<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กิตติกานต์&#039;ลุยดึงเทคโนโลยีมาประยุกต์ขับเคลื่อน ขสมก. ยุคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 2564 นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยสำหรับแนวทางการขับเคลื่อน ขสมก. นั้นจะดำเนินการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาระบบขนส่ง ระยะ 20 ปี (2561-2580) ซึ่งมีกรอบแนวคิดหลักๆ 4 ข้อ คือ 1.การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ 2.การขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.การขนส่งที่เข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน และ 4.การใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการ รวมถึงให้สอดคล้องกับนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมวคมนาคม รวมถึงนโยบายของคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ได้มอบนโยบาย 5 เรื่องในการขับเคลื่อน ขสมก. อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1.คำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก และต้องการให้ ขสมก. เดินหน้าพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ สร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนเมื่อได้ใช้บริการของรถเมล์ ขสมก. 2.ยกระดับการให้บริการประชาชน ตามวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;สะดวก ปลอดภัย ตรงต่อเวลา และราคาสมเหตุสมผล&amp;rdquo; เนื่องจากรถเมล์ ขสมก. เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้โดยสารลดลงอย่างต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่จากการบริหารจัดการของภาครัฐในมาตรการต่างๆ และการระดมฉีดวัคซีน ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมาใช้บริการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ดังนั้น ขสมก.จำเป็นต้องพิจารณาความถี่และจำนวนรถให้สัมพันธ์กับความต้องการในการเดินทางของผู้โดยสาร โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน โดยหลังจากนี้จะนำระบบเทคโนโลยีมาใช้กับระบบตรวจสอบการปล่อยรถให้เหลือ 5 นาทีต่อคัน จากเดิมความถี่จะอยู่ที่ 8-12 นาทีต่อคัน&amp;nbsp; 3.การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ อาทิ การนำระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Ticket) มาใช้, การติดตั้งตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารบริเวณสถานีรถโดยสารประจำทาง (ป้ายรถเมล์) ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อทำให้เกิดความสะดวกสำหรับผู้ใช้บริการ อีกทั้งยังสามารถดึงดูดให้ผู้โดยสารหันมาใช้บริการระบบสาธารณะมากขึ้น 4.มุ่งเน้นให้มีการพัฒนารถโดยสารประจำทางใช้พลังงานสะอาด แลเป็นมิตรกับสิ่งแวดลิ้ม คือ รถพลังงานไฟฟ้า (EV) และรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) และ 5.การเร่งรัดแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. ที่ได้ดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง โดยจะต้องผลักดันแผนฟื้นฟูฯ ดังกล่าวให้สำเร็จ เนื่องจากแผนพื้นฟู ขสมก. จะนำไปสู่การพัฒนาองค์กร และการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน สำหรับความคืบหน้าแผนฟื้นฟู ขสมก. ในขณะนี้ อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมแก้ไขข้อสังเกตต่างๆ ให้ครอบคลุมรอบด้าน และสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะเร่งรัดดำเนินการผลักดันแผนฟื้นฟู ขสมก. ตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อยกระดับการให้บริการ และขับเคลื่อน ขสมก. อย่างยั่งยืน
นายกิตติกานต์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการแผนฟื้นฟู ขสมก. จะเดินหน้าตามแนวทาง 5 ลด 3S คือ 1.ลดปัญหาการจราจร โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบเส้นทางที่มีความทับซ้อนกัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถควบคุมเวลาในการเดินทางได้ 2.ลดมลภาวะ โดยการหันมาใช้พลังงานสะอาด 3.ลดปัญหาการขาดทุน โดยในปัจจุบัน ขสมก. มีหนี้สะสมกว่า 1.3 แสนล้านบาท &amp;nbsp;หลังจากนี้ ขสมก.ต้องกลับมาคิดว่า จะดำเนินการอย่างไร เพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยจะต้องเร่งรัดจัดการหนี้สินให้หมด 4.ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และ 5.ลดภาระของภาครัฐ ไม่ต้องขอรับการสนับสนุนค่าบริการสาธารณะ (PSO) ต่อไปในอนาคต ส่วน 3S ได้แก่ 1.การเดินรถโครงข่ายเดียว (Single Network) 2.การกำหนดอัตราค่าโดยสารเดียว (Single Price) และ3.