<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพสามิต&#039;ปัดโครงการติดอี-แสตมป์เบียร์8พันล.ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกสินค้า ผ่านระบบเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีบนบรรจุภัณฑ์ ( Direct coding) หรืออี-แสตมป์/คิวร์อาร์โค้ด สำหรับเบียร์ ซึ่งมีวงเงินดำเนินการ 8 พันล้านบาทนั้น เป็นการขอกรอบวงเงินสำหรับดำเนินโครงการจากรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเป็นกรอบวงเงินที่ผูกพันการดำเนินงานในช่วง 7 ปี ส่วนการใช้จ่ายเงินจะมีการพิจารณาตามวงเงินที่ต้องจ่ายจริงเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรอบวงเงินของโครงการ มาจากการนำประมาณการตัวเลขการผลิตที่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 พันล้านยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นยอดผลิต 5 ปีย้อนหลังมาเป็นฐานในการคำนวณมูลค่าโครงการ จนออกมาเป็นวงเงิน 8 พันล้านบาท ซึ่งไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวเกี่ยวกับการหาเงินเพื่อสนับสนุนการตั้งพรรคการเมืองใหม่แต่อย่างใด เพราะจริง ๆ โครงการนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และอุดการรั่วไหลของภาษี และโครงการก็เริ่มจากศูนย์ เริ่มจากไม่มีอะไรเลย โดยโครงการนี้จะช่วยให้สามารถจัดเก็บภาษีเบียร์เพิ่มขึ้นปีละ 8 พันล้านบาท&amp;quot; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวอีกว่า การดำเนินการโครงการนี้ จะเริ่มนับหนึ่งของค่าใช้จ่ายเมื่อทุกสายการผลิตมีการติดตั้งเครื่องอี-แสตมป์เรียบร้อย พร้อมเดินเครื่องทดสอบระบบ จนกระทั่งผู้ประกอบการและกรมสรรพสามิตเห็นชอบพร้อมกัน จึงจะเริ่มคิดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโครงการ โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นว่าภายในต้นปี 2564 จะเริ่มดำเนินโครงการติดตั้งเครื่องอี-แสตมป์ได้กับ 9 โรงงาน ใน 42 สายการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเก็บภาษีเบียร์ที่ใช้ระบบโฟลว์มิเตอร์สอบทาน เป็นระบบเก่าซึ่งใช้มากกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 2526 แล้ว ซึ่งขณะนั้นอุตสาหกรรมเบียร์ และการเก็บภาษีเบียร์ยังไม่โตขนาดนี้ โดยมีการเสียภาษีเพียงปีละ 2 พันล้านบาท แต่ปัจจุบันภาษีเบียร์เพิ่มเป็น 7-8 หมื่นล้านบาทแล้ว ประกอบการทุกวันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็พัฒนาขึ้นมาก กระทรวงการคลังจึงกำหนดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี 2560 ให้กรมฯ เร่งนำเทคโนโลยีมาช่วยเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากรมฯ ได้นำระบบคิวอาร์โค้ดมาใช้กับภาษีบุหรี่ และสุราไปแล้ว และหลังจากนี้จะเริ่มปรับปรุงใช้กับเบียร์บ้าง&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเก็บภาษีด้วยระบบ Direct coding ในสินค้าเบียร์ กรมฯได้เปิดให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมประมูล เพื่อรับบริหารจัดการพิมพ์รหัสการเสียภาษีบนกระป๋องและขวดเบียร์ โดยกรมสรรพสามิตไม่ต้องลงทุนเอง หรือใช้งบประมาณจากรัฐแต่อย่างใด ขอเพียงกรอบวงเงินเท่านั้น โดยในหลักการจะแบ่งค่าดำเนินการพิมพ์บนขวดหรือกระป๋องละ 25 สตางค์แทน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นต้นทุนพอ ๆ กับที่กรมฯ พิมพ์แสตมป์เอง ที่สำคัญระบบนี้ยังได้รับการเห็นด้วยจากโรงงานผลิตเบียร์ที่พร้อมปฏิบัติตาม และระหว่างที่ใช้ระบบใหม่นี้ ก็จะมีศึกษาถึงข้อดีข้อด้อยนำไปปรับปรุงแก้ไขควบคู่กันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิษณุ วิเชียรสรรค์ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ 3 แห่ง มีกำลังการผลิต 1,540 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งทุกโรงงานพร้อมดำเนินการตาม แนวทางการจัดเก็บภาษีที่กรมสรรพสามิตพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม เพื่อให้การเก็บภาษีตรงไปตรงมาที่สุด โดยเรื่องนี้บริษัทไม่ต้องลงทุนเอง แต่กรมสรรพสามิตจะเป็นผู้ดำเนินการให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรสิทธิ์ ทองจันทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักภาษีแลรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมที่จะให้โรงงานผลิตเบียร์ทั้ง 3 โรง ปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงการคลังเต็มที่ ในการปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71433</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชร อนันตศิลป์, อธิบดีกรมสรรพสามิต, อี-แสตมป์, เบียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0d8aeb1bd50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินแห้ว! รัฐเบรกข้อเสนอ “สรรพสามิต” ขึ้นภาษีสุรา-เบียร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กินแห้ว! รัฐบาลแตะเบรกข้อเสนอ &amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; ขึ้นภาษีสุรา-เบียร์ หวังรีดรายได้เพิ่มขึ้นอีก 4,00-5,000 บาทต่อปี ห่วงกระทบนายทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภครับภาระราคาสินค้าที่แพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตได้เสนอเพิ่มอัตราการเก็บภาษีเบียร์ และสุรา ให้กระทรวงการคลังพิจารณา และได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากการกลั่นกรองของทีมเศรษฐกิจที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหตุผลของการเสนอให้เก็บภาษีเพิ่ม เพราะต้องการเก็บภาษีของกรมให้ได้ตามเป้าหมาย โดยอัตราภาษีที่เสนอเก็บเพิ่ม จะทำให้การเก็บภาษีจากสุราและเบียร์เพิ่มขึ้นปีละ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากหลังจากการใช้อัตราภาษีใหม่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 การเก็บภาษีสุราและเบียร์ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผู้ประกอบการได้ลดดีกรี และปริมาณบรรจุลง เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่ม ทำให้กรมสรรพาสามิตเสนอเก็บภาษีเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ตีตกการข้อเสนอขึ้นภาษีสุราและเบียร์ เพราะหวั่นกระทบกับนายทุนและผู้ประกอบการ รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย&amp;rdquo; แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบถามผู้บริหารระดับสูงกรมสรรพสามิต&amp;nbsp;ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นและข้อมูลเรื่องการเสนอการขึ้นภาษีเบียร์และสุราให้ ครม. เห็นชอบ แต่ทีมเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าเป็นเพียงการศึกษาของกรมสรรพสามิตเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า การขึ้นภาษีสุราและเบียร์ นอกจากจะทำให้การเก็บภาษีของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังช่วยลดสินค้าบาปลง ทำให้ประชาชนชนสุขภาพดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการดูแลรักษาประชาชนที่ป่วยจากการบริโภคสุราและเบียร์ เหมือนกับการปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ ซึ่งทำให้ราคาสูงขึ้นทำให้การบริโภคลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2561 ได้ 2.68 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,925 &amp;nbsp;ล้านบาท หรือ 1.1% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.3% &amp;nbsp;โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน 7,476 ล้านบาท หรือ 7.1% และภาษีเบียร์ ที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 4,168 ล้านบาท หรือ 11.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,898 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณรถยนต์ที่ชำระภาษีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่ยังขยายตัวได้ดี และและภาษียาสูบเก็บได้สูงกว่าประมาณการ &amp;nbsp;2,579 ล้านบาท เนื่องจากภาระภาษีต่อซองของยาสูบหลังจาก พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ สูงกว่าที่ประมาณการไว้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8147</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ขึนภาษี, ครม., นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, ภาษีสรรพสามิต, สุรา, เบียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180405/image_big_5ac5c52d5039e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนผู้ว่าฯกทม.เข้ม เล่นน้ำลวนลามสตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เผยผู้หญิง 59% ถูกลวนลามคุกคามทางเพศในช่วงสงกรานต์ เพียง 1 ใน 4 ที่กล้าแจ้งความ จี้ กทม.