<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูตจีนเล่าเรื่องที่มา กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รักษาการเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย &amp;ldquo;หยางซิน&amp;rdquo; มาร่วมคุยใน Suthichai Live เมื่อสัปดาห์ก่อนประเด็นเรื่องกฎหมายความมั่นคงฮ่องกงที่เพิ่มผ่านสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ที่ปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ และยุโรปหลายชาติ รวมถึงแคนาดาและออสเตรเลียออกแถลงการณ์ร่วมวิพากษ์ว่านี่เป็นความพยายามของจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะ &amp;ldquo;กลืน&amp;rdquo; ฮ่องกง และจะทำให้เกาะแห่งนี้หมดความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ บอกว่า การที่ออกกฎหมายฉบับนี้จะทำให้หลักการ &amp;ldquo;หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo; กลายเป็น &amp;ldquo;หนึ่งประเทศหนึ่งระบบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ จะยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนของฮ่องกงที่สหรัฐฯ มอบให้เกาะแห่งนี้มายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตหยางซินแย้งว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เกือบทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ เองมีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติทั้งสิ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ มีกฎหมายทำนองนี้หลายสิบฉบับ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 9/11&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฮ่องกงไม่เคยมีกฎหมายสำหรับดูแลความมั่นคงแห่งชาติ เพราะตามกฎหมายพื้นฐาน (Basic Law) ของฮ่องกงนั้น ได้มอบหมายอำนาจจากรัฐบาลกลางให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงตรากฎหมายเองว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่หลังจากฮ่องกงได้คืนสู่มาตุภูมิ 23 ปีแล้วก็ไม่มีกฎหมายทำนองนี้ จริงๆ แล้วรัฐบาลกลางมีความอดทนและให้การเคารพต่อรัฐบาลท้องถิ่นของฮ่องกง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่าเราต้องรีบมีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ...เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วไม่ใช่มีแต่การประท้วงธรรมดา แต่มีคนไปเผาธงชาติจีน มีคนเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนให้ฮ่องกงเป็นเอกราช และได้บุกเข้าไปในที่ทำการของสำนักงานผู้แทนรัฐบาลกลางประจำฮ่องกง และได้เข้าไปในที่ทำการของสภานิติบัญญัติของฮ่องกงและทำลายตราแผ่นดินจีนด้วย แสดงว่าเป็นการท้าทายหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ และสร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของจีน จึงต้องมีการตั้งกฎใหม่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามว่ามีคนวิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิดหลักการ &amp;ldquo;หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo; ใช่หรือไม่ ท่านทูตหยางซินตอบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ใช่ครับ ถ้าอ่านกฎหมายตามตัวอักษรจะทราบว่าในโลกนี้คงไม่มีประเทศไหนนอกจากประเทศจีนที่อยากเห็นความสำเร็จของฮ่องกงภายใต้หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตเล่าย้อนประวัติศาสตร์ถึง &amp;ldquo;สงครามฝิ่น&amp;rdquo; ในปี 1840 ระหว่างอังกฤษกับจีนในยุคราชวงศ์ชิง จีนแพ้ ทำให้มีการลงนามสนธิสัญญานานกิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในเงื่อนไขคือจีนยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นอีก 20 กว่าปี เกิดสงครามรอบสอง อังกฤษกับฝรั่งเศสรบกับจีน ราชวงศ์ชิงก็พ่ายแพ้อีกรอบ มีการลงนามในสนธิสัญญาปักกิ่ง อังกฤษได้คาบสมุทรเกาลูน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดสงครามครั้งที่สาม อังกฤษเช่า New Territories ของฮ่องกง สัญญาเช่า 99 