<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัญชีกลาง&#039;ยันรักษาโควิดรพ.สนามเบิกได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้พิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเอง หรือบุคคลในครอบครัวของตน กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ ทั้งประเภทผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานพยาบาลของทางราชการไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย และมีสถานพยาบาลหลายแห่งได้ขอหารือเกี่ยวกับกรณีเปิดสถานที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะกิจ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19ว่าสามารถขอใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้หรือไม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้พิจารณาดำเนินการตามแนวทางกฎหมายแล้ว&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งตามหลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในสถานพยาบาลของทางราชการ กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลของทางราชการหรือสถานที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะกิจสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ไว้ ประกอบกับการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เป็นอำนาจการบริหารจัดการของสถานพยาบาลของทางราชการ
อย่างไรก็ดี หากสถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องเปิดสถานที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะกิจสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19เพื่อให้บริการทางการแพทย์ในสถานที่ใดหรือเรียกชื่ออย่างใด สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ประภาศ คงเอียด, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081512fecfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039;ชี้อภิปรายงบ3วันไม่กระทบเบิกจ่าย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2563- นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ว่า ได้กำหนดกรอบวันประชุม 2 วัน คือ 16-17 ก.ย. แต่ถ้าไม่แล้วเสร็จก็จะพิจารณาวันที่18 ก.ย. อีก 1 วัน เนื่องจากมีผู้แสดงความประสงค์อภิปรายแปรญัตติ เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวว่าถึงกรณีเกิดความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ 2564 ว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดสำนักงบประมาณ แต่เพราะส่งร่างกฎหมายงบประมาณมาถึงสภาและมีเวลาให้สมาชิกพิจารณาเอกสารเพียง 7 วัน จากปกติ 10 วัน จึงขยายเวลาออกไป เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบ แต่เชื่อว่าจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีการเลื่อนจ่ายซึ่งในขั้นตอนของสภา จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ 18 ก.ย. และส่งต่อไปวุฒิสภา ซึ่งจะทันวันที่ 1 ต.ค. ทั้งนี้ ปีต่อไปต้องขอให้สำนักงบประมาณส่งเอกสารงบมาสภาเร็วขึ้น อย่างน้อยต้องให้สมาชิกได้มีโอกาสศึกษา ประมาณ10 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ได้เป็นความผิดสำนักงบประมาณ ซึ่งเขาทำถูกต้องแล้ว โดยส่งมาตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่สภาขอให้ยืดเวลาเพื่อให้สมาชิกได้ พิจารณาเอกสารที่มีหลายเล่ม ผมเห็นกระชั้นชิดไปจึงขยายเวลา ทำให้เปลี่ยนเวลาปฏิทินของสำนักงบประมาณ แต่ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับการเบิกจ่าย&amp;rdquo;นายชวนกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77588</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ประชุม, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58ed55c0969.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”การันตีQ2เงินเข้าระบบ4แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.2563 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนักวิเคราะห์และนักลงทุน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า นักลงทุน ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ ได้สอบถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล 3 เรื่อง คือ 1.สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน 2.มาตรการภาครัฐดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น และ 3.ผลจากการใช้มาตรการในระยะต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ใช้ขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งได้ยืนยันไปว่าการเบิกจ่ายปี 2563 จะต้องได้ผลเร็วในระยะสั้น และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ 3.2 ล้านล้านบาท ได้แจ้งให้นักลงทุนทราบว่า รัฐบาลมีเวลาใช้แค่ 6 เดือน โดยเฉพาะในส่วนงบลงทุน 6.4 แสนล้านบาท หรือประมาณ 20% ของงบประมาณรายจ่าย จะต้องเบิกจ่ายทันที ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่าได้ทำการบ้านแล้วมีงบลงทุน 3.5 แสนล้านบาทที่พร้อมเบิกจ่ายและมีผลทันที และอีก 9.6 หมื่นล้านบาท ที่พร้อมจะปล่อยออกไป รวมประมาณ 4 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้ภายในไตรมาส 2/2563
