<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่น150ชีวิตสังเวยธารน้ำแข็งเทือกเขาหิมาลัยแตกไหลบ่าพังเขื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกิดภัยพิบัติธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยแตกไหลบ่าพังเขื่อนในรัฐอุตตราขัณฑ์ทางภาคเหนือของอินเดียเมื่อวันอาทิตย์ ก่อให้เกิดกระแสน้ำท่วมหมู่บ้านท้ายน้ำหลายแห่ง หวั่นอาจมีผู้เสียชีวิตระหว่าง 100-150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ อ้างคำกล่าวของ โอม ประกาศ ปลัดของรัฐอุตตราขัณฑ์ที่เกิดเหตุว่า ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตที่ยืนยัน แต่หวั่นเกรงว่าจะมีคนเสียชีวิต 100-150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของโฆษกตำรวจรัฐอุตตราขัณฑ์ว่า พบศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แล้ว 3 ศพ แต่ยังมีคนสูญหายอย่างน้อย 150 ชีวิต และมี 16-17 คนติดอยู่ภายใต้อุโมงค์แห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งกล่าวว่า มองเห็นกำแพงฝุ่น, หิน และน้ำ ทลายลงมาตามหุบเขาริมแม่น้ำ &amp;quot;มันลงมาเร็วมาก ไม่มีเวลาจะเตือนใครได้&amp;quot; สัญชัย ซิงห์ รานา ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำของหมู่บ้านไรนี เปิดเผยกับรอยเตอร์ทางโทรศัพท์ โดยบอกว่าตัวเขายังกลัวว่าจะโดนพัดหายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านกลัวกันว่า พวกที่ทำงานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ใกล้กันจะโดนกวาดกลืน รวมไปถึงพวกชาวบ้านที่ออกเก็บฟืนหรือเลี้ยงปศุสัตว์ใกล้กับแม่น้ำ รานาบอกว่า พวกเขาไม่รู้เลยว่ามีคนสูญหายจำนวนเท่าใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย กล่าวว่า เขากำลังเฝ้าสังเกตสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อินเดียยืนหยัดเคียงข้างอุตตราขัณฑ์ คนในชาติสวดมนต์ให้ทุกคนที่นั่นปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลกลางกล่าวว่า กองทัพอากาศอินเดียกำลังเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือปฏิบัติการกู้ภัย ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย อามิต ชาห์ กล่าวว่า ทีมตอบโต้ภัยพิบัติกำลังเดินทางด้วยอากาศยานไปช่วยเหลือกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ในพื้นที่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐอุตตรประเทศ รัฐเพื่อนบ้านที่มีประชากรมากที่สุดของอินเดีย ได้มีคำเตือนประชาชนริมแม่น้ำเฝ้าระวังภัยขั้นสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิดีโอที่แชร์กันภายในอินเดียเผยภาพที่น้ำพัดพาบางส่วนของเขื่อนพังทลายไปกับสายน้ำ รอยเตอร์กล่าวว่า วิดีโอที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ เผยให้เห็นระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือเขื่อนขนาดเล็กเขื่อนหนึ่งแล้วพัดพาอุปกรณ์ก่อสร้างไปกับสายน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรีเวนทรา ซิงห์ ราวัต มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ เผยผ่านทวิตเตอร์ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำอลัคนันดาเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับปกติ 1 เมตร แต่การไหลของน้ำกำลังลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐอุตตราขัณฑ์ซึ่งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มบ่อยครั้ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ฝนตกหนักเป็นประวัติศาสตร์ก่ออุทกภัยร้ายแรงคร่าชีวิตคนถึง 6,000 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92289</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธารน้ำแข็งถล่ม, น้ำท่วมอินเดีย, รัฐอุตตราขัณฑ์, อินเดีย, เทือกเขาหิมาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbed5d2b4cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 23:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 22:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดีย-จีนซัดอีกฝ่ายยั่วยุทางทหารบนพรมแดนหิมาลัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมอินเดียกล่าวหาจีนมีการเคลื่อนไหวที่เป็นการ &amp;quot;ยั่วยุ&amp;quot; บริเวณพรมแดนเทือกเขาหิมาลัยที่มีความขัดแย้งกัน ใกล้กับจุดเกิดเหตุทหารจีนปะทะกับทหารอินเดียที่ทำให้ทหารอินเดียตาย 20 ศพเมื่อเดือนมิถุนายน ส่วนจีนระบุอินเดียรุกล้ำชายแดนยั่วยุอย่างเปิดเผย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมอินเดียแถลงเมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมว่า เหตุทหารจีนยั่วยุบริเวณพรมแดนครั้งใหม่เกิดขึ้นทางตะวันออกของดินแดนลาดักเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการปะทะกันครั้งใหม่ระหว่างทหารอินเดียกับทหารจีน เพียงแต่ระบุว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน (พีแอลเอ) ดำเนินการเคลื่อนไหวทางทหารที่เป็นการยั่วยุ เพื่อต้องการเปลี่ยนสถานะเดิมของพรมแดน โดยผู้บัญชาการกองพลน้อยของอินเดียจะประชุมกับผู้บัญชาการทหารจีนในวันจันทร์ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านชุชูลในลาดัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนปีนี้ เกิดเหตุทหารอินเดียกับทหารจีนปะทะกันบริเวณชายแดนเทือกเขาหิมาลัยที่ยังมีความขัดแย้งกันเรื่องพรมแดน เป็นการต่อสู้ที่ใช้อาวุธต่างๆ โดยไม่มีการยิงหรือใช้ระเบิด แต่ทำให้ทหารอินเดียเสียชีวิตถึง 20 นาย ขณะที่ทางการจีนไม่มีการเปิดเผยว่ามีทหารจีนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปะทะกับทหารอินเดียจำนวนเท่าไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียและจีนต่างกล่าวโทษกันไปมาถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อเดือนมิถุนายน หลังเคยสู้รบจากปัญหาชายแดนเมื่อปี 2505 หลังจากนั้นทหารทั้งสองชาติประจันหน้ากันอยู่บ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเกิดเหตุปะทะกันที่ชายแดนเมื่อกลางเดือนมิถุนายน ทั้งสองชาติส่งทหารหลายหมื่นคนมาประจำการในภูมิภาคใกล้ชายแดนที่ขัดแยังกันบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ส่วนการเจรจาทั้งทางทหารและทางการทูตของสองชาติเพื่อลดความตึงเครียด ยังคงอยู่ในภาวะจนมุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมอินเดียเมื่อวันจันทร์ระบุว่า กองทัพจีนละเมิดความเห็นพ้องต้องกันที่จะลดความตึงเครียดชายแดน ทหารอินเดียสกัดการเคลื่อนไหวของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนที่เกิดขึ้นบริเวณริมฝั่งทางใต้ของทะเลสาบปันกองเมื่อคืนวันที่ 29 สิงหาคม เพื่อขัดขวางเจตนาของจีนที่จะเปลี่ยนความจริงในเรื่องพรมแดนแต่ฝ่ายเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา กองทัพจีนแถลงตอบโต้ว่า ทหารอินเดียข้ามชายแดนใกล้กับผางกงโฉหรือทะเลสาบปันกอง เมื่อวันจันทร์ และ &amp;quot;ยั่วยุอย่างเปิดเผยและทำให้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดขึ้น&amp;quot; กองทัพจีนจึงดำเนินมาตรการตอบโต้ที่จำเป็น เพื่อตอบโต้การละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนของจีนอย่างร้ายแรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76112</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ยั่วยุข้ามชายแดน, อินเดีย, เทือกเขาหิมาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbed5d2b4cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2019 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2019 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพิธภัณฑ์ขุนเขาเสียดฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จามรี เพื่อนร่วมทางของนักไต่เขาทั้งหลาย และยอดเขามานาสลูจำลอง ตั้งอยู่หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติ เมืองโปขรา ประเทศเนปาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างป้อมยามและรั้วกำแพงหินคือประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติ&amp;nbsp;(International Mountain Museum)&amp;nbsp;ด้านซ้ายมือเป็นลานจอดรถ หลังลานจอดรถคือ&amp;nbsp;Maurice Herzog Climbing Wall&amp;nbsp;สามารถลองปีนได้ ห้องขายตั๋วและฝากกระเป๋าอยู่ตรงข้ามประตูทางเข้า สร้างขึ้นเป็นเรือนชาวเขาหลังเล็กๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเดินเข้าไปซื้อตั๋วราคา&amp;nbsp;500&amp;nbsp;รูปี หรือประมาณ&amp;nbsp;150&amp;nbsp;บาท ขอโบรชัวร์เจ้าหน้าที่มาด้วย ซึ่งหากไม่ขอก็คงไม่ให้ เพราะผู้หญิงฝรั่งคนที่ซื้อตั๋วหลังผมไม่ได้รับ แต่เธอเห็นผมถือโบรชัวร์ในมือจึงเอ่ยปากขอบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเดินถนนลาดยางนำไปยังตัวอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ห่างออกไปราว&amp;nbsp;300&amp;nbsp;เมตร ก่อนถึงตัวอาคารมีรูปปั้นของบุคคลสำคัญ 3 คนผู้เป็นกลจักรให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น ถัดไปคืออนุสรณ์รำลึกนักปีนเขาผู้เสียชีวิตทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังคาของอาคารพิพิธภัณฑ์ออกแบบให้มีลักษณะแหลมๆ สูงๆ ต่ำๆ ล้อกับรูปร่างเทือกเขาหิมาลัย ด้านหน้ามีรูปปั้นจามรี สัตว์ที่นำข้าวของสัมภาระของนักปีนเขาขึ้นสู่ที่สูง ห่างออกไปไม่ไกลคือยอดเขามานาสลูจำลอง&amp;nbsp;(Mt.Manaslu)&amp;nbsp;ความสูง&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ฟุต ผู้เข้าชมนิยมปีนเล่นและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก หน่วยงานความร่วมมือจากญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างขึ้นเนื่องจากทีมนักปีนเขาชาวญี่ปุ่นเป็นคนกลุ่มแรกที่พิชิตยอดเขาความสูง&amp;nbsp;8,163เมตรนี้ เมื่อปี พ.ศ.