<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 23:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 23:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เทเลนอร์’ขายกิจการในเมียนมากว่า 3,400 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มบริษัทโทรคมนาคม เทเลนอร์ จากนอร์เวย์ ตัดสินใจขายกิจการของบริษัทลูกในเมียนมาแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี อ้างสถานการณ์ในเมียนมาหลังเกิดรัฐประหารทำให้การขายกิจการเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทเลนอร์ กลุ่มบริษัทโทรคมนาคมสัญชาตินอร์เวย์ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคมว่า บริษัทบรรลุข้อตกลงขายกิจการในเมียนมาให้กับ เอ็มวันกรุ๊ป (M1 Group) ด้วยราคา 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,415 ล้านบาท เพื่อให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการเครือข่ายแบบอยู่กับที่และไร้สายในเมียนมาจะดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซิกเว เบรกเก ซีอีโอของเทเลนอร์ กล่าวในถ้อยแถลงว่า สถานการณ์ในเมียนมาช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นสำหรับเทเลนอร์ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของประชาชน, กฎระเบียบข้อบังคับ และการปฏิบัติตาม บริษัทได้ประเมินทางเลือกทั้งหมดแล้ว และเชื่อว่าการขายบริษัทในเมียนมาเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ที่สุดในสถานการณ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทเลนอร์เข้ามาเปิดกิจการในเมียนมาตั้งแต่ปี 2557 จ้างงานชาวเมียนมาราว 750 ตำแหน่ง แต่หลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารทั่วประเทศ และผู้ประท้วงถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม เอ็นจีโอหลายแห่งเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติทบทวนการประกอบกิจการในเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเอ็มวันกรุ๊ปเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ อัซมี มิกาติ แห่งเลบานอนและน้องชายของเขา บริษัทนี้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโทรศัพท์ เอ็มทีเอ็น ที่เป็นผู้นำตลาดในทวีปแอฟริกา และดำเนินกิจการในทวีปเอเชียด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109106</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายกิจการ, รัฐประหารเมียนมา, เทเลนอร์, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e7265bc98de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2018 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2018 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 5G ไม่ใช่แค่เร็ว แต่เชื่อมต่อ-เปลี่ยนทุกอุตสาหกรรมใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันเราอาจไม่ได้ตระหนักเลยว่า ดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว &amp;nbsp;ทุกวันนี้อุปกรณ์รอบตัว ล้วนสามารถจัดเก็บข้อมูล และเชื่อมโยงสื่อสารกันเอง โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสะพานเชื่อม ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ทุกอย่างถูกจัดการด้วยปลายนิ้วสัมผัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน เมื่อมองหา อะไรที่เป็น &amp;#39;อนาล็อก&amp;#39; ก็เริ่มเห็นได้น้อยลงและหายากขึ้น และสิ่งของเหล่านั้น กลายเป็นของคร่ำครึ จะเหลือให้ใช้งานก็เฉพาะกลุ่มคนที่ชอบ และนักสะสมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งต้องยอมรับว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกไปดิจิทัล นั้นรวดเร็วมากใช้เวลาเพียง &amp;nbsp;20 ปี &amp;nbsp;โลกรอบตัวมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ &amp;nbsp; ไม่เชื่อลองให้เด็ก 10 ขวบตอนนี้ ไปลองใช้เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทแบบพกพาอย่าง Walkman ดู &amp;nbsp;เชื่อว่าพวกเขาก็ไม่รู้ว่า มันคืออะไร และใช้งานอย่างไร