<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO ชี้บริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน คนไทยไม่ระวังปากเสี่ยงโรค NCDs</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ใครชอบกินรสเค็มจัด หวานจัด มันจัด เผ็ดจัด ใส่เครื่องปรุงรสเข้มข้น ขนมกรุบกรอบ ยกมือขึ้น!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้หรือไม่..เมื่อคุณกินอาหารรสจัด สะสมโซเดียมเข้าสู่ร่างกายไปเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความดันโลหิตสูง หัวใจวาย อัมพฤกษ์อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกเลือด เบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม กรมควบคุมโรค จัดเสวนาไขข้อสงสัย โครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่ WHO - สสส.สนับสนุน โดยมีข้อมูลระบุว่า คนไทยกินโซเดียมเกินกว่า WHO กำหนดถึง 2 เท่า ในขณะที่กินโพแทสเซียมไม่ครบ ทั้งๆ ที่โซเดียมและโพแทสเซียมต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความสมดุลกรดและด่างในร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โซเดียมคืออะไร และกลไกของโซเดียมเมื่อเข้าสู่ร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากโครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่ Virtual NCD Forum 2021EVENT &amp;ldquo;โซเดียมคืออะไร? เราสามารถลดโซเดียมได้อย่างไร? จัดโดยเครือข่ายลดบริโภคเค็มและกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค สนับสนุนโดยองค์การอนามัยโลก สสส. สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี หัวหน้ากองตรวจโรคผู้ป่วยนอก รพ.จันทรุเบกษา ให้ความรู้ว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โซเดียมเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ใช้สัญลักษณ์ NA+ จำเป็นต่อร่างกายและได้จากอาหารเท่านั้น ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสมดุลของกรดและด่าง ควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย ถ้าไม่สมดุลอวัยวะจะบวม ควบคุมหัวใจให้เต้นสม่ำเสมอ เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้เป็นปกติ ล้างคาร์บอนไดออกไซด์ออก ระบบเลือดก็จะสมบูรณ์ ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ ดูดซึมอาหารในไต แม้ปริมาณเกลือเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับการทำงานในระบบร่างกาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เราจะพบโซเดียมในสารประกอบธรรมชาติ มีอยู่มากในอุตสาหกรรมอาหาร แอบแฝงในอาหารทุกประเภท ส่วนหนึ่งคือเกลือแกงอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร ของหวานก็มีโซเดียมแม้จะไม่มีรสชาติเค็ม แต่มีผงฟู วัสดุกันเสีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การกำจัดโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย 1.ขับถ่ายทางไต ไตเป็นอวัยวะสำคัญต่อการรักษาสถานการณ์ปกติของโซเดียมไอออนในร่างกาย 2.ขับออกทางเหงื่อ 3.ขับออกทางอุจจาระ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าปริมาณโซเดียมมากเกินไป โอกาสเป็นความดันโลหิตสูง หัวใจวาย อัมพฤกษ์อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกเลือด ในกรณีที่ไตขับโซเดียมออกมามากเกินไป จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไตจึงดึงโซเดียมกลับเข้าสู่กระแสเลือด สิ่งที่ต้องระวังถ้ากินเค็มเกินไป ทำลายผนังกระเพาะอาหาร ไตจะเสียหายเสื่อมสภาพ สูญเสียแคลเซียมในร่างกาย ส่งผลถึงกระดูกพรุน กระดูกหักได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์การอนามัยโลกให้บริโภคเกลือ 5 กรัม/วัน ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม/วันเท่านั้น แต่คนไทยบริโภคเค็มเป็นนิสัย เกินค่าเฉลี่ยถึง 2 เท่า 3,636 มิลลิกรัม/วัน บริโภคเกลือ 9.1 กรัม/วัน ถ้าทำให้คนไทยลดบริโภคเค็มจะลดการเกิดโรคหัวใจ 10% ลดอาการหัวใจอุดตัน 13% ในกรณีที่เป็นทั้งโรคหัวใจและความดันแล้วยังบริโภคเค็ม มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ อีกหลายโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โซเดียมได้จากอาหารประเภทใดบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทอ.อ.นิธิดา บุญกาญจน์ นักกำหนดอาหาร เลขานุการและอนุกรรมการสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โซเดียมในอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่มีมากเกินไปก็ต้องระวัง ยกตัวอย่าง&amp;nbsp; ข้าวกะเพราไข่ดาว เพียง 1 มื้อก็มีปริมาณโซเดียมเกินจำนวนที่ WHO แนะนำให้บริโภคแล้ว 2,524 กรัม ซึ่ง 90% มาจากเครื่องปรุงรส อาหารทุกชนิดมีโซเดียม ผักผลไม้มีปริมาณโซเดียมไม่มาก อาหารทะเลประเภทปลาหมึกย่างมีปริมาณโซเดียมสูงมาก ยิ่งมีน้ำจิ้มรสจัดเพิ่มปริมาณโซเดียมเข้าสู่ร่างกายเกินจำเป็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทอ.อ.นิธิกา บุญกาญจน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันเนื้อสัตว์สดๆ มาแปรรูปแช่แข็งเพื่อเก็บไว้ได้ครั้งละนานๆ มีปริมาณโซเดียมมากกว่าเนื้อสัตว์สดๆ เบคอน โบโลญญา ไส้กรอกหมู หมูแฮม ไส้กรอกอีสาน หมูยอ เนยแข็ง ปลาส้ม กุ้งแห้ง ล้วนมีโซเดียมสูง ดังนั้นการรับประทานอาหารแปรรูปบ่อยๆ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว ซอสสารพัดชนิด ซอสหอยนางรม น้ำปลา เมื่อนำมาปรุงรสแล้วเพิ่มรสชาติให้อาหารรู้สึกเอร็ดอร่อย บางครั้งก็จะเติมเกลือลงไปอีกให้รสชาติเข้มข้น ภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ใช้น้ำปู๋ น้ำปลาร้า กะปิ น้ำบูดูมาปรุงรส ต้องระวังไม่ใส่มาก ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเกินกว่าความจำเป็น แม้ปัจจุบันมีเครื่องปรุงรสที่ระบุว่าลดโซเดียม แต่ถ้าใช้เยอะเกินไปก็ไม่ถูกต้อง มีปัญหาต่อกล้ามเนื้อหัวใจ เต้นผิดจังหวะได้ โซเดียมที่แอบแฝงอยู่ในอาหารยังมีส่วนผสมชนิดอื่นๆ ผงชูรส ผงนัว เราใช้เห็ด มะเขือเทศปรุงรสแทนผงชูรส ได้รสชาติและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เบเกอรี่มีโซเดียมแอบแฝงอยู่ในเบกกิ้งโซดา โดนัท ปาท่องโก๋ สารกันเสีย แบคทีเรีย ยีสต์ เชื้อราบางตัว เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมทำให้ขนมนุ่มน่ารับประทาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีผลงานวิจัย โซเดียมในอาหารไทยในช่วงเดือน ต.ค.2556 เป็นการทำงานร่วมกับเครือข่ายฯ และมหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาฐานข้อมูลในภาคอีสาน ปริมาณโซเดียมในอาหารอีสาน ส้มตำลาวมีโซเดียม 1 ฝ่ามือ มีโซเดียมสูงที่สุด ไก่ทอดเกลือมีปริมาณโซเดียม 1,782 มิลลิกรัม/100 กรัม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เดือน ก.พ.58 วิจัยอาหารภาคเหนือ ภาคใต้ มีปริมาณโซเดียมจากแกงฮังเลมากที่สุด อาหารจานเดียว ขนมจีนน้ำเงี้ยวมีปริมาณโซเดียมสูงที่สุด ต้มพุงปลาใส่กะทิ มีโซเดียมสูง น้ำบูดู น้ำพริกกะปิ แกงเนื้อมะตะบะมีโซเดียมสูงที่สุด ปี 59 สำรวจอาหารภาคกลาง แกงป่า ปลาช่อนแดดเดียว ผลิตภัณฑ์แปรรูป ส้มตำปูดอง น้ำพริกกะปิใส่ระกำมีปริมาณโซเดียมสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปี 60 สำรวจอาหาร Street Food ที่ขายตามบาทวิถีมีการวิเคราะห์ 5 เมนูมีโซเดียมสูง แกงไตปลามีโซเดียมสูงที่สุด รองลงมาแกงเขียวหวาน อาหารจานเดียวที่มีโซเดียมสูงที่สุด ส้มตำปูปลาร้า ยิ่งใส่ปูดองเค็ม ปลาร้าดองเค็ม ยิ่งเพิ่มปริมาณโซเดียมสูงขึ้นอีก ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ สุกี้รวมมิตร โซเดียมจะอยู่ในเครื่องปรุงรส หลีกเลี่ยงด้วยการไม่ซดน้ำ จะลดโซเดียมลงได้ ไส้กรอกทอด คอหมูย่าง เปาะเปี๊ยะทอด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเมื่อป่วยไข้จำเป็นต้องรับประทานอาหารอ่อน ข้าวต้มหมู อาหารแช่แข็งจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อมีปริมาณโซเดียมสูง โอกาสส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อาหารกลุ่มขนมหวาน มีโซเดียม 230-240 มิลลิกรัม/1 ถ้วย ขนมขบเคี้ยว ข้าวโพดคั่ว ขนมอบเนย แคร็กเกอร์ คุกกี้ เวเฟอร์. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;กินผักพื้นบ้านสร้างสมดุลร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวจันทร์จิดา งามอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพในสำนักงาน สสส. เปิดเผยว่า การกินผักพื้นบ้านจะช่วยสร้างความสมดุลโซเดียม เราต้องกินทั้งโซเดียมและโพแทสเซียมเพื่อทำให้สารเคมีในร่างกายเกิดความสมดุล ร่างกายต้องการปริมาณโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม/วัน ในขณะเดียวกันร่างกายต้องการโพแทสเซียม 3,500 มิลลิกรัม/วัน ต้องกินทั้งสองอย่างให้สมดุลเพื่อร่างกายจะได้แข็งแรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พืชผักพื้นบ้านนำมาทดแทนโซเดียม โดยเฉพาะการกินผักที่มีใบหลากสี ได้คุณประโยชน์จากสารอาหารที่แตกต่างกัน ผักพื้นบ้านไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมียาฆ่าแมลง บริโภคแล้วปลอดภัย หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใบหม่อนถือได้ว่าเป็นการเพิ่มรสอูมามิหรือรสชาติด้วยผักพื้นบ้าน นำมาผสมกับผักอื่นๆ หรือนำใบหม่อนไปตากแห้งป่นใช้แทนผงชูรส นำมาใส่ไข่เจียว ชุบแป้งทอด ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ห้ามกินต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวนำมาหมักใช้เป็นซอสปรุงรสจากธรรมชาติ น้ำจิ้มสุกี้จากใบหม่อนก็ได้รสชาติอร่อยอีกแบบหนึ่งด้วย นำผักผลไม้ปั่นมาปรุงรสโดยไม่ต้องใช้น้ำตาล น้ำผึ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สมุนไพรปรุงอาหารแทนโซเดียม&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.