ระบบบริหารจัดการเดียว (Single Management)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากยุทธศาสตร์การคมนาคมขนส่ง และตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม รวมถึงสถานการณ์ในปัจจุบันนั้น ในอนาคตของ ขสมก. จะต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ กล่าวคือ จากระบบขนส่งมวลชนหลักสู่การเป็นระบบขนส่งมวลชนเสริมหรือขนาดรอง (Feeder) รวมถึงการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ &amp;ldquo;ล้อ ราง เรือ&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน เปรียบเสมือนรถเมล์ ขสมก. เป็นเส้นเลือดฝอย นำไปสู่สู่เส้นเลือดใหญ่ หรือระบบรถไฟฟ้าที่ได้เปิดให้บริการ และยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยจะครอบคลุมในปี 2572-2574 ทั้งนี้ เพื่อให้ ขสมก. สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในประเด็นการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายนั้น ประเด็นหลักๆ คือ ปัจจุบันเรามีรถที่วิ่งให้บริการจำนวน 2,868 คัน เป็นรถนำมันเชื้อเพลิงดีเซล ประมาณ 2,000 กว่าคัน และมีรถเมล์ NGV ประมาณ 489 คัน มองว่าหากตัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงออกได้ จะเป็นผลดีกับ ขสมก. ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ โดยเฉพาะต้นทุนในการซ่อมบำรุง เฉลี่ย 1,000-1,200 คัน/วัน และปรับเปลี่ยนมาเป็นการเช่าวิ่งตามระยะทาง ซึ่งจะได้บริการสาธารณะที่มีคุณภาพไม่น้อยกว่าเดิม ช่วยลดรายจ่ายในการซ่อมบำรุง&amp;rdquo; นายกิตติกานต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติกานต์ กล่าวอีกว่า ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้น ต.ค. 2564 ที่ผ่านมานั้น ตนจะเริ่มดำเนินการในสิ่งที่สามารถทำได้ก่อน โดยเฉพาะการบริหารจัดการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ อาทิ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์), พนักงาน และบุคลากรของ ขสมก. รวมถึงการให้บริการต่างๆ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ผ่านมา ขสมก.ได้รับเรื่องร้องเรียนในการให้บริการประชาชนค่อนข้างเยอะ ซึ่งหลังจากนี้ จะดำเนินการสำรวจความพึงพอใจ และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อนำคำแนะนำ หรือข้อมูล มาปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการนั้นๆ โดยในขณะนี้ อยู่ระหว่างการจัดทำแบบสำรวจเพื่อสอบถามความพึงพอใจของประชาชน คาดว่า แบบสำรวจจะแล้วเสร็จก่อนให้ประชาชนเสนอความพึงพอใจในช่วง พ.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเข้ามาดำรงตำแหน่ง 4 ปี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมมองไว้ คือ อันไหนที่ทำได้ก่อนจะลงมือทำ โดยจะเริ่มต้นจากการบริหารจัดการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จะบริหารอย่างไรให้องค์การเดินต่อไปได้ ซึ่งสิ่งแรก คือ จะต้องรู้จักว่าเรามีอะไรอยู่บ้าง และสามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง โดยอันดับแรก คือ การบริหารสิ่งที่มีอยู่ เช่น เรามีรถให้บริการกี่คัน พนักงานกี่คน เราต้องศึกษาให้รอบด้าน เพื่อนำไปสู่แผนงานในการพัฒนาภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่&amp;rdquo; นายกิตติกานต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติกานต์ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถขับเคลื่อนองค์กร ได้อย่างยั่งยืน คือ พนักงาน ขสมก. ดังนั้น จะต้องสร้างค่านิยม รวมถึงปลูกฝังวัฒนธรรม ขสมก.ใหม่ขึ้นมา ต่างๆ โดยมุ่งเน้นให้มีใจให้บริการกับประชาชน พร้อมทั้งให้พนักงาน ขสมก. ทุกคนมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ทั้งการแสดงออก และแสดงความคิดเห็น เปรียบเสมือนว่าพนักงานทุกคน คือ &amp;rdquo;ครอบครัว ขสมก.&amp;rdquo; ทั้งนี้ หลักการเบื้องต้นนั้น ควรดำเนินการพัฒนาการให้บริการด้วยการสร้างจิตสำนึกในการทำงาน ให้สอดคล้องกับฝ่ายบริหาร, บอร์ด ขสมก. และสหภาพฯ เพื่อให้แผนงานต่างๆ นำไปสู่การปฏิบัติงานที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากนโยบายของกระทรวงคมนาคม และนายศักดิ์สยาม ในการแก้ไขปัญหาการจราจรในเขต กทม. และปริมณฑล รวมทั้งการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูฯ นั้น Bus lane นับเป็นหัวใจสำคัญในระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากสามารถคุมเวลาในการเดินทางได้ เช่นเดียวกับการดำเนินการในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย เป็นต้น โดย Bus lane จึงถือเป็นนโยบายที่จะต้องวางแผน และพิจารณาเร่งดำเนินการ โดยหลังจากนี้ จะมีการพิจารณาเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีความเหมาะสม พร้อมทั้งคำนึงให้ไม่กระทบต่อประชาชนในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รวมถึงเหมาะสมต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มีแนวคิดที่จะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาจุดจอดแล้วจร (Park and Ride) บริเวณคอมมูนิตี้มอลล์ จากนั้นมาเดินทางด้วยรถเมล์ ขสมก. ก่อนไปเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้า ซึ่งจะเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน ซึ่งภาคเอกชนก็จะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ เบื้องต้นประเมินว่า จะนำร่องบริเวณโซนลำลูกกา เนื่องจากมีการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย และผ่านชุมชนต่างๆ มากมาย ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้บริการรถเมล์ ขสมก. ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 นั้น ตนมีแนวคิดที่จะติดป้ายแจ้งประชาชนให้ทราบว่า รถเมล์ที่นำออกมาวิ่งให้บริการ ผ่านการดำเนินการตามมาตรการทางสาธารณสุขแล้ว รวมถึงติดป้ายระบุว่า พนักงานขับรถ และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดครบ 2 เข็ม หรือกระตุ้นเข็มที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเรื่องความปลอดภัยของนายศักดิ์สยามด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่า แผนการดำเนินการทั้งหมดนั้น จะเห็นเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2564 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนชาวไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อผมตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งแล้ว ผมพร้อมทำงานมาก และจะนำประสบการณ์จากด้านระบบขนส่งและจราจร และด้านเทคโนโลยีจากที่เคยดำรงตำแหน่งที่ กทม. มาประยุกต์ใช้ในการพลิกโฉม ขสมก. และเพื่อให้ขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ระบุว่า เป็นผู้นำการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง รองรับการให้บริการสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม และดึงจุดแข็งต่างๆ ที่มีออกมาใช้ศักยภาพให้มากที่สุด โดยผมตั้งสโลแกนไว้ว่า คิดรอบด้านให้มาก ทำให้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;rdquo; นายกิตติกานต์ กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119381</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล, ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), เทคโนโลยี, แผนขับเคลื่อน ขสมก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163a2ba738f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯประกาศ 3  ทีมชนะเลิศ ต้นแบบใช้เทคโนโลยีปราบโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT และพันธมิตร จัดการแข่งขันรอบสุดท้าย ของ 5 ทีมที่เข้ารอบ Final Round Demo Day &amp;nbsp;ในกิจกรรม ACTkathon: Anti-Corruption VIRTUAL HACKATHON 2021 ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;พลิกเกมโกงให้อยู่หมัด สร้างไอเดียรัฐเปิดเผย&amp;rdquo; ซึ่งได้คัดเลือกผู้เข้าแข่งขันกว่า 100 คน จาก 20 ทีม เหลือ 5 ทีมสุดท้าย โดยถ่ายทอดสด ผ่าน Facebook Page: องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(https://www.facebook.com/act.anticorruptionThailand) ตั้งแต่ เวลา 13.00 &amp;ndash; 18.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงานว่า การแข่งขันในครั้งนี้ประโยชน์ที่จะได้สูงสุด คือ การมีส่วนร่วมในเรื่องที่สำคัญในชีวิตของเรา จะทำให้ทุกคนได้ร่วมกันจัดการกับความเบื่อหน่าย ความเป็นกังวลกับปัญหาคอร์รัปชัน ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต การที่สังคมถูกเบียดเบียนด้วยการโกง การกิน การรีดไถ ชักหัวคิวเพื่อประโยชน์พวกพ้อง ฮั้ว ฟอกเงิน หลับตาข้างเดียว บิดบังเบียดเบียนข้อมูล ฉ้อราษฎร์บังหลวงในหลายรูปแบบ หลายท่านอาจจะมีความชินชา น่าเบื่อและสิ้นหวัง แต่เราจะยอม เพิกเฉย ทิ้งให้อนาคตของเราถูกกัดกินต่อไปแบบนี้ไม่ได้ และขอขอบคุณทุกทีมที่ใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อการต้านโกงอย่างเป็นระบบ เป็นต้นแบบที่จะถูกนำไปใช้จริง เพื่ออำนวยให้คนไทยอีกจำนวนมาก เข้ามามีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หวังว่าจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนกลุ่มต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเครื่องมือที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ผมรู้สึกมีความหวังและคาดหวังการมีส่วนร่วมของทุกท่าน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯถือว่า