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเห็นว่าเป็นสัญญาไม่ชอบธรรม ไม่ยอมรับ ตามกฎหมายระหว่างประเทศสนธิสัญญาใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ลงนามภายใต้การคุกคาม ถือว่าเป็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม จีนจึงเรียกคืนเกาะฮ่องกงทั้งหมดจากอังกฤษ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนกับอังกฤษเริ่มเจรจากันในปี 1982 นายกฯ อังกฤษขณะนั้นคือ มาการ์เร็ต แทชเชอร์ ซึ่งได้เจรจากับเติ้ง เสี่ยวผิง และจีนยืนยันว่าเวลาการคืนเกาะฮ่องกงในปี 1997 ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะเจรจาได้ อังกฤษต้องคืนฮ่องกงให้จีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการเจรจาระหว่างสองประเทศในเรื่องนี้ถึง 22 รอบ ถึงวิธีการส่งเกาะฮ่องกงคืนให้จีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อังกฤษต่อรองว่าจะคืนเกาะฮ่องกงให้จีน แต่ขอให้อังกฤษปกครองต่อ จีนไม่ยอม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อังกฤษขอให้จีนอย่าส่งทหารไปประจำฮ่องกง เติ้งก็ไม่ยอม ถือว่านั่นเป็นสิทธิตามหลักอธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนบอกว่ายังเคารพในความเป็นฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าและการลงทุน จึงเป็นที่มาของหลักการ &amp;ldquo;หนึ่งประเทศสองระบบ&amp;rdquo; ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อตกลงนี้รัฐบาลกลางของจีนเคารพในการใช้ระบบทุนนิยมของฮ่องกงต่อไปอีก 50 ปี แต่ในเรื่องต่างประเทศและการทหารเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจึงมีตัวแทนของรัฐบาลกลางด้านต่างประเทศและทหารที่ฮ่องกง&amp;rdquo; ท่านทูตเล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และความมั่นคงก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลาง แต่รายละเอียดของการบริหารด้านความมั่นคง รัฐบาลกลางมอบให้คนฮ่องกงจัดการเองมาตลอด...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตบอกว่าคงมีคนอยู่เบื้องหลังคนฮ่องกงที่ไปปลุกระดมต่อต้านกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ แล้วกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือข้อตกลงของสภาประชาชนแห่งชาติครั้งนี้ และอีกด้านหนึ่งคือกฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังจะร่าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกัน, ปราบปรามและหยุดยั้งกิจกรรมที่มีผลต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างร้ายแรง เช่น การกบฏหรือแบ่งแยกดินแดน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตหยางซินยืนยันว่า คนฮ่องกงทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายใหม่นี้แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้แล้ว สิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกงในการชุมนุม ประท้วง แสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อไม่เปลี่ยนเลย ไม่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ แต่มีคนมาบอกว่ากฎหมายฉบับนี้น่ากลัว คนฮ่องกงจะทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตเล่าว่าผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง แคร์รี หล่ำ ได้เขียนข้อความเกี่ยวกับคำกล่าวของเติ้ง เสี่ยวผิง ตอนที่พบกับสมาชิกคณะกรรมการร่างกฎหมายพื้นฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ได้กล่าวไว้เมื่อ 40 กว่าปีก่อนว่า หลังจากฮ่องกงกลับคืนมาจีนแล้ว ถามว่าคนฮ่องกงจะสามารถด่าจีนได้ไหม ท่านเติ้งตอบว่าด่าได้...เป็นเสรีภาพของเขา...แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นขบวนการล้มล้างรัฐบาลกลางเท่านั้นเป็นพอ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตยืนยันว่ากฎหมายฉบับใหม่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง 3 ประเด็น คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เรื่องความมั่นคงและการปกป้องอธิปไตย รวมถึงผลประโยชน์ของการพัฒนาของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นโยบายหนึ่งประเทศสองระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นโยบายของรัฐบาลจีนในการต่อต้านการแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้ : จีนไม่อยากให้ไทยต้องลำบากใจ)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68350</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สงครามฝิ่น, หยางซิน, เติ้ง เสี่ยวผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกทูตไทย: ที่มาของ ทฤษฎี ‘แมวดำ-แมวขาว’ ของเติ้ง เสี่ยวผิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวานผมได้นำเอาบันทึกของคุณวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำจีนที่ได้นำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าด้วยแง่คิดความสัมพันธ์ไทยกับจีนที่มีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นประธานในการสัมมนาพิเศษที่โรงเรียนนายร้อย จปร.อย่างน่าสนใจยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้เป็นตอนต่อจากเมื่อวาน...ช่วงจังหวะที่นักการทูตไทยคนนี้ได้เรียนรู้และศึกษาจากวิธีคิดและแผนการเปิดประเทศของ &amp;quot;เติ้ง เสี่ยวผิง&amp;quot; อย่างน่าสนใจยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านทูตวิบูลย์เล่าไว้อย่างนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงอยู่จีน 4 ปีแรก 2526 ถึง 2530 ผู้เขียนมีโอกาสได้ติดตามผู้ใหญ่ฝ่ายไทยเข้าพบเติ้ง เสี่ยวผิงถึง 4 ครั้ง นายกรัฐมนตรีจีนอีก 8 ครั้ง จึงนับเป็นโอกาสที่หายาก ได้ฟังได้เรียนรู้อะไรมากมาย โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ วิธีคิด วิธีมองปัญหา และแยกแยะวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อนเพื่อนำสู่การปฏิบัติ ผู้นำจีนโดยเฉพาะเติ้ง เสี่ยวผิง &amp;quot;ตกผลึก&amp;quot; และมองว่าถ้าจีนไม่เปิดประเทศ ไม่ปฏิรูป ก็ไปไม่รอดแน่ โดยเฉพาะหลังจากเดินทางตระเวนเยือนทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐฯ ยุโรป (และไทย) ผู้นำจีนน่าจะรู้สึกตกใจพอควรที่เทียบแล้วเห็นจีนล้าหลังกว่าประเทศเหล่านั้นมาก และเห็นว่าแนวคิดปฏิบัติแบบเดิมๆ คง &amp;quot;ไม่เวิร์ก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเอาเข้าจริง บ่อยครั้งอุดมการณ์ก็ไม่สามารถไปกระตุ้นพลังการผลิตได้มากตามทฤษฎีอย่างที่คิด จึงต้องหันมาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจบางอย่างของทุนนิยม เกิดเป็นคำกล่าวเข้าใจง่ายๆ ที่มีการพูดถึงบ่อยที่สุดว่า &amp;quot;แมวขาวแมวดำไม่สำคัญขอให้จับหนูได้เป็นพอ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สะท้อนชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ผู้นำที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดผลเป็นรูปธรรมเมื่อเจอทางตัน โดยไม่ยึดติดกับกรอบอุดมการณ์ทางการเมืองมากเกินไป เติ้ง เสี่ยวผิงเป็นผู้นำที่ &amp;quot;มองปัญหาขาด&amp;quot; ตระหนักดีที่สุดว่า ถ้าจีนไม่ปฏิรูปไม่เปิดประเทศก็จะอยู่ไม่ได้ คือไปไม่ถึงไหน ในขณะที่ประเทศต่างๆ ในระบบทุนนิยมที่จีนโจมตีมากช่วงสงครามเย็นมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยประสบการณ์ก่อนหน้านั้นของจีนตั้งแต่ช่วง &amp;quot;ก้าวกระโดดไกล&amp;quot; ในทศวรรษ&amp;nbsp; 1950 ถึงช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมต้องเรียกว่าจีน &amp;quot;ถอยหลัง&amp;quot; การปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศสู่ภายนอก จุดใหญ่คือใช้มาตรการบางส่วนที่เรียกว่า &amp;quot;กลไกตลาด&amp;quot; ของทุนนิยมเข้าช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังการผลิตอย่างแท้จริง เป็นการปลดปล่อย &amp;quot;จิตวิญญาณ&amp;quot; ทุนนิยมในธรรมชาติของมนุษย์ให้ทำงานก็ว่าได้&amp;nbsp; และสำหรับคนจีนก็เป็นที่รู้กัน ยิ่งเก่งในเรื่องค้าขายอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น่าสนใจว่าช่วงเริ่มปฏิรูปจนถึงช่วงที่ผู้เขียนไปประจำการรอบแรก จะเห็นป้าย 2 ข้างทางถนนฉางอันในกรุงปักกิ่ง ข้างหนึ่งกล่าวถึงสิ่งที่เติ้ง เสี่ยวผิงกำลังดำเนินการปฏิรูปว่า เป็น &amp;quot;การเดินตามแนวทางสังคมนิยมที่เป็นลักษณะเฉพาะของจีน&amp;quot; ในขณะที่ป้ายฝั่งตรงข้าม ก็ยังเป็นการเชิดชูลัทธิมาร์ซเลนินและความคิคเหมา เจ๋อตง แสดงให้เห็นชัดเจนถึงวิธีพยายามประนีประนอมในการผลักดันนโยบาย ซึ่งตอนนั้นก็มีผู้นำจีนต่อต้านไม่น้อย นอกจากประเด็น &amp;quot;แมวขาวแมวดำ&amp;quot; เติ้ง เสี่ยวผิงยังออกมาพูดความจริงหลายอย่างที่ยุคนั้นไม่มีใครกล้าพูด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น สังคมนิยมไม่ได้หมายถึงต้องจนเท่ากัน แต่ต้องยอมให้คนส่วนหนึ่งมั่งมีขึ้นมาก่อน เพื่อในที่สุดจะสามารถช่วยดึงคนส่วนที่ด้อยโอกาสกว่าขึ้นมาได้ พอพูดไป ท่านก็ถูกต่อต้านมากว่า &amp;quot;เดินตามทางทุนนิยม&amp;quot; ซึ่งจะนำสู่ความล้มเหลว เพราะจะมี &amp;quot;มลภาวะทางจิตใจและวัฒนธรรม&amp;quot; เข้ามาทำให้สังคมจีนเสื่อมถอยเหมือนก่อนการปฏิวัติ ซึ่งเติ้ง เสี่ยวผิงตอบแก้ในประเด็นนี้อย่างน่าคิดว่า จีน (ตอนนั้น)&amp;nbsp; เหมือนคนไข้ใกล้ตาย จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างเอาอากาศบริสุทธิ์เข้ามา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อากาศบริสุทธิ์ในที่นี้หมายถึงต้องปฏิรูปเปิดประเทศเอาเทคโนโลยี เอาเงินทุนเข้ามา หากจะมีสิ่งแปลกปลอมก็ต้องจัดการแก้ไข แต่ไม่ใช่ไปพาลปิดประตูจนคนไข้ต้องตายลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหล่านี้เป็นวิสัยทัศน์ยุคเริ่มปฏิรูปและเปิดประเทศที่น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำจีนตกผลึกจากบทเรียนในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่จีนเปิดประเทศ จีนก็จะเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะ เช่น ในสมัยราชวงศ์ถังที่ Silk Road ติดต่อสัมพันธ์กับนานาประเทศสมัยนั้น พาจีนสู่ความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ ตรงข้ามกับช่วงปิดประเทศหลังสงครามฝิ่นปี 2383 ที่นำพาจีนสู่ความตกต่ำ ถูกเย้ยหยัน และเป็น &amp;quot;กึ่งเมืองขึ้น&amp;quot; ของตะวันตกและญี่ปุ่น แต่ก็นั่นแหละ จีนโชคดีที่เติ้ง เสี่ยวผิง เป็น&amp;nbsp; &amp;quot;แมวเก้าชีวิต&amp;quot; เพราะถูกเล่นงานทางการเมืองไปแล้ว 2-3 ครั้งก็ยังสามารถกลับขึ้นมานำพาประเทศได้อีก เป็นเรื่องที่น่าคิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลประโยชน์ไทยจีนด้านการค้าในยุคดังกล่าวยังเป็นไปอย่างจำกัดจากนโยบายจีนที่ยังไม่เปิดเสรีการค้ามาก การค้าส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะรัฐบาลต่อรัฐบาล และเอกชนไทยกับวิสาหกิจของจีน&amp;nbsp; ระหว่างเอกชนด้วยกันมีน้อยมาก เพราะธุรกิจเอกชนเพิ่งอยู่ในยุคเริ่มก่อตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จีนกลายเป็นตลาดสำคัญที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตร เช่น น้าตาลดิบ ยางพารา ข้าว หรือข้าวโพด สินค้านำเข้าสำคัญจากจีนคือสินค้าประเภทนำมันเชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์และเครื่องจักรอุปกรณ์เกษตร แม้มูลค่าและปริมาณการค้าจะน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ตลาดจีนก็กลายเป็นความหวังของสินค้าเกษตรไทยที่ผู้นำไทยมักนึกถึงเมื่อต้องการหาตลาด ในยุคนั้นไทยยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำมันดิบ ซึ่งหลายครั้งผู้นำการเมืองไทยก็ต้องอาศัยจีนช่วยในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้เขียนจำได้ว่ายุคนั้นในความสัมพันธ์การค้าไทยจีน มีประเด็นของคำว่า &amp;quot;ราคามิตรภาพ&amp;quot; ที่สองฝ่ายหลังจากผู้นำเจรจากันเสร็จ ผู้ปฏิบัติก็มักต้องมีการขบคิดหารือตีความกันในประเด็นนี้ กล่าวคือ ถ้าไทยขอให้ฝ่ายจีนรับซื้อสินค้าเกษตรในราคามิตรภาพ เรามักคาดหวังให้จีนช่วยซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เพราะส่วนใหญ่เกิดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตก จึงหวังจีนช่วยซื้อเพื่อพยุงราคา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในทางตรงข้าม ถ้าเราซื้อจากจีนในราคามิตรภาพ เช่นน้ำมันดิบ เราคาดหวังให้จีนขายให้ในราคาพิเศษที่ถูกกว่าตลาดโลก เป็นสิ่งที่มีความพิเศษมากในความสัมพันธ์ไทยจีนที่สองฝ่ายมีผลประโยชน์จำเป็นด้านอื่นคือ ด้านยุทธศาสตร์ร่วมกันที่สำคัญกว่ามาก จึงทำให้ &amp;quot;สมการซื้อขาย&amp;quot; ที่ซับซ้อนเหล่านี้สามารถแก้ไขลงตัวได้ในยุคนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ยุคถัดมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในยุคถัดมาที่ผู้เขียนไปประจำการในจีนคือช่วง 2543-2546 ได้เห็นความสัมพันธ์ไทยจีนพัฒนาคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน เป็นจังหวะที่จีนเข้าองค์การการค้าโลก หรือ&amp;nbsp; WTO ในปี 2544 ทำให้อุปสรรคการค้าด้านภาษีของจีนกับประเทศต่างๆ ลดลงมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยสามารถขายสินค้าผลิตผลเกษตรให้จีนมากขึ้น ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า Early Harvest คือ &amp;quot;การลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที&amp;quot; เริ่มใช้กับไทยปี 2546 (ภายใต้กรอบใหญ่การค้าเสรีอาเซียนกับจีน) ส่งผลให้การค้าไทยจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง มูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้นมาก จาก 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต 2518 เพิ่มเป็น 57,782 ล้านเหรียญฯ ในปี 2554 ไทยส่งออก 27,130 ล้านเหรียญฯ นำเข้าจากจีน 30,652 ล้านเหรียญฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 14 ของจีนตอนนั้น มีกรอบความร่วมมือต่างๆ ตามมา เช่น ความร่วมมือในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง&amp;nbsp; โครงการลงทุนต่างๆ ของจีนมีเอกชนไปลงทุนเพิ่มมาก โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่น่าสนใจควรกล่าวถึงในส่วนนี้คือ ผลพวงของ Early Harvest ข้างต้น ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งออกทุเรียนสดไปจีนและทำได้เรื่อยมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงของเอกอัครราชทูตประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งไทยในการส่งออกทุเรียนช่วงที่ผู้เขียนเป็นทูตที่ปักกิ่ง ในหลายเวที ผู้เขียนย้ำเสมอว่าตลาดทุเรียนไทยซึ่งเป็นผลพวงของ Early Harvest ที่ไทยมีมากับจีนนี้&amp;nbsp; เราต้องรักษาไว้ให้ดีไม่เห็นเป็น &amp;quot;ของตาย&amp;quot; โดยควรจัดระเบียบการส่งออกสินค้าที่เน้นคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าเชิงปริมาณที่ก่อให้เกิดปัญหาตลอด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรเล่าให้ฟังในส่วนนี้ด้วยว่า ครั้งหนึ่งในการ &amp;quot;เปิดบ้านทูตไทย&amp;quot; เพื่อโปรโมตทุเรียนไทย ผู้ดำเนินรายการที่เชิญมาทำการบ้านมาดี ถามผู้เขียนกึ่งให้คำตอบเองว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุเรียนแท้จริงมีแหล่งกำเนิดจากทางมลายูมิใช่หรือ ซึ่งผู้เขียนตอบว่าก็อาจจะใช่ แต่กระนั้นทุเรียนก็ได้รับการพัฒนาพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้นต่อเนื่องในประเทศไทยมากว่าร้อยปี จนกลายเป็นพันธุ์ทุเรียนไทยที่คุณภาพปัจจุบันเหนือกว่าทุเรียนแหล่งอื่นใด ดังคำพูดจีนที่ว่า 青出于蓝而胜于蓝 ซึ่งเขาชอบใจเพราะมีคำกล่าวจีนโบราณที่ว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สีฟ้าครามที่มาจากสีฟ้านั้น ท้ายสุดแล้วก็เด่นสง่ายิ่งกว่าสีฟ้าเดิม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (สู่ยุคความสัมพันธ์ Win-Win).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47071</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ทฤษฎี แมวดำ-แมวขาว, บันทึกทูตไทย, สุทธิชัย หยุ่น, เติ้ง เสี่ยวผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