ชุษณา เมฆโหรา สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะว่า การใช้สมุนไพรปรุงอาหารเพื่อลดโซเดียม มีเทคนิคที่ทำให้อาหารอร่อยได้ ดีกว่าการใช้สารทดแทนโซเดียม อย่างกรดอะมิโน สารสกัดจากยีสต์ สารสกัดจากถั่วเหลือง นั่นคือ กระเทียม หอมหัวใหญ่ ซึ่งในต่างประเทศก็ลดโซเดียมด้วยสมุนไพร อาทิ ซุปมะเขือเทศเพิ่มอะโวคาโด พริกไทยดำ ไส้กรอกเมื่อใส่ผักชี หอมใหญ่ รสชาติกลิ่นรสมีความเค็มและกลมกล่อมมากขึ้น มะนาวเพิ่มความเปรี้ยวมีรสชาติอร่อย ผักชีฝรั่ง โหระพา หอมแดง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใบมะกรูดช่วยปรุงรสอร่อยยิ่งขึ้น ดอกเกลือมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ทั้งดอกเกลือ และเกลือทะเลเมื่อนำมาปรุงรสในอาหารแล้วจะให้ความกลมกล่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ให้แอป Food Choice ช่วยคุณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ กรรมการนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย แนะนำว่า การลดโซเดียมในชีวิตประจำวัน ควรรู้จักอ่านฉลากผลิตภัณฑ์โภชนาการเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อ ยึดถือหลักอ่านให้รู้ งดให้ถูก ปรุงให้ดี ลดให้เป็น การอ่านฉลากง่ายๆ แม้แต่ในขนมก็จะบอกปริมาณโซเดียม มีวันเดือนปีหมดอายุ มีพลังงาน ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร โซเดียม ธาตุเหล็ก วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ และตอนนี้ก็มีตัวช่วยอย่างแอป Food Choice สามารถสแกนได้จากโทรศัพท์มือถือบอกปริมาณโซเดียมในสินค้าให้ชีวิตง่ายขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109169</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, กลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย, ความดันโลหิตสูง, ทอ.อ.นิธิดา บุญกาญจน์, น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี, นางสาวจันทร์จิดา งามอุไรรัตน์, ผักพื้นบ้าน, มันจัด, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร, สร้างสมดุลร่างกาย, ส้มตำปูปลาร้า, หวานจัด, หัวใจวาย, อ.กัญชลี ทิมาภรณ์, อ.ชุษณา เมฆโหรา, อาหารรสจัด, เครือข่ายลดบริโภคเค็ม, เค็มจัด, เบาหวาน, เผ็ดจัด, แอป Food Choice, โครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่, โซเดียม, โซเดียมคืออะไร?, โซเดียมในอาหารไทย, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e82d1a301cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอซ์ ศรัณยู&#039;เสี่ยงตาย! กินดุจนต้องพบจิตแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครเป็นสายหวาน สายคาเฟ่ฟังทางนี้ ล่าสุดนักร้องคนใจง่าย ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช ออกมาอัปเดตไลฟ์สไตล์การกินของตัวเอง ผ่านรายการดัง Z story ช่อง อมรินทร์ทีวี &amp;nbsp;ว่าเป็นภัยต่อตอนเอง จนตอนนี้ต้องเข้ารับการรักษาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจากจิตแพทย์ หนำซ้ำยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน จนเริ่มวางแผนร่างพินัยกรรมให้กับครอบครัวเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​เห็นว่าเริ่มมีการทำพินัยกรรมให้กับครอบครัวแล้ว?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไม่ได้ถึงขั้นทำพินัยกรรม แต่ว่าเราเป็นคนชอบคิดเผื่อคนรอบข้าง พ่อแม่เราพี่น้องเรา แม้กระทั้งหลานเรา วางเป็นแพลนในอนาคตเลย ว่าในอนาคตสมมุติหลานอายุ 4 ขวบ จนเข้าจบปริญญาโท เราต้องใช้เงินเท่าไร บวกอัตราเงินเฟ้ออีก 7 เปอร์เซนต์ในแต่ละปีขึ้นไป ไม่ใช่ว่าเราเก็บวันนี้คิดว่า 20,000 พอใช้ ในอนาคตเงิน 20,000 อาจจะลดคุณค่าลงมา ดังนั้นเราต้องบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ว่าในอนาคตอีก 20-30 ปีข้าง มันจะคุ้มค่าไหม เป็นการวางแผนการเงินมากกว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​แล้วที่บ้านเค้าว่ายังไงบ้างกับการวางแผนการใช้เงินของ ไอซ์ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เขาก็ดีใจแหละ แต่ว่าเขาก็อยากให้เราสบายๆ ผ่อนคลาย แต่ตอนหลังตั้งแต่อายุ 30 มา ก็รู้สึกผ่อนคลาย ก็อยากใช้อะไร อยากทำอะไรก็ทำ แต่ว่าเป็นความผ่อนคลายบนพื้นฐานของความประหยัด รู้สึกปลอดภัยเรื่องการใช้เงิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติกรรมการกินของเรา เสพติดการกินมากขนาดไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กินจนแบบว่า