<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.สำรวจล่าสุดพบนักเรียนยากจนพิเศษทุบสถิตินิวไฮ 1.3 ล้านคน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5ก.ย.64-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ตามที่เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ &amp;quot;สำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในวิกฤตโควิด-19 การศึกษาไทยเดินหน้าอย่างไร ไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการเรียนรู้&amp;quot; พบว่า จากข้อมูลล่าสุดปีการศึกษา 1/2564 มีเด็กยากจนและยากจนพิเศษรวมประมาณ 1.9 ล้านคน ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเด็กทั้งหมด &amp;nbsp;ในช่วงวัยเรียนการศึกษาภาคบังคับที่มีประมาณ 9 ล้านคน ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้รายได้ของครอบครัวเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ลดลงเหลือเฉลี่ยเดือนละ 1,094 บาท อีกทั้งในรายละเอียดพบว่า รายได้จากการเกษตรหรือด้านอื่น ๆ ส่วนใหญ่ลดลง แต่รายได้ที่เพิ่มมาจาก สวัสดิการรัฐ เงินช่วยเหลือเยียวยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้จำนวนเด็กยากจนพิเศษที่คัดกรองรอบใหม่ภาคเรียนที่ 1/2564 เพิ่มมากขึ้นเป็นนิวไฮ คือ 1,302,968 คน หรือเพิ่มขึ้น 128,524 คน จากภาคเรียนที่ 2/2563 โดยคาดหวังว่าจำนวนเด็กที่ยากจนฉับพลันหลังสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นแค่เพียงสถานการณ์ชั่วคราวที่จะคลี่คลายและกลับไปสู่สภาวะปกติได้ในอีกระยะเวลาไม่นาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้จากความสุ่มเสี่ยงที่เด็กยากจนพิเศษจะหลุดจากระบบการศึกษา ที่ผ่านมา กสศ. ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนทุนการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนยากจนพิเศษในช่วงชั้นรอยต่อกลับเข้าเรียนได้ โดยจากการติดตามล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม พบว่านักเรียนยากจนพิเศษช่วงชั้นรอยต่อ 294,454 คนนั้น ร้อยละ 82.82 หรือ 242,081 คนเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว แต่ยังมีเด็ก 43,060 คน หรือ ร้อยละ 14.6 ยังไม่พบข้อมูลว่าได้กลับเข้ามาเรียนต่อ โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ม.3 จำนวน 33,710 คน และ ป.6 จำนวน 8,699 คน เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ติดตามเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ทำให้เขาได้รับโอกาสและสิทธิประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า กสศ.ยังได้สำรวจนักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่ 29 จังหวัดที่ประสบปัญหาการเรียนช่วงโควิด-19 เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ พบว่ามีนักเรียนที่ประสบปัญหาถึง ร้อยละ 87.94 หรือ 271,888 คน โดยจังหวัดที่พบปัญหามากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ตาก นครราชสีมา และยะลา อย่างไรก็ตาม โควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อเด็กในเรื่องการติดเชื้อที่พบตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากต้นเดือนสิงหาคมที่มีเด็กติดเชื้อ 65,086 คน ขยับขึ้นเป็น 138,329 คนในต้นเดือนกันยายน และมีเด็ก 366 คนสูญเสียพ่อแม่จากโควิด-19 ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการดูแลระยะยาวลักษณะเดียวกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ หรือสึนามิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ผู้ปกครองจากเหตุการณ์เหล่านั้น ให้ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี เพราะไม่มีใครมาช่วยดูแลพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รวมทั้งยังมีประเด็นเรื่องผลกระทบระยะยาว หรือ Long Covid ที่เด็กจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งควรได้รับการติดตามเป็นระยะ ตั้งแต่ 6 เดือนไปถึง 3 ปี โดยจะเห็นว่าที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมมือกับหลายฝ่ายตั้งศูนย์ช่วยเหลือวิกฤตโควิด-19 อีกด้านหนึ่ง โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้สูญเสียการพัฒนาทุนมนุษย์ ในวันที่เด็กเกิดน้อยลง มีเด็กจำนวนมากที่กำลังเสี่ยงจะหลุดจากระบบการศึกษา และยังเผชิญกับเรื่องความรู้ถดถอย หลังจากโควิดเราหวังว่าจะนำไปสู่ Build back equity นำความเสมอภาคกลับมา ประเทศก็จะสร้างการเจริญเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กสศ. กำลังแสวงหาความร่วมมือเพื่อช่วยให้เด็กๆ ไม่หลุดจากระบบการศึกษา เป็นความพยายามที่อยากให้คนไทยทุกภาคส่วนเข้าไปสนับสนุนในส่วนไหนก็ได้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ประชาชน ผู้นำทางความคิด มาร่วมเป็นเครือข่ายทางสังคมที่แน่นแฟ้น เอาชนะอุปสรรคไปด้วยกัน ทาง กสศ.