&amp;nbsp;2499&amp;nbsp;ซึ่งเป็นยอดเขาสูงอันดับ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Living Museum&amp;nbsp;ตั้งแยกออกมาจากตัวอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยังไม่เข้าไปในอาคารพิพิธภัณฑ์ เพราะเหลือบไปเห็นป้ายชี้ไปยังร้านอาหารชื่อ&amp;nbsp;Gorkha Village Restaurant&amp;nbsp;&amp;amp; Bar&amp;nbsp;ร้านอยู่ห่างออกไปประมาณ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;เมตร วันนี้ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงจึงเดินไปฝากท้อง แต่ในเมนูไม่เห็นมีอาหารจากเผ่ากุรข่า&amp;nbsp;(เขียน&amp;nbsp;Gorkha&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Gurkha)&amp;nbsp;สั่งฟิงเกอร์ชิป&amp;nbsp;1&amp;nbsp;จาน เสิร์ฟมาคล้ายๆ เฟรนช์ฟรายด์ ส่วนกาแฟสดหมดเกลี้ยง เหลือแต่กาแฟสำเร็จรูปก็ต้องดื่ม ราคารวม&amp;nbsp;180&amp;nbsp;รูปี ทิปพนักงานหนุ่ม20&amp;nbsp;รูปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านหลังของตัวร้านอาหารเป็น&amp;nbsp;Living Museum&amp;nbsp;หรือพิพิธภัณฑ์การอยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์บนภูเขาสูง มีบ้านที่สร้างขึ้นเสมือนจริงตามลักษณะของชนเผ่า ภายในมีข้าวของเครื่องใช้แต่ไม่มีคนอาศัยอยู่ตามที่ระบุไว้ในโบรชัวร์ เมื่อเดินไปยังร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ใกล้ๆ กันก็พบว่าพวกเขาย้ายมาอยู่กันในนี้ ผมก็เลยเดินกลับไปยังตัวอาคารพิพิธภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขึ้นบันไดไปยังประตูทางเข้าซึ่งเป็นชั้น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ของอาคาร ต้องเดินลงไปยังชั้น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตามลูกศร ในห้องภาพยนตร์กำลังฉายสารคดี เจ้าหน้าที่บอกให้รีบเข้าไปเพราะกำลังเริ่มฉายรอบนี้ ถือเป็นโชคดีที่ได้ดูตั้งแต่ตอนขึ้นอักษรหัวเรื่อง ตามด้วยเรื่องราวของการบุกเบิกปีนเทือกเขาหิมาลัย การดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มเชื้อชาติ การแสดงและการละเล่นต่างๆ ใช้เวลา&amp;nbsp;20&amp;nbsp;นาทีสารคดีก็จบลง เป็นเหมือนคำแนะนำเบื้องต้นในการชมนิทรรศการและบรรดาสิ่งแสดงที่อยู่ภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องใช้ไม้สอยของบางชาติพันธุ์ในเนปาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อออกจากห้องฉายภาพยนตร์ก็พบกับนิทรรศการคนและภูเขาจากไต้หวัน, ญี่ปุ่น และสโลวีเนีย ซึ่งสโลวีเนียเป็นตัวแทนของประเทศที่เทือกเขาแอลป์พาดผ่าน ตามด้วยกลุ่มเชื้อชาติที่โดดเด่นในเนปาล เช่น เชอร์ปา, กุรุง, ทามัง, ทาคาลี, มาการ์ เป็นต้น โดยนอกจากรูปภาพ ข้อความ และหุ่นชาย-หญิงขนาดเท่าตัวจริงในชุดประจำเผ่าแล้วก็ยังมีบรรดาข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันด้วย ถัดไปเป็นนิทรรศการรูปภาพเปรียบเทียบการใช้ชีวิตของชาวเขาเนปาลและชาวเขาแอลป์ในยุโรปที่ถ่ายไว้เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โถงถัดมาเป็นการแสดงภาพและข้อมูลของภูเขาสูงทั้งในและนอกเนปาล ภาพถ่ายยอดเขา&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ยอดที่มีความสูงมากกว่า&amp;nbsp;8,000&amp;nbsp;เมตร ที่เรียกว่า&amp;nbsp;Eight-thousanders&amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยและการาโกรัม โดย&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ยอดเขาอยู่ในเนปาล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอยกตัวอย่างบางยอดเขา อาทิ ยอดเขาอันนะปุรณะที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ความสูง&amp;nbsp;8,091&amp;nbsp;เมตรจากระดับน้ำทะเล สูงอันดับ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ของโลก เป็นยอดเขาในทิวเขาอันนะปุรณะ อยู่ในเขตเทือกเขาหิมาลัยทางทิศตะวันตก เมืองโปขราคือจุดเหมาะเหม็งที่สุดในการชมความงามอันยิ่งใหญ่นี้ &amp;ldquo;มอริส แฮร์โซก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หลุยส์ ลาชินาล&amp;rdquo; นักปีนเขาชาวฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการไต่ถึงยอดเขาในปี พ.ศ.&amp;nbsp;2493&amp;nbsp;ถือเป็นมนุษย์คู่แรกในประวัติศาสตร์ (สมัยใหม่) ที่สามารถพิชิตยอดเขาความสูงเกิน&amp;nbsp;8,000&amp;nbsp;เมตร แฮร์โซกตีพิมพ์หนังสือชื่อ&amp;nbsp;Annapurna&amp;nbsp;ในปีต่อมา ขายดิบขายดีกว่าหนังสือปีนเขาเล่มใดๆ ในโลก ยอดขายมากกว่า&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ล้านเล่ม ยอดเขาอันนะปุรณะที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;นั้นถือว่าโหดหินและอันตรายมาก มีอัตราของผู้ที่ขึ้นไปถึงยอดแต่เอาชีวิตลงมาไม่ได้ถึง&amp;nbsp;31&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ ในกรณีของแฮร์โซกและลาชินาลนั้นทั้งคู่ต้องสูญเสียหัวแม่เท้าจากการถูกน้ำแข็งกัด และแฮร์โซกนั้นมีของแถมถูกตัดนิ้วเท้าทิ้งเกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางส่วนของสิ่งแสดงในพิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดเขาเอเวอเรสต์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล&amp;nbsp;8,848&amp;nbsp;สูงที่สุดในโลก ชาวเนปาลเรียกว่ายอดเขา &amp;ldquo;สครมาตา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต หมายถึงมารดาแห่งท้องสมุทร ส่วนชาวทิเบตซึ่งดินแดนของพวกเขาอยู่อีกด้านของทางขึ้นยอดเขา เรียกว่า &amp;ldquo;โชโมลังมา&amp;rdquo; แปลว่ามารดาแห่งสวรรค์ ชื่อ &amp;ldquo;เอเวอเรสต์&amp;rdquo; นั้นตั้งขึ้นตามชื่อนักสำรวจชาวอังกฤษ นาม &amp;ldquo;จอร์จ อีฟเรสต์&amp;rdquo; แต่คนเรียกเพี้ยนเป็น &amp;ldquo;เอเวอเรสต์&amp;rdquo; จนกลายเป็นชื่อจริง โดยก่อนหน้านั้นอีฟเรสต์เรียกยอดเขานี้ว่า &amp;ldquo;ยอดเขาที่&amp;nbsp;15&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำเร็จของทีมจากฝรั่งเศสที่พิชิตอันนะปุรณะที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ไม่มีอะไรเทียบเทียมได้กระทั่ง &amp;ldquo;เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี&amp;rdquo; นักปีนเขาจากนิวซีแลนด์ขึ้นไปยืนบนยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นคนแรกเมื่อปี พ.