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมการ จัดทำทีโออาร์ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 45-50 วัน และเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบได้ในช่วงไตรมาส 3/2563 ส่วนการเบิกจ่ายงบประจำ จะต้องมีการออกมาตรการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ เร่งจัดประชุม สัมมนาเร็วขึ้น จากเดิมที่จะไปเร่งในช่วงปลายปี รวมทั้ง งบประมาณดูแลปัญหาภัยแล้ง ที่อยู่ระหว่างรอกระทรวงมหาดไทย ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ และเริ่มเบิกจ่ายงบช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่างบประมาณปี 2563 จะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 80% ภายใต้เวลาที่เหลืออย่างจำกัด 6 เดือน ซึ่งคาดว่าภายในไตรมาส 3/2563 จะเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 70-77% ขณะเดียวกันก็ยังมีงบลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีก 3.5 แสนล้านบาท ที่จะเข้าสู่ระบบได้ทันที 1 แสนล้านบาทในเดือน มี.ค. นี้ ส่วนที่เหลือก็จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 80% เช่นกัน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฃนายอุตตม กล่าวอีกว่า ได้แจ้งนักลงทุนว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเพื่อดูแลผลกระทบทั้งในระยะสั้น คู่ขนานไปกับมาตรการดูแลโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากปัญหาไวรัสโคโรนา ที่จะต้องมีมาตรการดูแลภาคการท่องเที่ยว แต่จากการประเมิน ยังเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาคลี่คลายได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2563 &amp;nbsp;ระหว่างนี้ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้ เมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เศรษฐกิจไทยจะได้ฟื้นตัวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภาคตลาดทุนไม่ได้ต้องการมาตรการดูแลตลาดในระยะสั้นจากภาครัฐ เพราะพ้นจุดที่ต้องใช้มาตรการพยุงตลาดไปนานแล้ว ที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะสั้น ที่วันนี้มีความกังวลมากกเกินไป ทำให้ราคาหุ้นไม่สะท้อนปัจจัยระยะยาว ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนให้มีเม็ดเงินออมเข้าสู่ระบบตลาดทุนมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57779</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบปี 2563, ดร.อุตตม สาวนายน, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddd3a90e25a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 08:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 08:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร. ปลื้มผลงานรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่ายงบลงทุน 4 เดือนแตะแสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สคร. ปลื้มผลงานรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่ายงบลงทุน 4 เดือน กระฉูด 67% แตะแสนล้านบาท อานิสงส์โครงการใหญ่เดินหน้าเต็มพิกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจตั้งแต่เดือนม.ค.- เม.ย. 2561 อยู่ที่ 1.07 แสนล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลมาจากการเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงบางซื่อ &amp;ndash; รังสิตและโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ &amp;ndash; ขอนแก่น ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีน้ำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบประปาของการประปาส่วนภูมิภาค รวมถึงการเพิ่มทุนบริษัทในเครือของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น สคร. จึงได้เร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยประสานและการจัดส่งข้อมูลดังกล่าวให้กรรมการรัฐวิสาหกิจ กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ และผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ &amp;nbsp;เพื่อกำกับให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายลงทุนให้ได้ตามแผน ซึ่งจะช่วยผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจตั้งแต่เดือนต.ค. 2560 - เม.ย. 2561 มี 1.25 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 121% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม โดยรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามปีงบประมาณเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมจำนวน 5.35 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 95% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามปีปฏิทินเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมตั้งแต่เดือนม.ค. - เม.ย. 2561 จำนวน 7.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 152% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม โดยรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่สามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10447</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประภาศ คงเอียด, รัฐวิสาหกิจ, สคร., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7bf5274b723.