<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มท.เร่งให้บัตรปชช. ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ยึดโมเดลบ้านป่าคาสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มหาดไทยเร่งมือให้บัตรประชาชน ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ ใช้ &amp;ldquo;บ้านป่าคาสุขใจโมเดล&amp;rdquo; หลายฝ่ายร่วมมือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชี้เป็นการสร้างขวัญกำลังให้ผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีการแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย กรณีผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนและได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐ ซึ่ง มูลนิธิพชภ. ได้ประสานติดตามความคืบหน้ากับนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง และทีมเลขานุการของคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมและระดับกระทรวง จึงทราบว่าขณะนี้ผู้เฒ่าที่เป็นกรณีศึกษา 15 ราย จากบ้านป่าคาสุขใจ ได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมการปกครองแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 และต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีนายชราวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน มีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าทั้ง 15 รายแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าจากการดำเนินงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการขึ้น ได้แก่ 1. หนังสือสั่งการโดยอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล โดยกำหนดเป็น 1 ใน 10 งานสำคัญของกรมการปกครองที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือสั่งการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้ปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาสถานะและสิทธิ ซึ่งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว อาทิ การมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 (2) โดยให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมืองยาเสพติดและความมั่นคงของชาติ จากหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 (3) โดยให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตที่ผู้ขอแปลงสัญชาติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ อาจเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล และให้ยกเว้นการเรียกหลักฐานการเสียภาษี และเกณฑ์รายได้ การมีความรู้ภาษาไทย ตามมาตรา 10 (5) ให้พิจารณาจากการพูดหรือฟังภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์สังเกตพฤติกรรมและทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัดและไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนนเหมือนคนต่างด้าวทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หนังสือสั่งการแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ และห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต สว.เชียงราย กล่าวว่ากรณีศึกษาผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ 23 ราย ได้เข้าสู่กระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ ได้เข้าสัมภาษณ์ต่อคณะทำงานสัมภาษณ์ฯจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยนายอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้เสนอต้นแบบที่สำคัญ คือ 1. การบันทึกวิดีโอสัมภาษณ์ผู้เฒ่าที่ป่วย ไม่สามารถเดินทางมาทำการสัมภาษณ์โดยคณะทำงานฯ ได้เพื่อเสนอต่อคณะทำงานในที่ประชุม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าต้องเสียสิทธิในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ 2. เสนอต่อประธานในที่ประชุม คือปลัดจังหวัด ให้คณะทำงานสัมภาษณ์กลุ่ม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าซึ่งแก่ชราต้องอยู่ในที่ประชุมนานเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ ด้วยความสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยร่วมมือกับนักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่จัน แม่สาย และเชียงของ ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งข้อมูลของกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีคนต่างด้าว ที่มีอายุเกิน 60 ปี รวม 111,239 คน ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีเลขบุคคลประเภท 8 จำนวน 12,219 คน และเลขบุคคลประเภท 3,4,5 จำนวน 26,385 คน ทั้งสองกลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการได้สัญชาติไทยด้วยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ของ พรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เช่นเดียวกันกับกรณีตัวอย่างบ้านป่าคาสุขใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความคืบหน้านี้เป็นขวัญกำลังใจให้ผู้เฒ่าที่รอคอยด้วยความหวังที่จะมีอายุยืนยาวไปถึงวันที่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพราะหลังจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรมการปกครองจะต้อง ส่งเรื่องให้จังหวัดดำเนินการจัดให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตฯ ปฏิญาณตนที่จะเป็นพลเมืองที่ดี จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วจึงส่งรายชื่อไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะถือว่าเป็นคนสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์, แปลงสัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137344760cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนเร่งให้สัญชาติผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ ชีวิตลำบากช่วงโควิดไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วอนเร่งรัดกระบวนให้สัญชาติผู้เฒ่า-เสียชีวิตก่อนได้บัตรประชาชนแล้ว 2 &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; เผยชาวบ้านอยู่ไทยมานานกว่า 40 ปี สร้างคุณประโยชน์มากมาย ปลูกป่าต้นน้ำ-ลูกหลานเป็นคนไทยแล้ว ยุคโควิดยิ่งลำบาก-ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย ผู้สูงอายุชาติพันธุ์อาข่า บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการของกรมการปกครองแล้ว จำนวน 15 ราย และได้ส่งรายชื่อไปยังคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา และเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;ซึ่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508 ระบุว่าเมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุญาตให้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวน 15 รายนี้ อยู่ในกลุ่มที่มีการยื่นคำร้องเป็นกรณีศึกษาชุดแรก จำนวน 23 ราย ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามหนังสือสั่งการที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายฉัตรชัย พรมเลิศ) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อย โดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับความคืบหน้าในครั้งนี้ ถือว่ามาไกล นับตั้งแต่มีการขับเคลื่อนแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งมีความละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลายาวนาน ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี กลมกลืนกับสังคมไทย และมีลูกหลานเป็นคนสัญชาติไทย ที่สำคัญคือเป็นกลุ่มที่ได้ทำคุณประโยชน์ ใช้ภูมิปัญญาในการรักษาป่าต้นน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 5,000 ไร่ ตั้งแต่ปี พศ.2538 จนเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตั้งแต่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติที่สำนักทะเบียนอำเภอ และส่งเข้าสู่คณะกรรมการระดับจังหวัด ในกลุ่มนี้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้ว &amp;nbsp;2 ราย และบางรายกำลังป่วยหนัก หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับงานแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ตามที่อธิบดีกรมการปกครอง (นายธนาคม จงจิระ) กำหนดเป็น 1 ใน 10 เป้าหมายหลัก จะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบ พัฒนากลไก บุคคลากร และทรัพยากร ของสำนักทะเบียนจากระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับกรม เพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ณ นครเจนีวา ตามมติคณะรัฐมนตรี 1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง โดยเฉพาะข้อ 5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด&amp;quot;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า สำหรับผู้เฒ่าไร้สัญชาติ การล่าช้าหมายถึงเวลาในชีวิตที่หมดไปทุกวัน เสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 พบว่าผู้เฒ่าไร้สัญชาติไม่สามารถเข้าถึงการชดเชยเยียวยาใดๆ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นบุพการีของคนสัญชาติไทย โดยข้อมูลของกรมการปกครองระบุว่ามีจำนวนผู้เฒ่าไร้สัญชาติมากถึง 77,000 กว่ารายทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หนังสือสั่งการของปลัดกระทรวงมหาดไทยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติ ชนกลุ่มน้อย ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ฯลฯ โดยใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน &amp;nbsp;ให้พิจารณาจากอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล โดยให้นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตท้องที่ เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพ และยกเว้นเกณฑ์รายได้&amp;nbsp;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย ให้พิจารณาการใช้ภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา และว่าการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ขอให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐและห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปี และนางพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรี เพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรประชาชนไทย เพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตที่อยู่บนแผ่นดินไทยมายาวนาน และจะได้นอนตายตาหลับ&amp;quot;&amp;nbsp;พ่อเฒ่าแม่เฒ่าไร้สัญชาติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน 40-50 ปี บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการที่ซับซ้อน ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3-4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112540</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาติพันธุ์, จังหวัดเชียงราย, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e99a23b588.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039; เสียใจ 6 กก.ยุทธศาสตร์ไขก๊อก แจงแก้ปัญหาไม่ทันใจใครต้องขออภัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.64 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะทำงานยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 6 คน ประกอบด้วย นายสุริชัย หวันแก้ว นางเตือนใจ ดีเทศน์ นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นางปรีดา คงแป้น น.ส.