<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2019 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2019 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่น้ำโขงผันผวนหนัก ดินตลิ่งทรุดตัวถล่มทับกระชังปลาเสียหายอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค.62 - ผู้สื่อข่าวร่ายงานว่า จากความผันผวนของน้ำในแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดนครพนม ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เลี่ยงปลากระชัง ตั้งแต่บ้านท่าควาย เขตเทศบาลเมืองนครพนม ถึงบ้านห้อม หมู่ 1 ต.อาจสามารถ ไม่น้อยกว่า 100 กระชัง โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม มีพายุดีเปรสชั่นเข้าถล่ม ทำให้ดินริมแม่น้ำโขงเกิดปัญหา สไลด์พังทับกระชังปลาของเกษตรกร &amp;nbsp;ได้รับความเสียหายจำนวนมาก และมีปลากระชังไหลไปกับสายน้ำโขงรวมแล้วเกือบ 3 ตัน สูญเงินกว่า 2 แสนบาท &amp;nbsp;โดยชาวบ้านได้เฝ้าระวังเตรียมเคลื่อนย้ายกระชังปลาออกห่างจากแนวตลิ่ง ที่อาจจะเกิดการสไลด์เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประดิษฐ์ นรากรเกียรติ อายุ &amp;nbsp;61 ปี เกษตรกรเลี้ยงปลากระชัง บ้านห้อม หมู่ 1 ต.อาจสามารถ เปิดเผยว่ายอมรับว่าน้ำโขงมีความผันผวนมากกว่าทุกปี &amp;nbsp;หลายปีที่ผ่านมาในเดือนเดียวกัน น้ำมีระดับสูงสุดจนเกือบล้นตลิ่ง แต่ปีนี้กลับมีระดับน้ำต่ำกว่าทุกปี จึงส่งผลกระทบต่อการทำอาชีพเลี้ยงปลากระชัง เนื่องจากระดับน้ำมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ปลากระชังเลี้ยงยาก ไม่ค่อยกินอาหาร บางกระชังมีปลาตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่สาหัสมากที่สุดในช่วงนี้ คือดินตลิ่งแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดินตะกอน ที่ไหลมาทับถมช่วงน้ำโขงสูงเมื่อปี 2561 ได้เกิดปัญหาดินสไลด์พังเป็นแนวยาว ยิ่งมีฝนตกลงมาจึงทำให้ดินริมตลิ่งอุ้มน้ำไม่ไหว แล้วทรุดลงแม่น้ำโขง บางจุดไหลทับกระชังปลาได้รับความเสียหายไปถึง 10 กระชัง &amp;nbsp;มีปลาที่เลี้ยงสูญหายไป 3 กระชัง น้ำหนักรวมราว 2 ตันเศษ สร้างความเสียหายมากกว่า 2 แสนบาท ยอมรับว่าขาดทุนหนัก ผู้ที่เลี้ยงปลาในกระชังต้องเร่งเคลื่อนย้ายกระชังออกห่างจากตลิ่ง เพราะสังเกตว่าหากระดับน้ำโขงเพิ่มช้า แล้วจังหวะนั้นมีฝนตกลงมา จะส่งผลกระทบกับดินริมตลิ่ง มีโอกาสพังถล่มมากขึ้น ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ป้องกันและแก้ไขยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะนี้หลังฝนหยุดตกช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำโขงทรงตัวที่ประมาณ 4 เมตร ห่างจากจุดวิกฤติประมาณ 9 เมตร คือที่ระดับ 13 เมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ถือว่ามีระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมาเท่าตัว นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับน้ำโขงผันผวนมากสุดในรอบ 10 ปี&amp;nbsp;โดยจากข้อมูลพบว่า ปี 2561 ช่วงเดือนกรกฎาคม ระดับน้ำโขงจะสูงสุดมากถึง 10 เมตร แต่ปีนี้ผันผวนต่ำสุดมีระดับอยู่ที่ประมาณ 4 เมตรเท่านั้น&amp;nbsp;เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ถึงแม้จะหลายพื้นที่ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำโขงหนุนลำน้ำสาขาเอ่อท่วม