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “บัญชีกลาง” รับเบิกจ่ายลงทุนอืดครึ่งปีงบ 61 ต่ำเป้าหมาย 11.81%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; รับเบิกจ่ายลงทุนยังอืด ครึ่งปีงบประมาณ 2561 ผลงานต่ำเป้าหมาย 11.81% ฉุดเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมต่ำกว่าเป้าหมาย 1.59% &amp;nbsp;พร้อมติดสปีดติดตาม-เร่งรัดเบิกจ่ายเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย. 61 ๐ นางญาณี แสงศรีจันทร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การเบิกจ่ายในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 &amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 &amp;ndash; 31 มี.ค. 2561 การเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมได้ 1.47 &amp;nbsp;ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 50.70% ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.59% &amp;nbsp;แบ่งเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ &amp;nbsp;1.28 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 57.60% สูงกว่าเป้าหมาย 2.60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รายจ่ายลงทุนกรณีไม่รวมงบกลาง เบิกจ่ายได้ &amp;nbsp;1.8 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 5.77 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 31.30% ต่ำกว่าเป้าหมาย 11.81% &amp;nbsp; โดยก่อหนี้แล้ว 3.66 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 55.59% ด้านการเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีได้ 1.27 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 3.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 39.40% โดยก่อหนี้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 2.33 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 71.98%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมบัญชีกลางจะพยายามติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;ให้เจ้าของงบประมาณบริหารจัดการและกำกับดูแลติดตามเร่งรัดการดำเนินการทุกโครงการตั้งแต่เริ่มจนถึงสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้ผลการเบิกจ่ายใกล้เคียงกับเป้าหมายให้มากที่สุด&amp;rdquo; นางญาณี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6762</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบกลาง, ญาณี แสงศรีจันทร์, บัญชีกลาง, รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง, ราชการ, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb416b2cc8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 23:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กดปุ่ม 27 มี.ค. ทุกหน่วยงานราชการรับ-จ่ายและนำส่งเงินเข้าคลังผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ร่อนหนังสือจี้ทุกหน่วยงานราชการเตรียมความพร้อมในการรับ-จ่าย และนำส่งเงินเข้าคลังผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ 27 มี.ค. นี้เป็นต้นไป รับนโยบาย&amp;nbsp;e-Payment&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชต อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยกรมบัญชีกลาง ได้ทำหนังสือถึงผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานราชการทุกแห่งให้เตรียมความพร้อมเพื่อรับจ่ายเงินและนำส่งคลังผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ทันในวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;มี.ค. นี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเตรียมพร้อมและซักซ้อมการรับจ่ายเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกซ์ (อีดีซี) และ คิวอาร์โค้ด ผ่านธนาคารกรุงไทยมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อให้การเริมรับจ่ายเงินและนำส่งคลังให้เป็นไปอย่างไม่มีปัญหา และได้ตามวันเวลาที่กำหนดไว้ จึงให้หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง&amp;rdquo; แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเตรียมความพร้อมให้แบ่งเป็น กรณีหน่วยงานได้มีการสมัครการใช้ระบบการเงินออนไลน์&amp;nbsp;KTB Online&amp;nbsp;และมีสถานะการใช้งานได้แล้ว ให้สามารถรับจ่ายเงิน และนำเงินส่งคลังได้ก่อนในวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;2561ส้สรกรณีหน่วยงาน ติดตั้งเครื่องอีดีซี และ คิวอาร์โค้ด จากธนาคารกรุงไทยเรียบร้อยแล้ว และที่ผ่านมาได้ซักซ้อมการดำเนินภายในจนไม่มีปัญหาแล้ว ก็ให้สามารถรับจ่ายเงินและนำเงินส่งคลังได้ก่อนวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ที่กำหนดไว้ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรับจ่ายเงินเป็นส่วนหนึ่งของโครงการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (e-Payment) ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่ออำนายความสะดวกรวดเร็วในการชำระเงิน และลดการรั่วไหลและการทุจริตได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าในการติดตั้งเครื่องอีดีซีล่าสุดติดตั้งได้แล้วประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;1.4&amp;nbsp;&amp;nbsp;แสนจุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็นจำนวน&amp;nbsp;4.8&amp;nbsp;แสนเครื่อง ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสาเหตุมาจากการติดตั้งเครื่องอีดีซีในหน่วยงานรัฐทำได้ล่าช้าจากเดิมจะติดตั้งครบเดือนต.