เรื่องนี้เป็นพันธกิจที่จะร่วมสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการที่สร้างสรรค์ สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้นำเครื่องมือเหล่านี้ไปขยายผลอย่างจริงจัง ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันต่อไป&amp;rdquo; นายวิเชียรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการแข่งขันนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายของทั้ง 5 ทีม ปรากฎกว่า 3 ทีม ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และเงินรางวัล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้แก่ &amp;nbsp;ทีม 17: ขิงบ้านเรา รู้จักชุมชนของเราให้ดีกว่าที่เคย &amp;nbsp;แพลตฟอร์มตรวจสอบการใช้งบประมาณของท้องถิ่น, ทีม 1: Application PICA เรดาห์จับโกง แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ร้องเรียนสิ่งผิดปกติโดยไม่ต้องเปิดผยตัวผู้ร้องเรียน และ ทีม 4 : &amp;nbsp;Corruption Analysis &amp;ldquo;กินยกแก๊ง&amp;rdquo; แพลตฟอร์ม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง เครือข่ายธุรกิจ และเครือญาติเพื่อหาความผิดปกติในการคอร์รัปชัน &amp;nbsp;สำหรับทีมที่ได้รับรางวัล Popular Vote คือ ทีม 1: Application PICA เรดาห์จับโกง ได้เงินรางวัลด้วย โดยผู้ชมร่วมโหวตตั้งแต่เวลา 15:30 -18.00 น. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางในการใช้เทคโนโลยีจัดการกับการคอร์รัปชันของทีมชนะเลิศทั้ง 3 ทีม &amp;nbsp;มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีม 1: Application PICA เรดาห์จับโกง &amp;nbsp;Application PICA จะทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลโครงการที่มีความสงสัย และส่งข้อมูลเรื่องร้องเรียนได้ทันที รวมถึงสามารถแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้มีผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ผู้ร้องเรียนต้องยืนยันตัวตน ข้อมูลจะบันทึกบนบล็อกเชน ระบบหลังบ้านจะใช้ทั้ง AI และเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบซ้ำ ข้อมูลที่ได้จากภาคประชาชนจะส่งต่อไปให้องค์กรภาคีต่อต้านคอร์รัปชัน สร้างไวรัลมาร์เก็ตติ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบและสร้างไวรัลเน็ตเวิร์คสร้างเครือข่ายการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกของทีม ประกอบด้วย &amp;nbsp;วสันต์ เวียนรุ่งเรือง,ปัณณธร นันทิประภา และ วรพัชชา บุญมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีม 4: Corruption Analysis &amp;ldquo;กินยกแก๊ง&amp;rdquo; การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง เครือข่ายธุรกิจ และเครือญาติ การค้นหาความจริงจากเครือข่ายทุจริต มีความยุ่งยากในการเชื่อมโยงข้อมูล Corruption Analysis เชื่อมโยงเชิงปริมาณทั่วประเทศ โดยเอาข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ และแสดงแนวโน้มการทุจริต ตั้งแต่วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การทุจริตเชิงนโยบาย และการทุจริตในกระบวนการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกของทีม ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ พัฒนผล, ศุภฤกษ์ พิสิฐศุภกานต์, นภา วงศ์ไชยบริหาร คำนันท์ และ ถมทอง นาถมทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และทีม 17: ขิงบ้านเรา รู้จักชุมชนของเราให้ดีกว่าที่เคย &amp;nbsp;แพลตฟอร์มเน้นไปที่การตรวจสอบการใช้งบประมาณของท้องถิ่น โดยพัฒนาแพลตฟอร์มต่อยอดแอปพลิเคชั่น ACT Ai ในการทำให้การนำเสนอข้อมูลของงบประมาณท้องถิ่นเข้าใจง่าย เพื่อให้คนช่วยกันติดตามการใช้งบประมาณอย่างสะดวก โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งบประมาณโครงการในท้องถิ่น เริ่มจากการรวบรวมงบประมาณในท้องถิ่นเพื่อให้คนในท้องถิ่นได้รับรู้ว่ามีโครงการอะไรบ้าง สามารถตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่ วงเงินงบประมาณ รายละเอียดการใช้จ่ายเงินงบประมาณ อนาคตสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากแพลตฟอร์มไปยังหน่วยงานของรัฐเพื่อตรวจสอบหาความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกของทีม ประกอบด้วย &amp;nbsp;ยุทธนา ศรีสวัสดิ์,เมธวิน เมธาววีนิจ, จรรยนนท์ โลหอุ่นจิตร, พิมพ์อร เสนากัสป์ และอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114108</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทุจริตคอร์รัปชัน, ปราบโกง, ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, พลิกเกมโกงให้อยู่หมัด สร้างไอเดียรัฐเปิดเผย, เทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_6121b7eaafccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กแจง&#039;ติวเข้มเสริมเขี้ยวเล็บ&#039;ตำรวจไซเบอร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 64 - ที่อาคารประชุมสัมนาและฝึกอบรม บช.