แต่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับปัญหาดินริมตลิ่งพังถล่มจากดินตะกอนสไลด์ หลังมีฝนตกลงมาหลายวันเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40437</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ดินทรุดตัว, พายุดีเปรสชั่น, เทศบาลเมืองนครพนม, เลี้ยงปลาในกระชัง, แม่น้ำโขงผันผวนหนัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190708/image_big_5d22ffc2d6ffc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชุ่ย!ไบค์เลนเลียบฝั่งแม่น้ำโขงพังก่อนส่งมอบแฉงบมาก่อนสร้างเขื่อนกันตลิ่งพังส่อบานปลายแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ก.ค.62-ที่จ.นครพนม มีความคืบหน้ากรณีปัญหาไบค์เลน เส้นทางจักยาน เฟส 2 เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตเทศบาลเมืองนครพนม ทรุดตัวพังถล่มเสียหายกว่า 70 เมตร บริเวณริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เยื้องจวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่า สร้างอ้อมหลังบ้านเรือนประชาชนยาวไปโผล่ถนนสุนทรวิจิตรอีกครั้งตรงหน้าโบสถ์นักบุญอันนา(โบสถ์คริสต์) ชุมชนหนองแสง ซึ่งเป็นงบประมาณก่อสร้างกว่า 20 ล้านบาท ของกรมโยธาธิการและผังเมืองรับผิดชอบ มีระยะทางรวมประมาณ 500 เมตร โดยเพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างผู้รับจ้าง เตรียมส่งมอบคืนพื้นที่ให้แก่ราชการ ระบุสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เกิดปัญหาในช่วงพายุดีเปรสชั่นพัดผ่าน ทำให้มีฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาดินตะกอนริมตลิ่งสไลด์ตัว โครงสร้างไบค์เลนจึงพังถล่ม &amp;nbsp;นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังพบว่าตลอดแนวแม่น้ำโขงมีดินสไลด์หลายจุด &amp;nbsp;เนื่องจากบริเวณที่ดินตะกอนสไลด์นั้นยังไม่มีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง &amp;nbsp;และคาดว่าจะส่งผลกระทบพังเสียหายต่อเนื่อง หากฝนตกกระหน่ำอยู่เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด วันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณไบค์เลนเฟส 1 ถนนสุนทรวิจิตร ตั้งแต่หน้าวัดโอกาส(ศรีบัวบาน) มาโผล่หน้าบ้านพักผู้พิพากษา ที่แบบก่อสร้างไม่ต่างจากเฟส 2 เพราะต้องสร้างอ้อมบ้านเรือนประชาชน พร้อมสร้างสะพานเหล็กคร่อมท่าเทียบเรือการท่องเที่ยว(ไทย-ลาว) ระยะทาง 660 เมตร ใช้งบประมาณ 34 ล้านบาท ในจำนวนนั้นรวมการก่อสร้างทางลงไบค์เลนด้วย แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ไบค์เลนเฟส 1 สร้างชิดตลิ่งกว่าเฟส 2 และเมื่อปี 2561 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่มวลน้ำไหลท่วมเกือบล้นตลิ่งแม่น้ำโขง ไบค์เลนเฟส 1 ก็ไม่มีปัญหาในการทรุดตัว จึงทำให้เบาใจไปเปลาะหนึ่ง แต่ก็ไม่ชะล่าใจเพราะมีดินสไลค์บริเวณดังกล่าวหลายแห่ง ทางผู้รับจ้างจึงได้นำคนงานมาขุดร่องระบายน้ำ บริเวณเสาตอม่อเพื่อเปิดช่องระบายน้ำลงแม่น้ำโขง เพื่อลดการสไลด์ของดินตะกอน นอกจากนี้ได้นำสิ่งกีดขวางมากั้นพื้นที่ ห้ามประชาชนเข้าไปบริเวณนั้น ขณะรายงานข่าวยังไม่พบจุดที่เป็นปัญหาเหมือนไบค์เลนเฟส 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวคนหนึ่งเปิดเผยว่า ไบค์เลนทั้งสองเฟส มีการออกแบบโดยวิศวกรกรมโยธาธิการทั้งคู่ &amp;nbsp;ซึ่งไบค์เลนเฟส 