<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชฟโรเลตเผย 10 เคล็ดลับ การขับรถกลางคืนให้ปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;จากการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ระบุว่า การขับรถท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดมิดในเวลากลางคืนอาจเป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ ภาวะของสายตาและการมองเห็นในเวลากลางคืน ปัญหาการจราจรแออัดในชั่วโมงเร่งด่วน สภาพร่างกายที่อ่อนเพลียและเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และการขับรถในเวลากลางคืนนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตสูงกว่าเวลาอื่นๆ ถึง 3 เท่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เชฟโรเลต ประเทศไทยได้พัฒนาและติดตั้งเครื่องมือในรถกระบะ โคโลราโด และรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ (ในรุ่นแอลทีแซดและรุ่นที่สูงขึ้น) เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ โดยมีไฟเบรกท้ายรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีหลอดไฟแอลอีดี รวมถึงไฟส่องสว่างแอลอีดีขณะขับขี่ในเวลากลางวัน ทำให้สามารถมองเห็นรถยนต์ได้อย่างชัดเจนในทุกช่วงเวลาทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ตัวอย่างเช่น ไฟเบรกท้ายรถยนต์แบบแอลอีดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการชนทางด้านหลังของรถยนต์ได้ เนื่องจากไฟส่องสว่างจะสว่างเต็มที่ เร็วกว่าหลอดไฟประเภทหลอดไส้ร้อนแบบธรรมดา (Incandescent Bulb) เมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงจะใช้ระยะเบรกมากกว่า 60 เมตร ดังนั้น การที่รถยนต์ของคุณมีไฟเบรกแบบแอลอีดีจะช่วยเตือนให้ผู้ที่ขับรถยนต์ตามหลังรถยนต์ของคุณเห็นรถของคุณได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้ระยะห่างในการหยุดรถมีมากขึ้น 6 เมตร จากข้อมูลของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางจราจรบนถนนหลวงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Highway Traffic Safety Administration - NHTSA) ระบุว่า เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้มาก นอกจากรถยนต์ที่ติดตั้งไฟเบรกแบบแอลอีดีแล้ว เชฟโรเลตยังมีเคล็ดลับ 9 ข้อสำหรับการขับรถยนต์ในเวลากลางคืนอย่างไร ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;หากรถยนต์ของคุณมีสวิตช์หรี่ไฟแผงหน้าปัด คุณควรใช้สวิตช์นี้ เพราะความสว่างที่เกินความจำเป็นของแผงหน้าปัดแอลอีดีและหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ที่แสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์สามารถรบกวนผู้ขับทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง และการหรี่ไฟที่แผงหน้าปัดช่วยกำจัดแสงสะท้อนบนกระจกได้ช่วยให้ตาของคุณสามารถปรับแสงให้เหมาะสมกับความมืดบนเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น ในขณะที่คุณขับรถยนต์ไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด แสงสว่างอื่นๆ ภายในรถยนต์ อย่างเช่น ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารสามารถรบกวนทัศนวิสัยของผู้ขับได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรปิดไฟเหล่านั้นขณะขับรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เมื่อขับรถไปต่างจังหวัด ผู้ขับมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟสูง แต่ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ควรเปลี่ยนเป็นไฟต่ำเมื่อมีรถยนต์สวนมา นอกจากนี้คุณควรใช้ไฟต่ำเสมอเมื่อขับรถตามหลังรถยนต์คันอื่น มิเช่นนั้นจะทำให้คนขับรถคันข้างหน้าของคุณมองไม่เห็นเส้นทาง และสำหรับการขับรถยนต์ในเมืองโดยทั่วไปผู้ขับมักจะลืมเปิดไฟหน้ารถยนต์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าทำการเปิดไฟหน้าก่อนจะขับรถยนต์รวมทั้งในช่วงเวลาเช้ามืดและเวลาเย็นก่อนค่ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;แว่นตา ทั้งแว่นสายตาที่จักษุแพทย์สั่งหรือแว่นอื่นๆ นั้นเพิ่มพื้นผิวที่มีการสะท้อนแสงระหว่างสายตาของผู้ขับและถนนได้ ดังนั้น การเลือกใส่แว่นตาที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นในเวลากลางคืนดีขึ้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการเลือกแว่นตาที่ใช้เลนส์ที่เคลือบสารกันสะท้อน (Anti-reflective coating หรือ AR-coating) นี้จะช่วยลดแสงที่เกิดจากการสะท้อนภายในผิวเลนส์ของแว่น และปล่อยให้แสงผ่านเข้ามาได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ควรทำความสะอาดไฟหน้า ไฟท้าย ไฟสัญญาณต่างๆ กระจกหน้าต่าง และกระจกรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยควรทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หรืออาจจะบ่อยกว่านั้นหากมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ กระจกหน้ารถยนต์ที่ดูสะอาดในช่วงกลางวัน อาจเผยให้เห็นรอยขีดข่วนที่อาจทำให้เกิดแสงสะท้อนในเวลากลางคืน ควรพกผ้าไมโครไฟเบอร์หรือหนังสือพิมพ์ไว้ในรถยนต์ เพื่อเช็ดทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ติดกระจกหน้ารถยนต์และกระจกหน้าต่าง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสและจับผิวด้านในของกระจกหน้ารถยนต์ กระจกหน้าต่างด้านข้าง หรือกระจกอื่นๆ ด้วยมือเปล่าของคุณ เพราะความมันจากผิวของคุณอาจจะทำให้กระจกรถยนต์เป็นรอยเปื้อนได้ ซึ่งจะเห็นเป็นฝ้าที่กระจก เมื่อมีแสงไฟจากภายนอกหรือภายในรถยนต์มากระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;แม้ว่าไฟหน้ารถยนต์จะได้รับการปรับตั้งมาอย่างถูกต้องจากโรงประกอบรถยนต์แล้วก็ตาม แต่การมีช่างเทคนิคคอยทำการตรวจสอบการฉายลำแสงจากไฟหน้ารถยนต์ เพื่อให้มั่นใจว่าไฟหน้ารถยนต์จะส่องถนนในทิศทางที่ถูกต้อง โดยที่ไม่แยงตาผู้ขับรถสวนมา เช่นเดียวกันคุณสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะ &amp;ldquo;มองไม่เห็น&amp;rdquo; โดยการปรับกระจกมองข้างรถยนต์ของคุณลงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้คุณมองเห็นรถยนต์ที่อยู่ด้านหลังโดยไม่มีแสงจ้าจากไฟหน้าของรถคันดังกล่าวสะท้อนมาเข้าตา นอกจากนี้ การปรับกระจกมองหลังภายในรถยนต์ไปที่โหมดกลางคืน หรือ Auto Dim ซึ่งทำให้กระจกมืดเพื่อป้องกันแสงจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ผู้ขับควรชะลอความเร็วในการขับรถยนต์และทิ้งระยะห่างจากคันหน้าให้มากขึ้นหากขับรถในความมืด การกะความเร็วและระยะของรถคันหน้าในเวลากลางคืนเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการรับรู้ความใกล้ไกล การจำแนกสี และความสามารถในการมองเห็นรอบๆ จะตอบสนองช้าลงหากอยู่ในความมืด และปฏิกิริยาการตอบสนองของผู้ขับประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับการมองเห็น แม้ว่าไฟหน้ารถยนต์จะส่องแสงสว่างให้มองเห็นถนนด้านหน้า แต่ไฟต่ำทั่วไปมีระยะส่องสว่างจากด้านหน้ารถยนต์ของคุณ ตั้งแต่ 50-75 เมตร ขณะที่ไฟสูงจะมีระยะส่องแสงสว่างประมาณ 100-150 เมตร เมื่อขับรถยนต์ด้วยความเร็ว ระยะหยุดรถที่ปลอดภัยจะต้องใช้มากกว่า 60 เมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;การขับรถยนต์ในเวลากลางคืนบางครั้งผู้ขับอาจต้องพบเจอและชนสัตว์ต่างๆ ที่อยู่บนถนน ในเมืองนั้นคุณอาจพบเจอสุนัขจรจัด อย่างไรก็ตาม ตามถนนในต่างจังหวัดคุณอาจพบเจอสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น วัวป่าหรือแม้แต่ช้าง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายร้ายแรง แม้ว่าไฟสูงหน้ารถยนต์ของคุณไม่สามารถส่องสว่างได้ไกลเกินกว่าระยะทางที่ใช้หยุดรถหรือบริเวณรอบๆทางโค้ง แต่คุณก็สามารถหลีกเลี่ยงการชนสัตว์ได้ โดยสังเกตจากไฟหน้ารถยนต์ของคุณที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของพวกสัตว์ จุดสว่างเล็กๆ เหล่านี้มักจะปรากฎอยู่บนถนนทำให้ผู้ขับมีเวลามากขึ้นในการชะลอหรือหยุดรถยนต์ได้ทันเวลา เมื่อพบเจอกับสัตว์ใหญ่ที่อยู่ใกล้ถนนหรือบนถนน วิธีที่ดีที่สุดคือควรขับรถยนต์ให้ช้าลงโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเลนหรือขับรถยนต์ออกนอกเลน ตัวอย่างเช่น กวางมักจะชอบติดตามไฟหน้ารถยนต์และเคลื่อนที่ไปอยู่ด้านหน้ารถยนต์ของคุณ ดังนั้น การหักเลี้ยวพวงมาลัยอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรขับรถยนต์อย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีสัตว์ต่างๆ สัญจรบนถนน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ ทานยาที่แพทย์สั่งจ่าย และสมุนไพรบางชนิดอาจทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เป็นเครื่องดื่มชนิดเดียวที่ทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการง่วงนอนและอ่อนเพลียจากฤทธิ์กล่อมประสาท การดื่มแอลกอฮอลล์ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการชนร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตและมีอัตราการเสียชีวิตเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้ขับควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ขณะที่คุณขับรถยนต์อยู่ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายต่อดวงตา ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการสายตาของผู้ขับขี่ หนึ่งในผลกระทบจากสารนิโคตินในบุหรี่ยับยั้งการผลิตสารเคมีสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นในเวลากลางคืน จากการศึกษา ระบุว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากควันบุหรี่ทำให้การมองเห็นลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า การขับรถยนต์ในขณะที่ผู้ขับง่วงนอนเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนได้มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้าส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน และความเหนื่อยล้าเป็นปัจจัยสำคัญเกือบ 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุรถชนในต่างจังหวัด คนทั่วไปไม่รู้สึกเหนื่อยจากการขับรถยนต์ แต่พวกเขาน่าจะเหนื่อยล้าเมื่อขับรถเป็นเวลานานๆ การทำงานหนักหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรทำตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ควรนอนหลับให้เพียงพอก่อนที่จะขับรถยนต์ไม่ควรขับรถยนต์เกิน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ควรหยุดพักเป็นระยะ อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง สลับกันขับหากเป็นไปได้ไม่ควรขับรถยนต์ในเวลาที่คุณรู้สึกง่วงนอน หากคุณรู้สึกง่วงนอนให้หาสถานที่ปลอดภัยในการจอดรถยนต์ และงีบหลับประมาณ 15 นาที ควรรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายอยู่เสมอด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ และทานของว่างที่ให้พลังงานสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt 36pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30424</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับรถกลางคืน, ข่าวรถไทยโพสต์, ทดลองขับ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, เชฟโรเลต, เทรลเบลเซอร์, โคโลราโด, ไทยโพสต์.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7c9d5daa1da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2018 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชฟโรเลต ทดสอบความแกร่ง ยกระดับเทรลเบลเซอร์รองรับการขับขี่ทุกรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดอะ สปิริต ออฟ เทรลเบลเซอร์ คลับ กลุ่มลูกค้าเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ทำการทดสอบสมรรถนะของเทรลเบลเซอร์&amp;nbsp; รถเอสยูวีพรีเมียมสไตล์อเมริกันทั้งบนถนนทั่วไปและเส้นทางออฟโรดในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในพื้นที่ที่มีเส้นทางออฟโรดที่ครบครันทุกรูปแบบ ดึงดูดคนรักรถเอสยูวีให้ได้ฝึกปรือทักษะการขับขี่แบบสมบุกสมบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทรลเบลเซอร์&amp;nbsp; รุ่นใหม่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการขับขี่บนเส้นทางที่ท้าทายและยากลำบาก โดยทีมวิศวกรของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ในประเทศไทย บราซิล ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันปรับปรุงแชสซีส์ใหม่ และทดสอบความแข็งแกร่งทนทานของรถเอสยูวีพรีเมียมสไตล์อเมริกันรุ่นนี้ตลอดระยะเวลาการพัฒนาและการประเมินคุณภาพกว่า 18 เดือนเต็ม และได้ทำการทดสอบแบบเดียวกันนี้กับรถเอสยูวีและรถกระบะของเชฟโรเลตทุกรุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถยนต์ของเชฟโรเลตมีความสะดวกสบายในการขับขี่ การควบคุมที่ยอดเยี่ยม และเสถียรภาพอันเหนือชั้น เพื่อความปลอดภัยและความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าเจ้าของรถเอสยูวีจะไม่ได้ขับขี่บนเส้นทางออฟโรดเป็นประจำ แต่บ่อยครั้งที่ต้องขับขี่บนถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ ไม่ราบเรียบ หรือเป็นหลุมเป็นบ่อ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้แก่ยาง ล้อ และชิ้นส่วนช่วงล่าง รวมถึงทำให้ตัวรถเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร เพื่อสร้างความมั่นใจในศักยภาพของเทรลเบลเซอร์ซึ่งรองรับการขับขี่ได้ในทุกสถานการณ์ รถเอสยูวีรุ่นนี้จึงได้รับการทดสอบในสนามทดสอบสมรรถนะของจีเอ็มที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อหลากหลายขนาด ที่สามารถสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ขับขี่ได้ไปจนถึงขั้นสั่นสะเทือนแชสซีส์ พื้นผิวถนนที่ขรุขระนี้ ช่วยให้วิศวกรพัฒนาการป้องกันแรงสะเทือนที่เกิดกับตัวรถได้ดียิ่งขึ้น และปรับปรุงช่วงล่างเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารมากที่สุด หลุมบ่อในสนามทดสอบช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญจำลองสถานการณ์การทำงานของตัวรถเมื่อตกหลุมบนถนนทั่วไป จีเอ็มรวบรวมข้อมูลดังกล่าวมาตลอด 40 ปี และนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบวิศวกรรมของรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อให้ดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น สนามทดสอบดังกล่าวมีพื้นผิวถนนหลากหลายรูปแบบ ที่สามารถจำลองสถานการณ์การใช้งานจริงบนถนนทั่วโลก การทดสอบความทนทานขั้นสูงเช่นนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขับขี่บนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพื้นที่ก่อสร้างและสภาพแวดล้อมแบบออฟโรดอื่นๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีเอ็มจึงได้พัฒนาเทรลเบลเซอร์ใหม่ ให้มีแชสซีส์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงช่วงล่างใหม่ เสริมโช้คอัพชุดใหม่ และแท่นรองตัวถังใหม่ รวมถึงเหล็กกันโคลงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการกระแทกอย่างกะทันหันและหนักหน่วง โครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งยังช่วยให้วิศวกรปรับแต่งช่วงล่างได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และลดแรงกระแทกจากการตกหลุมตามถนนขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและควบคุมได้ดั่งใจยิ่งกว่าที่เคยเป็น วิศวกรของจีเอ็มทดสอบความทนทานของเทรลเบลเซอร์ด้วยการจำลองการใช้งานตลอดวงจรชีวิตของรถเอสยูวีรุ่นนี้ และสร้างความมั่นใจว่าเทรลเบลเซอร์จะมีมาตรฐานสูงสุด ก่อนที่ฝ่ายวิศวกรจะอนุมัติให้ขึ้นสายการผลิตต่อไป ทดสอบสมรรถนะถึงขีดสุด &amp;ndash; ทีมวิศวกรขับขี่รถยนต์อย่างหนักหน่วงกว่าปกติเพื่อจำลองการใช้งานตลอดช่วงอายุของตัวรถ ด้วยการนำรถยนต์เชฟโรเลตเข้ารับการทดสอบที่หนักหน่วง เพื่อสร้างความมั่นใจในความแข็งแกร่งทนทานของผลิตภัณฑ์และความไว้วางใจในหมู่ลูกค้าเชฟโรเลตในประเทศไทยและทั่วโลก สิ่งสำคัญที่สุดที่เรายึดมั่น คือความปลอดภัยและความพึงพอใจของลูกค้า เราจึงพร้อมทำการทดสอบที่ท้าทายทุกขีดจำกัดของการขับขี่เพื่อส่งมอบสิ่งเหล่านั้นให้กับลูกค้าของเรา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5259</URL_LINK>
                <HASHTAG>cheverolet, ข่าวรถ, ข่าวรถยนต์, ทดสอบรถ, ยานยนต์, ยานยนต์ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, รีวิว, เชฟโรเลต, เทรลเบลเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aae204ce0ce8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