เป็นคนมีความสุขมากกับการกิน แล้วพอไม่ได้กินแล้วรู้สึกหงุดหงิด แต่พอกินไปแล้วหลังจากนั้น 5-10 นาที รู้สึกจิตตก รู้สึกผิดเรากินไปทำไม เดี๋ยวเราอ้วน เดี๋ยวน้ำหนักขึ้น เสื้อผ้าเราแน่นไปหมด ออกทีวีแล้วเราดูอ้วน คือเป็นแบบนี้ เราชีวิตสวิงอยู่แบบนี้ แล้วผู้จัดการ น้องๆ แดนเซอร์ที่เวลาไปทัวร์ด้วยกัน เขาก็จะเตือนเรา ไอซ์อันนี้กินเยอะไปแล้ว เพราะเราเป็นสายคาเฟ่ ชอบแวะคาเฟ่ แวะที่ไหนก็เค้กหนึ่งชิ้น น้ำหนึ่งแก้ว เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้วันนึงได้กินเค้กไป 3-4 ชิ้น น้ำอีก 3-4 แก้ว แต่ร่างกายมันรับไม่ได้ สภาพจิตใจมันก็ไม่โอเค เพราะว่าเรามีความสุขในการกินมาก แต่เรามีความทุกข์หลังจากนั้น เราก็ไปปรึกษาจิตแพทย์ อยากจะบอกทุกคนว่าคนไทยอาจจะไม่คุ้นชินกับการมีปัญหาอะไร รู้สึกแพนิค ไปหาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาคนไทยจะรู้สึกว่าคนนี้เป็นบ้า แต่จริงๆ แล้วสำหรับนานาชาติ มันเป็นเรื่องปกติมาก มันเหมือนกับการให้คำปรึกษา ให้ความให้เราสบายใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิตตกหนักถึงขั้นต้องไปปรึกษาจิตแพทย์เรื่องกินโดยเฉพาะ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไปปรึกษาเรื่องกินโดยเฉพาะเลย ไอซ์มีปัญหามากเรื่องเกี่ยวกับการกิน ไอซ์ไม่สามารถหยุดกินได้ ทุกเช้าที่ตื่นมา ไอซ์ต้องกินทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ซึ่งหวานมาก มีอยู่ในตู้เย็น ต่อด้วยก่อนมื้อกลางวัน และอาฟเตอร์นูนที ต่อด้วยสโคน ขนมเค้กทั้งหลาย คือกินทุกช่วง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วจิตแพทย์ให้คำแนะนำยังไงบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เขาให้เราปรับกิจกรรมทุกชนิด ปรับเวลาว่าเราควรจะกินช่วงเวลาไหน ให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากิจกรรมมาทำเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องการกินของเราให้หมด และให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องปริมาณแคลอรี่ของอาหารต่างๆ หรือไม่ก็เจาะลงไปเลยว่าอาหารแต่ละชนิดผลิตมาจากอะไร เพื่อที่จะให้เรารู้ระวังการกิน แต่ก็ยากเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ เพราะเราติดขนมหวานไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​มีข่าวลือว่ากินดุมาก จนถึงขั้นเกือบวูบคาเวทีมาแล้ว?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้ดีขึ้น ดีขึ้นเพราะก่อนหน้านี้เกือบจะตาย กินอาหารเยอะจนวูบ ปกติเวลาตื่นเช้าถ้าหน้ามืดมาส่วนใหญ่จะมาจากความดัน เรารู้เพราะเราตรวจสุขภาพมาตลอด แต่ช่วงหลังเวลาขึ้นเวทีมีอาการวูบ ตอนแรกคิดว่าหรือว่าเราแก่แต่มันเริ่มมีความวิ้งค์ๆ เอื่อยๆ เหนื่อยๆ ก็เลยไปตรวจกับคุณหมอ ตรวจการแข็งตัวของหลอดเลือด ปรากฏสารในเลือดของเรามีสารที่มีแอลดีแอล ปริมาณไขมันในเส้นเลือดสูงมาก ไขมันเลว ทั้งๆ ที่เราออกกำลังกายหนักมาก ปรากฏว่ามาสืบในเรื่องของการกินอะไรที่อันตราย เราทำหมดเลย ก็เลยปรับเปลี่ยนการกิน อนาคตไอซ์อย่าเรียกว่าโอกาสสูง เรียกว่าเป็นเบาหวานแน่นอน เพราะว่ากรรมพันธุ์ด้วย ปริมาณการกินน้ำตาลด้วย ตอนนี้ก็เลยปรับมาควบคุมการกินให้มากขึ้นเป็นพิเศษ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม icesarunyu&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94109</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินดุ, จิตแพทย์, นักร้อง, เบาหวาน, ไอซ์ ศรัณยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_603609341f36e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประสิทธิ์&#039;ย้ำโควิดรอบนี้หนักห่วงคนป่วยเบาหวาน-อ้วน เสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค. 2564 ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา &amp;nbsp;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล &amp;nbsp;กล่าวว่า การระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;ระลอกใหม่รุนแรงกว่าและต่างจากรอบแรก ด้วยหลายปัจจัย ตั้งแต่จุดเริ่มในที่อโคจร การกระทำผิดกฎหมายลักลอบเข้าเมือง คนไม่ยอมเปิดเผยตัว สืบสวนต้นตอที่มาของโรคยาก ความรุนแรงของโรคจากการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่ปอดทำงานไม่เต็มที่ เมื่อไวรัสจู่โจมระบบทางเดินหายใจ อาจทำลายปอด 10-20% จนปอดไม่พื้นกลับมา ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆจะเสื่อมตามกาลเวลา 2. คนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น โรคปอด มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แม้ปอดถูกทำลายเล็กน้อย ก็จะส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก ร่างกายจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว 3. คนที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันใต้ผิวหนัง หรือใต้ช่องท้องมาก รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มนี้เสี่ยงกับการหายใจที่ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกระบังลมเคลื่อนไหวได้ยาก ทำให้ปอดทำงานได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า งานวิจัยพบเมื่อโควิด-19 เข้าไปในร่างกาย ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่สัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 8 หลังรับเชื้อ เพื่อยับยั้งหรือช่วยไม่ให้เกิดโรค ถ้าภูมิคุ้มกันปกติ 2-3 สัปดาห์แรก จะทำงานเต็มที่ จากนั้นค่อยๆ ลดลง จึงพบมีกลุ่มคนที่ได้รับเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการ และหายได้เอง หากภูมิคุ้มกับไม่ปกติ เพราะมีโรคประจำตัว ที่ต้องใช้ยารักษาที่ไปกดภูมิคุ้มกัน เช่น เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลเองไม่ได้ เป็นโรคหลอดเลือด เม็ดเลือดขาวไม่สามารถจัดการเชื้อโรคได้ คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับเชื้อโควิด-19 จะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงไม่เพียงปอดถูกทำลาย แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิต เพราะไตวาย เลือดไม่ไปเลี้ยงแขนขา ความรุนแรงของเชื้อไปกระทบกับอวัยวะอื่นด้วย &amp;nbsp;ดังนั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวจึงเสี่ยงมากขึ้นไปอีก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธรรมชาติของไวรัสทุกชนิดไม่เฉพาะโควิด-19 มันจะปรับตัวหรือที่เรียกว่ากลายพันธุ์อยู่เสมอ อย่างในอังกฤษพบว่า เชื้อโควิด-19ติดต่อได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ดังนั้น ต้องช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤต คือ 1.พบกับบุคคลเสี่ยง 2.อยู่ในพื้นที่เสี่ยง 3.ร่วมกิจกรรมเสี่ยง 4.เข้าไปช่วงเวลาเสี่ยง คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจัดการกับ 4 เสี่ยงนี้เท่าที่จะทำได้ตามปัจจัยและเงื่อนไขชีวิตตนเอง ไม่ต้องรอให้รัฐออกมาตรการ ไม่จำเป็นต้องให้มีการบังคับ นี่คือสิ่งที่เราจะช่วยปกป้องชีวิตของตัวเองและคนที่เรารัก&amp;rdquo; ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ &amp;nbsp;ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non communicable diseases) อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต หัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และมะเร็ง มีความเสี่ยงโควิด-19 &amp;nbsp;รุนแรงต่อโรคมากกว่าคนทั่วไปถึง &amp;nbsp;5 &amp;nbsp;เท่า โดยผู้ป่วยเบาหวานในไทยมีถึง 4.8 ล้านคน และข้อมูลจาก UNIATF &amp;nbsp;(United Nations Inter Agency Task Force Mission to Thailand on Noncommunicable Disease) &amp;nbsp;รายงานว่า ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการรุนแรงของโควิด-19 &amp;nbsp;ถึง &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;เท่า ขณะที่ของเด็กและเยาวชนมีปัญหาน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นถึง 13.1% ผู้ที่สูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงถึง 1.5 เท่า และการดื่มสุราส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน ในการต่อสู้กับไวรัสต่ำลง แม้จะดื่มหนักเพียงครั้งเดียว เราจึงควรดูแลสุขภาพอยู่เสมอ เพราะร่างกายที่ดีจะเป็นต้นทุนสำคัญ เพื่อต่อสู้กับทุกโรคไม่เฉพาะโควิด -19 และยกระดับการป้องกันตนเอง คนรอบข้าง และกลุ่มเสี่ยง โดยใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง ไม่ให้ตนเองกลายเป็นบุคคลเสี่ยงเสียเอง เปรียบเสมือนเรากำลังสร้างวัคซีนทางพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อ ทั้งในขณะที่วัคซีนฉีดยังไม่มา หรือแม้กระทั่งมีวัคซีนกันแล้ว พฤติกรรมเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคเหล่านี้ก็ควรจะต้องยังปฏิบัติคู่ขนานไปต่อเนื่องไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, อ้วน, เบาหวาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL> https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef196918abb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาฉีดควบคุมน้ำหนักและอินซูลิน ตัวช่วยลดโรคอ้วนและเบาหวาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน พ่วงมาด้วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง จากการวิจัยพบว่า ภาวะอ้วนลงพุงมีความสัมพันธ์กับภาวะต้านอินซูลิน ภาวะเบาหวานและโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพชีวิตลดลงจากการเกิดโรคเรื้อรัง เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงความพิการและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สิทธิผล ชินพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน และหลายรายเกิดภาวะแทรกซ้อนในเวลาต่อมา การเพิ่มขึ้นของวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น นำมาซึ่งการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น คาดการณ์ว่าความชุกของโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี พ.