1 ออกแบบโดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครพนม ขณะที่ไบค์เลนเฟส 2 ออกแบบโดยวิศวกรกรมโยธาธิการจากส่วนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งมีการของบประมาณซอยออกเป็น 2 ขยัก ขยักแรกของบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง และขยักสองงบสร้างไบค์เลน ปรากฏว่างบสร้างไบค์เลนมาก่อน จึงจำเป็นต้องสร้างทางจักรยาน มิฉะนั้นจะต้องถูกดึงงบกลับ หลังสร้างเสร็จงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังก็ยังไม่มา ถึงขณะนี้แม้งบดังกล่าวตกมาถึง การสร้างเขื่อนฯก็จะกลายเป็นปัญหาหนักสำหรับผู้รับเหมา เพราะไม่รู้จะขนหินลงไปอย่างไร ฉะนั้นอาจจะต้องมีการทุบไบค์เลนหนึ่งแห่ง เพื่อเปิดทางให้รถบรรทุกสามารถนำหินไปสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังได้ ซึ่งแหล่งข่าวบอกว่าปัญหานี้ต้องนำไปถกกันอีกยาว เชื่อว่ามีปัญหาบานปลายแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;นายชิดชัย อินทรพาณิชย์ &amp;nbsp;โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นงบประมาณกลุ่มจังหวัด ที่จัดสรรมาสนับสนุน สร้างไบค์เลน รวมถึงเส้นทางเดินชมวิวริมแม่น้ำโขง &amp;nbsp;เฉพาะจุดที่มีการพังถล่มของไบค์เลนงบประมาณก่อสร้าง 20 กว่าล้านบาท &amp;nbsp;เบื้องต้นทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ร่วมกับสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครพนม ส่วนสาเหตุหลัก ยืนยันว่าประเด็นสำคัญจุดก่อสร้างได้สร้างยื่นออกไปยังแม่น้ำโขง และไม่มีเขื่อนป้องกันตลิ่ง ซึ่งในการก่อสร้างตรวจสอบแล้ว ไม่มีการคำนวณปัญหาดินสไลด์ ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้าง ซึ่งทางกรมโยธาธิการ ได้ลงพื้นที่เตรียมหาทางแก้ไขป้องกันในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับการแก้ไขปัญหาจะต้องมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และมีอีกหลายจุดที่จะได้รับผลกระทบ ส่วนความรับผิดชอบคือกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงผู้รับจ้างที่จะต้องดำเนินการแก้ไข เพราะงานยังไม่มีการส่งมอบ ซึ่งจุดเสี่ยงประมาณ 3 &amp;ndash; 4 จุด ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด จึงได้สั่งปิดการใช้งานชั่วคราว&amp;quot;นายชิดชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40241</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโยธาธิการและผังเมือง, นายชิดชัย อินทรพาณิชย์, เขื่อนป้องกันตลิ่งพัง, เทศบาลเมืองนครพนม, ไบค์เลนเลียบแม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1ec88e6f275.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขปริศนา &#039;ประตูผี&#039; วัดโอกาสนครพนม ตะลึง!ใช้โกศคนตายแทนกำแพงแก้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดโอกาส&amp;nbsp;ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครพนม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เดิมชื่อว่า วัดพระศรีบัวบานพระเจ้าติ้ว&amp;nbsp;มีพื้นที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 วา ในปี พ.