ศ.&amp;nbsp;2496&amp;nbsp;พร้อมด้วย &amp;ldquo;เทนซิง นอร์เกย์&amp;rdquo; เพื่อนร่วมทางชาวเชอร์ปา ขณะที่คนไทยก็เคยปีนถึงยอดมาแล้ว นั่นคือคุณวิทิตนันท์ โรจนพานิช ทำได้เมื่อปี พ.ศ.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;พร้อมกับชาวเวียดนามอีก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดเขาเคทู&amp;nbsp;(K2)&amp;nbsp;อยู่ระหว่างเขตติดต่อปากีสถานและมณฑลซินเจียงของจีน ยอดเขานี้สูง&amp;nbsp;8,611&amp;nbsp;เมตร สูงเป็นอันดับ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ของโลก อักษรK&amp;nbsp;มาจากเทือกเขาการาโกรัม&amp;nbsp;(Karakoram)&amp;nbsp;และเลข&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คือลำดับที่ในการนับของ &amp;ldquo;โทมัส มอนโกเมอรี&amp;rdquo; นักสำรวจชาวอังกฤษ ซึ่งเขามองเห็นยอดเขา&amp;nbsp;K1&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;K2&amp;nbsp;จากอีกภูเขาลูกหนึ่งอยู่ห่างลงไปทางใต้&amp;nbsp;210&amp;nbsp;กิโลเมตร มีผู้พยายามตั้งชื่อใหม่หลายครั้งแต่ไม่ติดหูจึงใช้เคทูมาจนถึงทุกวันนี้ ยอดเขาเคทูมีความยากในการพิชิตชนิดที่ไม่มีใครเคยสามารถไต่ไปถึงยอดในฤดูหนาวได้เลย และผู้ที่ไปถึงยอดแล้วทุกๆ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คนจะทิ้งชีวิตไว้บนนั้น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน ตัวเลขอัตราส่วนผู้เสียชีวิตเป็นรองเพียงยอดเขาอันนะปุรณะที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เพียงแต่ว่ายอดเขาอันนะปุรณะที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มีคนเคยไต่ถึงในช่วงหน้าหนาว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีมุมธรณีวิทยาแสดงตัวอย่างหินที่มาจากเทือกเขา ภาพพืชและสัตว์ประจำถิ่น อีกทั้งภาพและประวัติของบุคคลสำคัญที่มีส่วนให้เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น มีบอร์ดแสดงภาพของคณะจำนวน&amp;nbsp;24&amp;nbsp;คนที่ประสบอุบัติเหตุเฮลิค็อปเตอร์ตกเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.&amp;nbsp;2549&amp;nbsp;ขณะกำลังเดินทางกลับสู่กรุงกาฐมาณฑุภายหลังการส่งคืนเขตอนุรักษ์ &amp;ldquo;คันเชงจุงกา&amp;rdquo; แก่ชุมชนท้องถิ่นให้ดูแลต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโซนนี้ยังมีนิทรรศการแสดงภาพและข้อมูลภาวะโลกร้อนที่กำลังคุมคามความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมบนภูเขาสูง เวลาที่ต้องการน้ำก็จะมีน้ำเพียงน้อยนิด เวลาไม่ต้องการน้ำกลับถูกน้ำไหลหลากเข้าท่วม เกิดการอพยพในบางพื้นที่ เพราะเพาะปลูกไม่ได้ มีบอร์ดแสดงพิษภัยของBlack Carbon&amp;nbsp;ซึ่งเป็นควันดำที่เผาไหม้ไม่หมดจากการหุงต้มด้วยฟืน บางครั้งก็มีอนุภาคขนาดเล็กพีเอ็ม&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;ผู้ที่รับผลกระทบส่วนใหญ่คือผู้หญิง (และเด็ก) ที่ใช้เวลาในครัวเพื่อการหุงหาอาหารมากกว่าผู้ชายที่ทำงานนอกบ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โซนอุปกรณ์ของนักปีนเขาและวีรกรรมนักปีนเขาคนสำคัญๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ก็ได้เรียนรู้ภัยที่เรียกว่า&amp;nbsp;GLOF&amp;nbsp;มาจากคำว่า&amp;nbsp;Glacial Lake Outburst Flood&amp;nbsp;หมายถึงภาวะที่ทะเลสาบน้ำแข็งละลายและทะลักไหลอย่างรวดเร็วทำลายบ้านเรือน สะพาน สถานีไฟฟ้า ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศที่โลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ เกิดขึ้นมาแล้วกับพื้นที่ภูเขาสูงทั่วโลก ทั้งหิมาลัย แอนดีส ร็อคกี้ แอลป์ และในอลาสก้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลายกลุ่มใหญ่เข้ามา คงมาทัศนศึกษาตามคำสั่งของอาจารย์ ส่วนใหญ่จะไม่อ่านข้อมูลในบอร์ดแต่จะถ่ายรูปเซลฟี่ เด็กหญิงคนหนึ่งใช้กล้องโทรศัพท์มือถือในโหมดกล้องวิดีโอแพนกล้องไปตามรูปและข้อความอย่างรวดเร็วแล้วมาหยุดที่หน้าผมสองสามวินาทีแล้วแพนกล้องต่อไป ซึ่งหากว่าเธอจะนำไปดูเพื่ออ่านข้อความเหล่านั้นภายหลังก็ไม่มีทางอ่านทันอยู่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเขาเข้าโซนนี้ออกโซนนั้นอย่างรวดเร็ว และหายไปหมดในเวลาไม่นานต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต้องปีนให้ถึงก็ได้เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผมก็เดินต่อไปยังโซนประวัติและกิจกรรมการไต่เขา แสดงประวัติ รูปภาพ เสื้อผ้าและอุปกรณ์ของผู้พิชิตยอดเขาคนสำคัญหลายคน เช่น มอริส แฮร์โซก และหลุยส์ ลาชินาล จากฝรั่งเศส เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี จากนิวซีแลนด์ เทนซิง นอร์เกย์ ชาวเชอร์ปา คาจิ เชอร์ปา หรือ &amp;ldquo;สปีด เชอร์ปา&amp;rdquo; ผู้ไต่ถึงยอดเอเวอเรสต์ได้เร็วที่สุดในโลกโดยไม่พึ่งถังออกซิเจน ใช้เวลาเพียง&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ชั่วโมง&amp;nbsp;24&amp;nbsp;นาที เมื่อปี พ.ศ.