<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>15ก.พ.ชงเยียวยาม.33 รัฐบาลเมินฟ้องคนชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ยาหอมประชาชน เข้าใจความเดือดร้อนทุกข์ใจไม่แพ้กัน &amp;ldquo;สุชาติ&amp;rdquo; ยันเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 เข้า ครม. 15 ก.พ. ให้ลงทะเบียน 16-28 ก.พ.นี้ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ขอเวลาเร่งแก้ปัญหาเบี้ยคนชรา วิษณุเผยไม่มีแนวคิดฟ้องคนแก่ให้รกศาลแน่ ชี้มีคนแห่คืนเงินแล้วกว่า 130 ล้าน ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเงิน 2 ทางทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ PM PODCAST นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า ว่ายังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการเราชนะ ที่จะดูแลผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 30 ล้านคน ซึ่งเข้าใจดีในความเดือดร้อนของท่าน และรู้สึกทุกข์ใจไม่น้อยไปกว่า เราจึงมาคิดว่าต้องทำกันยังไงถึงจะบรรเทาความเดือดร้อนให้กับท่าน อย่างน้อยก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สามารถจะดูแลตนเองในเรื่องที่จำเป็นได้ ทั้งเรื่องอุปโภคบริโภค
&amp;ldquo;อาจยุ่งยากอยู่บ้างที่ต้องลงทะเบียนผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่เราต้องพัฒนาตัวเองไปด้วย เพื่อวันหน้าโลกของเราจะต้องเปลี่ยนแปลงไปแล้วในเรื่องของสังคมที่ไม่ใช้เงินสด เราจะบอกว่าเราไม่เรียนรู้ก็ไม่ได้ นี่คือวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งเพื่อให้ทุกคนเข้าถึง และมีโอกาสเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตา ยายใช้ไม่เป็น ก็ให้ลูกหลานมาสอนให้ แนะนำให้ ความใกล้ชิดก็จะเกิด นี่คือผลประโยชน์โดยอ้อม คือสังคมที่อบอุ่น&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว และว่า กลุ่มที่ลงทะเบียนโครงการเราชนะที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จะรับลงทะเบียนตั้งวันที่ 15 ก.พ.เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันที่ 5 ก.พ.เป็นวันแรกที่ธนาคารกรุงไทยได้คัดกรองคุณสมบัติสำหรับประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลแอปพลิเคชันเป๋าตังในโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ที่ยืนยันตัวตนสำเร็จภายในวันที่ 27 ม.ค. 2564 ทั้งหมด 16.8 ล้านคน โดยพบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมมาตรการเราชนะ 8.39 ล้านคน ซึ่งการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมมาตรการเราชนะนั้น ถูกต้อง ชัดเจน และไม่พบข้อผิดพลาดแต่อย่างใด ส่วนประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลแอปเป๋าตังที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์สามารถยื่นทบทวนสิทธิ์ได้ที่หน้าเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.-8 มี.ค.2564 และสามารถตรวจสอบผลการยื่นทบทวนสิทธิ์ได้ที่หน้าเว็บไซต์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงโครงการ ม.33 เรารักกัน ว่าได้ข้อสรุปแล้วและจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 15 ก.พ. โดยจะจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตนจำนวน 9 ล้าน 3 แสนคน คนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายสัปดาห์ละ 1,000 บาท เปิดลงทะเบียนออนไลน์วันที่ 16-28 ก.พ. ผ่าน w ww.ม.33 เรารักกัน.com ซึ่งในวันที่ 1-7 มี.ค.ตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูล และคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์ 8-14 มี.ค. ผู้ลงทะเบียนที่ผ่านคัดกรอง กดยืนยันรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และจะเริ่มจ่ายเงินผู้ประกันตนทุกวันจันทร์ที่ 15, 22, 29 มี.ค. และ 5 เม.ย. แต่มีเงื่อนไขผู้ที่มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาทจะไม่ได้รับสิทธิ์ และสิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค.