ศ.2281 ราชบุตรพรหมา เจ้าผู้ครองนครบุรีศรีโคตรบูร (ต่อจากพระบรมราชากู่แก้วพระบิดา) ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดพร้อมสร้างพระอุโบสถ และพระประธานในโบสถ์นามว่า &amp;ldquo;หลวงพ่อพระบรมราชาพรหมา&amp;rdquo; นอกจากนี้ราชบุตรพรหมายังได้อัญเชิญพระติ้ว-พระเทียม จากวัดธาตุบ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม มาประดิษฐานไว้ที่วัด ก่อนจะเปลี่ยนชื่อจาก &amp;ldquo;วัดพระศรีบัวบานพระเจ้าติ้ว&amp;rdquo; มาเป็นวัดโอกาส และมีสร้อยตามหลังว่า &amp;ldquo;ศรีบัวบาน&amp;rdquo; เป็นวัดโอกาสศรีบัวบาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัดโอกาสจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ริมแม่น้ำโขง โดยด้านหน้าจะมีประตูโขง เคียงข้างกัน 2 แห่ง ด้านแรกจะมีรูปปั้นท้าวมหาพรหมในท่านั่งสถิตอยู่ด้านบน ส่วนประตูโขงอีกด้านที่อยู่ใกล้กัน จะมีรูปปั้นท้าวมหาพรหมในท่ายืน ซึ่งชาวบ้านเรียกประตูโขงทั้งสองนี้ว่า &amp;ldquo;ประตูพรหม&amp;rdquo; &amp;nbsp;ส่วนทางด้านทิศตะวันตก มีประตูโขงที่มีรูปปั้นยักษ์ยืนกุมไม้กระบองหรือคฑาอยู่ 2 ตน เบื้องต้นชาวบ้านต่างเชื่อว่ารูปปั้นดังกล่าวคือท้าวเวสสุวรรณ อธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย ชาวบ้านจึงเรียกประตูแห่งนี้ว่า &amp;ldquo;ประตูผี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้กราบนมัสการถามพระครูศรีปริยัติการ เจ้าอาวาสวัดโอกาส เกี่ยวกับประตูผีที่ชาวบ้านมีคติความเชื่อว่า เป็นประตูสำหรับพวกภูตผีใช้เป็นทางสัญจรเข้าออก ซึ่งได้คำตอบว่ารูปปั้นดังกล่าวไม่ใช่ท้าวเวสสุวรรณ แต่เป็นรูปปั้นของท้าววิรูปักษ์นาคราช หรือวิรูปักโขนาคราช เจ้าแห่งพญานาคทั้งปวง โดยมีตำนานเล่าขานกันว่าพญานาคนั้นมีอยู่ 4 ตระกูลด้วยกัน คือ ตระกูลวิรูปักษ์ เป็นพญานาคสีทอง,กัณหาโคตมะ พญานาคสีดำ,ฉัพพยาปุตตะ พญานาคสีรุ้ง และ ตระกูลเอราปถ พญานาคสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตระกูลวิรูปักษ์ เป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด เป็นเทพนาคราชคู่พระทัยของท้าวสักกะเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้ทรงเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน เนื่องจากได้ฟังธรรมจากพระโคดมและทรงบำเพ็ญเพียร เมื่อท้าววิรูปักษ์องค์เดิมสิ้นอายุขัยแล้ว ท่านจึงได้รับโองการจากท้าวสักกะฯ &amp;nbsp;ให้มาเป็นเจ้าแห่งโลกบาลทั้ง 4 และถือเป็นเจ้าแห่งทรัพย์ในบาดาลพิภพ โดยท่านจะปกครองในทิศปัจจิม (ตะวันตก) ในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้าววิรูปักษ์นาคราชยังดำรงตำแหน่งอธิบดีปกครองหมู่นาคด้วย ซึ่งพญานาคนั้นมีฤทธิ์มาก จะแปลงกายเป็นเทวดา เป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นๆก็ได้ ลักษณะกายของวิรูปักโขนาคราชนั้น จะมีสีทองทั้งองค์ ดวงตามีสีขาวอมฟ้าคล้ายตาของมนุษย์ ที่มีฤทธิ์อานุภาพและความเมตตาอย่างมาก หากใครบูชาท่านด้วยใจบริสุทธิ์จะเกิดความเป็นสิริมงคลในชีวิตและประสบพบแต่โชคลาภ เงินทอง เพราะตามประวัติท่านเป็นพญานาคราชที่เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ในบาดาลพิภพนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากพระครูศรีปริยัติการ จะไขปริศนาเกี่ยวกับท้าววิรูปักษ์แล้ว วักโอกาสยังมีความแปลกพิสดารกว่าวัดอื่นๆ คือเป็นวัดที่ไม่มีกำแพงแก้ว ซึ่งลักษณะกำแพงแก้วเป็นกำแพงเตี้ยๆ ที่ทำไว้เพื่อล้อมโบสถ์ วิหาร หรือเจดีย์ของพระอารามแต่ละแห่งให้ดูดียิ่งขึ้น