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ว่า รู้สึกเสียใจ ที่คณะทำงานทั้ง 6 คนลาออก แต่ก็เข้าใจได้เนื่องจากแต่ละคนมีความถนัดงานแต่ละด้านแตกต่างกันไป ซึ่งปัญหาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมาได้รับการแก้ไขปัญหาในหลายๆมิติ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ภัยแล้ง มลภาวะ ที่ดินทำกินของประชาชน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาในบางครั้งอาจจะทำได้ไม่รวดเร็วทันใจเหมือนที่ คณะทำงานอยากจะให้เป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา ข้าราชการของกระทรวงทำงานกันอย่างไม่หยุด ทำงานอย่างเต็มที่ในทุกมิติ ปัญหาหลายอย่างเป็นเรื่องที่คาราคาซังมาตลอดหลายสิบปี ตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาทำงาน ซึ่งทราบได้จากการที่คณะทำงานหลายคนได้พยายามแก้ไขปัญหามาในหลายรัฐบาลแล้วแต่ก็ยังไม่เสร็จเสียที ยืนยันว่า 18 เดือนเราทำงานอย่างเต็มที่แต่ถ้าไม่รวดเร็วพอก็ต้องขออภัย ขณะเดียวกันยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาต่างๆในทุกมิติ เพราะจะไปมุ่งแก้ไขปัญหาด้านหนึ่งด้านใดด้านเดียวคงทำไม่ได้ กระทรวงทส. เราต้องขับเคลื่อนในทุกมิติไปพร้อมกัน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการแต่ละคนที่ได้ทุ่มเท ให้กับการทำงานของกระทรวงทส. หากมีข้อสังเกตหรือคำแนะนำใดก็ยินดีรับฟังอยู่เสมอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการลาออกพร้อมกันถึง 6 คนจะสะท้อนให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในการบริหารงานกระทรวงทส. อย่างไรหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ยืนยันว่าการทำงานตลอด 18 เดือน เนื้องานค่อนข้างครบทุกมิติที่ทำ คณะทำงานยุทธศาสตร์แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ แต่ละด้านแตกต่างกันไป อาจทำให้การทำงานของกระทรวงที่ทำครบทุกมิตินั้นในบางครั้งอาจจะไม่ได้เจาะลงไปในมิติใดมิติหนึ่งเหมือนกับที่คณะทำงานต้องการ ซึ่งต้องขออภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาคณะทำงานยุทธศาสตร์ได้ให้ข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ เพียงแต่บางเรื่องยังไม่สามารถทำได้ในทันที เพราะถ้าแก้ไขได้ง่ายๆ เชื่อว่าคงแก้ไขเสร็จไปก่อนหลายรัฐมนตรีแล้ว คงไม่รอมาถึงรัฐมนตรีที่ชื่อวราวุธ หากไม่ทันท่วงทีก็ต้องขออภัยด้วยเพราะบางครั้งมีข้อจำกัดมากกว่าที่เราเห็นกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่มีปัญหาไม่ใช่เฉพาะกรณีปัญหาที่บางกลอย ทั่วประเทศมีปัญหาอย่างนี้ในหลายพื้นที่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญ ก็มีความสำคัญเท่ากัน ไม่ได้มีที่ใดที่หนึ่งมีความสำคัญมากไปกว่ากัน หากจะมุ่งไปที่บางกลอยที่เดียว ก็จะถูกวิจารณ์อีกว่ากระทรวงให้ความสำคัญแต่บางกลอย แต่ที่อื่นไม่สำคัญ หากเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีมีความเห็นใจคณะทำงานที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่บางกลอย แต่ก็ไม่อยากให้ถูกคิดไปว่า เราเลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญทุกพื้นที่เท่ากัน ตามนโยบายคทช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90683</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รมว.ทส., วราวุธ ศิลปอาชา, หาญณรงค์ เยาวเลิศ, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201103/image_big_5fa0d150c3874.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครูแดง&#039; จับมือ อ.แม่ฟ้าหลวง ออกหน่วยเคลื่อนที่แปลงสัญชาติให้ผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์อาข่า 34 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - ที่ห้องประชุมหมู่บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีอำเภอเคลื่อนที่ มายังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อรับคำร้องขอแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ตามมาตรา 10 (4) โดยนายอำเภอ สำนักทะเบียนอำเภอ&amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้มาดำเนินการรับคำร้องผู้เฒ่าไร้สัญชาติ จำนวน 34 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์อาข่า ที่ตั้งรกรากมาอยู่ประเทศไทยแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ ครูแดง ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติมาหลายปี มีความคืบหน้า คือมีคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ลดเงื่อนไขในการขอแปลงสัญชาติสำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยข้อมูลของสำนักทะเบียนกลางระบุว่าทั่วประเทศไทย มีผู้เฒ่าไร้สัญชาติทั้งหมดราว 77,000 คน โดยรัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นในที่ประชุมของสหประชาชาติ เมื่อปี 2562 ในการแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 17) &amp;nbsp;จังหวัดเชียงราย มีคำร้องค้างอยู่อีกประมาณ 2,800 คำร้อง โดยคณะกรรมการมีมติว่าจะเร่งพิจารณาให้ครบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะทำให้คำร้องที่ส่งไปเพิ่มเติมจะได้รับการพิจารณาเร็วขึ้น คำร้องหากผ่านระดับจังหวัดแล้ว มูลนิธิพชภ. จะทำหนังสือติดตามให้กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เร่งรัดการดำเนินการต่อโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ให้ทุกอำเภอทั่วประเทศดำเนินการ 10 เรื่อง flagships ให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น สำหรับเรื่องสถานะบุคคลก็เป็นหนึ่งในเรื่องเร่งด่วน วันนี้มีการประสานงานจนได้มาออกอำเภอเคลื่อนที่ในวันนี้ สำหรับการแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ ลดเกณฑ์ลงจากอายุ 65 ปี เหลือ 60 ปี โอกาสที่พี่น้องคนบนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน โอกาสที่จะไปติดต่อราชการถือว่าลำบาก ทั้งภาษา การเดินทาง ฐานะ ตนเองจึงเห็นความสำคัญของนโยบาย