ศ.2583 และความชุกของภาวะอ้วนในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปร้อยละ 37.5 (ชายร้อยละ 32.9 และหญิงร้อยละ 41.8) ประมาณการณ์ว่า 24-52% ของผู้ที่มีภาวะอ้วนจะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีการใช้ยาฉีดเพื่อควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยที่มีภาวะโรคอ้วนและควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดนํ้าหนัก โดยแพทย์จะทำการฉีดยาใต้บริเวณผิวหนังตามความเหมาะสม เช่น บริเวณ ต้นขา หน้าท้อง ต้นแขน ร่วมกับคนไข้ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด ข้อดีของการใช้ยาฉีดเพื่อควบคุมน้ำหนักและควบคุมน้ำตาล คือ 1) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด 2) ควบคุมความอยากอาหาร รู้สึกหิวน้อยลง 3) น้ำหนักลดลง 4) ผลข้างเคียงน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การดูแลรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนแบบองค์รวม (Multidisciplinary Team) ตามลักษณะเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ถือเป็นการบูรณาการรักษาแนวใหม่ โดยนำข้อมูลในอดีตผนวกกับปัจจุบันมาวิเคราะห์แนวโน้มของการเกิดโรคในอนาคตให้เกิดประโยชน์ในการตัดสินใจ แนะนำการรักษา และการดำเนินของโรคในอนาคต ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของผู้ชำนาญการในทุกสหสาขาวิชาชีพ (Center of Excellent) ที่พร้อมให้การดูแลรักษาโรคตามมาตรฐานในระดับสากล (JCI) ประกอบไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การให้ความรู้เพื่อระวัง ป้องกัน ดูแลตัวเองที่บ้าน (Self-Management) 2.จัดกลุ่มผู้ป่วยอบรมนอกสถานที่กับกลุ่มผู้ที่มีความชำนาญในทุกสหสาขาวิชาชีพ (Seminar and Camp) 3.นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร ร่วมดูแลและให้คำปรึกษาการทานอาหารตามลักษณะเฉพาะบุคคล 4.แพทย์สหสาขาวิชาชีพดูแลแบบครบวงจร (One Stop Services) เกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานและโรคอ้วน 5.ยารักษาโรคในปัจจุบันที่มีให้เลือกทุกชนิดทุกแบบ ทั้งชนิดรับประทาน ทางผิวหนัง และฉีดอินซูลินแบบ Insulin Pump ซึ่งปัจจุบันมียาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่ช่วยลดน้ำหนักและน้ำตาลได้พร้อมกัน ยังมีประโยชน์ต่อการลดโรคหัวใจ สะดวกในการบริหารยาทำให้ผู้ป่วยได้รับยาต่อเนื่องและสม่ำเสมอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การดูแลต่อที่บ้านโดยส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์ เช่น เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว (Self-Monitoring Blood Sugar (SMBG)), Continuous Glucose Monitoring System (CGMS) แบบ Internet of Medical Things (IOMTs) เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องชั่งน้ำหนัก เป็นต้น 7.การเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สุขภาพ ประวัติการรักษาของผู้ป่วย (Electronic Medical Records) เพื่อใช้ในการรักษาและส่งต่ออย่างราบรื่นและทันเวลา 8.ระบบการดูแลผู้ป่วยกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ผ่านออนไลน์นอกโรงพยาบาล (Telemedicine) เพื่อความต่อเนื่องในการรักษา เพิ่มความสะดวกในการนัดหมายดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น ติดตามผลเลือด ส่งยาถึงบ้านได้ทุกวัน ลดการเดินทางโดยไม่จำเป็น และลดความแออัดของสถานที่อีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85646</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.