ก. เมืองทองธานี พล.ต.ท.กรไชย&amp;nbsp; คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี&amp;nbsp; (ผบช.สอท.) เป็นประธานเปิด โครงการสัมมนาการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเบื้องต้น ให้แก่ข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งใหม่ ในระดับ รอง สว. - ผบ.หมู่จำนวน 347 นาย ตั้งแต่วันที่ 15 - 16&amp;nbsp; มี.ค. 2564 โดยมี พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน ผบก.ตอท. พร้อมคณะ เป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ บรรยายการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.กรไชย กล่าวว่า โครงการดังกล่าว ดำเนินการตามนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะ ความรู้ความเข้าใจ ในพื้นฐานอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, แนวทางการทำงานของ บช.สอท., ความตระหนัก เรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, มาตรการป้องกันและแก้ไขการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน ตลอดจน การยกระดับขีดความสามารถ ในการปฏิบัติภารกิจ อาทิ แนวทางการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการเก็บและรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอดรับกับนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้ง 5 ด้าน อันได้แก่ ด้านที่ 1 ประภทการหลอกลวงออนไลน์ทางด้านการเงิน (Scam หรือCallCenter), ด้านที่ 2 ประเภทการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตในการซื้อขายสินค้า และสิ่งผิดกฎหมาย, ด้านที่ 3 ประเภทการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไชเบอร์, ด้านที่ 4 ประเภทการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก หรือสตรีทางอินเตอร์เน็ต การใช้อินตอร์เน็ตในการซื้อขายทางลามก อนจารเด็ก บริการทางเพศ และการค้ามนุษย์ และด้านที่ 5 ประเภทการพนันทางออนไลน์อาชญากรรมข้ามชาติ และงานอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีความมุ่งหมาย ในการพัฒนาบุคคลกร ให้มีความสามารถ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาสนับสนุนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ จนสามารถสืบสวนสอบสวน ติดตามจับกุม ผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจน สามารถปกป้อง ประชาชน เยาวชน สังคม และประเทศชาติ ให้มีความปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ ถือเป็นการขับเคลื่อนทิศทางการทำงานของ บช.สอท. ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมพิเศษระหว่างประเทศ การก่อการร้ายทางไซเบอร์ การเงินดิจิทัล เว็บไซด์ใต้ดิน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดต่าง ๆ ทางเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อาชญากรรมทางไซเบอร์ ถือเป็นความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายและการรับมือป้องกันในรูปแบบต่าง ๆ โดยต้องอาศัยทักษะความรู้ ในการป้องอาชญากรรมทางไซเบอร์, กระบวนการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการรวบรวมพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ทางดิจิทัล เพื่อสามารถยืนยันการกระทำความผิดของอาชญากรทางไซเบอร์ ได้อย่างแน่ชัด ในขั้นตอนของการอำนวยยุติธรรมทางอาญาและลดความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมให้แก่ประชาชน สมดั่งวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า &amp;ldquo;เป็นองค์กรสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมไซเบอร์อย่างมืออาชีพที่ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96095</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจไซเบอร์, บช.สอท., พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง, เทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604edb94d4f56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศิริ&#039;แย้มโซลาร์ประชาชนบูมจ่อยื่นทะลุพันราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ศิริ&amp;quot; แย้มโซลาร์ประชาชนคนแห่สนใจเกิน 1 พันราย พร้อมโวมหกรรมนวัตกรรมพลังงานทดแทน เปิดหน้าแสดงเทคโนโลยีทันสมัย สอดคล้องแนวทางไทยใช้โซลาร์ 2 หมื่นเมกะวัตต์ ใน 20 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 &amp;nbsp;มิ.