<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจ62เจอศึกหนัก! จ่อชงขุนคลังใหม่กระตุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; รับเศรษฐกิจไทยปี 2562 เจอศึกหนัก พิษเศรษฐกิจโลกชะลอถ่วงแรง ฉุดส่งออกวิกฤติ &amp;nbsp;แจงเตรียมมาตรการพยุงเศรษฐกิจก๊อก 2 เสนอ &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; คนใหม่ เอกชนคาดสถานการณ์ครึ่งปีหลัง 2562 ดีกว่าที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.ได้มีการเตรียมมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมไว้แล้ว โดยยังต้องรอให้ รมว.การคลังคนใหม่เข้ามาพิจารณา โดยขณะนี้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเริ่มทำงานได้ในไม่ช้า โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมไว้เพื่อเสนอ รมว.การคลังคนใหม่นั้น จะเป็นมาตรการที่ทำแล้วเห็นผลได้เร็ว เพราะเป็นการพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยกระทรวงการคลังเห็นแล้วว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2562 ชะลอตัวอยู่ที่ 2.8% ตอนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของไตรมาส 2/2562ทางกระทรวงการคลังก็ได้ติดตามสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิด ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คิด ทำให้ไทยต้องมีการเตรียมการเพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว โดย สศค.ได้เตรียมมาตรการเพื่อรองรับไว้บ้างแล้ว&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกสัญญาณที่ไม่ดีและเห็นได้ชัดคือการส่งออก ซึ่งมีการขยายตัวแบบติดลบ และเดือน เม.ย.ก็ยังติดลบอีก ซึ่งน่าเป็นห่วง ต้องรอดูตัวเลขในเดือน พ.ค.และ มิ.ย.2562 ว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งการส่งออกมีส่วนสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยหากการส่งออกในเดือน พ.ค. และ มิ.ย.ของไตรมาส 2/2562 ไม่ดีขึ้น สศค.ก็ต้องพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีความเข้มข้นมากขึ้น และต้องมีการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในด้านอื่นๆ การลงทุนรัฐบาลได้เร่งเบิกจ่ายเต็มที่ การลงทุนภาคเอกชนก็ต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการอีอีซี ที่ให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศีลชัย เกียรติภาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ PICO เปิดเผยว่า ความชัดเจนทางการเมืองในตอนนี้ มองว่าจะทำให้สถานการณ์ครึ่งปีหลัง 2562 ดีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วงครึ่งปีแรกค่อนข้างอึมครึม และมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการต่างๆ โดยในส่วนของบริษัทเอง อาจจะทรงตัวจากปีที่ผ่านมา ปิดรายได้ไปประมาณ 2,100 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจากนี้น่าจะเป็นบวกมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 10.1% สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2557 เป็นต้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ซึ่งเป็นผลจาก 1.การเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (LTV) เมื่อวันที่ 1 เม.ย.62 ที่ผ่านมา 2.ความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากคุณสมบัติของรถรุ่นใหม่ และมาตรการส่งเสริมการขายรถยนต์จากงานมหกรรมยานยนต์ (Motor Show 2019) และ 3.การส่งเสริมการขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่จูงใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังคงทรงตัว แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในไตรมาสแรกของปี 2562 หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ขยายตัว 9.0% เทียบกับ 9.1% ในไตรมาสก่อน คิดเป็นสัดส่วน 2.75% ต่อสินเชื่อรวม และสัดส่วน 27.8% ต่อ NPLs รวม ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 เป็นต้นมา และส่งผลให้มีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในประเภทธุรกิจอื่นๆ ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับยังคงมีมูลค่ารวมอยู่ในระดับสูง ขณะที่ยอดสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตปรับตัวลดลง 3.6% เทียบกับการขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 61 และภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ทำให้มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.การก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยของครัวเรือนภายหลังการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อใหม่ โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง และทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว เนื่องจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสัดส่วนประมาณ 49.9% ของสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล และ 2.การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ รวมถึงบัตรเครดิตอาจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังควรให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอัตราการว่างงานเท่ากับ 0.9% โดยเป็นการลดลงทั้งผู้ที่เคยทำงานและไม่เคยทำงานมาก่อน 32.2% และ 18.7% ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ผลิตภาพแรงงานโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นที่ 1.8% ตลาดแรงงานตึงตัวมากขึ้น โดยจำนวนสัดส่วนผู้สมัครงานใกล้เคียงกับจำนวนตำแหน่งงานว่างเป็น 0.98 เท่า ลดลงจาก 1.35 เท่าในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษาพบว่ามีความต้องการแรงงานในระดับประถมศึกษาและสายอาชีพสูงกว่าจำนวนผู้สมัครงานถึง 2 เท่า สะท้อนความขาดแคลนแรงงานทั้งจำนวนแรงงานและทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37887</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษเศรษฐกิจโลก, ส่งออกวิกฤติ, หนังสือพิมพ์, เตรียมมาตรการพยุงเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf921189d036.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