ดังนั้นกำแพงแก้วจึงมีกันเกือบทุกวัด คล้ายกับเป็นส่วนหนึ่งของพุทธจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่วัดโอกาสศรีบัวบานแห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นวัดแห่งเดียวที่ฉีกตำราการสร้าง ที่ไม่มีกำแพงแก้ว แต่กลับใช้โกศบรรจุอัฐิผู้ล่วงลับไปแล้วล้อมรอบแทน นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกและชวนสนใจไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องกำแพงแก้วล้อมรอบโบสถ์นั้น เท่าที่ทราบจากปากต่อปากว่า เดิมทีทางวัดจะสร้างกำแพงแก้วล้อมโบสถ์ให้เหมือนกับวัดทั่วๆไป แต่วัดมีเนื้อที่น้อยและจำกัด ประกอบกับต้องบริจาคพื้นที่ส่วนหนึ่งไปสร้างศาลเจ้าหมื่น (เจ้าพ่อหลักเมือง)&amp;nbsp;เวลามีญาติโยมมาขอสร้างโกศบรรจุอัฐบรรพบุรุษ ทางวัดไม่สามารถจัดหาพื้นที่อันเหมาะสม จึงตัดสินใจให้ไปสร้างโกศล้อมรอบพระอุโบสถ ดังที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน&amp;rdquo; พระครูศรีปริยัติการ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัดโอกาส(ศรีบัวบาน) ยังมีสิ่งดีๆที่เป็นมงคลอีกมากมาย เช่นพระติ้ว พระเทียม ที่มีประวัติการสร้างยาวนานกว่า 1,300 ปี (สมัยพระบรมราชากู่แก้วเป็นเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร) และถึงแม้จะมีเนื้อที่เพียง 3 ไร่เศษ แต่ก็มีการสร้างประตูโขงมากถึง 11แห่ง โดยแต่แห่งผู้สร้างมักจะเป็นคหบดีใหญ่ของจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนอกจากวัดโอกาสจะมีงานบุญสรงน้ำพระติ้ว พระเทียม ในทุกปีของเทศกาลวันวิสาขบูชาแล้ว ยังมีบุญเดือน 7 หรือ บุญซำฺฮะ(ชำระ) ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นอีสาน ฮีต 12 ครอง(คอง) 14&amp;nbsp;ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน เทศบาลเมืองนครพนมโดยนายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรี ได้จัดงานบุญซำฮะเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคำว่า&amp;ldquo;ซำฮะ&amp;rdquo; หมายถึง การชำระนั่นเอง มีความหมายว่า ต้องการให้ชำระล้างสิ่งสกปรกรุงรังให้สะอาดปราศจากมลทิน แต่การซำฮะในที่นี้มีอยู่ 2 อย่างคือ 1.การชำระความสกปรกภายนอก ได้แก่ร่างกายเสื้อผ้า อาหารการกิน ตลอดจนที่อยู่อาศัย และ 2.การชำระความสกปรกภายใน ได้แก่จิตใจเกิดความโลภ โกรธ หลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิธีนี้ชาวบ้านจะปลูกปะรำพิธีขึ้นกลางหมู่บ้านหรือจะเอาศาลากลางบ้านก็ได้ แต่ทุกเรือนจะต้องเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน ขันน้ำ ไหมหลอด ฝ้ายผูกแขน หินแฮ่(กรวด)ทรายมารวมกัน ณ ปะรำพิธี พอเวลากลางคืนนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต หลังจากที่พระสงฆ์ฉันแล้ว จะประพรมน้ำพุทธมนต์ให้แก่ผู้ที่มาในงาน ซึ่งทุกคนจะเอาขันน้ำมนต์ ฝ้ายผูกแขน หินแฮ่(กรวด) ทรายของตนกลับคืนไป เพื่อนำน้ำมนต์ไปรดให้ลูกหลานบ้านเรือนวัวควาย ฝ้ายเอาไปผูกแขนลูกหลาน หินแฮ่ (กรวด) ทรายเอาไปหว่านรอบบ้านเรือน เพื่อให้เกิดความสวัสดิมงคลตลอดปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำว่า &amp;ldquo;ประตูโขง&amp;rdquo; หรือซุ้มประตูโขง เป็นภาษาอีสาน มีลักษณะเป็นซุ้มยอมดอกบัวตูม สันนิษฐานว่า &amp;ldquo;โขง&amp;rdquo; หมายถึง &amp;ldquo;โค้ง&amp;rdquo; ซึ่งจะเห็นได้จากวงประตูรูปโค้งครึ่งวงกลมเชื่อว่าประตูโขงคงพัฒนามาจากทวารโตรณะ(Drava Torana) ของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกทางเข้าพุทธสถาน ประตูโขงมีลักษณะคล้ายปราสาทย่อส่วนซ้อนชั้น ส่วนหลายสุดเป็นยอดแหลม ซึ่งตามความหมายของคำว่า&amp;ldquo;ปราสาท&amp;rdquo; จะเห็นได้จากเหนือชั้นหลังคาเอนลาดจะสร้างปราสาทย่อส่วนซ้อนขึ้นไป ที่องค์ปราสาทจะมีซุ้มโค้งประดับ ในศิลปะอินเดียเรียกซุ้มโค้งนี้ว่า &amp;ldquo;กุฑุ(Kudu)&amp;rdquo; อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นฟ้า คือเขาไกรลาส ที่ประทับแห่งพระศิวะ หรือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38933</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานบุญซำฮะ, จังหวัดนครพนม, ประเพณีท้องถิ่นอีสาน, วัดโอกาส, วัดโอกาสศรีบัวบาน, ฮีต 12 คอง 14, เทศบาลเมืองนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09eb46768f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดราม่าหนังเค็ม&#039; ชาวบ้านโอดหิ้วจากลาวถูกยึด นายด่านแจงหวั่นแพร่โรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค.62 -&amp;nbsp;ที่บริเวณท่าเทียบเรือการท่องเที่ยวเทศบาลเมืองนครพนม หรือท่าด่าน ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องทุกข์จากชาวบ้านว่า มีชาวบ้านที่ข้ามฝั่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว) แล้วคนฝั่งนั้นได้ให้ของฝากจำพวกกระติ๊บใส่ข้าวเหนียว และหนัง(ควาย)เค็มติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่พอมาถึงท่าด่านผ่านการตรวจของตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) แล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์คอยตรวจกระเป๋าและสิ่งของสัมภาระต่างๆที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะของกิน หากเป็นจำพวกแหนมหมู ไส้กรอก หมูยอ หรือหนังเค็ม จะถูกห้ามนำออกจากบริเวณนั้น พร้อมกับยึดของดังกล่าวทันที ทำให้ชาวบ้านหลายคนเกิดความเคลือบแคลงใจ อาจจะถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง เพราะสิ่งของเหล่านั้นไม่ได้นำไปขาย แต่เป็นของฝากจากเพื่อนบ้านสำหรับบริโภคในครอบครัว ทำไมต้องตรวจยึดกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณท่าด่าน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน มีชาวลาวมารอเตรียมนั่งเรือข้ามฟากตั้งแต่เช้า โดยผ่านขั้นตอนต่างๆตามลำดับ ที่โป๊ะโดยสารมีป้ายไวนิลด่านกักกันสัตว์นครพนม กรมปศุสัตว์ เขียนแบ่งออกเป็น 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และลาว จำนวน 2 แผ่น มีข้อความระบุว่า &amp;ldquo;ผู้ใดนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งมีสัตว์หรือซากสัตว์ไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมปศุสัตว์ หรือผู้ที่อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบหมาย จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;rdquo; ส่วนอีกป้ายที่อยู่ติดกันระบุข้อความว่า &amp;ldquo;ตามพระราชบัญญัติโรคระบาด พ.