<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’ชี้โควิดทำแรงงานไทยเตะฝุ่น  7 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 2564 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;nbsp;กล่าวในงานสัมมนา เปิดตัวรายงาน &amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยและตลาดแรงงานในประเทศไทย&amp;rdquo; ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ถือเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นประเด็นท้าทายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงตลาดแรงงาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองทางสังคม ตลาดแรงงาน รวมถึงประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นให้สามารถรับมือและเข้าใจกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยในไทย ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้นการมีนโยบายที่ดี จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนตลาดแรงงานอย่างมาก และทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo; นางเบอร์กิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวฟรานเชสก้า ลามานน่า นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เป็นตัวเร่งและเป็นแรงกดดันสำหรับตลาดแรงงานในไทย โดยงานหลายอย่างถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติ นั่นหมายความว่าแรงงานจะต้องมีการเพิ่มทักษะให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญและเป็นโอกาสที่ดีของตลาดแรงงานไทยที่จะเร่งดำเนินการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องภาวะประชากรสูงวัยในตลาดแรงงานไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทย และจะมีผลสูงมากในเรื่องการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า อัตรากำลังของวัยทำงานในตลาดแรงงานไทยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในส่วนของไทยมีอัตรากำลังวัยทำงานหดตัวเป็นอันดับ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รองจากเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ประชากรสูงวัยที่มีอายุมากกว่า&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ปี กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยในช่วง&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;โดยที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึง&amp;nbsp;69&amp;nbsp;ปีสำหรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยยังมีแรงงานนอกระบบมากกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม และการดูแลด้านสุขภาพโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ขณะที่ในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาไทยยังประสบปัญหาความยากจนอยู่ แต่ปัจจุบันอัตราความยากจนค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากไม่มีนโยบายเรื่องการจัดการแรงงานที่ดีพอ งานที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอทำให้ประชากรอยู่ได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแฮรี่ โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก&amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;ตลาดแรงงานไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จนทำให้ตำแหน่งงาน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนตำแหน่งหายไปจากตลาดแรงงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานก็ลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงงานในระบบ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอีกครั้ง สะท้อนจากในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;พบว่า ชั่วโมงการทำงานมีการปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน ตรงนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไทยไม่มีการฟื้นตัว หรือฟื้นตัวได้ช้า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปจำนวนมาก ขณะที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบจากประชากรสูงวัยเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การหดตัวของวัยทำงานอย่างมากในไทยจะหลายเป็นปัญหาในระยะยาว หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อาจทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563 &amp;ndash; 2583&amp;nbsp;จะมีแรงงานในวันทำงานลดลงอย่างน้อย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย&amp;rdquo; นายแฮรี่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนภสร ทุ่งสุกใส ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนถึงไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;มีแรงงานที่ต้องออกจากระบบประกันสังคม ตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;แล้วกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ก็มีแรงงานบางส่วนที่สามารถกลับเข้ามาในระบบประกันสังคม รวมถึงแรงงานที่ได้รับการจ้างงานใหม่รวมกว่า&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนคน ส่วนที่เหลือกลายเป็นแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ หรือไปอยู่ในภาคเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาการขาดรายได้ของแรงงานในระยะสั้นนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายในการพยุงรายได้ การเติมเงินให้ผู้ประกันตน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเพื่อพยุงการจ้างงานในระบบผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมให้แรงงานใหม่ได้มีโอกาสทำงาน ช่วยทำให้ตลาดแรงงานทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้น และสามารถพยุงการจ้างงานในระบบได้หลายหมื่นอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานยังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เดินหน้ามาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบรายเล็กให้สามารถอยู่รอดได้ โดยการช่วยจ่ายค่าจ้างแรงงานแทนนายจ้าง ไม่เกิน&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;หรือไม่เกิน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แสนบาท สำหรับนายจ้างหรือสถานประกอบการขนาดเล็กที่มีแรงงานไม่เกิน&amp;nbsp;200&amp;nbsp;คน ซึ่งสะท้อนว่าในภาวะวิกฤติของโควิด-19&amp;nbsp;แรงงานที่ถูกกระทบ รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานพยายามดูแลให้มีการรักษาสภาพการจ้างงานในตลาดให้ยาวที่สุด ผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเงินทั้งนายจ้างและแรงงานให้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ตลาดแรงงาน, ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์), เตะฝุ่น, เบอร์กิท ฮานสล์, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวิล์ดแบงก์&#039;ชี้พิษโควิดซัดคนไทยจนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 2564 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิล์ดแบงก์) เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะขยายตัวที่ 4% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวยืดเยื้อ จากผลกระทบของการกลับมาระบาดรอบใหม่ของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์เดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในหลายด้าน ทั้งเรื่องความล่าช้าในการจัดการวัคซีน และการแจกจ่ายวัคซีน รวมถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ไปจนถึงการสูญเสียรายได้ต่อหัวที่มากขึ้น หรือระดับความยากจนมีมากขึ้น รวมถึงความท้าทายของตลาดแรงงานในไทย ซึ่งเป็นผลจากประเทศไทยพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 13-15% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวจากโควิด-19 ค่อนข้างมาก ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ดังนั้นการลงทุนยังมีความสำคัญ เพื่อที่จะใช้ตอบโต้กับวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ ซึ่งการลงทุนจะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย เวิล์ดแบงก์ กล่าวว่า เวิล์ดแบงก์ได้ปรับประมาณการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 4% และปี 2565 อยู่ที่ 4.7% โดยเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และค่อนข้างนาน โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปใกล้เคียงปี 2562 ก่อนเกิดการระบาด แต่หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินต่อไป จนรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ก็จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้เพียง 2.4% เนื่องจากจะมีการสูญเสียรายได้สูงถึง 50 แสนล้านบาท หรือ 20% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การฟื้นตัวของจีดีพีไทยในปี 2564-2565 หลัก ๆ จะมาจากเศรษฐกิจในประเทศ และการลงทุนของภาครัฐ ส่วนการส่งออกและรายได้จากการบริการ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวยังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงต้องรอผลของการฉีดวัคซีนในต่างประเทศด้วย ขณะที่เงินเฟ้อ 1.3% บัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 2-4% หนี้สาธารณะขยับสูงขึ้นแต่ยังอยู่ภายใต้กรอบ 60% ต่อจีดีพี ขณะที่ระยะข้างหน้าจะต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งในระดับโลก คือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจช้ากว่าที่คาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ขณะที่สถานการณ์แรงงานเริ่มดีขึ้นและทำให้จำนวนงานเพิ่มขึ้น 8.5 แสนตำแหน่ง&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความรุนแรงจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ประมาณการว่าจะมีคนไทยยากจนเพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้านคน ส่วนมาตรการการคลังและมาตรการการเงินที่ภาครัฐดำเนินการไปในช่วงที่ผ่านมาซึ่งคิดเป็น 13% ของจีดีพี ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีงบประมาณสูงสำหรับออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 5 แสนล้านบาท (ซอฟท์โลน) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังทำได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและบริษัทที่ขาดสภาพคล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีในแง่ของผลกระทบต่อแรงงาน จากโควิด-19 ช่วงไตรมาส 2/2563 ทำให้งานหายไป 3.4 แสนตำแหน่ง และชั่วโมงการทำงานลดลง 2-3 ชั่วโมง การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ค่าจ้างลดลง 1.6% ส่วนในไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 /2563 สถานการณ์แรงงานเริ่มดีขึ้นและทำให้จำนวนงานเพิ่มขึ้น 8.5 แสนตำแหน่ง แต่ยังมีจุดอ่อนคือ ชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างในภาคการเกษตรยังต่ำกว่าในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเกิดขึ้นของโควิด-19 ซ้ำเติมความท้าทายเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่อ่อนแอลง และแรงงานนอกระบบ รวมถึงในระยะกลางยังต้องเผชิญปัญหาประชากรสูงอายุด้วย&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อเสนอเพื่อช่วยประสิทธิภาพของแรงงานโดยรวม ในระยะสั้น แนะนำให้ขยายการคุ้มครองเพื่อช่วยแรงงานที่ตกงาน ผ่านมาตรการเยียวยาด้านการเงินและช่วยฝึกทักษะอาชีพสำหรับผู้ตกงาน ส่วนมาตรการระยะยาวคือการเพิ่มด้านประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดช่องว่างระหว่าแรงงานผู้หญิงกับแรงงานชาย ตลอดจนแนะนำให้ขยายเวลาการเกษียณอายุออกไปอีก เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90471</URL_LINK>
                <HASHTAG>เบอร์กิท ฮานสล์, เวิล์ดแบงก์, เศรษฐกิจโลกในปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_60080952dbe18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
