<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MOU ใช้เทคโนโลยีแสงวิจัยวัตถุโบราณคดีมีค่า ประเดิมตรวจลูกปัดโบราณ-แหล่งแร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ -&amp;nbsp; นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร และ รศ. ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมศิลปากร กับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เพื่อนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางโบราณคดี และการฟื้นฟู อนุรักษ์สงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมของกรมศิลปากร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีป กล่าวว่า กรมศิลปากรกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการขึ้น เพื่อประสานความร่วมมือทางวิชาการในการศึกษา วิจัยและพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน นำมาใช้ศึกษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุซึ่งเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ และบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนกับองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดีและการอนุรักษ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการประยุกต์เทคโนโลยีแสงที่มีในปัจจุบันมาใช้สนับสนุนภารกิจของกรมศิลปากรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สาโรช กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอน ในการศึกษาวัตถุที่มีคุณค่าทางโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องด้วยแสงซินโครตรอนมีประสิทธิภาพสูง สามารถศึกษาความหลากหลาย ความซับซ้อนของโครงสร้างและองค์ประกอบในวัตถุโบราณ และยังสามารถใช้ศึกษาธาตุองค์ประกอบที่มีปริมาณน้อย ตรวจวัดข้อมูลที่มีความละเอียดเชิงพื้นที่ได้ โดยเทคนิคแสงซินโครตรอนหลายเทคนิคนั้น ไม่ทำลายตัวอย่างที่นำมาตรวจวิเคราะห์ ตอบโจทย์การวิเคราะห์วัตถุทางโบราณคดีได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เคยให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนการศึกษาวิจัยทางโบราณคดี ได้แก่ งานวิจัยลูกปัดแก้วแบบอินโดแปซิฟิคที่พบในภาคใต้ของประเทศไทยในการค้นหาธาตุที่ให้สี งานวิจัยเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเพื่อจำแนกวัตถุทำลอกเลียนแบบ โดยวิเคราะห์หาธาตุบ่งชี้บางชนิด งานวิจัยสำริดโบราณจากแหล่งโบราณคดีโนนป่าช้าเก่า จังหวัดนครราชสีมา โดยศึกษาองค์ประกอบของธาตุและศึกษาสภาพการกัดกร่อน พบว่า เครื่องมือถูกกัดกร่อนจากคลอรีน ซึ่งมีอยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นตัวการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในปีงบ 2564 สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนมีหัวข้อการปฏิบัติงานเพื่อให้ความอนุเคราะห์สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ในการศึกษาจำแนกวัสดุที่นำมาใช้ผลิตลูกปัด โดยการใช้แสงซินโครตรอนตรวจสอบสเปกตัมที่แสดงโครงสร้างของวัตถุว่าผลิตมาจากเปลือกหอยหรือปะการังหรือซากฟอสซิลบางประเภท และให้ความอนุเคราะห์สำนักศิลปากรที่ 7 &amp;nbsp;เชียงใหม่ ศึกษาด้านโบราณโลหะวิทยาโดยศึกษาองค์ประกอบแร่ธาตุจากเหล็กจากแหล่งอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และศึกษาแหล่งแร่ &amp;quot; รศ.ดร.สาโรช กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97652</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_606171a81acb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