ก็จะพยายามนำข้อมูลที่มีอยู่ มาแปลงเป็นความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้น&amp;quot; รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115689</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #โควิด19, เด็กยากจนพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22882eb4ae3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว งบ&quot;กสศ.&quot;ปี 65 วงเงิน 7.6 พันล.อนุมัติอุดหนุนเงินนร.ยากจนพิเศษ ม.ปลาย-อาชีวะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ม.ค.64-น.ส.ไตรศุลี &amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบแผนการใช้เงินของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ประจำปีงบประมาณ 2565 รวมวงเงินทั้งสิ้น 7,635.67 ล้านบาทประกอบด้วย 9 แผนงาน ได้แก่ นวัตกรรมและการวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาวงเงิน 364 ล้านบาท , ส่งเสริมโอกาสและพัฒนาคุณภาพนักเรียนวงเงิน 4,847.52 ล้านบาท, สร้างนวัตกรรมการพัฒนาครูและสถานศึกษาวงเงิน 459.15 ล้านบาท , พัฒนากลไกจังหวัดและระบบช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ยากจนและเด็กนอกระบบการศึกษาวงเงิน 386 ล้านบาท ,สร้างต้นแบบระบบการผลิตและพัฒนาครูวงเงิน 298.73 ล้านบาท, สร้างนวัตกรรมสายอาชีพสร้างโอกาสนักเรียนอัจฉริยะที่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาสได้เรียนต่อระดับสูงและพัฒนาประชากรวัยแรงงานด้อยโอกาสวงเงิน 856.44 ล้านบาท , สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติและวิเทศสัมพันธ์วงเงิน 39.20 ล้านบาท, งานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและระดมความร่วมมือทางสังคมวงเงิน 68.50 ล้านบาท และงานด้านการบริหารและพัฒนาระบบงานวงเงิน 316.13 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกันครม.ยังได้เห็นชอบให้เพิ่มอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข(ทุนเสมอภาค) โดยกสศ.ระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลให้ครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษมีรายได้ลดลงและเกิดการว่างงาน ประกอบกับผลวิเคราะห์จากโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ มีข้อเสนอว่า อัตราเงินทุนเสมอภาคในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษ &amp;nbsp;ดังนั้น จึงเห็นควรให้เพิ่มอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นไป &amp;nbsp;เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างนักเรียนจากครอบครัวที่มีรายได้แตกต่างกัน และป้องกันความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษาของประชากรกลุ่มนี้ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับอัตราเงินอุดหนุนใหม่มีดังนี้คือ ระดับอนุบาล อัตราเดิม &amp;nbsp;4,000 บาทต่อปียังคงจ่ายเท่าเดิม &amp;nbsp;ระดับประถมศึกษา อัตราเดิม 3,000 บาทต่อปี &amp;nbsp;อัตราใหม่ 5,100 บาทต่อปี เพิ่มขึ้น 2,100 บาท &amp;nbsp;ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอัตราเดิม 3,000 บาทต่อปี อัตราใหม่ 4,500บาทต่อปี เพิ่มขึ้น 1,500 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/อาชีวศึกษา อัตราเดิม 3,000 บาทต่อปี อัตราใหม่ 9,100 บาท เพิ่มขึ้น 6,100 บาท ซึ่งตามนิยามของเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ จะหมายถึง นักเรียนยากจนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อมแบบPMT หรือ Proxy Means Testจากระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอยู่ในกลุ่มค่าคะแนนความยากจนอยู่ในเกณฑ์ยากจนพิเศษ หรือ ครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ย 1,200 บาทต่อคนต่อเดือน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89591</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #งบประมาณ, น.ส.ไตรศุลี​ ไตรสรณกุล​, เด็กยากจนพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201229/image_big_5feaebcf3a1c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;โควิด&quot;ถ่างความเหลื่อมล้ำการศึกษากว้างขึ้น กสศ.ปรับตัวเลขเด็กยากจนพิเศษเป็น 1ล้านคน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ต.ค.63-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กสศ.ได้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ต่อรายได้และการมีงานทำของครัวเรือนนักเรียนยากจนและนักเรียนยากจนพิเศษ ภายหลังสถานการณ์ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ภาคเรียนที่ 1/2563 มีนักเรียนยากจน 1.7 ล้านคน แบ่งเป็นนักเรียนยากจนพิเศษ 1 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าภาคเรียน 2/2562 มากกว่า 1.7 แสนคน ทั้งนี้หากเปรียบเทียบก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 ในภาคเรียนที่ 1/2562 เทียบกับสถานการณ์เกิดการแพร่ระบาดแล้วในภาคเรียนที่ 1/2563 พบว่ามีนักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) ที่ผ่านการคัดกรองใหม่ จำนวน 652,341 คน ประกอบไปด้วย กลุ่มเป้าหมายใหม่คือนักเรียนอนุบาลสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ 146,693 คน นักเรียนกลุ่มเดิมที่คัดใหม่เนื่องจากครบ 3 ปีการศึกษา 313,361 คน นักเรียนสังกัดอปท.และตชด. 14,834 คน และกลุ่มใหม่ที่คาดว่ายากจนเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจผนวกกับสถานการณ์ COVID-19 จำนวน 177,453 คน หรือ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 50 ของนักเรียนยากจนพิเศษ ก่อนมีสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้พิจารณาปรับแผนการช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจนพิเศษทั้งกลุ่มเดิม จำนวน 414,688 คน และกลุ่มใหม่ จำนวน 652,341 คน รวมเป็น 1,067,029 คน จากเดิมที่เคยให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค 761,729 คน ในปีการศึกษา 2562 ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่การขยายกลุ่มเป้าหมาย แต่กสศ.ได้วิเคราะห์ผลลัพธ์ในเชิงคุณภาพ ยืนยันว่า เมื่อนักเรียนยากจนพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอัตราการมาเรียนต่ำกว่าร้อยละ 80 ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาคอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยลดผลกระทบ ป้องกันไม่ให้หลุดออกนอกระบบการศึกษา ได้ โดยเด็กกลุ่มนี้มีอัตราการมาเรียนที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากมาเรียนร้อยละ 69.4 หรือราวสามวันต่อสัปดาห์ เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 89.4 หรือราวสี่วันครึ่ง และเมื่อเด็กได้รับเงินอุดหนุนต่อเนื่องอีกหนึ่งภาคเรียน อัตราการมาเรียนเฉลี่ยก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอมรับว่า COVID-19 ส่งผลกระทบหนักมาก แต่ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. ตชด. อปท. จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ให้เบาลงได้ไม่มากก็น้อย ส่วนหนึ่งต้องขอขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณาแปรญัตติเพิ่มงบประมาณกลับมาให้กับ กสศ.จนสามารถให้ความช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ปัญหานี้มีขนาดใหญ่มาก และยังมีกลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษที่เรียนจบชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 หรือ ปวช. ที่มีความเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา เพราะสถานการณ์ COVID-19 รวมทั้งเรื่องรายได้ของครอบครัวที่อาจเป็นอุปสรรคทำให้เด็กๆต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงอยากเชิญชวนภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมเติมเต็มความช่วยเหลือให้กับน้อง ๆ กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มิให้หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร เพื่อให้เด็กเยาวชนในระบบการศึกษาผ่านพ้นสถานการณ์ COVID-19 ไปได้ด้วยกันทุกคน&amp;rdquo;รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.