เป็นต้นแบบจัดการพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ปลอดภัย เกิดกลไกช่วยเหลือชัดเจนทันเหตุการณ์ เร่งบูรณาการ พม. ตำรวจ ฝ่ายปกครอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 2 เมษายนนี้ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วยกลุ่มเหยื่อผู้หญิงที่ถูกฉวยโอกาสลวนลาม คุกคามทางเพศช่วงสงกรานต์ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และภาคประชาชน กว่า 30 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ เพื่อเรียกร้องให้ออกมาตรการป้องกันแก้ปัญหาสงกรานต์ไม่ปลอดภัย ไม่สร้างสรรค์ หยุดการฉวยโอกาสคุกคามทางเพศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจะเด็จกล่าวว่า มูลนิธิฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจทัศนคติผู้หญิงไทยต่อเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยสำรวจผู้หญิง 1,650 ราย อายุระหว่าง 10-40 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง หรือร้อยละ 59.3 เคยถูกฉวยโอกาส ถูกลวนลาม คุกคามทางเพศ คือ ถูกจับแก้ม ร้อยละ 33.8 เบียดเสียด/จับมือ/จับแขน และใช้สายตาจ้องมองแทะโลม ร้อยละ 18.0 ถูกสัมผัสร่างกาย/ล้วงอวัยวะ/อื่นๆ ร้อยละ 9.6 ส่วนเหตุการณ์อื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เช่น ถูกก่อกวนจากคนเมาสุรา/บังคับให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัญหาการทะเลาะวิวาท ปัญหาอุบัติเหตุ และที่สำคัญเมื่อถูกลวนลาม คุกคามทางเพศ มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เลือกจะแจ้งความดำเนินคดี สำหรับพื้นที่ยอดฮิตที่นิยมไปเล่นน้ำสงกรานต์มากที่สุดคือ ถนนข้าวสารและสีลม รองลงมา สยามและเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนี้ในกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เล่นสงกรานต์ให้เหตุผลว่า เพราะเคยถูกแต๊ะอั๋ง จึงไม่อยากเล่นสงกรานต์/กลัวถูกฉวยโอกาสลวนลาม ร้อยละ 28.10 &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจะเด็จกล่าวว่า จากผลสำรวจที่น่าห่วงนี้บ่งบอกว่าปัญหาการฉวยโอกาสลวนลาม คุกคามทางเพศ กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยที่เราแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก ทำเป็นมองไม่เห็น เป็นการส่งต่อพฤติกรรมค่านิยมที่ผิดๆ การไม่เคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่น ตนจึงมีข้อเสนอ ดังนี้ 1.ขอให้รณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เล่นน้ำในกรุงเทพฯ ให้รับรู้ว่าการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และขอให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงมหาดไทย และภาคประชาสังคม ต้องร่วมกันเป็นเครือขายเฝ้าระวังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา โดยกำหนดจุดรับเรื่องร้องเรียนช่วยเหลือในพื้นที่เล่นน้ำทุกแห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขอให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กทม. มีบทบาทในการเฝ้าระวัง กำกับและติดตามการทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อาทิ ไม่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงคนเมาครองสติไม่ได้ ควบคุมโฆษณา การดื่มและการขายตามเวลาที่กฎหมายกำหนด และ 3.มูลนิธิฯ และภาคีเครือข่ายยินดีร่วมมือสนับสนุนการทำงานของกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการลวนลาม คุกคามทางเพศในพื้นที่เล่นน้ำ การกำหนดพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ปลอดเหล้า และการกระทำที่ผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวปาลิณี ต่างสี แกนนำเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังปัญหาช่วงสงกรานต์หลายปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า หากจัดพื้นที่เล่นน้ำที่ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะลดปัญหาที่ตามมาได้มาก ทั้งปัญหาการลวนลาม คุกคามทางเพศ ทะเลาะวิวาท รวมถึงอุบัติเหตุ เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่จัดโดยไม่มีการควบคุมหรือพื้นที่ที่เอกชนจัดโดยผู้ประกอบการ หรือธุรกิจเหล้า-เบียร์เป็นคนจัด ซึ่งมีการควบคุมเพียงแค่พิธีกรรม บางแห่งทำเหมือนจะมีการตรวจบัตรเข้มด้านหน้า แต่เมื่อเข้าไปดูภายในกลับพบเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปกินดื่มอยู่ในกิจกรรมหรือคอนเสิร์ตจำนวนมาก จึงอยากเห็น กทม.มีมาตรการเชิงรุกของในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า กทม.เตรียมพร้อมคุมเข้มพื้นที่เล่นน้ำให้ปลอดภัยมาต่อเนื่องทุกปี เพื่อลดปัญหาการลวนลาม คุกคามทางเพศ และปัญหาที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เน้นเฝ้าระวังการทำผิดกฎหมาย และปีนี้เราเน้นสืบสานการแต่งกายประเพณีไทย และคงต้องเฝ้าระวังตามพื้นที่ยอดนิยมของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ถนนข้าวสาร สีลม เอเชียทีค.