ให้มาบริการประชาชนถึงพื้นที่ จากนี้อำเภอจะนำเอกสารคำร้อง ส่งต่อให้แก่คณะกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาคำร้อง วันนี้ 34 รายก็คิดว่าอีกไม่นานก็จะรับได้สิทธิของการเป็นประชาชนไทย ทั้งสวัสดิการ เบี้ยผู้สูงอายุ การเดินทางต่างๆ ก็สะดวก ได้รับสิทธิเต็มที่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพอ เบเช อายุ 64 กล่าวว่าได้มายื่นรับคำร้องแปลงสัญชาติในวันนี้ รู้สึกเหมือนหัวใจพองโต รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เริ่มมีคุณค่าความเป็นคนมากขึ้น เพราะตลอดมาตนเองไม่มีบัตรประชาชนไทย ก็เหมือนไม่มีตัวตน หากได้บัตรประชาชนไทยก็จะเดินทางได้ เป็นอีกขั้นหนึ่งที่ใกล้จะได้สัมผัสบัตรประชาชนไทย ก่อนหน้านี้ความฝันดูเลือนลาง แต่วันนี้ก็มาอีกขั้น ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อคิดถึงว่าจะได้รับบัตรประชาชนไทย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ทำไร่ก็มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการรับคำร้องแปลงสัญชาติของกลุ่มผู้เฒ่าเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เฒ่าต่างใส่ชุดอาข่ามาอย่างสวยงามท่ามกลางอากาศหนาวของดอยแม่สลองที่อุณหภูมิลดต่ำลงประมาณ 16 องศาเซลเซียส แม้การดำเนินการใช้เวลาค่อนข้างนานสำหรับแต่ละราย มีขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารประกอบคำร้อง การลงแบบพิมพ์ลายนิ้วมือโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้เฒ่าก็นั่งรอคิวกันอย่างใจจดจ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดเชียงราย, ชนกลุ่มน้อย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_60057c764ff54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>22 ผู้เฒ่าไร้สัญชาติสุดปลื้ม จังหวัดเชียงรายเห็นชอบแปลงสัญชาติ-ทำบัตรประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.63 - ที่ห้องประชุมพระยาพิทักษ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ได้มีการประชุมคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทย แก่ผู้ยื่นคำร้องขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าว ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี จ่าจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ซึ่งมีการพิจารณาคำร้องทั้งสิ้น 32 ราย โดย 22 รายเป็นผู้เฒ่าไร้สัญชาติอาข่า จากบ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง ที่ได้ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2560 ถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าไร้สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้รับการพิจารณาในระดับจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้เฒ่าชาวอาข่าทั้ง 22 ได้เดินทางออกจากบ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก &amp;nbsp;อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดยเดินทางมาถึงศาลากลางเชียงรายราว 11.00 น.ซึ่งทั้งหมดได้แต่งชุดประจำเผ่า ระหว่างเดินขึ้นห้องประชุมได้สร้างความในใจให้กับข้าราชการเป็นอย่างมาก บางคนขอถ่ายภาพด้วย ขณะที่ผู้เฒ่าบางรายมีท่าทางตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการเดินทางมายังศาลากลางเชียงรายเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามในจำนวน 22 ราย มีผู้เฒ่าบางรายที่มีโรคชรา และปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถเดินทางมาสอบสัมภาษณ์ที่จังหวัดด้วยตนเองได้ และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง และนายทะเบียนอำเภอ ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อสัมภาษณ์ผู้เฒ่า คือนายอาชอง หมอโปกู่ อายุ 72 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูสวัสดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามคำร้องในการพิจารณาแปลงสัญชาติให้กับผู้เฒ่าทั้ง 22 รายโดยหลังจากนี้จะสรุปเรื่องส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเชื่อว่าขั้นตอนไม่น่าจะยืดยาวนัก หลังจากนั้นจะต้องมีการส่งเรื่องมายังสำนักงานทะเบียนราษฎรเพื่อขอเลขทำบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ควรได้รับการทำบัตรประชาชนเร่งด่วนเพื่อให้เป็นคนไทยสมบูรณ์ เพราะทุกคนต่างสูงวัย และการได้บัตรประชาชนมีผลต่อการดำรงชีวิตของพวกท่าน ทั้งในเรื่องสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพ หรือเรื่องรักษาพยาบาล แถมยังส่งผลไปยังลูกหลานของพวกท่านที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ&amp;rdquo;นายชูสวัสดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายหลังจากทราบว่าคณะทำงานฯเห็นชอบ บรรดาผู้เฒ่าที่เดินทางมาแสดงตัวและสัมภาษณ์ครั้งนี้ต่างแสดงความดีใจ และร่วมถ่ายรูปกับคณะทำงานฯท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่เฒ่าบูซือ เยชอกู่ &amp;nbsp;อายุ 76 ปี กล่าวว่าเดินทางมาจากดอยแม่สลองตั้งแต่เช้าและรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่เคยเข้าเมืองเชียงรายมาก่อนโดยอยู่แต่ในหมู่บ้าน ตนอยากได้บัตรประชาชนเพราะลูกๆหลานๆต่างมีบัตรประชาชนหมดแล้ว แต่ตนซึ่งอยู่ประเทศไทยมาอย่างน้อย 45 ปียังไม่ได้บัตรทั้งๆที่อยากเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์เพราะเวลาตายก็จะได้รู้สึกภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่พ่อเฒ่าอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปีและแม่เฒ่าพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม่ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีเพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรเพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตจะได้นอนตายตาหลับ&amp;rdquo;แม่เฒ่าบูซือ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ) กล่าวว่าผู้เฒ่าชาวอาข่ากลุ่มนี้ ได้ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง 27 ราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2560&amp;nbsp;อำเภอ ส่งคำร้องให้จังหวัดเชียงราย และจังหวัดส่งให้หน่วยงานตรวจสอบประวัติด้าน ยาเสพติด อาชญากรรม ด้านความมั่นคงของชาติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 แห่ง ต่อมามูลนิธิ พชภ. ได้ทำหนังสือไปขอทราบความคืบหน้า ได้รับคำตอบว่าอยู่ในช่วงรอผลการตรวจสอบประวัติ &amp;nbsp;ระหว่างนั้น ผู้เฒ่าเสียชีวิตแล้ว 2 ราย และขอถอนคำร้อง 2 ราย จึงเหลือเพียง 23 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจกล่าวว่า ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;เห็นชอบให้ปรับเกณฑ์ในการอนุมัติแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ 4 ด้าน ตามหนังสือเวียนของปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 มีสาระสำคัญคือ 1. การตรวจสอบประวัติ ให้ใช้พยานบุคคล 3 ราย แทนการตรวจสอบโดยหน่วยงาน 2 การมีภูมิลำเนาในประเทศไทยเกิน 5 ปี ให้ใช้หลักฐานหนังสือสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและหนังสือประจำตัวคนต่างด้าว 3 ความรู้ภาษาไทย ให้ยกเว้นการร้องเพลงชาติไทย และใช้ภาษาท้องถิ่นได้ &amp;nbsp;4 การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ให้ยกเว้นเกณฑ์รายได้ และใบรับรองการประกอบอาชีพ โดยนายอำเภอเป็นผู้รับรอง เมื่อผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดในวันนี้แล้ว อนุกรรมการของกรมการปกครอง จะตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องและข้อมูลประกอบคำร้อง แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติตามมาตรา 25 ของพรบ.สัญชาติ จากนั้นจึงนำเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการแปลงสัญชาติ แล้วนำเสนอพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยากของกระบวนการแปลงสัญชาติคือคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับชาติ &amp;nbsp;ประกอบด้วยผู้แทนหลายหน่วยงานเช่นฝ่ายความมั่นคง อัยการ ซึ่งแต่ละฝ่ายมีภารกิจหลักประจำอยู่แล้ว&amp;nbsp;การจัดประชุมบ่อยๆ จึงทำได้ยาก&amp;nbsp;คณะเลขาผู้จัดเตรียมเอกสารคำร้อง มีกำลังคนและงบประมาณจำกัด การประชุมแต่ละครั้งพิจารณาได้ราว 50 คำร้อง เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ที่เข้าเกณฑ์ขอแปลงสัญชาติได้ ไม่เห็นโอกาสที่จะสำเร็จได้&amp;nbsp;เช่น อำเภอแม่ฟ้าหลวงมีผู้อายุ 61 ปีขึ้นไป 3,080 คน ต้องประชุม 60 ครั้ง จึงจะเสร็จ&amp;nbsp;แต่จำนวนผู้สูงอายุที่จะเข้าเกณฑ์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และกระทรวงมหาดไทย ต้องร่วมมือกันปฏิรูปกระบวนการแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติให้มีประสิทธิภาพจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ พร้อมทั้งเพิ่มกำลังบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติเพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)ณนครเจนีวา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2562 ตามมติครม.1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง&amp;nbsp;โดยเฉพาะข้อ5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด&amp;rdquo;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า 23 รายนี้เป็นกรณีศึกษา เพราะการแปลงสัญชาติมีข้อจำกัดและขั้นตอนที่ยาวนานมาก ซึ่งต้องมีการทบทวน ซึ่งตัวอย่างของผู้เฒ่าเหล่านี้ที่อยู่มา 45 ปีแต่กลับยังไม่ได้รับการรังรอง ทั้งๆที่มีลูกหลานเป็นคนไทยหมดแล้ว เราจะได้ร่วมกันแก้ไขข้อจำกัดนี้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81481</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ชาวเขาเผ่าอาข่า, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f9186e8e2c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้เฒ่าลีซอ&#039; ปลื้มได้บัตรปชช.ใบแรกในชีวิต &#039;ครูแดง&#039; เผยคนสูงวัยไร้สัญชาติทั่วประเทศมี 7.7 หมื่นคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - ที่ว่าการอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายวีนัส สีสุข รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครอง นอกจากนี้ยังได้มอบบัตรประชาชนให้นายอาเหล งัวยา วัย 82 ปีและภรรยาคือนางอาหวู่มิ งัวยา ผู้เฒ่าเผ่าลีซู ซึ่งเป็นชาวเขาดั้งเดิมหมู่บ้านเฮโก ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย และมอบบัตรตัว G ให้กับเด็กนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆแต่งชุดประจำเผ่ามาร่วมให้กำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้เฒ่าอาเหลและภรรยา รวมทั้งลูกหลานของนายอาเหลและนางอาหวู่มิ ที่ได้เดินทางกันมานับสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การมอบบัตรประชาชนให้นายอาเหลครั้งนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากนายอาเหลเกิดที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่บนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย โดยทั้งคู่มีมีบุตรด้วยกัน 11 คนซึ่งทั้งหมดได้รับบัตรประชาชนไทยเรียบร้อยแล้ว แต่นายอาเหลและนางอาหวู่มิ กลับยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน เนื่องจากในการสำรวจของเจ้าหน้าที่ทางการเพื่อทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงเมื่อปี 2534 ได้บันทึกข้อมูลของนายอาเหลผิดข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า นายอาเหลเกิดประเทศพม่า