ณัฐชา ก๋องแก้ว นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา วสศ. นำเสนอผลการวิเคราะห์เชิงลึกข้อมูลครัวเรือนนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่า 600,000 ครัวเรือน พบว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มใหม่ ทำให้รายได้เฉลี่ยลดลง จาก 1,205 บาท/คน/ครัวเรือน เหลือเพียง 1,077 บาท/คน/ครัวเรือน หรือเฉลี่ยเหลือเพียงวันละ 36 บาท ลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์ COVID-19 เมื่อปลายปี 2562 เฉลี่ยวันละ 40 บาท ในขณะที่หลังสถานการณ์ COVID-19 จากการสำรวจข้อมูลครัวเรือนนักเรียนยากจน พบว่า สมาชิกในครัวเรือนอายุ 15 - 65 ปี ว่างงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 เป็นร้อยละ 73 ของนักเรียนยากจนพิเศษที่คัดกรองใหม่หลังสถานการณ์ COVID-19 และส่งผลให้สมาชิกครัวเรือนเฉลี่ยของครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้น จาก 4 เป็น 5 คน หรืออย่างน้อย 1 คน จึงคาดว่าเป็นผลมาจากการกลับภูมิลำเนาเนื่องจากว่างงานในช่วง COVID-19 ที่สำคัญยังพบว่าผู้ปกครองนักเรียนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรัฐถึงร้อยละ 42 และยังพบว่า มีการประกอบอาชีพเกษตรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44 หากเทียบกับช่วงก่อน covid-19 ที่มีประมาณร้อยละ 36 และเพื่อให้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ได้นำองค์ความรู้และข้อมูลไปช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมไทย กสศ. จึงร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำคลังข้อมูลด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทยที่ชื่อว่า &amp;ldquo;EEF IN Number&amp;rdquo; ขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราวของเด็กยากจนพิเศษที่เสี่ยงจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา สถิติ ตัวเลข รวมถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งนี้ กสศ. คาดหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้และทำให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยได้รับโอกาสเข้าถึงความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวของงานวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพิ่มเติม ได้ที่ https://research.eef.or.th/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80234</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #โควิด-19, ดร.ไกรยส ภัทราวาท, เด็กยากจนพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f83f9c716f09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.-กสศ.จับมือช่วยเหลือนร.ยากจนพิเศษ ตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น เตรียมขยายไปถึงนักเรียน พ่อแม่ตกงานด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
16ก.ค.63-ที่ห้องประชุมปฏิบัติ DOC อาคารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) - สพฐ. ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินการขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 225 เขต และครูโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ผ่านระบบ Teleconference&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ. ) กล่าวเปิดการประชุมผ่านระบบ Teleconference ว่า ในปีการศึกษา 2563 สพฐ. และ กสศ. ได้ขยายผลการพัฒนาและบูรณาการร่วมกัน ทั้งความช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ระดับอนุบาล&amp;ndash;มัธยมศึกษาตอนต้น ทั่วประเทศ ให้ได้รับการช่วยเหลือเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข นอกจากนี้ยังบูรณาการการบันทึกข้อมูลเพื่อเยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลการคัดกรองไว้ในระบบเดียวกัน ซึ่งความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ กสศ. ถือว่าประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่นักเรียนกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ พฤติกรรม เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยทำให้หลุดออกจากระบบการศึกษา สพฐ.