ทั้งๆที่ย้อนกลับไปก่อนเขาเกิด10 ปี อุปกรณ์ตัวนี้ยังมีการใช้งานอย่างแพร่หลายอยู่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้ โลกมีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออฟติก และอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพา ซึ่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจาก 1G สู่ยุค 5G ในเร็วๆนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการพัฒนาอินเทอร์เน็ต &amp;nbsp;การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ก็เกิดตามมาอีกมากมาย &amp;nbsp;อย่างข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ทั่วโลก มีการลงทุนในโครงการดิจิทัลถึง 1.2ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ซึ่งวงเงินดังกล่าวนั้นมีจำนวนสูงมาก และเป็นเหตุผลทำให้ยุคดิจิทัลมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ดีแม้มีการพัฒนาที่รวดเร็ว แต่สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลักดันออกมาสู่ตลาดนั้น เกิดขึ้นมาจากความสำเร็จเพียง 1% ของการลงทุนทั้งหมด &amp;nbsp;ซึ่งก็หมายความว่า เงินมหาศาลที่ทุ่มกันลงไปนั้น 99% แทบจะไม่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆอะไรออกมาเลย &amp;nbsp;ดังนั้นเรื่องการลงทุนทางดิจิทัล มันมีอะไรมากกว่า การทุ่มเม็ดเงินลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกดิจิทัล เป็น โลกที่ถูกก๊อปปี้ง่าย แม้มันจะเป็นทางลัดที่จะช่วยลดเวลา ในการทำงาน แต่มันก็ไม่สามารถยืนยันได้เลยว่า การทำการลอกและดัดแปลง สิ่งที่คนอื่นประสบความสำเร็จแล้ว เราจะสำเร็จตามไปด้วย ซึ่งแนวทางของผู้ที่ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลก็คือ การมองที่วิสัยทัศน์ ในระยะยาว ไม่หวังผลกับเป้าหมายหรือการทำรายได้ในระยะสั้น แน่นอนว่าต้องค้นให้พบจุดที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน จะต้องเป็นคนแรกที่ออกมาคิดสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ ด้วยการที่เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่คิดในโลกแบบเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังจะเห็นว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลนั้น เป็นคนที่มองเห็นอะไรที่ไกลกว่า กว้างกว่า และไอเดียนั้นสามารถช่วยให้การเปลี่ยนแปลงชีวิตทำได้จริง และช่วยในการลดการใช้ทรัพยากรได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างธุรกิจเกิดขึ้นใหม่แบบคนขับ Uber ให้คนที่ไม่รู้จักมาร่วมโดยสารรถได้ เราเลือกจ่ายให้กับการฟังเพลงกับ Apple Music หรือ Spotify แทนที่จะซื้อแผ่นซีดีมาฟัง เรามีห้องพักแบบ AirBNB เพียงเจ้าของอพาร์ตเมนท์ให้คนเดินทางที่ไม่รู้จักกันมาพัก นี่คือการปฏิวัติบริการรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรม
เห็นได้ชัดว่า เทคโนโลยีดิจิทัล ก่อให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรูปแบบการหารายได้ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกยุคอนาล็อก แต่มันกลายเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนโลกในอนาคต มันไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ เมื่อในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วระดับ GBps กลายเป็นมาตรฐานการใช้งาน เราจะได้เห็นสิ่งใหม่เกิดขึ้นอีกมากมาย และอาจจะทำให้อุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน กลายเป็นของโบราณ เลยก็ว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นทุกอุตสาหกรรม จำเป็นต้องกระตือรือร้น เพราะธุรกิจของตัวเองจะถูกดิสรัปฯได้ตลอดเวลา ทั้งจากอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือ ต่างอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง ในส่วนของตลาดโทรคมนาคม การให้บริการ SMS ของผู้ให้บริการมือถือทุกรายมีรายได้ลดลงประมาณ 30% จากเดิม เพราะการส่งข้อความรูปแบบใหม่ได้ฟรีผ่านแอปพลิเคชันจากอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้มาตอบสนองความต้องการในการรับส่งข้อความรูปแบบใหม่ที่มากับลูกเล่นใหม่อีกมากต่างจาก