ย. 2562 - นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน ASEAN Sustainable Energy Week (ASE) 2019 ซึ่งยูบีเอ็มร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชนจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย.ที่ไบเทคบางนา ว่าสำหรับความคืบหน้าการเปิดรับสมัครประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;โซลาร์ภาคประชาชน&amp;rdquo; กำลังการผลิตติดตั้งครัวเรือนละไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้ารวม 10 ปี รวมทั้งสิ้น 10,000 เมกะวัตต์นั้น ขณะนี้มีผู้สนใจเข้าโครงการแล้ว 1,000-1,200 ราย มั่นใจว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะมีผู้สนใจเข้าโครงการ 15,000 รายตามที่คาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่งาน ASE ได้รวบรวมนวัตกรรม เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้าจากผู้ประกอบการ 45 ประเทศ อาทิ จีน อินเดีย เยอรมนี ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้นการจัดแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทั้งเทคโนโลยีลม ชีวมวล ก๊าซพลังงานชีวภาพระบบแปรเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน การจัดเก็บพลังงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานได้อย่างมาก เช่น พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีของแผงโซลาร์เซลล์และระบบการเก็บพลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและราคาถูกลง สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) 2018 ในระยะ 20 ปีข้างหน้าที่กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 15,000-20,000เมกกะวัตต์ &amp;nbsp;จากปัจจุบันสามารถผลิตได้ประมาณ 3,500 เมกะวัตต์&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37747</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, เทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf787c070fe3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5จี การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ของโลกที่ไทยจะช้าไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะปักหมุด เทคโนโลยี 5จี ก่อนใครในชาติอาเซียน หลังจากมีการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มีการขยายเวลาการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน&amp;nbsp; 900 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3 ราย เอไอเอส, ทรูมูฟเอช และ ดีแทค เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องสามารถเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีใหม่ 5จี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับการช่วยเหลือดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้เปล่า แต่มาพร้อมเงื่อนไขที่เอกชนต้องทำตามด้วย โดยที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยอมให้มีการขยายเวลาการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน&amp;nbsp; 900 เมกะเฮิรตซ์&amp;nbsp; ออกไปจาก 4 งวดเป็น 10 งวดๆละเท่ากัน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนมาเข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน &amp;nbsp;700 เมกะเฮิรตซ์ และขยายโครงข่ายโทรคมนาคมรองรับการให้บริการ 5จี ในอนาคต ซึ่งหากผู้ประกอบการยอมรับเงื่อนไขตามคำสั่ง ม. 44 ครั้งนี้ จะต้องเข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน &amp;nbsp;700 เมกะเฮิรต์ หากไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ก็ไม่ได้รับสิทธิ์ขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ตามคำสั่ง คสช.ฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างที่ทราบกันดี กสทช. มีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ 2 ย่านความถี่ในเร็วๆนี้ คือ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ (จำนวน 90 เมกะเฮิรตซ์) และ คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ (จำนวน 180 เมกะเฮิรตซ์) ซึ่งทั้งสองคลื่น ถูกวางแผนที่จะนำมาใช้สำหรับเทคโนโลยี 5จี โดยเฉพาะ ซึ่งกสทช.