&amp;ldquo;ส่วนข้อเรียกร้องให้คืนเงินสมทบชราภาพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เบื้องต้นมีแนวคิดดึงเงินออกมาคืนให้ผู้ประกันตน 30%&amp;nbsp; ซึ่งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อเรียกร้องกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะนำเงินกำไรจากกองทุนสังคมไปลงทุนหากำไรต่างๆ มาช่วยเหลือผู้ประกันตนที่เดือดร้อน คาดใช้เวลา 2-3 เดือนจะชัดเจน และหากทำได้ จะต้องแก้พระราชบัญญัติ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการ 1 ปี&amp;rdquo; นายสุชาติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีผู้ประกันตนมีเงินฝาก 5 แสนบาทไม่ได้รับการเยียวยาว่า ไม่รู้ว่าใครใช้อะไรคิดหรือสมองส่วนไหนทำงาน นายสุชาติจะออกมาบอกว่าเกณฑ์การใช้เป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ขอฝากบอกไปยังนายสุชาติ เวลาโดนด่าคนด่าไปที่รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน
ขณะที่กลุ่มสร้างไทยออกแถลงการณ์ถึงมาตรการเยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ว่าหากจะมีการใช้เงินจากกองทุนประกันสังคมเพื่อเยียวยาแก่ผู้ใช้แรงงานต้องเยียวยาแก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทุกคนโดยเสมอภาคและเท่าเทียมกัน กลุ่มสร้างไทยจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดที่กำหนดให้ผู้ประกันตนจะต้องไม่มีเงินฝากในบัญชีเกิน 500,000 บาท เพื่อให้การเยียวยาเกิดความเป็นธรรม
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงปัญหาการเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่า เรามีนโยบายอยู่แล้ว โดยย้ำว่าให้ดูแลผู้สูงอายุให้ดีที่สุด รวมถึงกลุ่มเปราะบางต่างๆ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน พร้อมชะลอการเรียกคืนหรือการฟ้องร้องเอาไว้ก่อน เรื่องนี้ต้องมีทางออกอยู่แล้ว โดยไม่มีใครต้องเดือดร้อน แต่ขอให้รอสักหน่อย และไม่ต้องกังวลว่าจะไปหาเงินมาใช้เงินหลวงหรือต้องขึ้นศาล จะดำเนินการให้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยเร็ว
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวหลังหารือกับคณะกรรมการค่าเบี้ยยังชีพถึงปัญหาการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราที่ซ้ำซ้อน ว่าที่ประชุมไม่ได้มีมติใดๆ เพราะแค่ต้องการรับฟังความก้าวหน้าของแต่ละหน่วยงาน โดยผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทั้งหมดสุดท้ายคือ ครม. แต่เบื้องต้นสามารถตอบคำถามได้ 3 เรื่อง คือ 1.จะไม่มีการดำเนินคดีอาญากับผู้สูงอายุที่ไม่คืนเบี้ยยังชีพคนชรา โดยเรื่องนี้ไม่เคยดำเนินการในอดีตและจะไม่ดำเนินการในอนาคตด้วย 2.การรับผิดทางแพ่ง หรือการคืนเงิน สรุปง่ายๆ หากได้มาโดยสุจริตไม่ต้องคืน ซึ่งหลักมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเงินยังเหลืออยู่จะต้องคืน หากไม่เหลืออยู่ก็ไม่ต้องคืน ส่วนกรณีถ้ามีเงินเหลืออยู่ แต่ไม่ใช่เงินที่ได้รับจากเบี้ยยังชีพคนชราไม่ต้องคืน ส่วนแต่ละรายจะสุจริตหรือไม่ จะดูเป็นรายบุคคล มีผู้อยู่ในข่ายเช่นนี้ที่ต้องถูกไต่สวนทวนพยานว่าสุจริตหรือไม่ ประมาณ 6,000 คนทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้าเป็นเช่นนี้ การปล่อยให้เป็นคดีอาญา 6,000 คดีทั่วประเทศ คดีจะรกโรงรกศาล เป็นภาระอัยการในฐานะโจทก์ เป็นภาระของคุณตาคุณยายในฐานะจำเลยที่จะต้องไปจ้างทนาย เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นทุกข์ จึงกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดคดีอาญา ดังนั้นอย่าไปคิดเลยว่าจะมีการฟ้อง&amp;rdquo; นายวิษณุระบุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายวิษณุกล่าวต่อว่า และ 3.เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งรับผิดชอบจ่ายเงินดังกล่าว จะมีส่วนต้องรับผิดด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องดูอีกครั้ง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุบางส่วนที่รับเงินเบี้ยยังชีพคนชราและซ้ำซ้อนกับเงินสวัสดิการอื่น ก่อนหน้านี้มีทั้งหมด 15,300 คน ที่สุดแล้วเมื่อตรวจสอบรายละเอียดเหลือผู้สูงอายุที่รับเงินซ้ำซ้อนประมาณ 6,000 คน ส่วนนี้จำเป็นที่ต้องหยุดจ่ายเงินเบี้ยยังชีพคนชราไว้ก่อน แต่ยืนยันว่าไม่นาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;วันนี้ขอให้ผู้สูงอายุสบายใจได้ว่าไม่ติดคุกแน่ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่ามีผู้สูงอายุที่รู้ข่าวแล้วตกใจจึงรีบเอาเงินมาคืน มียอดรวมทั้งหมด 130 ล้านบาท ส่วนจะต้องพิจารณาคืนเงินกลับไปให้ผู้สูงอายุที่คืนเงินมาแล้วหรือไม่นั้น โดยหลักเรื่องลาภที่มิควรได้ เมื่อคุณเอามาคืนและถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะมาขอคืนไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการชำระหนี้ และถือว่ารัฐรับกลับคืน เว้นแต่จะผ่อนผันให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังคิดอยู่&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวหลังประชุมเรื่องดังกล่าวเช่นกันว่า ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่า เงินบำนาญพิเศษเป็นคนละก้อนกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จึงมีสิทธิ์ได้เงินทั้ง 2 ก้อน ดังนั้นจึงมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระเบียบตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ไปแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินเลี้ยงยังชีพผู้สูงอายุขององค์กร?ปกครอง?ส่วนท้องถิ่น 2552 โดยให้ผู้ที่ได้รับบำนาญพิเศษสามารถได้รับเบี้ยผู้สูงอายุด้วยให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน โดยหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผู้ที่ได้รับเงินไปแล้วต้องไปกำหนดบทเฉพาะกาล ซึ่งถือเป็นการได้โดยสุจริต และเมื่อเทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาหมาย คดีหมายเลขแดงที่ 10850 ซึ่งถือว่าเป็นลาภที่ไม่ควรได้ ก็ไม่ต้องไปเรียกเงินคืนจากบุคคลนั้นๆ สำหรับกรณีบุคคลที่นำเงินมาคืนภาครัฐแล้วถือว่าท่านแสดงสิทธิเจตนารมณ์ที่จะมาคืน ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เดือดร้อน หรือเป็นผู้มีรายได้น้อย ก็แสดงว่ามีเจตนาว่าจะไม่รับเงินก้อนนี้ ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขระเบียบแล้วผู้ใดที่เห็นว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ ก็ไปยื่นแสดงเจตจำนงได้&amp;rdquo;พล.อ.วิทวัสกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92150</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบี้ยคนชรา, เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า, เยียวยาผู้ประกันตน ม.33</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d593f9fb61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ย้ำเบี้ยคนชราต้องไม่มีใครเดือดร้อน ไม่ต้องกังวลใช้เงินคืนหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ.64 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการ&amp;nbsp;PM PODCAST&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า&amp;nbsp;ถึงปัญหาการเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่า เรามีนโยบายอยู่แล้ว โดยย้ำว่าให้ดูแลผู้สูงอายุให้ดีที่สุด รวมถึงกลุ่มเปราะบางต่างๆ เพราะเข้าใจว่าสมัยที่ยังแข็งแรงก็ได้สร้างประโยชน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามอาชีพที่ถนัด เมื่อชราภาพลงเราก็ต้องดูแลไม่ให้เป็นภาระต่อครอบครัว รัฐบาลช่วยอะไรได้ก็จะช่วยให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในปัญหาการเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ตนได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน พร้อมชะลอการเรียกคืนหรือการฟ้องร้องเอาไว้ก่อน อีกทั้งตอนนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบและแก้ไขความคลาดเคลื่อนของข้อมูลต่างๆอยู่ รวมทั้งกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังหารือหาทางออกกันอยู่ ดังนั้นขออย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมเข้าใจกันดี ท่านก็คงไม่ตั้งใจหรือเจตนาจะทำอะไรผิด ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามระเบียบ เรื่องนี้ต้องมีทางออกอยู่แล้ว โดยไม่มีใครต้องเดือดร้อน แต่ขอให้รอสักหน่อยและไม่ต้องกังวลว่าจะไปหาเงินมาใช้เงินหลวงหรือต้องขึ้นศาล ผมจะดำเนินการให้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยเร็ว&amp;quot;นายกฯกล่าวยืนยัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92125</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เบี้ยคนชรา, เรียกคืนเบี้ยคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_600559c5d11dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ลั่นแก้ปัญหาเบี้ยคนชราได้แน่ ไม่ต้องกังวลต้องหาเงินใช้คืนหลวงหรือขึ้นศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.