จึงขอความร่วมมือจาก กสศ. ในการทำองค์ความรู้และวิจัยพัฒนาหาแนวทางส่งต่อการดูแลเพื่อให้ สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือนักเรียนยากจนได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ขอขอบคุณเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา ครู ที่เป็นกำลังสำคัญจะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ประโยชน์เกิดแก่นักเรียน และขอบคุณ กสศ. หน่วยงานใหม่ของประเทศ ที่เข้ามามีบทบาทเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ช่วยสนับสนุนและเติมเต็มแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กระบวนการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษในส่วนของนักเรียนกลุ่มใหม่ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล สังกัด สพฐ. กรณีที่บางพื้นที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้คุณครูสามารถใช้วิธีการสำรวจ/สอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง โดยผู้ปกครอง หรือ ครูส่งรูปถ่าย หรือข้อมูลเข้ามาในระบบได้ และในวันที่มารับเงินให้เซ็นรับรองความถูกต้องของข้อมูลได้ ส่วนเรื่องการเซ็นรับรองเอกสารที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐสามารถส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์ได้เช่นกัน โดย สพฐ-กสศ. เปิดระบบให้คัดกรองเข้ามาได้ระหว่างวันที่ 9-26 กรกฎาคมนี้ โดยในภาคเรียนที่ 1/2563 จะคัดกรองนักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. ครบรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 และนักเรียนกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับทุนตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กสศ.ยังเตรียมงบประมาณ เพื่อใช้ในการสนับสนุนกลุ่มเด็กที่ผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ผู้ปกครองขาดรายได้จากการตกงาน เป็นต้น และที่สำคัญปีนี้ กสศ. ได้รับความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และธนาคารออมสิน มอบสิทธิพิเศษให้กับนักเรียนยากจนพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี สามารถเปิดบัญชีธนาคารศูนย์บาท ไร้ค่าธรรมเนียมและสมัครบริการพร้อมเพย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้การจัดสรรเงินอุดหนุนในเทอมหน้าจะเน้นโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของนักเรียน เพื่อความโปร่งใส และลดภาระของโรงเรียน ที่สำคัญเงินมุ่งตรงไปที่ตัวเด็กโดยตรง ทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษเมื่อเทอมที่ผ่านมา สามารถยื่นสมัครเข้ามาใหม่ได้ทันที เพราะเชื่อว่ามีเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการโควิด-19 กสศ. ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อป้องกันการเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการคัดกรองเป็นนักเรียนยากจนพิเศษในปีนี้จะได้รับจัดสรรทุนเสมอภาคทันทีจำนวน 2,000 บาทในเทอม1/2563 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครอบครัว ส่วนที่เหลืออีก 1,000 บาทจะจัดสรรให้ในเทอม 2/2563&amp;quot; รองผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางนวารี อาตกะวร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดเงินฝาก ธนาคารออมสิน กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ ธนาคารออมสิน ยินดีที่จะบริการเปิดบัญชีออมทรัพย์ โดยที่ไม่ต้องฝากเงินให้กับนักเรียนที่ได้รับทุนจาก กสศ. รวมถึงจะมอบสิทธิพิเศษยกเว้นค่ารักษาบัญชีในกรณีที่เด็กไม่มาติดต่อทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเวลานานๆ และกรณีมีเงินฝากไม่ถึงเกณฑ์ให้กับนักเรียนที่อายุไม่ถึง 20 ปี ทั้งนี้ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปติดต่อขอเปิดบัญชีศูนย์บาทได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนในระบบส่วนใหญ่ค่อนข้างได้รับผลกระทบทั้งสถานะทางการเงินและอื่นๆ ซึ่งตนจะเสนอให้มีการปรับแก้กฏ ศธ.ที่เกี่ยวเรื่องการประกอบกิจการอื่นๆ ที่เดิมมีข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้โรงเรียนเอกชนในระบบ ดำเนินการประกอบกิจการอื่นๆ ภายในโรงเรียน ดังนั้น สช.จึงเตรียมหารือ เพื่อแก้ไขกฎ ศธ.ดังกล่าวให้มีข้อยกเว้น เนื่องจาก สช.ต้องการให้โรงเรียนสามารถใช้สถานที่ไปดำเนินกิจการต่างๆ ที่ไม่เป็นอุปสรรค หรือ รบกวนการจัดการเรียนการสอนในช่วงเวลาปกติ เช่น การอบรมหลักสูตรระยะสั้น เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่โรงเรียนจะสามารถหารายได้ในช่วงปิดภาคเรียน โดยจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนด้วย ทั้งนี้ตนจะเสนอให้คณะกรรมการ กช.พิจารณาเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71647</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #สพฐ., เด็กยากจนพิเศษ, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f102438ba149.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.อนุมัติ 300 ล้าน ช่วยหลือเด็กยากจนพิเศษ ช่วงโควิดระบาด ป้องกันหลุดออกจากระบบการศึกษา พบส่วนใหญ่มีปัญหาขาดแคลนอาหาร  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15เม.ย.63-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)&amp;nbsp;กล่าวว่า จากการสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดโรคโควิด-19 ในกลุ่มเป้าหมายผู้ปกครองนักเรียนยากจนพิเศษ หรือนักเรียนทุนเสมอภาค ผ่านทางโทรศัพท์ จำนวน 1,100 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 80 มีความกังวลต่อผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนประเด็นที่เป็นผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.ไม่มีอาหารรับประทาน 2.ถูกพักงานหรือถูกเลิกจ้าง 3.ไม่มีของใช้จำเป็นในครอบครัว 4.การศึกษาเล่าเรียนของคนในครอบครัว และ5.ปัญหาสุขภาพ หากเจาะลึกไปในเรื่องการเรียนของบุตรหลานในครอบครัวพบว่า สิ่งที่เป็นผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.เพิ่มรายจ่ายด้านอาหารที่บ้าน 2.ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ 3.ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพียงพอ 4.ไม่ได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และ5.แผนการเรียนที่ยุ่งยากขึ้น เบื้องต้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษ และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาในปีการศึกษานี้ คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมจำนวน 300 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนเสมอภาคที่นักเรียนยากจนพิเศษจะได้รับในเทอม 1/2563 ให้กับกลุ่มเป้าหมายในครอบครัวที่มีความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน จากการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กสศ.ได้จัดประชุมระดมสมองร่วมกับองค์การยูเนสโก และองค์การยูนิเซฟ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากนานาชาติในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อระบบการศึกษาและเด็กเยาวชนในครอบครัวที่มีรายได้น้อยและด้อยโอกาสที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาในประเทศไทยเมื่อเปิดเทอม ซึ่งข้อสรุปที่ได้จากการประชุมระดมสมองดังกล่าวพบว่า ช่วงก่อนจะถึงการเปิดเทอมถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างมาก หากได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุดและทันเวลา นักเรียนยากจนพิเศษเหล่านี้จะมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ครบทุกคน ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนทุนเสมอภาค สามารถเข้ามาให้ข้อมูลผ่านการตอบแบบสอบถามในช่องทางออนไลน์ที่ www.eef.or.th ด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63220</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กศส., เด็กยากจนพิเศษ, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d568b4228454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 21:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วง นร.ยากจนพิเศษกว่า 6 แสนคน  กสศ.เพิ่มเงินอุดหนุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ &amp;nbsp;8 ส.ค. สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) &amp;ldquo;รายงานสถานการณ์นักเรียนยากจนพิเศษ ปี 61 และเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้แทนโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งมีตัวแทนโรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กยากจนจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนในโรงเรียนเข้าร่วม 11 โรง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมตัวแทนโรงเรียนฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเด็กยากจนมีปัญหาหลากหลาย เช่น การเดินทางมาโรงเรียน เด็กบางคนต้องเดินมาโรงเรียน กลุ่มโรงเรียนที่อยู่ชายขอบบนภูเขาไม่สามารถใช้รถรับส่งได้ ผู้ปกครองเด็กไม่มีรายได้เสริม และปัญหาครอบครัวต้องทำงานไม่มีเวลาดูแลเด็ก บางครอบครัวหย่าร้าง เด็กอยู่กับตา