SMS เดิมๆ โดยมีการคาดการณ์ในปี 2563 ว่าจะเหลือแค่ 10 รูปแบบสำหรับการใช้งาน SMS เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับปัจจุบันกำลังเกิดขึ้นกับบริการโทรหรือ Voice calls เพราะพรุ่งนี้ eSIMs อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าให้ธุรกิจโทรคมนาคมที่ใช้โทรด้วยเสียงแบบเดิมหมดยุค ด้วยความเร็วในการปฏิวัติรูปแบบเดิมๆ กำลังก้าวเข้ามา ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่จะอยู่รอดต้องสร้างรูปแบบใหม่ให้กับธุรกิจในยุคที่ต้องเชื่อมโยงผู้ใช้ด้วยบริการที่ให้อะไรมากขึ้นมากกว่าแค่บริการพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ต้องเรียกได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคประสานเชื่อมโยงต่อกัน ไม่มีอุตสาหกรรมไหนจะมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลง เราจะเห็นแอร์เอเชียได้ขายประกัน &amp;nbsp;หรือ ออดี้ใช้โรงงาน 5G ในการผลิตรถยนต์ หรือผู้ให้บริการสัญญาณมือถือ อาจจะไปรุกอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งขณะนี้เทเลนอร์หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ก็กำลังทำการทดสอบการผ่าตัดทางไกลผ่าน 5G หรือการใช้ 5G ในการบริการฉุกเฉินเพื่อสุขภาพ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ชัดว่า เส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรม กำลังถูกทำให้จางลงไปเรื่อยๆ ด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้นทุกคนในแวดวง การค้า ธุรกิจ จะต้องมองให้ออกว่า การเปลี่ยนแปลงจะไปในทิศทางไหน และเราควรจะสร้างจุดแข็งใหม่ เพื่อต่อยอดกับจุดแข็งเดิมอย่างไร &amp;nbsp;ซึ่ง BMW คือตัวอย่างที่ดีที่กล้าพลิกโฉมจากการขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ก้าวสู่การเชื่อมโยงและประสานตอบโจทย์ที่คนใช้รถยนต์ต้องการ นั่นคือการให้บริการโซลูชั่นสำหรับที่จอดรถยนต์ (Smart Parking Solutions) ซึ่งสิ่งนี้ คือ การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และเทคโนโลยีช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรืออย่างตลาดโทรคมนาคมในประเทศไทยเอง การทำธุรกิจต้องการตอบสนองผู้ใช้บริการในภาพรวมใหม่ ยกตัวอย่าง ดีแทคได้เริ่มสู่การให้บริการกับเกษตรกรรม ด้วยการพัฒนา IoT และให้บริการเชิงพาณิชย์แอปพลิเคชันฟาร์มเมอร์อินโฟ (Farmer Info) ด้วยเทคโนโลยี AI และ Big Data ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลปัจจัยการเพาะปลูกแบบครบวงจรรายแรกๆ ของประเทศไทย ภายในแอปพลิเคชันประกอบด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น ข้อมูลที่ช่วยให้เกษตรกรรู้สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง ทำให้มีศักยภาพในวิเคราะห์สภาพการเพาะปลูกในแปลงอย่างแม่นยำจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อจัดการวางแผนเพาะปลูกได้ตรงจุดหรือแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ซึ่งดีแทคได้ร่วมมือกับรีคัลท์ สตาร์ตอัพในโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท และบริษัท รักบ้านเกิด พัฒนาขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากต้องการที่จะดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดในระยะยาว องค์กรต้องสนับสนุนคนที่ฝันและคิดริเริ่ม และสามารถประสานกับทุกสิ่งให้เกิดขึ้นได้ โลกจะเปลี่ยนไป สิ่งใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคตอันใกล้ &amp;nbsp;องค์กรต้องกล้าให้คนเหล่านี้ได้ออกแบบโลกใหม่ ให้โอกาสที่ท้าทายและสนับสนุนแนวคิด แน่นอนองค์กรต้องหาคนที่มีความคิดสร้างสรรค์กล้าทำในสิ่งใหม่และเข้าใจลูกค้า ไม่ใช่แค่โปรแกรมที่จะออกแบบให้เปลี่ยนสู่ดิจิทัล นี่คือสิ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24442</URL_LINK>
                <HASHTAG>5G, ดีแทค, เทเลนอร์, เปลี่ยนอุตสาหกรรม, ไม่ใช่แค่ความเร็ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bebddbb86075.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
