<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ASW ลั่นระฆังเทรดพรุ่งนี้มั่นใจกระแสตอบรับคึกคัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 เมษายน 2564 นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอสเซทไวส์ &amp;nbsp;(ASW) &amp;nbsp;มั่นใจว่าในวันพรุ่งนี้(28 เมษายน 2564) หุ้น ASW จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก เพราะบริษัทฯ มีความโดดเด่นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทีมงานที่พร้อมจะทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงแข็งแกร่ง และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต ณ สิ้นปีที่แล้ว มียอดขายรอโอนกว่า 7,800 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ ไปจนถึงปี 2566 &amp;nbsp;และปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเปิดขาย 8 โครงการ มูลค่า 11,377 ล้านบาท และโครงการในอนาคตอีก 11 โครงการ มูลค่ารวม 21,202 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาและขายใน 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเข้าจดทะเบียนในSET จะช่วยให้บริษัทฯมีฐานทุนเพิ่มขึ้น สามารถขยายงานได้มากขึ้น และได้รับการยอมรับจากลูกค้า &amp;nbsp; รวมทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ทำให้ความสามารถในการสร้างรายได้ และกำไรสูงขึ้น ผลักดันธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo;นายกรมเชษฐ์ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางยอดฤดี &amp;nbsp;สันตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ หัวหน้าสายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญของ บริษัท แอสเซทไวส์ &amp;nbsp;จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; ( ASW) เปิดเผยว่ามีความมั่นใจว่าเมื่อหุ้น ASW เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างคึกคัก หลังช่วงที่เปิดเสนอขายหุ้นนั้นมีกระแสความต้องการหุ้น ASW มากกว่าจำนวนที่จัดสรรหลายเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากความต้องการที่ล้นหลามครั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ ASW แล้ว อีกประเด็นสำคัญน่าจะเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำ และมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ฯ ของภาครัฐ ที่มีการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองสำหรับอสังหาริมทรัพย์ บ้าน -คอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งตรงกับผลิตภัณฑ์และกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัท จึงน่าจะเป็นส่วนที่สนับสนุนให้ผลประกอบของแอสเซทไวส์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางศิริพร เหล่ารัตนกุล &amp;nbsp;ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้น IPO ของ ASW กล่าวว่า ASW จะเป็นหุ้นน้องใหม่ในกลุ่มอสังหาฯ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้ เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเป็นผู้พัฒนาโครงการที่มี มีความโดดเด่นในด้านทำเลที่ตั้ง มีแบรนด์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงทำให้มีความคล่องตัวในการทำงานสูงมาก รวมทั้งมีการบริหารจัดการควบคุมต้นทุนได้ดี ขณะเดียวกันมีโอกาสเติบโตอย่างโดดเด่นจากความสามารถในการทำกำไรสูง เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับ ดังนั้นจึงทำให้มีโอกาสที่จะขยายงานหรือพัฒนาโครงการคุณภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ขณะที่มาตรการรัฐที่สนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนบริษัท ให้รายได้และกำไรในอนาคตเติบโตได้อย่างมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ASW เสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 206 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์, บมจ.แอสเซทไวส์  (ASW), เทรด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087931cd113d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>OR พร้อมเทรด&#039;ตลท.&#039;อ้าแขนรับ มาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 208,980 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ก.พ.64 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับหลักทรัพย์ &amp;nbsp;บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร &amp;nbsp;หมวดธุรกิจ พลังงานและสาธารณูปโภค ลักษณะธุรกิจของบริษัทประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อและการบริหารจัดการพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ OR มีจำนวนหุ้นจดทะเบียนกับ ตลท. &amp;nbsp;และจำนวนหุ้นชำระแล้ว &amp;nbsp;11,610 ล้านหุ้น &amp;nbsp;ราคาพาร์ 10 บาทต่อหุ้น โดยส่วนจำนวนหุ้น IPO จำนวน 2,610 ล้านหุ้น &amp;nbsp;จัดสรรให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 2,310 ล้านหุ้น ผู้ถือหุ้นเดิมของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำนวน 299.99 ล้านหุ้น ส่วนราคา IPO อยู่ที่ 18 บาท ส่งผลให้ ณ วันเปิดตลาดซื้อขาย OR จะมีมาร์เก็ตแคป 208,980 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคา IPO&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิจินต์ อภิวันทนาพร &amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2562 มีรายได้รวม &amp;nbsp;577,134 ล้านบาท ลดลง &amp;nbsp;16,994.7 ล้านบาท หรือลดลง 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 และมีกำไร 10,895.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,402.7 ล้านบาท หรือ 14.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในปี 2564 ฝ่ายวิจัยคาด OR จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ เติบโต 41.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท โดยฟื้นตัวประเด็น COVID-19 ที่กดดันในปีที่ผ่านมา หนุนจากการฟื้นตัวทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะที่ภาพระยะยาวตั้งแต่ปี 2564-2567 คาด OR จะมีกำไรเติบโตเฉลี่ยที่ 16.7% ต่อปี จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว และการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;โดยกำหนดสมมติฐานให้มีการเปิดสถานีบริการน้ำมัน 108 แห่งต่อปี และเปิดสาขาคาเฟ่อเมซอน เพิ่ม 418 สาขาต่อปี ตามเป้าหมายหลักของ OR ในขณะที่กลุ่มธุรกิจต่างประทศ มีการเปิดสถานีบริการน้ำมันปีละ 35-36 แห่ง และขยายสาขาคาเฟ่อเมซอนปีละ 35-36 สาขา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92617</URL_LINK>
                <HASHTAG>OR, ตลาดหลักทรัพย์ (SET), เทรด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c8361dd4ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