&amp;nbsp;2541&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ก็ยังมีบอร์ดวีรกรรมของนักปีนเขาชาวญี่ปุ่น &amp;ldquo;จุนโก ทาเบอิ&amp;rdquo; เธอคือสตรีคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ในปี พ.ศ.&amp;nbsp;2518ขณะมีอายุ&amp;nbsp;36&amp;nbsp;ปี และยังเป็นสตรีคนแรกที่ไต่ถึงยอดเขาสูงที่สุดครบทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ทวีป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้ๆ กันเป็นบอร์ดนักปีนเขาชาวเกาหลี โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ปาร์ก ยัง ซก&amp;rdquo; สตรีและมนุษย์คนแรกของโลกที่พิชิต&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ขั้วโลก ได้แก่ ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และยอดเขาเอเวอเรสต์,&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ยอดเขาที่สูงที่สุดของแต่ละทวีป และ&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ยอดเขาที่สูงเกิน&amp;nbsp;8,000&amp;nbsp;เมตรที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกนี้ เธอทำสำเร็จในเวลา&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี ระหว่างพ.ศ.&amp;nbsp;2536&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;2545&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภาพถ้ำในทะเลสาบน้ำแข็งบนภูเขาสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บันไดนำขึ้นไปยังชั้น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มีของแสดงน้อยกว่าชั้น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;อยู่พอสมควร เริ่มด้วยนิทรรศการชั่วคราวภาพถ่ายการแต่งกายของทั้งชายและหญิงชาวเนปาลกว่า&amp;nbsp;40&amp;nbsp;กลุ่มเชื้อชาติ จากนั้นเป็นราวแขวนแผ่นโลหะขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านหน้าเขียนปุจฉา เมื่อพลิกไปด้านหลังก็จะพบวิสัชนา เช่น ถามว่า &amp;ldquo;เทมบา ชฮิรี เชอร์ปา มีอายุเท่าไหร่ตอนที่เขาไต่ถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยเขาเป็นชาวเนปาลอายุน้อยสุดที่สามารถพิชิตยอดเขานี้ได้ ?&amp;rdquo; เมื่อหมุนแผ่นโลหะสีทองไปอีกด้านก็พบคำตอบ &amp;ldquo;15&amp;nbsp;ปี กับอีก&amp;nbsp;18&amp;nbsp;วัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดไปเป็นห้องสมุด เก็บรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับภูเขาสูง ประวัติการปีนเขา สัตว์ประจำถิ่น ลักษณะทางธรณีวิทยา เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น รวมกว่า&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;เล่ม ผมไม่ได้เดินเข้าไปเพราะหากเปิดหนังสือสักเล่ม อ่านแค่สามสี่หน้าก็คงจะหมดเวลาเยี่ยมชมของพิพิธภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งของที่นักไต่เขาผู้มักง่ายทิ้งไว้ระหว่างเส้นทางเกียรติยศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้กันคือห้อง&amp;nbsp;Lakhang&amp;nbsp;ในภาษาเชอร์ปา &amp;ldquo;La&amp;rdquo;&amp;nbsp;แปลว่า &amp;ldquo;พระเจ้า&amp;rdquo; และ&amp;nbsp;&amp;ldquo;Khang&amp;rdquo;&amp;nbsp;แปลว่า &amp;ldquo;บ้าน/ห้อง&amp;rdquo; ในเขตโซลูคุมบู บ้านของชาวเชอร์ปาทุกหลังจะมีห้องสวดมนต์ (ศาสนาพุทธ) พวกเขาต้อนรับนักบวชลามะและผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาโดยการเสิร์ฟชาในห้องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมุมที่น่าสนใจมากในพิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติคือสิ่งแสดงที่เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้แล้วในการปีนเขา ผมเข้าไปอ่านก็ได้ความว่า &amp;ldquo;เคน โนกูชิ&amp;rdquo; นักไต่เขาชาวญี่ปุ่น ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อปี พ.ศ.&amp;nbsp;2542&amp;nbsp;และครองสถิติมนุษย์อายุน้อยสุดที่เหยียบยอดเขาทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ทวีปในเวลานั้นด้วยอายุ&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ปี ความสำเร็จในการไต่เอเวอเรสต์ของเขาบรรลุผลในความพยายามครั้งที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งทั้ง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ครั้งเขาเห็นขยะจำนวนมากถูกทิ้งไว้ระหว่างทางโดยบรรดานักขึ้นที่สูง ในการปีนอีก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ครั้งต่อมาของเขาและความร่วมมือจากทีมงานนานาชาติ พวกเขาเก็บขยะที่มีทั้งเต๊นท์ ถังออกซิเจน ถังแก๊ส กระป๋องอาหาร เสื้อผ้า เชือก และอื่นๆ ลงมาได้ถึง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องนับถือหัวใจของเคน โนกูชิ และคณะ และอีกด้านก็ต้องพิเคราะห์ลักษณะนิสัยนักขึ้นที่สูงทั้งหลายเสียใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28164</URL_LINK>