ยาย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรยส &amp;nbsp;ภัทราวาท ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สำหรับรายงานสถานการณ์ผลสำรวจสถานะนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ ปี 2561 ที่สำรวจโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม หรือ PMT พบว่า มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองแบบ PMT จำนวน 1,696,433 คน ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน จำนวน 1,352 ล้านบาท โดยนักเรียนประถมศึกษา 500 บาท/คน/ภาคเรียน ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษา 1,500 บาท/คน/ภาคเรียน เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดพบว่า มีกลุ่มนักเรียนยากจน จำนวน 1,075,476 คน และนักเรียนยากจนพิเศษ คือ นักเรียนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคน 1,281 บาทต่อเดือน หรือ 42.7 บาทต่อวัน จำนวน 620,937 คน ถือเป็นเด็กยากจนจริงๆ แบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา 438,683 คน และชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 182,254 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรยส กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ กสศ.มีแนวคิดจะเพิ่มเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้ อีก 1,000 บาท/คน/ภาคเรียน เท่ากับว่านักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษ ชั้นประถมศึกษาจะได้ 1,500 บาท/คน/ภาคเรียน ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษา 2,500 บาท/คน/ภาคเรียน สำหรับจังหวัดที่มีเด็กยากจนพิเศษมากที่สุด ได้แก่ 1.แม่ฮ่องสอน 2.ตาก 3.นราธิวาส 4.ยะลา 5.น่าน 6.สตูล 7.เชียงใหม่ 8.ปัตตานี 9.นครราชสีมา และ 10.มหาสารคาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เราเชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบสุดท้าย กสศ.จะต้องเรียนรู้จากครูและผู้บริหารที่อยู่ในพื้นที่เพื่อที่จะทำงานได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของเด็กและโรงเรียน นอกจากนี้ ในงานวิจัยของ OECD ที่วิเคราะห์จากผลสอบ PISA พบว่า กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษของไทยสามารถทำคะแนนในการทดสอบระดับนานาชาติได้สูงอยู่ประมาณร้อยละ 3.3 ผมเชื่อว่าหากสนับสนุนปัจจัยทางเศรษฐกิจให้กับนักเรียนกลุ่มนี้อย่างเต็มที่จะสามารถเพิ่มจำนวนของนักเรียนได้มากขึ้น อีกทั้ง กสศ.จะให้น้ำหนักกับการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาและการพัฒนาครู ช่วยเด็กแบบรายบุคคลตามข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เน้นสร้างสรรค์งานวิจัย ร่วมมือกับนานาชาติและทดลองปฏิบัติจริงเพื่อจัดทำข้อเสนอระดับนโยบายให้กับรัฐบาล &amp;rdquo;ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ครูที่ทำงานกับเด็กยากจนถือเป็นกัลยาณมิตรที่สำคัญอย่างมาก เพราะความยากจนไม่ใช่ปัญหา อาจเป็นพรทำให้เด็กเกิดการต่อสู้ดิ้นรน เราสามารถใช้การศึกษาเปลี่ยนฐานะทางสังคมได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนถึง 23 เท่า วิกฤตปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นเป็นความเหลื่อมล้ำและช่องว่างระหว่างวัย สังคมไทยเกิดความเรรวน ชุมชนขาดหลักคิด อ่อนแอ &amp;nbsp;ถ้าโรงเรียนไม่ได้รับการดูแลจะทำให้โรงเรียนตายหรือโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบควบรวม ขณะที่หน่วยย่อยอย่างครอบครัวอ่อนแอลง ทำให้เกิดปัญหายาเสพติด &amp;nbsp;ดังนั้น สิ่งที่ กสศ. ชี้เป้าและมีนโยบายชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี แต่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณช่วยเด็กกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุด ควรจะจัดสรรงบอุดหนุนแก่เด็กยากจนให้ง่าย รวดเร็ว และจะต้องลดระเบียบ ปลดล็อค เปิดโอกาสให้โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพ ช่วยเหลือเด็กให้ได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14991</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักเรียนยากจน, นายไกรยส  ภัทราวาท, สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), เด็กยากจนพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6adeec33183.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