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6309</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกคามทางเพศ, จะเด็จ เชาวน์วิไล, ปาลิณี ต่างสี, พม., สตช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบียร์, เล่นน้ำสงกรานต์ปลอดภัย, เหล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac238d54e3e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงกรานต์ปีนี้มีอะไรให้ได้คิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สงกรานต์&amp;rdquo; เป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยสันนิษฐานว่าเป็นประเพณีดั้งเดิมของอินเดีย ต่อมาได้แพร่ขยายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ได้แก่ ลาว เขมร เมียนมา จีน และไทย ทั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้ต่างไปจากเดิมบ้าง ทั้งการประกอบพิธี รูปแบบ และพฤติกรรม ในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้มีประเพณีสงกรานต์มาตั้งแต่เมื่อใด แต่ถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปีเป็นวันสงกรานต์ เสฐียรโกเศศสันนิษฐานว่า ไทยเรารับประเพณีขึ้นปีใหม่ในวันที่ ๑๓ เมษายน มาจากอินเดียฝ่ายเหนือ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ตรงกับการเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ หรือที่เรียกว่าฤดูวสันต์ของอินเดีย จัดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา เพราะเป็นช่วงที่อากาศไม่หนาวจัด ต้นไม้ผลิใบให้ความสดชื่น บังเอิญช่วงเวลานี้ตรงกับช่วงเวลาที่คนไทยเราในสมัยโบราณว่างจากการทำนา จึงเป็นการเหมาะสมสำหรับคนไทยที่จะฉลองปีใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตำนานเกี่ยวกับสงกรานต์ยังมีปรากฏในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยย่อว่า เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปีก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ นางสงกรานต์เป็นธิดาของท้าวมหาสงกรานต์ หรือท้าวมหาพรหม&amp;nbsp;มีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลเศียรของท้าวกบิลพรหมซึ่งประดิษฐานอยู่ในพานแว่นฟ้า&amp;nbsp;เนื่องจากท้าวกบิลพรหมแพ้พนันการตอบปัญหาแก่ธรรมบาลกุมาร จึงต้องตัดเศียรของตนบูชาแก่ธรรมบาลกุมาร ก่อนจะตัดเศียรท้าวกบิลพรหมได้เรียกธิดาทั้ง&amp;nbsp;๗&amp;nbsp;ซึ่งเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ให้เอาพานมารองรับ เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมเป็นที่รวมแห่งความร้ายทั้งปวง ถ้าวางไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้โลก ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง ธิดาทั้ง&amp;nbsp;๗&amp;nbsp;จึงผลัดเปลี่ยนกันถือพานรองเศียรของท้าวกบิลพรหมไว้คนละ ๑ ปี&amp;nbsp;เมื่อถึงวันสงกรานต์คนไทยสมัยก่อนสนใจที่จะรู้ชื่อนางสงกรานต์ พาหนะทรง เพราะคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติ คำทำนายต่างๆ เป็นการเตรียมพร้อมในการที่จะต้องเผชิญกับภาวะต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ผลิตผลและการทำมาหากินทั่วไป วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนใหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับหลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่าวันสงกรานต์มีความสำคัญ สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย
ปีใหม่ของประเทศไหนๆ ใครๆ เขาก็เฉลิมฉลองกัน อย่างมีความสุข แต่ประเทศไทยเรากลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความเศร้า เฝ้ารอการนับศพ รอดูสถิติอุบัติเหตุและความสูญเสียตลอด ๗ วันอันตราย ทั้งที่ควรจะเป็น ๗ วันแห่งความสุขใจที่ได้อยู่กับบ้านและครอบครัว ปัจจุบันการเล่นสงกรานต์เข้าข่าย&amp;nbsp;&amp;ldquo;สาดเลือด แทนการสาดน้ำ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ความสุขและความสนุกสนาน ความงดงามแบบประเพณีไทยกลายเป็นความโศกเศร้าของผู้ปกครอง ตลอดจนครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และเป็นที่น่าเวทนาสำหรับผู้พบเห็นในวันปีใหม่ไทย ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอีกด้วย พฤติกรรมการเล่นน้ำสงกรานต์ที่อันตรายมาจากหลากหลายสาเหตุ เช่น กลุ่มผู้เล่นน้ำสงกรานต์ตามจุดต่างๆ มีการปิดถนน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ภาพเหตุการณ์น่าสลดที่ไม่ควรเกิดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ไทยยังมีให้พบเห็นในกลุ่มผู้เล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่เล่นด้วยความรุนแรง เล่นลักษณะอนาจารล่วงละเมิดทางเพศ และดื่มสุราขณะเล่นน้ำจนเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่าย นอกเหนือจากการขับรถด้วยความเร็ว ขาดสติ ประมาท ขาดวินัยจราจร และการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว น้ำเมา (เหล้าและเบียร์) ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตาย&amp;nbsp;ยิ่งกว่าการทำสงครามในอิรักหรืออัฟกานิสถาน เพราะเพียงสัปดาห์เดียวมีคนต้องตายไปนับร้อยนับพันคน ส่วนคนที่เมาแล้วก็นำมาซึ่งความสูญเสีย ความรุนแรง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำอนาจารลวนลามหญิงสาว รวมทั้งเหตุทะเลาะวิวาทยกพวกตีกันแทงกัน ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็แปลก ทั้งๆ ที่เทศกาลนี้มีการควบคุมการดื่มการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างจริงจังมากขึ้น มีการสร้างและกำหนดมาตรการต่างๆ อย่างรอบด้าน แต่สถิติผู้เสียชีวิตจากเทศกาลสงกรานต์ก็ยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือว่ามาตรการต่างๆ เหล่านั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการทำกำไรที่มากที่สุดของบรรดาพ่อค้าธุรกิจน้ำเมา ที่เอาความตายของลูกหลานมาแลกกับยอดขายที่เป็นกอบเป็นกำ และทิ้งภาวะด้านสังคมไว้ให้คนไทยแก้ไขกันเอง.
รังสรรค์ ปู่ทอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6226</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จีน, รังสรรค์ ปู่ทอง, ลาว, สงกรานต์, อัฟกานิสถาน, อิรัก, เขมร, เบียร์, เป็นเรื่องเป็นราว, เมียนมา, เหล้า, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2018 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 19:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเบฟฯ ขึ้นแท่นเจ้าตลาดเบียร์อาเซียน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไทยเบฟ&amp;quot; คุมตลาดเบียร์อาเซียน หลังร่วม &amp;quot;ซาเบโก&amp;quot;เป็นพาร์ทเนอร์ ดันมาร์เก็ตแชร์ขึ้นครองอันดับ 1 เตรียมออกหุ้นกู้ระดมทุนเดือน มี.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 2561 - นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ( มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 ของบริษัท ซึ่งตรงกับช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2560 ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 2 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.การเข้าซื้อหุ้น 76% &amp;nbsp;ของกิจการร้านอาหารประเภทหม้อต้มหรือแบบฮอทพอท และร้านอาหารคาเฟ่ชิลลี่ของบริษัท &amp;nbsp;Spice of Asia ซึ่งมีจำนวน 10 ร้านค้า ในประเทศไทย 2.การเข้าซื้อหุ้น 75% ของ Grand Royal Group กลุ่มผู้ผลิตสุรารายใหญ่ที่สุดของประเทศเมียนมา 3.การเข้าซื้อกิจการร้าน KFC กว่า 252 สาขาในประเทศไทย และ4.การเข้าซื้อหุ้น 53.6% &amp;nbsp;ของธุรกิจเบียร์อันดับ 1 ของเวียดนาม &amp;ldquo;ไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ คอร์ปอเรชั่น&amp;rdquo;หรือ ซาเบโก้ &amp;nbsp;(Sabeco) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามวิสัยทัศน์ 2020 หรือ 2563 ที่เคยประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2557 ที่ต้องการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่งคงและยั่งยืน ทั้งในไทยและขยายไปยังต่างประเทศ โดยเหตุผลที่เลือกเข้าไปลงทุนในเวียดนาม เนื่องจากมีประชากรมากกว่า 92 ล้านคน ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัว 7% ขณะที่มูลค่าตลาดเบียร์สูงถึง 4,000 ล้านลิตร มากกว่าประเทศไทยที่มีมูลค่า 2,000 ล้านลิตร โดยซาเบโกมีมาร์เก็ตแชร์ในเวียดนาม 41% ส่วนเมียนมามีประชากร 55 ล้านคน ซึ่งกลุ่มเด็กที่กำลังเติบโต วัยทำงานที่เป็นกลุ่มคนยังอยู่ในสังคมอีกระยะยาว ขณะเดียวกัน Grand Royal Group ก็เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่ ที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับไทยเบฟมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับส่วนแบ่งตลาดเบียร์ในอาเซียนที่ผ่านมาพบว่าซานมิเกลมีมาร์เก็ตแชร์ 19% ซาเบโก 17% ไฮเนเก้น 14% &amp;nbsp;สิงห์ 13% คาร์ลส์เบิร์ก 12% &amp;nbsp;ช้าง 9% และฮาเบโก้ &amp;nbsp;7% &amp;nbsp;หลังจากไทยเบฟและซาเบโกเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจร่วมกัน ทำให้กลายมาเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 26%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3701</URL_LINK>
                <HASHTAG>งาช้าง, ซาเบโก, ฐาปน, ฐาปน สิริวัฒนภักดี, เบียร์, ไทยเบฟ, ไทยเบฟเวอเรจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8eb384b6b3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