                <HASHTAG>International Mountain Museum, ท่องเที่ยว, พิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติ, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เทือกเขาหิมาลัย, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2019 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2019 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปขรา-อันนะปุรณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยามเช้าบนถนนแดมไซด์ เมืองโปขรา ประเทศเนปาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันนะปุรณะ&amp;nbsp;(Mount Annapurna)&amp;nbsp;เป็นทิวเขาส่วนหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย มียอดเขาความสูงมากกว่า&amp;nbsp;7,200&amp;nbsp;เมตร ถึง&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ยอด โดยที่ยอดเขา&amp;nbsp;Mt. Annapurna I&amp;nbsp;สูงถึง&amp;nbsp;8,091&amp;nbsp;เมตร สูงเป็นอันดับ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคืนนี้ลุง &amp;ldquo;อะคาล&amp;rdquo; เจ้าของเกสต์เฮาส์แนะผมให้ตื่นแต่เช้าเพราะช่วงนี้ของปี (ต้นเดือนตุลาคม) มีโอกาสที่จะได้เห็น &amp;ldquo;อันนะปุรณะ&amp;rdquo; ในทัศนวิสัยที่แจ่มชัด แล้วก็เป็นอย่างที่ลุงว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงนาฬิกาปลุกเวลา&amp;nbsp;6&amp;nbsp;โมงเช้าทำให้ผมตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย ลุกขึ้นเปิดหน้าต่างมองไปยังทิศเหนือ แล้วอาการง่วงนอนก็หายไปทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสงอาทิตย์ขับสีขาวของหิมะที่ปกคลุมทิวเขาให้สว่างจ้าเหมือนที่ทำกับดวงจันทร์ และการยืนมองความยิ่งใหญ่เบื้องหน้าที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรนี้ได้ชัดเจนคงคล้ายกับการมองท้องฟ้าตอนกลางคืนเห็นกาแล็กซี่ทางช้างเผือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความกลัวว่าหมู่เมฆจะมาบดบังในไม่ช้า ผมรีบวิ่งขึ้นไปยังดาดฟ้าโดยไม่ได้นำกล้องถ่ายรูปขึ้นไปด้วย มีเพียงโทรศัพท์มือถือซึ่งก็พอถ่ายได้ ตอนนึกออกว่าลืมกล้องก็คิดว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้ๆ ตัวเขื่อน ภายในรั้วของสำนักงานชลประทานภาคตะวันตกที่อยู่ห่างออกไปราว&amp;nbsp;300&amp;nbsp;เมตร เป็นอีกจุดที่มองเห็นหิมาลัยได้ชัดและถ่ายรูปได้สวย ทิวเขาอันนะปุรณะจะลงไปอยู่ในทะเลสาบเหมือนรูปสมมาตร ลุงอะคาลบอกไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนกำลังเดินออกจากเกสต์เฮาส์ มีชายคนหนึ่งเข้ามาถามผมว่าเป็นคนญี่ปุ่นหรือเปล่า คงเพราะลุงอะคาลแกเคยอยู่ญี่ปุ่น&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ปี หน้าตาแกก็ออกไปทางญี่ปุ่น แถมลูกค้าส่วนมากก็ยังเป็นชาวญี่ปุ่น พอดีกับที่ลุงแกเดินมาหา ผมจึงบอกแกเรื่องที่น้ำอุ่นไม่ทำงาน จนเมื่อคืนผมทำดีที่สุดแค่เอาผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว ลุงอะคาลแสดงสีหน้าตกใจ ชายที่คิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นก็สำทับว่าเป็นความจริง ลุงอะคาลสัญญาว่าอีก&amp;nbsp;20&amp;nbsp;นาทีน้ำอุ่นจะใช้งานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแค่ผมหยุดสนทนาไม่กี่นาที เมฆก็เข้าปกคลุมกาแล็กซี่อันนาปุรณะเรียบร้อยแล้ว ความคิดจะไปถ่ายรูปจึงเปลี่ยนเป็นกินมื้อเช้าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่างจากเกสต์เฮาส์&amp;nbsp;Lumbini Resort&amp;nbsp;เพียงประมาณ100&amp;nbsp;เมตร ตรง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แยก บนถนน&amp;nbsp;Damside Road&amp;nbsp;ระหว่างทางที่จะไปสวนริมเขื่อน&amp;nbsp;(Damside Park)&amp;nbsp;มีร้านอาหารดังในย่านนี้ชื่อ&amp;nbsp;German Bakery&amp;nbsp;ผมเข้าไปสั่งครัวซองต์ชีสและอเมริกาโน่มานั่งกินด้านนอกร้าน เห็นรถเมล์สีเขียวเขียนบนตัวรถว่า&amp;nbsp;City Bus&amp;nbsp;วิ่งไปมาไม่ขาดสาย ยานยนต์อื่นๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์จำพวกโช้คอัพยาว แท็กซี่ยี่ห้อ&amp;nbsp;Suzuki&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Tata&amp;nbsp;และรถยนต์ทั่วไป ถนนแม้จะไม่ดีเลิศแต่ฝุ่นไม่คละคลุ้ง และไม่รู้สึกถึงมลพิษใดๆ เช้านี้อากาศดีมาก อุณหภูมิ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;องศา ในช่วงกลางวันก็ขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ&amp;nbsp;27&amp;nbsp;องศาเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสร็จมื้อเช้าแบบง่ายๆ นี้แล้วผมก็เดินขึ้นเหนือไปตามถนนแดมไซด์ แวะที่สวนริมเขื่อนเห็นคนท้องถิ่นตกปลากันอยู่คึกคัก แล้วเดินต่อไปถึง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แยกแบงก์ชาติเนปาล เลี้ยวขวาไปได้เกือบ&amp;nbsp;200&amp;nbsp;เมตร ด้านซ้ายมือคือสถานีขนส่ง&amp;nbsp;Tourist Bus Park&amp;nbsp;จุดจอดรถที่ผมจะมาลงเมื่อคืนนี้หากว่าได้นั่งรถบัสแบบนักท่องเที่ยว แต่พอนั่งรถท้องถิ่นก็เลยต้องไปจอดอีกจุดที่ห่างออกไปจากเกสต์เฮาส์&amp;nbsp;Lumbini Resort&amp;nbsp;ราว&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กิโล แทนที่จะเป็น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;กิโลนิดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเดินเข้าไปยังออฟฟิศทัวร์ชื่อ&amp;nbsp;Evergreen Tour &amp;amp; Travel&amp;nbsp;หากจำไม่ผิดเป็นเพียงออฟฟิศเดียวที่อยู่ในตัวตึกสี่ชั้น2&amp;nbsp;หลัง ตั้งอยู่ติดๆ กัน เอเยนต์ขายตั๋วรถบัสที่เหลืออีกสี่-ห้าเจ้าเป็นเพียงเคาน์เตอร์ลักษณะเป็นซุ้มเป็นเพิงตั้งอยู่อีกฝั่งของตึก ส่วนตรงกลางคือลานจอดรถบัสกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนท้องถิ่นหาอาหารเช้าจากทะเลสาบฟีวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุ่มขายตั๋วใส่แว่น หน้าตาออกไปทางละตินอย่างสเปนหรืออิตาลี แจ้งว่ารถบัสไปลุมพินีมีเที่ยว&amp;nbsp;08.30&amp;nbsp;น.