เองก็เข้าใจถึงภาระสภาพคล่องทางการเงินของเอกชนดี จึงต้องออกมาตรการช่วยเหลือนี้ขึ้นมา เพื่อทำให้ 5จี เกิดขึ้นให้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ตามโรดแมปของ กสทช. ที่วางเป้าหมายสำหรับการผลักดัน 5จี ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ต้องประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบไปด้วย 1. การจัดสรรคลื่นความถี่เพิ่มเติม ซึ่ง กสทช. ได้วางแผนการใช้คลื่นไว้ที่ 4 ย่านคลื่นความถี่ ประกอบไปด้วย 700 เมกะเฮิรตซ์ และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเตรียมจะประมูลเร็วๆ และอีกสองคลื่น คือ 3.5 GHz (ปริมาณ มากกว่า 200 เมกะเฮิรตซ์) และคลื่น 26 และ 28 GHz (ปริมาณ มากกว่า 3 GHz) โดยมีแผนคืนเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ใช้งานมาจัดสรรใหม่ ซึ่งการที่จะให้บริการ 5จี ได้เสถียร ผู้ให้บริการ หรือ Operatorแต่ละราย จะต้องมีคลื่นความถี่อยู่ในมือ มากกว่า 200 เมกะเฮิรตซ์ (ปัจจุบัน Operator มีคลื่นให้บริการเฉลี่ย 100 เมกะเฮิรตซ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อมี 5จี จะต้องทำให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานเสา และท่อเพิ่มขึ้น และเริ่มมีการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เป็น Active Infrastructure เช่น สายอากาศ และสายไฟเบอร์ เพิ่มขึ้นมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ด้านการเชื่อมต่อ จากเดิม 4จี จะเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่าง คน-คน , คน-อุปกรณ์ และ อุปกรณ์-อุปกรณ์ ประมาณ 1 แสนชิ้น/ตร.กม.) แต่การมาของ 5จี จะเน้นการเชื่อมต่อ อุปกรณ์-อุปกรณ์ในเวลาและพื้นที่เดียวกัน (รองรับมากกว่า 1 ล้านชิ้น/ตร.กม.) ซึ่งต้องมีการวาง ผังเมือง และ แผนการวางอุปกรณ์ เชื่อมต่อตามสถานที่ต่างๆ เช่น เสาไฟฟ้า ไฟจราจร อาคาร เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนข้อสงสัยที่ว่า ทำไมไทย ต้องปักธง 5จี ให้ได้ก่อนใครในอาเซียน ก็เพราะ 5จี จะเป็นเทคโนโลยีที่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ของโลก เพราะเทคโนโลยีตัวนี้จะส่งผลให้การประกอบธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังนั้นหากเทคโนโลยี 5จี เกิดในประเทศไทยช้า มีการวิเคราะห์ตัวเลขว่า ไทยจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่า 7 แสนล้าน - 1.6 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ไม่ว่าจะเป็น 1. ภาคการผลิต ไทยจะสูญเสียโอกาสพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิต ในการนำเครื่องจักรและเซนเซอร์ มาใช้แทนแรงงาน 2. ภาคการเกษตร ก็จะสูญเสียโอกาสที่จะทำ Smart Farming ในการวิเคราะห์สภาพอากาศ ดิน น้ำ และทรัพยากรต่างๆ 3.ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ก็จะสูญเสียโอกาสในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างยานพาหนะด้วยกันเอง และเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะและระบบควบคุมการจราจร หรือ ภาคการท่องเที่ยว ก็จะสูญเสียโอกาสในการใช้แพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AR/VR ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นี่คือ คำตอบของการเร่งผลักดัน 5จี ประเทศไทย ซึ่งในเวลานี้ ชาติมหาอำนาจทางเทคโนโลยี ก็เริ่มที่จะเปิดตัวบริการ 5จี ในประเทศแล้ว ซึ่งประเทศที่เริ่มเป็น ประเทศแรก ก็คือ เกาหลีใต้ ส่วนจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ก็เตรียมพร้อมที่จะนำ 5จี มาให้บริการแบบเต็มรูป ในเร็วๆนี้เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยผลการศึกษาผลของ จีเอสเอ็มเอ (GSMA) ในหัวข้อ The Mobile Technology 2019 ระบุว่า เทคโนโลยี 5จี จะกินส่วนแบ่งตลาดอุตสาหกรรมโมบายโลก ถึง 15% ภายในปี 2025 เนื่องจากจำนวนเครือข่าย 5จี ที่เปิดตัวและอุปกรณ์ ที่รองรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ และจะมี 16 ประเทศเปลี่ยนสู่เครือข่าย 5จี เชิงพาณิชย์ภายในปีนี้เช่นกัน และการมาของของเทคโนโลยี 5จี นับเป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนโลกยุคใหม่ เป็นยุคแห่ง &amp;quot;การเชื่อมต่ออัจฉริยะ&amp;quot; ควบคู่ไปกับการพัฒนา อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ บิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่ถูกชี้ว่า คือปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน การเติบโตของเศรษฐกิจโลก ธุรกิจเกิดการปรับเปลี่ยน เกิดบริการใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น เกิดโซลูชั่นอัจฉริยะมากมายที่จะเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของคน ในสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37313</URL_LINK>