ค.&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;แสนเครื่อง แต่เลื่อนมาถึงเดือนมี.ค.นี้เพราะติดปัญหาทางเทคนิค โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าติดเครื่องอีดีซีให้ได้&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ลงนามความร่วมมือให้บริการใช้เครื่องอีดีซีในการรับชำระภาษีอาการธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย โดยจะมีการนำเครื่องรับชำระเงิน หรืออีดีซีของทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ธนาคารรวมเกือบ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;พันเครื่อง ไปติดที่สำนักงานสรรพากรทั่วประเทศกว่า&amp;nbsp;1พันแห่ง เพื่อรองรับการชำระภาษีอากรทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มี.ค.นี้ ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5373</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Payment, กรุงไทย, คลัง, คิวอาร์โค้ด, ธนาคารกรุงไทย, บัญชีกลาง, รัฐบาลดิจิทัล, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, หน่วยราชการ, เครื่องอีดีซี, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 23:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมชงแผนเร่งเบิกจ่ายงบพัฒนาไทยแลนด์ริเวียร่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคมชงแผนเร่งเบิกงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรับไทยแลนด์ริเวียร่า หลัง ทช.มีแผนพัฒนาแล้ววงเงิน7 พันล้านแต่ติดปัญหาเบิกจ่ายได้น้อย เล็งขีดเส้นสัมปทานรถโดยสารตามเส้นทางท่องเที่ยวใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ว่ากระทรวงคมนาคมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นผฐานในเส้นทางท่องเที่ยวสายใหม่ตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะเส้นทางถนนเลียบชายฝั่งหรือไทยแลนด์ริเวียร่านั้นกรมทางหลวงชนบท(ทช.)มีแผนพัฒนาอยู่แล้ววงเงินราว 7 พันล้านบาทแต่ที่ผ่านมาพบว่าสามารถเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละปีได้ไม่มากจึงทำให้โครงการเดินหน้าได้ช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ทช.ต้องร่างรายละเอียดโครงการเพื่อเสนอของบก้อนใหญ่ไปดำเนินการโดยส่งเรื่องผ่านชุดคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งจะเสร็จเร็วกว่าการใช้งบประมาณประจำปี เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมจะเร่งพัฒนาถนนควบคู่ไปกับระบบขนส่งอื่นอย่างสนามบินและระบบขนส่งสาธารณะ ปัจจุบันสนามบินระนองมีความพร้อมแล้วสามารถรองรับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ได้สองลำพร้อมกันส่วนด้านระบบขนส่งสาธารณะนั้นขั้นแรกจะหารือกับผู้ประกอบการให้เปิดเดินรถควบคู่ไปกับการพิจารณาขีดเส้นทางสัมปทานเดินรถใหม่เลยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่านอกจากนี้กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬายังเสนอให้กระทรวงคมนาคมเตรียมแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่อีกสองแห่ง ประกอบด้วยเส้นทางเลียบแม่น้ำโขง 7 จังหวัดพาดผ่านพื้นที่จังหวัดเลย อุบลราชธานี หนองคาย นครพนม มุกดาหาร บึงกาฬ เป็นต้น อีกเส้นทางนั้นคือเส้นทางท่องเที่ยวสันหลังมังกร มหัศจรรย์สันทรายแห่งทะเลอันดามันของจังหวัดตรังและสตูลโดยใช้เส้นทางหลวง 404 เชื่อมต่อทางหลวง416 ไปสิ้นสุดจุดหมายที่หาดสันหลังมังกรจ.สตูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมมีความพร้อมในการพัฒนาถนนทางหลวงและถนนทางหลวงชนบทเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวใหม่ตลอดจนมีแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะควบคู่ไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าทช.มีแผนพัฒนาถนนเลียบชายฝั่งใช้งบประมาณผูกพันตั้งแต่ปี ‭52-68‬ ระยะทางทั้งหมด 683 กม.วงเงินรวม 7,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีสายทางที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 18 สายทาง ระยะทาง 200.36 กม. วงเงิน 1,221.9 ล้านบาท ขนาด2ช่องจราจร ยังมีสายทางที่อยู่ระหว่างการดำเนินก่อสร้าง 4 สายทาง ระยะทางรวม 49.1กม. วงเงิน 714 ล้านบาท โครงข่ายที่เหลือ อีก 433 กม.ที่เหลือ ในปีงบประมาณ 62 กรมทางหลวงชนบทเตรียมเสนองบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5372</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, กสทช., คมนาคม, สนามบินระนอง, เบิกจ่าย, เส้นทางท่องเที่ยว, ไทยแลนด์ริเวียร่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aafe368f18c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