และอีกเที่ยวคือเที่ยวกลางคืน ราคาเท่ากัน&amp;nbsp;900&amp;nbsp;รูปี หรือประมาณ&amp;nbsp;300บาท ผมบอกเขาว่าตัดสินใจได้ว่าจะไปวันไหนแล้วจะกลับมาซื้อ เดินออกมาได้ราว&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เมตรผมก็กลับไปซื้อ ระบุวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;นับจากวันนี้ เก้าอี้หมายเลข&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ริมหน้าต่าง หนุ่มแว่นยื่นมือมาให้จับแล้วเรียก &amp;ldquo;มายเฟรนด์&amp;rdquo; ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขาเดินกลับผมเจอกุนเธอร์-มังสวิรัติชาวเยอรมัน อดีตเพื่อนร่วมทางของผมกำลังปั่นจักรยานเก้ๆ กังๆ อยู่บนเลนขวา เขาอาจจะลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่เยอรมนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กุนเธอร์ขอโทษผมเรื่องที่แอบหนีออกมาจากโรงแรมในไภรวาเมื่อเช้าวานนี้ คิดว่าผมจะไปลุมพินีก่อน ซึ่งผมไม่เคยบอกเขาเลยว่าผมจะไปสถานที่ประสูติก่อนจะมาโปขรา วางแผนไว้ว่าจะไปกราบเสาอโศกและรอยพระบาทตอนขากลับ เพราะผมไม่ต้องการให้เขาอยู่ด้วยที่ลุมพินี เนื่องจากรู้รสตอนไปกุสินาราด้วยกันมาแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมนึกว่าเมื่อวานนี้เขาได้มาพร้อมกับรถบัสนักท่องเที่ยว แต่ปรากฏว่าเขาก็มากับรถท้องถิ่นเหมือนกัน อาจจะไม่ทันรถนักท่องเที่ยวเวลา&amp;nbsp;7&amp;nbsp;โมงตรง หรือมากับรถท้องถิ่นเพราะเหตุผลด้านราคา เขายังบอกว่าเส้นทางโหดร้ายเกินกว่าจะทนได้อีกรอบ เขาจะไม่กลับไปทางเดิม คงบินหรือไม่ก็นั่งรถบัสจากโปขราไปกาฐมาณฑุ แล้วจึงค่อยบินไปนิวเดลี จากนั้นก็บินจากนิวเดลีกลับเยอรมนีตามกำหนดในตั๋ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคุยกันเหมือนว่าไม่ได้มีเรื่องขุ่นเคืองอะไรมาก่อน การทะเลาะกับฝรั่งก็ดีอย่างนี้ จบคือจบ แม้ว่าในใจอาจตกค้าง แต่ส่วนมากแล้วจะไม่พูดฟื้นฝอยหาตะเข็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กุนเธอร์พักในย่านเลคไซด์ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว เล่าให้ผมฟังทางอีเมลตอนหลังว่ามีสาวชาวเนปาลมาข้องแวะ แต่ละครั้งในการพบกันเธอจะปล่อยให้เขารอเป็นชั่วโมงและพาพี่สาวมาด้วย ตอนที่เขาอยู่ในกาฐมาณฑุก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ผู้หญิงทั้งคู่อยากแต่งงานกับเขา พราหมณ์หนุ่มพาราณสีเพื่อนของเราวิดีโอคอลหาผม ฟันธงว่าพวกหล่อนต้องการจับกุนเธอร์ นี่คือบทและฉากที่ฝรั่งหลายคนประสบพบเจอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองก็อยากรู้ว่ากลับเยอรมนีไปแล้วเกิดอะไรต่อ กุนเธอร์สารภาพมาทางอีเมลว่า &amp;ldquo;พวกหล่อนต้องการเงินจริงๆ นั่นแหละ ด้วยเหตุผลครอบครัวลำบากยากจน ไอโอนไปแล้วสองสามครั้ง แต่ไม่มากหรอก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกปา ก๋วยเกี๋ยวน้ำแบบทิเบต ใส่โมโม่ลงไปทำให้อิ่มท้องนานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำอุ่นทำงานแล้วตอนที่ผมกลับไปถึงเกสต์เฮาส์ อาบน้ำเสร็จก็นอนพักจนถึงเที่ยงเพราะเมื่อคืนยังนอนไม่เต็มอิ่ม ลุงอะคาลแนะนำให้เดินไปยังเจดีย์สันติภาพที่อยู่ห่างออกไปราว4&amp;nbsp;กิโลเมตร เป็นการเดินขึ้นเขาแต่ไม่ชันนัก ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ เมื่อถึงเจดีย์ก็จะมองเห็นวิวพาโนรามาของอันนะปุรณะ ทะเลสาบฟีวา และโปขราทั้งเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ไกลจากร้าน&amp;nbsp;German Bakery&amp;nbsp;มีร้านอาหารชื่อKMD Family Restaurant &amp;amp; Bar&amp;nbsp;เมื่อวานผมก็มากินไก่ทันดูรีและผัดหมี่เป็นมื้อค่ำ และได้ทำความรู้จักกับ&amp;nbsp;Antiquity Blue&amp;nbsp;เบลนด์วิสกี้ชั้นดีที่ลืมไม่ลงจนวันหลังต้องซื้อกลับเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมสั่งทุกปา&amp;nbsp;(Thukpa)&amp;nbsp;ก๋วยเตี๋ยวน้ำแบบทิเบต ใส่โมโม่ไก่ลักษณะคล้ายเกี๊ยวซ่าลงไปด้วย ราคา&amp;nbsp;180&amp;nbsp;รูปี หรือประมาณ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;บาท รสชาติเข้มข้นอร่อยดี ชายหนุ่มคนเดียวกับเมื่อคืนให้บริการ เขาเรียนปริญญาโทที่ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างอยู่ที่นั่น&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีก็ทำงานในร้านอาหารไทยแบบห่อกลับบ้าน ตอนนี้วีซ่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีสิ้นสุดลงต้องกลับเนปาลมาก่อนแล้วจึงจะขอกลับไปได้ใหม่ ผมไม่ได้ถามว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีนายยังเรียนไม่จบอีกหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากร้าน&amp;nbsp;KMD&amp;nbsp;นี้ก็เข้าสู่ทางเดินไปยังเจดีย์สันติภาพได้เลย เจดีย์สันติภาพ&amp;nbsp;(Shanti Stupa)&amp;nbsp;ได้รับการสร้างขึ้นตามปณิธานของพระสงฆ์ &amp;ldquo;นิชิดัทสึ ฟูอิจิ&amp;rdquo; ผู้ก่อตั้งนิกายนิปปอนซัน-เมียวโฮจิของญี่ปุ่น (แยกจากนิกายนิชิเรน) โดดเด่นด้านการเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านฟูอิจิประกาศที่จะสร้างเจดีย์สันติภาพขึ้นทั่วโลกเมื่อ พ.