ศ.2558 ห้ามนำเข้า-ส่งออก สัตว์ ซากสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เช่น เนื้อแห้ง,หนังเค็ม ฯลฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากด่านกักกันสัตว์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุระชัย แก้วแหวน หัวหน้าชุดปฏิบัติงาน ประจำท่าด่าน เปิดเผยว่ามีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ของด่านกักกันสัตว์ฯ ปฏิบัติหน้าที่วันละ 2 นาย การตรวจค้นและยึดสิ่งของต้องห้ามดังกล่าว เป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และจะต้องรายงานให้ต้นสังกัดทราบทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายณรงค์ รัตนตรัยวงศ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์จังหวัดนครพนม เผยว่าขณะนี้มีโรคระบาดในสุกร(หมู)ที่ประเทศจีน กรมปศุสัตว์มีคำสั่งเข้มงวดการนำเข้าซากสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ซึ่งอาจจะปนเปื้อนเชื้อโรคที่เกิดจากสัตว์ เช่นโรคปาก เท้า เปื่อย หรือไข้หวัดนก ฯลฯ หากเจ้าหน้าปล่อยปละละเลยเกิดมีโรคระบาดที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ติดมากับผลิตภัณฑ์สัตว์ จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน ด่านกักกันสัตว์ฯจึงอนุญาตให้นำเข้าได้เฉพาะซากสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเกิดดราม่าหนังเค็ม นายณรงค์ฯกล่าวต่อว่า หนังเค็มผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้องหรือเปล่า และหนังกระบือ(ควาย)ที่มาทำหนังเค็มนั้นเป็นโรคไหม สมมุติว่าเป็นโรคที่ทางการไทยเฝ้าระวัง คนที่ได้รับเชื้อโรคคือบุคคลที่ไปสัมผัสหนังเค็มนั้น จึงขอให้เข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสุจิตรา แซ่คู ร้านขายของชำ ถนนดิษฐวงศ์วิถี เขตเทศบาลเมืองนครพนม เล่าว่ารับหนังเค็มมาจากผู้ผลิตไทย ขายในราคามัดละ 10 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อไปบริโภคกับข้าวเหนียว ใส่แกงขี้เหล็ก หรือปรุงเป็นน้ำพริกหนังเค็ม(แจ่วหนังเค็ม) มีรสชาติอร่อย เป็นสินค้าขายดีในระดับต้นๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26038</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ด่านตรวจคนเข้าเมือง, ท่าด่าน, ท่าเรือริมแม่น้ำโขง, หนังควาย, หนังเค็ม, เทศบาลเมืองนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c344cc629bd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครพนมถือฤกษ์เข้าฤดูหนาว27ต.ค.เปิดแคมเปญท่องเที่ยวริมโขง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค.61 - เวลา 16.00 น.บริเวณริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ร่วมฟังการแถลงข่าวจาก นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทนอธิบดีฯ เรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย 2561 โดยนายภูเวียง&amp;nbsp;กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ตรวจติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จนพบว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ และจะลากยาวไปสิ้นสุดประมาณกลางเดือน ก.พ.62 ซึ่งอากาศหนาวถึงหนาวจัด จะเริ่มประมาณครึ่งหลังของเดือน ธ.ค.61 ถึงปลายเดือน ม.