สิทธิผล ชินพงศ์, เบาหวาน, ไทรอยด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc62e4c2508b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเดินออกกำลังหลังกินอาหาร ป้องกันเบาหวานชนิดดื้ออินซูลิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายคนอาจสงสัยว่าการเดินสามารถนำไปสู่การลดน้ำหนักได้อย่างไร และแต่ละคนมีจำนวนแคลอรีพื้นฐานที่เราต้องเผาผลาญในหนึ่งวันอยู่จำนวนเท่าไร แม้ว่าเราจะเคยได้ยินมาว่า ขณะที่เราพักผ่อนนั้นร่างกายของเราก็ได้ทำการเผาผลาญไปด้วยเช่นกัน แต่น้ำหนักของเราค่อนข้างคงที่ถ้าเทียบกับการเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน เช่น การเดินเล่นรอบบ้าน การเดินออกไปทำธุระ หรือแม้แต่การออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มการเผาผลาญปริมาณจำนวนแคลอรีได้อย่างคาดไม่ถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยจัดระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม พูดง่ายๆ ว่าช่วยขจัดน้ำตาลในเลือดไม่ให้มากจนเกินไปนั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงถือได้ว่าการเอกเซอร์ไซส์มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก และจากการศึกษาในปี 2559 พบว่าการเดินหลังอาหารเป็นเวลา 10 นาที จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และการเอกเซอร์ไซส์ในระยะเวลาดังกล่าวถือว่าดีกว่าการที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เดินออกกำลังเป็นเวลา 30 นาทีในช่วงเวลาอื่นๆ ที่ไม่ใช่หลังรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งนี้ประโยชน์ของการออกกำลังกายหลังกินอาหารเป็นเวลา 10 นาทีนั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มของผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวานด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีผลที่คล้ายคลึงกันจากการศึกษาเรื่องดังกล่าวในปี 2556&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายคนที่ยังสงสัยว่าอันที่จริงนั้น การเดินจะมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้อย่างไร สำหรับกลไกการทำงานของการเดิน อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ เมื่อไรที่อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นขณะที่คุณกำลังเอกเซอร์ไซส์นั้น จะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายนำพลังงานที่คุณกินเข้าไปมาใช้ ทั้งคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่คุณบริโภคเข้าไปนั่นเอง เนื่องจากพลังงานทั้ง 2 อย่างถือเป็นพลังงานหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่คุณไม่ต้องแปลกใจ เพราะเมื่อคุณบริโภคคาร์โบไฮเดรตหรือข้าวเข้าไป ซึ่งอาหารกลุ่มนี้สามารถเปลี่ยนจากพลังงานเป็นน้ำตาลได้ นั่นจึงทำให้น้ำตาลในเลือดของคุณสูงขึ้นตามธรรมชาติ จึงเป็นหน้าที่ของอินซูลินที่จะช่วยดึงน้ำตาลออกจากเลือดให้คุณ และส่งน้ำตาลไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นขณะที่คุณเดินออกกำลังจึงกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ต้องการน้ำตาลไปสร้างพลังงาน ซึ่งหลังจากที่ร่างกายได้รับพลังงานจากน้ำตาลแล้ว ก็มักจะขับน้ำตาลส่วนเกินที่อยู่ในกระแสเลือดหลังจากที่คุณกินอาหารมื้อต่อไปนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลว่าการเดินหลังกินอาหารเป็นเวลา 10 นาที ถือเป็นช่วงเวลาทองของการกำจัดน้ำตาลที่คุณบริโภคเข้าไปก่อนหน้านี้นั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจนั้น การจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ภาวะที่ปกติ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เป็นสิ่งสำคัญมากในการดูแลรักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งนั่นจะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักตัวได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายหลังมื้ออาหารมีประโยชน์หลักๆ ด้วยกัน 2 เรื่องคือ ทั้งการควบคุมน้ำหนัก และการกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพ หรือกระตุ้นให้ร่างกายใช้ไขมันที่บริโภคเข้าไปเป็นแหล่งพลังงาน ที่ช่วยจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงมากจนเกินไป และนั่นจะทำให้ตับอ่อนซึ่งมีหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ดี โดยการจัดระบบการไหลเวียนได้เป็นอย่างดี และก็จะทำให้อินซูลินดึงน้ำตาลออกจากเลือด และนำไปใช้ในร่างกายได้อย่างเหมาะสม ไม่เกิดเป็นภาวะเบาหวาน หรือน้ำตาลในเลือดสูงเกินนั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าจะมีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเลือกชนิดของการออกกำลังกาย ตลอดจนระยะเวลาที่เหมาะสมในการเผาผลาญพลังงานอยู่จำนวนไม่น้อย แต่สมาคมโรคหัวใจในอเมริการะบุว่า &amp;ldquo;การออกกำลังกายแบบแอโรบิกในระดับที่เหมาะสม หรือประมาณ 150 นาที ที่ได้จากการเดินตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ หรือเอกเซอร์ไซส์ด้วยการเดิน คิดเป็นประมาณ 21 นาทีต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ซึ่งการออกกำลังกายด้วยการเดินจึงถือเป็นสิ่งสำคัญในวัยผู้ใหญ่ในอเมริกาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้การเดินยังสามารถป้องกันภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ร้อยละ 