ศ.&amp;nbsp;2490&amp;nbsp;สำหรับเจดีย์บน &amp;ldquo;เนินเขาอนาดู&amp;rdquo; นี้ท่านได้วางศิลาฤกษ์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเมื่อ พ.ศ.&amp;nbsp;2516&amp;nbsp;ภายหลังความขัดแย้งและอุปสรรคต่างๆ ที่กินเวลาหลายปีเจดีย์สันติภาพความสูง&amp;nbsp;115&amp;nbsp;ฟุตก็แล้วเสร็จ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.&amp;nbsp;2542&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เจดีย์สันติภาพในเนปาล (อีกแห่งคือที่ลุมพินีวัน) จากทั้งหมด&amp;nbsp;80&amp;nbsp;แห่งทั่วโลก นอกจากการเดินเท้าแล้วก็ยังไปถึงได้ด้วยรถยนต์และเรือ ซึ่งการเดินทางด้วยเรือต้องปีนเขาต่ออีกราว&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ชั่วโมง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ผมไม่มีซิมการ์ดที่จะใช้อินเตอร์เน็ตได้ แต่ก็สามารถเดินไปตามจีพีเอสในแผนที่กูเกิลจากมือถือ ไปถึงจุดที่ไม่มั่นใจก็ล้วงมือถือขึ้นมาดูเสียครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงสะพานแขวนไม้ ความกว้างขนาดคนเดินสวนกัน ราวสะพานเป็นเชือกเหล็กเกลียวขนาดจับพอดีมือ มีตาข่ายลวดกันเด็กเดินตกเพราะเดินแล้วโคลงเคลง เบื้องล่างคือแม่น้ำไหลเชี่ยวที่ไหลลงมาจากประตูเขื่อน ด้านขวามือริมฝั่งตรงข้ามเป็นลานก้อนหิน สตรีหลายคนเอาผ้าออกมาซักในแม่น้ำแล้วผึ่งตากบนก้อนหินเหล่านั้น ส่วนบรรดาชายหนุ่มถอดเสื้อลงอาบน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เฮลโล่ มายเฟรนด์ จะไปไหน&amp;rdquo; เสียงตะโกนดังมาจากอีกฝั่งของสะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตอบ &amp;ldquo;เจดีย์สันติภาพ&amp;rdquo; ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดเดินเข้ามาหากลางสะพาน ผมรู้ทันทีหมอนี่ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว เขาตอแยอยู่พักหนึ่งก็เดินกลับไปเพราะผมแกล้งทำเป็นถ่ายรูปไม่หยุดหย่อน แต่พอผมเดินข้ามไปเขาก็เข้ามาดักหน้า บอกให้เดินไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาเดินไปทางด้านขวา ชี้ไปทางเนินเขาเล็กๆ มีป้ายเขียนข้อแนะนำในการเดินป่าไปยังเจดีย์สันติภาพ ข้อแรกเขียนไว้ว่า &amp;ldquo;ควรเดินไปกับไกด์&amp;rdquo; ผมเดินต่อโดยไม่สนใจอ่านข้อที่เหลือ เขาตะโกนเรียกหลายครั้งแต่ผมไม่ตอบ จนเมื่อล้วงมือถือออกมาก็พบว่าเลี้ยวผิดทางตั้งแต่แรก ที่ถูกต้องเลี้ยวซ้ายหลังข้ามสะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดระวัง อีกฝั่งของสะพานจะมีคนดักรอและติดตามท่านไปทุกที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมกลับไปถึงสะพานแล้วเดินตรงไปตามทางที่ระบุในแผนที่ หนุ่มเนปาลเดินตาม ผมจึงหันมาบอกว่า &amp;ldquo;ถ้าคุณเดินตามผมกลับนะ ผมต้องการเดินคนเดียว&amp;rdquo; ถึงตอนนี้หมอมีเพื่อนมาเสริมทัพอีกคน ดักซ้ายดักขวา ผมก็เดินข้ามสะพานกลับ มีเสียงตะโกนตามมาว่า &amp;ldquo;ผมมีเพื่อนเป็นคนไทยหลายคน กลัวอะไร ทำไมไม่ไว้ใจคนเนปาล&amp;rdquo; แล้วผมก็เดินกลับจริงๆ เพราะถ้าสองหน่อนี่เดินตามไป&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กิโลกว่าจนถึงเจดีย์ผมคงรำคาญแย่ แถมยังต้องเสียเงินที่ยังไม่รู้ว่าวิธีการหรือเล่ห์กลของพวกเขาจะเป็นแบบไหน อาจจะคิดเป็นค่าคุ้มครองความปลอดภัยในระหว่างเส้นทางอันตรายก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังผมได้อ่านในเว็บบอร์ดของ&amp;nbsp;Tripadviser&amp;nbsp;มีนักท่องเที่ยวฝรั่งโพสต์ไว้ว่าเคยถูกดักหน้าดักหลัง คนท้องถิ่น2&amp;nbsp;คนเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าแจ็กเก็ต เขาสงสัยว่าอาจจะเป็นมีด แต่เขาพร้อมสู้เพราะตัวใหญ่กว่ามากและไม่แสดงอาการหวาดกลัว พวกนั้นจึงลังเล เขาก็เดินหนีไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงเคยมีการดักปล้นหรือสร้างความรำคาญจนต้องยอมยื่นเงินให้ นี่จึงเป็นสาเหตุให้มีป้ายเขียนแนะนำว่า &amp;ldquo;ควรเดินไปกับไกด์&amp;rdquo; คนพวกนี้ก็เลยทำตัวเป็นไกด์เสียเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าวันต่อมาตอนที่ผมเดินออกจากสำนักงานชลประทานเขตตะวันตกหลังจากถ่ายรูปเสร็จก็มีเสียงทักว่า &amp;ldquo;เฮลโล่ มายเฟรนด์&amp;rdquo; ผมหันไปเห็นชายหนุ่มผู้หวังดีคนเดิมกำลังเดินไปยังทิศที่เขาดักผมเมื่อวาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รู้สึกแปลกใจเหมือนกันเพราะผิดไปจากธรรมชาติที่ว่ามิจฉาชีพไม่ตื่นเช้า แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าภาพทิวเขาอันนะปุรณะสีขาวโพลนสลับซับซ้อน ทะเลสาบฟีวาสีเดียวกับท้องฟ้า และเมืองโปขราในหุบเขาเมื่อมองจากเจดีย์สันติภาพที่ผมได้เห็นจากอินเตอร์นั้นงดงามมาก และภาพยามเช้างดงามที่สุด หากหมอนี่ไม่ทำงานตอนเช้าแล้วจะทำงานตอนไหน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตอบกลับไปว่า &amp;ldquo;เฮลโล่ แกอีกแล้วหรือ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27006</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยว, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เทือกเขาหิมาลัย, เนปาล, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