ค.62 จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศหนาวเย็น ให้ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้น และห่มผ้าหนาๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายและเป็นภูมิต้านทานป้องกันโรคที่มักเกิดในช่วงฤดูหนาว รวมถึงดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีภูมิต้านทานต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายและมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีอากาศหนาวถึงหนาวจัด โดยประชาชนจะได้สัมผัสไอหนาวตั้งแต่ช่วงต้นฤดู จากสถิติในรอบ 67 ปีที่ผ่านมา พบว่าปี 2498 จังหวัดนครพนม มีอุณหภูมิต่ำสุดถึง 1.8 องศาเซลเซียล ซึ่งอยู่ในเกณฑ์หนาวจัด และปี 2560 ในช่วงเดือน ธ.ค. อุณหภูมิต่ำสุด 6 องศา&amp;nbsp;สำหรับปีนี้คาดว่าอุณหภูมิต่ำสุดของจังหวัดนครพนม ประมาณ 6-8 องศาเซลเซียล ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยอากาศหนาวเย็นของจังหวัดนครพนม เป็นอากาศหนาวที่บริสุทธิ์ โดยได้รับอานิสงส์จากเทือกเขาต่างๆในประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว ทางจังหวัดฯจึงเตรียมเปิดแคมเปญโต้ลมหนาว ริมฝั่งแม่น้ำโขง ชมทะเลหมอกที่สวยงามลอยอยู่เหนือผืนน้ำ ชักชวนนักโต้ลมหนาวมาท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส&amp;nbsp;ให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ ประชาชนกินดี อยู่ดี มีความสุข คือเป้าของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผวจ.นครพนม ยังเตือนประชาชนเลี่ยง 3 พฤติกรรม ที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตในช่วงฤดูหนาว คือไม่ดื่มสุราแก้หนาว เพราะนอกจากไม่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ อีกทั้งฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้ร่างกายร้อนวูบวาบ และสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น รวมถึงกดประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึมและหมดสติโดยไม่รู้ตัว&amp;nbsp;ไม่นอนในที่โล่งแจ้งโดยไม่มีสิ่งปกคลุมร่างกาย โดยเฉพาะคนเมาสุราที่มักเผลอหลับหรือหมดสติ โดยไม่สวมใส่เสื้อผ้าหรือสวมเสื้อผ้าบางๆจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น เพราะการปล่อยให้ร่างกายสัมผัสกับอากาศเย็นเป็นเวลานาน จะทำให้เส้นเลือดหดตัว การไหลเวียนของโลหิตช้าลง ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน และหัวใจทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการช็อคจนเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงไม่ผิงไฟในที่อับอากาศ เพราะจะทำให้ร่างกายสูดดมก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์จากควันไฟเข้าสู่ทางเดินหายใจจำนวนมาก จนขาดออกซิเจนและสำลักควันไฟเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะหากเผลอหลับ โดยไม่ดับไฟให้สนิท ประกายไฟอาจกระเด็นไปติดหรือลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ถูกไฟคลอกเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้น และห่มผ้าให้หนากว่าปกติ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายและภูมิต้านทานป้องกันโรคที่มักเกิดในช่วงฤดูหนาว&amp;rdquo;นายสยาม&amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20631</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ฤดูหนาว, สูดอากาศริมแม่น้ำโขง, หน้าหนาว, เข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย, เทศบาลเมืองนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd0533f02b80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