ทำให้นายอาเหลมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และการขอสัญชาติไทยของนายอาเหลมีปัญหามาโดยตลอด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมแก้ไขให้ โดยอ้างว่าเคยมีคำสั่งของกรมการปกครองที่ระบุว่า ห้ามแก้ไขผลการสำรวจบุคคลที่ระบุว่าเกิดนอกประเทศเป็นเกิดในประเทศ เนื่องจากกรมการปกครองเกรงว่าจะเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอรัปชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้เฒ่าที่เป็นชาวเขาเผ่าดั้งเดิมจำนวนมากประสบปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ทำให้มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)ได้ทำการสำรวจและหาทางช่วยเหลือทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ซึ่งกรณีของนายอาเหล ได้มีการประสานกันระหว่างครอบครัวนายอาเหล มูลนิธิพชภ. อำเภอแม่จันและกรมการปกครอง โดยอำเภอแม่จันได้ทำหนังสือขอหารือไปยังจังหวัดเชียงราย และกรมการปกครอง เกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูล ซึ่งนายธนาคม อธิบดีกรมการปกครองได้ตอบกลับมาว่า ให้สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในการแก้ไขข้อมูลในลักษณะนี้ ซึ่งในที่สุดนายอาเหลและภรรยาจึงได้รับการรับรองสัญชาติไทย และถ่ายบัตรประชาชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาเหล กล่าวว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้บัตรประชาชน แต่ไม่ได้คิดอยากไปต่างประเทศหรอก แค่เป็นคนญาติเยอะ มีลูกหลานมากมายจึงอยากไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องบ้าง ซึ่งเมื่อก่อนจะไปไหนแต่ละทีต้องไปขออนุญาต ยิ่งพอเจอตำรวจก็กลัวจนตัวสั่นทุกครั้ง แต่หลังได้บัตรประชาชน คงไม่ต้องกลัวแล้ว โดยจะเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่ป่วยหนักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอาหวู่มิ วัย 78 ปีกล่าวว่ารู้สึกตื้นเต้นที่ได้ถ่ายรูปและทำบัตรประชาชนซึ่งต้องขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ช่วยกันทำให้ตนมีวันนี้ โดยความใฝ่ฝันของตนคือการได้เดินทางไปเที่ยวทะเล แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสไปหรือไม่ ที่สำคัญคือการได้รับสวัสดิการต่างๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุซึ่งที่ผ่านมาตนได้แต่มองเพื่อนๆ บ้านที่มีบัตรประชาชนรับเบี้ยผู้สูงอายุ และตนไม่มีโอกาส ครั้งนี้ตนรู้สึกดีใจที่จะได้รับกับเขาบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า จากรายงานสถิติบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อายุเกิน 61 ปี ขึ้นไปของกรมการปกครอง ณ เดือนกรกฎาคม 2563 &amp;nbsp;ระบุว่า มีบุคคลอายุเกิน 61 ปีขึ้นไปซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อีก 77,638 คนทั่วประเทศ ที่ได้รับการสำรวจ มีบัตรประเภทต่างๆ แล้ว (ยังไม่รวมผู้เฒ่าที่ถือบัตรตามพรบ.การทะเบียนราษฎร มาตา38 วรรค2 และผู้เฒ่าไร้รัฐที่ยังตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร) ยังมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดการแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติให้สำเร็จได้โดยเร็ว ให้เป็นไปตามคำมั่นที่ผู้แทนไทยให้คำมั่น ต่อที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) นครเจนีวาสมาพันธ์สวิส ที่7ตุลาคม 2563 โดยระหว่างนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงสาธารณสุข ควรทบทวนสิทธิในสวัสดิการสังคมและสิทธิในหลักประกันสุขภาพของผู้สูงอายุที่ยังไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อให้รัฐบาลได้พิสูจน์ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยเหตุแห่งความไร้รัฐไร้สัญชาติ&amp;quot;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีนัส สีสุข รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่าถึงการที่ยังมีผู้เฒ่าอีกกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศที่ยังประสบปัญหาสัญชาติว่า ต้องแยกจำนวนตัวเลขกลุ่มต่างๆ ออกจากกัน โดยผู้เฒ่าส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เกิดนอกประเทศจึงได้รับสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้เฒ่าที่เกิดในประเทศนั้น จะได้การรับรองเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายด้วยว่ามองปัญหาของคนกลุ่มนี้อย่างไร ถ้าเกิดข้อติดขัดทางปฏิบัติจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะทุกวันนี้เรามีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนที่มีน้อยและทำให้ไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของผู้เฒ่าอาเหลจะเป็นแนวปฎิบัติให้กรณีอื่นๆ ที่มีปัญหาการบันทึกข้อมูลผิดหรือไม่ นายวีนัส กล่าวว่าใช้เป็นแนวทางได้เพราะหนังสือที่อธิบดีกรมการปกครองส่งมานั้นเป็นการสั่งการทั่วไป และไม่ได้เป็นเฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด แต่ต้องยึดการแก้ไขตามระเบียบของกรมคือถ้ามีเอกสารราชการอ้างอิงก็สามารถแก้ไขได้เลย ถ้าไม่มีก็ให้ใช้พยายานบุคคลซึ่งเป็นอำนาจที่นายอำเภอใช้ดุลพินิจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาทางอำเภอมักไม่กล้าแก้ไขข้อมูลที่บันทึกผิดเพราะมีการอ้างอิงคำพิพากษาของศาลอาญากรณีหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการทุจริต ทำให้ผู้ปฎิบัติงานเกิดความกังวล แต่เมื่อมีหนังสือสั่งการออกมาจากอธิบดีกรมการปกครองแล้ว จะช่วยแก้ไขความกังวลเหล่านี้ได้&amp;rdquo; นายวีนัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามอีกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องรับรองสัญชาติเกิดการทุจริตอยู่เสมอจะแก้ไขอย่างไร รองอธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองก็พยายามเน้นย้ำเสมอและกำชับมาโดยตลอด