอน จงใจปกปิด และมีการก่อสร้างอาคารทับลงไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการได้สรุปว่า ระบบโรงเรียนประจำของชนพื้นเมืองที่ดำเนินการอยู่นานกว่า 1 ศตวรรษนั้นเปรียบได้กับ &amp;ldquo;การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม&amp;rdquo; และมาจากความเชื่อที่ว่าชาวอาณานิคมนำความเจริญเข้ามาสู่ผู้คนที่ยังป่าเถื่อน ผู้คนที่ไม่มีวันทำให้ตัวเองศิวิไลซ์ขึ้นได้ ภารกิจการสร้างความศิวิไลซ์นี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า คนผิวขาวมีเชื้อชาติและวัฒนธรรมเหนือกว่าผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเรียกร้องของคณะกรรมการมีอยู่ด้วยกัน 94 ข้อ&amp;nbsp; เสนอไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ส่งไปยังศาสนจักรโรมันคาทอลิกคือ &amp;ldquo;คำขอโทษ&amp;rdquo; อย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ในปี 2009 สมัย &amp;ldquo;โป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16&amp;rdquo; &amp;nbsp;สำนักวาติกันเคยออกแถลงการณ์ &amp;ldquo;แสดงความเสียใจ&amp;rdquo; ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบโรงเรียนประจำของชนพื้นเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ล่าสุดโป๊ปฟรานซิสตรัส &amp;ldquo;แสดงความเจ็บปวด&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106159</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เด็กตายที่แคนาดา, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