34.5% และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพของกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้เช่นกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83205</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, เบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa7e5461d3b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคน่ากลัวสุด ‘มะเร็ง-หัวใจ’ โพลยี้‘สารพิษ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจโรคร้ายที่คนกลัว &amp;nbsp;มะเร็งมาอันดับหนึ่ง ตามด้วยโรคหัวใจ กรดไหลย้อน เบาหวาน ความดัน อัมพฤกษ์-อัมพาต เผยสาเหตุเพราะสารเคมีในอาหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง โรคร้ายที่น่ากลัวในหมู่ประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,048 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.4 กลัวโรคมะเร็งมากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 62.7 กลัวโรคหัวใจ, ร้อยละ 59.8 กลัวโรคกรดไหลย้อน, ร้อยละ 57.7 กลัวโรคเบาหวาน, ร้อยละ 54.6 กลัวโรคความดัน, ร้อยละ 47.8 กลัวโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต, ร้อยละ 44.9 กลัวโรคไต, ร้อยละ 40.1 กลัวโรคอ้วน โรคไขมัน, ร้อยละ 32.3 กลัวโรคแพ้อาหาร โรคภูมิแพ้ และร้อยละ 30.9 ระบุอื่นๆ ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง โรคไขข้อ ไทรอยด์ อัลไซเมอร์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงสาเหตุของโรคร้ายในหมู่ประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.4 ระบุ สารพิษสารเคมีในอาหาร เช่น ฟอร์มาลิน น้ำมันทอดเก่า สารตะกั่ว ปรอท ยาฆ่าแมลง และสารพิษสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 63.3 ระบุกินเหล้า สูบบุหรี่, ร้อยละ 61.1 ระบุไม่ได้ออกกำลังกาย, ร้อยละ 58.5 ระบุไม่ทานผัก ผลไม้เพียงพอ, ร้อยละ 57.3 ระบุ พ่อค้าแม่ค้า ธุรกิจไม่ใส่ใจสุขภาพคนซื้อ, ร้อยละ 56.2 ระบุหน่วยงานรัฐดูแลไม่ทั่วถึง, ร้อยละ 43.5 ระบุการปฏิบัติตัวของคน กินแล้วนอน นั่งทำงานนานๆ และร้อยละ 21.8 ระบุอื่นๆ เช่น โรคประจำตัว ผลจากการกินยา ขาดประชาสัมพันธ์ที่ดี คนไม่มีทางเลือก และความเชื่อผิดๆ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อถามถึงประเภทอาหารที่มีสารพิษทำลายสุขภาพประชาชนมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.3 ระบุอาหารปิ้งย่าง จานด่วน ฟาสต์ฟู้ด น้ำมันทอดซ้ำๆ การล้างผักผลไม้ ภาชนะไม่สะอาด รองลงมาคือ ร้อยละ 68.9 ระบุอาหารตามสั่ง ของร้อนใส่กล่องโฟม ถุงพลาสติก, ร้อยละ 54.3 ระบุอาหารสำเร็จรูป ผงชูรส เครื่องปรุง, ร้อยละ 42.6 ระบุอาหารดิบๆ สุก ๆ, ร้อยละ 22.9 ระบุอาหารหมักดอง และร้อยละ 14.6 ระบุ อื่นๆ ได้แก่ อาหารแช่แข็ง และอาหารกระป๋อง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เกินครึ่งหรือร้อยละ 55.1 ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานรัฐดูแลเรื่องสุขภาพกับอาหารของประชาชนได้ ในขณะที่ร้อยละ 44.9 เชื่อมั่น และยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.9 ไม่เชื่อมั่นกลุ่มธุรกิจอาหารใส่ใจสุขภาพประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 35.1 เชื่อมั่น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19246</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรดไหลย้อน, ความดัน, ซูเปอร์โพล, มะเร็ง, หนังสือพิมพ์, อัมพฤกษ์-อัมพาต, เบาหวาน, โรคน่ากลัวสุด, โรคหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181006/image_big_5bb8a024033a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตยหอม..สยบเบาหวาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ชื่อว่า &amp;quot;เตยหอม&amp;quot; เรามักจะเห็นคนนำสมุนไพรตัวนี้ดับกลิ่นต่างๆ หรือชงกับน้ำชา แต่แท้ที่จริงแล้ว หากดื่มน้ำเตยหอมต่อเนื่องแทนน้ำสัก 1 เดือน นอกจากจะเห็นผลในการบรรเทาโรคเบาหวานแล้ว ยังเป็นยาบำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ และแก้กระษัยได้อีกด้วยค่ะ เช่นเดียวกับ &amp;quot;กะเพรา&amp;quot; ชงเป็นชาดื่มหลังมื้ออาหาร ผลวิจัยพบว่าใบกะเพราทำให้เซลล์ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น เหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานชั้นต้นนะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13593</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเพรา, น้ำชา, น้ำเตยหอม, เตยหอม, เบาหวาน, เล็กๆน้อยๆ, แก้กระษัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