หากข้าราชการเข้าไปยุ่งกับผลประโยชน์เหล่านี้ หากตรวจพบว่ามีมูลก็จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง ก็ได้มีการย้ายนายอำเภอ ส่วนที่จังหวัดเชียงรายก็มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตอยู่บ้างโดยขณะนี้กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุติ งามอุรุเลิศ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเป็นเรื่องที่เรื้อรังมานานโดยเฉพาะการแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดนั้น ไม่เคยมีนายอำเภอคนใดกล้าทำเพราะกลัว แต่ครั้งนี้เมื่อ มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินการจนทางกรมการปกครองมีหนังสือสั่งการมาถึงอำเภอแม่จันเพื่อยืนยันให้ทำได้ จึงทำให้เกิดความมั่นใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นตันแบบและมาตรฐานใหม่ อย่างไรก็ตามในการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ควรมีการปรับโครงสร้างระบบราชการ เพราะระบบในปัจจุบันไม่เอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านเพราะยังมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรมการปกครองและฝ่ายทะเบียน ควรมีการปฎิรูปโครงสร้างการทำงานงานด้านสถานะบุคคล เช่น ให้มีฝ่ายที่ทำเรื่องสัญชาติโดยเฉพาะแยกออกมาจากงานทะเบียนราษฏร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะบางครั้งปัญหาของคนเฒ่าไร้สัญชาติก็ถูกเก็บเอาไว้ก่อนเพราะเขาคิดว่าไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน เขาไม่ได้คิดว่าคนเฒ่าเหล่านี้รอความหวังและไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตต่อไปได้อีกกี่วัน จริงๆแล้วเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรรีบทำ&amp;rdquo; นายชุติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78512</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, บัตรประชาชน, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c34364e953.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เตือนใจ-อังคณา’ไขก๊อก กสม.ป่วน!เร่งหาตัวแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เตือนใจ-อังคณา&amp;rdquo; ไขก๊อกพ้นเก้าอี้กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ อ้างบรรยากาศไม่เอื้อ หลัง &amp;ldquo;รัฐธรรมนูญ-พ.ร.ป.กสม.&amp;rdquo; ประกาศใช้ ทำเรื่องร้องเรียนหด &amp;ldquo;วัส&amp;rdquo; ร่อนหนังสือถึงประธานศาลเร่งหาตัวตายตัวแทน ลั่นไม่รวบอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นางอังคณา นีละไพจิตร พร้อมด้วยนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้แถลงถึงการยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น กสม. โดยมีผลตั้งแต่ 09.30 น. ของวันที่ 31 ก.ค. โดยนางเตือนใจกล่าวว่า บรรยากาศและระบบการทำงานไม่เอื้ออำนวยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน แต่งานที่เราได้รับผิดชอบก็ได้จัดทำเสร็จเป็นส่วนใหญ่แล้ว และจริงๆ แล้ว กสม.ปัจจุบันถือว่าพ้นจากตำแหน่งแล้วนับตั้งแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 มีผลบังคับใช้ แต่ที่อยู่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น &amp;nbsp;
&amp;ldquo;การลาออกไม่ได้ทำให้องค์กรเสียหาย เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 22 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด ตั้งคณะขึ้นมาทำหน้าที่แทนให้ครบองค์ประชุมได้ จนกว่า กสม.ชุดใหม่ที่กำลังสรรหา โดยจะมีการสัมภาษณ์ผู้สมัครในวันที่ &amp;nbsp;2-3 ส.ค. หากคัดเลือกได้ครบ 4 คน จะเสนอวุฒิสภาให้พิจารณาได้ คาดว่าใช้เวลาอีกไม่นาน&amp;rdquo; นางเตือนใจกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเตือนใจยังอธิบายถึงบรรยากาศที่ไม่สร้างสรรค์ ว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม.ประกาศใช้กำหนดให้ กสม.ตั้งอนุกรรมการได้เท่าที่จำเป็น ต่างจากในอดีตที่ กสม.ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหลากหลาย ทำให้การทำงานของ กสม.เชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมในทุกกลุ่ม ทุกภาค เมื่อมีการร้องเรียน ตรวจสอบ ลงพื้นที่ ก็จะมีบรรยากาศเป็นไปในเชิงสมานฉันท์ หลายครั้งสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีเมื่อลงพื้นที่ แต่เมื่อกำหนดตั้งเท่าที่จำเป็น กสม.จึงตีความว่าไม่ควรตั้งคณะอนุกรรมการเลย เพราะอาจขัดต่อกฎหมาย แล้วแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ กสม.ให้เป็นผู้ตรวจสอบ ทำให้ความเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคม และเครือข่ายวิชาการต่างๆ ลดลงต่อเนื่อง &amp;nbsp;เรื่องร้องเรียนก็ลดลง หลายเรื่องที่มีการร้องเรียน ซึ่งต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ก็ไม่รับเป็นคำร้องเสียมากกว่า&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การทำงานของ กสม.ลอยจากฐานของประชาชนมากกว่าในช่วงก่อนการประกาศใช้กฎหมาย กสม.ฉบับใหม่ อีกทั้งการออกระเบียบต่างๆ ออกมารองรับ ก็ทำให้รู้สึกว่าการทำงานของเราไม่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังปลายปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 การทำงานของ กสม.ก็จะเงียบมาก สถิติเรื่องร้องเรียนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการรับเป็นคำร้องก็น้อยลง ดังนั้นจึงคิดว่าแม้จะเหลือเวลาในหน้าที่อีกเพียง 2-3 เดือน แต่ลาออกก่อนก็จะทำให้เราได้ไปทำงานที่เราตั้งใจและไปเป็นประชาชนเต็มขั้น&amp;rdquo; นางเตือนใจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายหรือการปฏิบัติประธาน กสม.ทำให้การทำงานเกิดปัญหา นางอังคณาตอบว่า กฎหมายขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจตีความกฎหมาย ซึ่งเมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม.ประกาศใช้ &amp;nbsp;กสม.ก็มีการใช้ดุลพินิจออกระเบียบที่ค่อนข้างเคร่งครัด ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ยาก อย่างใครมาร้องเรียน แม้มาด่าเราก็จะออกไปรับ แต่กฎหมายบัญญัติให้ทุกเรื่องต้องเป็นการตัดสินใจของกรรมการ อย่างการให้ข่าวซึ่งเป็นเสรีภาพของการแสดงความเห็นของกรรมการก็ถูกจำกัด ทำให้อึดอัด เพราะการให้ข่าวไม่ได้อยากเป็นข่าว แต่เป็นการให้ข่าวเพื่อเป็นการพูดแทนผู้เดือดร้อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังคณากล่าวต่อว่า เรา 2 คนไม่ใช่คนแรกที่ลาออกจาก กสม. ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย.2560 &amp;nbsp;นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ก็ได้ลาออกด้วยเหตุคล้ายคลึงกันคือ การบริหารงานไม่ได้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เอื้อต่อการปฏิบัติงาน และเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมานายชาติชาย สุทธิกลม ได้ลาออกไปดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท.)&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่ใช่ว่างอนแล้วตัดสินใจปุ๊บปั๊บออก เราเข้ามาวันแรกก็มีความหวัง เพราะส่วนตัวก็ทำงานกับ กสม.ตั้งแต่ชุดแรก จนรู้สึกมุ่งหวังว่าจะต้องเป็น กสม.ในวันหนึ่ง แล้วจะทำโน้นนี่นั่น แต่เมื่อเข้ามาแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิด และบรรยากาศการทำงานก็ไม่ได้สนับสนุนให้เราทำงานได้ จึงต้องตัดสินใจ แต่การทำงานที่ผ่านมาถือว่าดีใจและพอใจ ถือว่าได้ทำงานอย่างเต็มที่&amp;rdquo; นางอังคณากล่าว
ด้านนายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. แถลงถึงเรื่องนี้ว่า ได้รับหนังสือลาออกจากทั้งสองคนแล้ว และจะทำหนังสือด่วนที่สุดในวันที่ 31 ก.ค.ถึงประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครอง เพื่อให้คัดเลือก กสม.ขึ้นมาทำหน้าที่ชั่วคราวระหว่างรอการสรรหา กสม.ชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยเดิม กสม.มี 7 คน แต่ลาออกไปแล้ว 4 คน ทำให้ขณะนี้เหลือทำหน้าที่อยู่ 3 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัสยังชี้แจงถึงกระแสประธาน กสม.รวบอำนาจไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาต้องลงมติ ซึ่งหลายครั้งตนเองก็เป็นเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะการประชุม 2 ครั้งหลังสุด แต่ก็เคารพเสียงข้างมากในการตัดสินใจ ซึ่งการทำหน้าที่ของ กสม.มี 2 ส่วนสำคัญ คือ 1.เรื่องการคุ้มครองสิทธิที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน แม้ไม่มีผู้ร้องเรียนก็หยิบยกขึ้นมาตรวจสอบเองได้ และ 2.ด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนก็มีการจัดเวทีให้ความรู้ส่งเสริมประชาชนเข้าใจในเรื่องสิทธิ และส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่มี กสม.ชุดนี้เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ทำงานมา 3 ปีเศษ มีเรื่องร้องเรียนที่ค้างอยู่ 90% แต่พอชุดนี้เข้ามาก็เร่งดำเนินการ หลังปรับระบบการทำงานทำให้เรื่องร้องเรียนเสร็จไปถึง 81% และเรื่องที่เหลืออยู่ในกระบวนการกลั่นกรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนที่มี กสม.เหลืออยู่ 5 คนเราทำงานด้วยดีมาตลอด ความเห็นไม่ตรงกันก็ใช้วิธีการลงมติเพื่อหาข้อยุติ ซึ่งรายงานการตรวจสอบที่ออกไปก็เป็นไปอย่างมีคุณภาพ มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ที่ประเทศต่างๆ ชูไทยเป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะการที่จะมาดูงานด้านสิทธิมนุษยชน เช่น เนปาล ยอมรับว่าเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น การทำงานมีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ผลงานจะเป็นที่ยืนยัน ซึ่งรายงานที่ กสม.ออกไปมีข้อโต้แย้งน้อยมาก&amp;rdquo; นายวัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กสม.ยังระบุว่า ที่ผ่านมาในเรื่องของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม.นั้น กรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ส่งมาให้ กสม.พิจารณาเนื้อหา ซึ่งก็มี กสม. 2 คนเห็นด้วยกับประเด็นการเซตซีโร กสม.ชุดนี้ ทั้งที่อีก 4 คนไม่เห็นด้วย ฉะนั้น กสม.ที่เห็นด้วยกับการเซตซีโรชุดนี้ก็ต้องถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ และคิดว่าจะไม่เอาองค์กรตัวเองไว้แล้ว จึงไม่แน่ใจว่าการลาออกของ 2 กสม.ที่สุดเป็นการสานต่อปณิธานของเขาหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าไม่ได้มีการห้ามให้ข่าว เพราะไม่มีอำนาจจะไปห้ามเป็นการส่วนตัว แต่การให้ข่าวขององค์กรกลุ่มต้องมีมาตรฐานและมีระเบียบ&amp;rdquo; นายวัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวของประธาน กสม.นี้ นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กสม. ได้มาร่วมฟังด้วย ขณะที่นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กสม.อีกรายติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ &amp;nbsp;โดยนางประกายรัตน์ยืนยันว่าจะไม่ลาออก จะอดทนทำหน้าที่ เพราะถือว่าอาสาเข้ามาทำหน้าที่นี้แล้วก็ต้องเดินหน้าสานต่อและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนต่อไป &amp;nbsp;แต่เข้าใจว่าการลาออกของทั้งนางอังคณาและนางเตือนใจ ว่าทั้งสองคนคุ้นเคยกับการทำงานแบบองค์กรเดี่ยว แต่เมื่อมาทำงานแบบองค์กรกลุ่มอาจอึดอัด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชน, ยื่นหนังสือลาออก, หนังสือพิมพ์, อังคณา นีละไพจิตร, เตือนใจ ดีเทศน์, เร่งหาตัวตายตัวแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d41aa3ab8f37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