                <HASHTAG>5จี, กสทช, ปฏิวัติอุตสาหกรรม, ประมูลคลื่นความถี่, เทคโนโลยี, เมกะเฮิรตซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0fe098f5ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมคิด&quot;จี้ตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาศก.ไทยชะลอตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมคิด&amp;quot; รับ เศรษฐกิจชะลอตัว จากสงครามการค้า-การเมืองไม่ชัดเจน กระทบเอกชนไม่มั่นใจลงทุน จี้ตั้งรัฐบาล และทุกอย่างจะดีขึ้น พร้อมแนะเอกชนปรับตัว รองรับการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค. 2562 - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน Exponentail Manufacturing Thailand ว่าปัจจุบันประเทศไทยต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพื่อประเทศมากขึ้น มองว่าการจัดงานนี้นับเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยและนักธุรกิจใหม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงตัวเอง รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ภาคธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อได้ หลังจากที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมพยายามผลักดันกระตุ้นเศรษฐกิจมาโดยตลอด จนได้รับการยอมรับจากต่างประเทศแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าด้านภาษีระหว่างสหรัฐและจีน ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยทั้งหมดอาจจะพัฒนาไปสู่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ ขณะที่ภาคเอกชนก็เกิดความไม่มั่นใจในการเข้ามาลงทุน เพราะการเมืองไทยยังไม่เกิดความชัดเจน ซึ่งไทยนับว่าถูกกระทบทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่ไส้ในกลับไม่ใช่ ซึ่งไทยอยากเป็นประเทศที่มีอิสระเสรี แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นส่วนตัวจึงต้องการให้เกิดความชัดเจนทางการเมืองให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม เพราะตั้งแต่มีการเลือกตั้งมา ยังไม่มีรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ทำให้การทำงานของรัฐก็ล่าช้า&amp;quot;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามประคับประคองเศรษฐกิจ ให้สามารถเดินต่อไปได้ระยะหนึ่ง จึงเชื่อได้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับดี ซึ่งจะพยุงสภาวะเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อีกระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่มีความกังวลใดๆ เพราะเชื่อว่าหากไทยมีรัฐบาลเมื่อไร สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจจะดีขึ้นเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35935</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, รองนายกรัฐมนตรี, สงครามการค้า, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เทคโนโลยี, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdbc7ae7ad00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยิ่งใหญ่!!งานตลาดนวัตกรรม “THAI TECH EXPO 2018”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THAI TECH EXPO 2018 ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&amp;nbsp;


สล็อต789 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคมนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต บางนา กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวง และหน่วยงานเครือข่าย&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งยังเป็นเวทีกลางให้ผู้ประกอบการทั้งบริษัทใหญ่ และ SMEs สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้นภายในงานเดียว นอกจากนี้ยังจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรไทยเกิดแรงบันดาลใจในการคิดค้น สร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานด้านวิทยาศาสตร์&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง​​​​​​​ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใสสมดังแนวคิดของการจัดงานในปีนี้ ที่ว่า เทคโนโลยีพร้อมใช้ พัฒนาไทยยั่งยืน สอดรับกับการพัฒนาประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมชมงาน &amp;ldquo;THAI TECH EXPO 2018&amp;rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 4 - 8 กรกฎาคม 2561 เวลา 10.00 &amp;ndash; 19.00 น. ณ ฮอลล์ 101 &amp;ndash; 102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ www.thaitechexpo.net หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทางสายด่วนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12783</URL_LINK>
                <HASHTAG>1313, SMEs, THAI TECH EXPO 2018, ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ตลาดนวัตกรรม, ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค, เทคโนโลยี, ไทยแลนด์ 4.0, ไบเทค บางนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3d8baba7a1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