พ.64 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อน และให้ชะลอการเรียกคืนหรือฟ้องร้องเอาไว้ก่อนแล้ว ตอนนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบและแก้ไขความคลาดเคลื่อนของข้อมูลต่าง ๆ กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมที่ดูแลเรื่องผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นคนจ่ายเงิน และกรมบัญชีกลางที่ดูเรื่องการเบิกจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทุกฝ่ายกำลังคุยกันว่าจะมีทางออกอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้คุณตาคุณยายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมรับปากจะดูแลให้ ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านดี ท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ทางเจ้าหน้าที่ก็ทำตามระเบียบ อย่างไรก็ดี ทางออกมีอยู่แล้วโดยไม่มีใครต้องเดือดร้อน รอสักหน่อยนะครับ และไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปหาเงินมาใช้คืนหลวงหรือจะต้องขึ้นศาล ผมจะจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยครับ #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91750</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลางเรียกคืนเงินเบี้ยผู้สูงอายุ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เบี้ยคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fc283b3487.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โอ๊ค&#039; เหน็บ &#039;บิ๊กตู่&#039; คนชราผู้มีอำนาจรัฐ ควรทำประโยชน์ให้ประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ.64 -&amp;nbsp;นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ Oak Panthongtae @oak_ptt ว่า คุณลุง-คุณป้า คุณตา-คุณยาย คนชราผู้มี &amp;ldquo;ความยากจน&amp;rdquo; รับเงินเดือนละพัน ซ้ำซ้อนกันไม่ได้ แต่ลุงตู่..คนชราผู้มี &amp;ldquo;อำนาจรัฐ&amp;rdquo; อยู่บ้านพักนายกฯควบคู่บ้านพักทหารได้ รับเงินเดือนกองทัพซ้อนกับ คสช.เดือนละหลายแสนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากเป็นนายกของประชาชน ควรทำประโยชน์ให้ประชาชน &amp;quot;ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91661</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พานทองแท้ ชินวัตร, เบี้ยคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8df068b5c82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุพงษ์&#039; แนะ อปท.ชะลอเรียกคืนเบี้ยคนชรา ชี้ต้องให้ พม.พิจารณาหาข้อสรุปแล้วค่อยแก้ไขระเบียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาการเรียกคืนเบี้ยผู้สูงอายุ เนื่องจากทับซ้อนกับสิทธิ์อื่น ว่า ขณะนี้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องประชุมเพื่อพิจารณาหาแนวทางดำเนินการ สมมุติผลออกมาเป็นอย่างที่ทุกคนคาด และได้ข้อยุติแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะไปแก้ระเบียบให้ได้ เนื่องจากการออกระเบียบเป็นไปตามคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติที่กำหนดขึ้น ส่วนกระทรวงมหาดไทยได้ให้นโยบายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 7,850 แห่งทั่วประเทศ พิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนจนกว่าเรื่องจะได้ข้อยุติ ซึ่งอาจเป็นการเจรจาหรือชะลอดำเนินการกับผู้สูงอายุ 11,111 ราย ส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว 4,052 ราย ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการและกว่า 1,700 รายยังไม่ได้ดำเนินการ และให้ชะลอไปก่อนเพื่อบรรเทาปัญหาเพราะบางคนมีผลกระทบมาก เช่น คนแก่อายุมาก ผู้ป่วยติดเตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เห็นว่าในกรณีที่บุตรทำงานเพื่อชาติ ก็น่าจะมีการพิจารณาออกระเบียบที่เหมาะสม ส่วนบางคนสมมุติว่ารับบำนาญของตัวเองจำนวนมากอยู่แล้วและไปรับเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำ ก็อาจจะมีระเบียบที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พิจารณาหาข้อสรุป ถ้าจะให้แก้ไขระเบียบอย่างไรเราก็จะเร่งพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าในระหว่างการหารือทางมหาดไทยได้สั่งการให้อปท.ชะลอเรื่องการเรียกคืนเบี้ยผู้สูงอายุก่อนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อปท.ไปสั่งไม่ได้ แต่เราได้ให้นโยบายในภาพกว้าง เช่น ถ้ายังอยู่ในระหว่างการเจราอย่าเพิ่งไปเรียกคืน ให้อยู่เฉยๆ และให้รออย่าเพิ่งดำเนินคดี ส่วนที่ดำเนินคดีไปแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจะไปหยุดอย่างไร เพื่อลดผลกระทบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคนชราที่คืนเงินให้กับรัฐไปแล้วจะได้รับเงินกลับคืนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปพูดถึงตรงนั้นเพราะจะหักด้วยจะคืนอยู่ที่คณะกรรมการฯ ถ้าคณะกรรมการฯระบุว่า ที่ได้ไปแล้ว ไปหักมาแล้วต้องคืนก็จบ ก็ว่าไปตามนั้น ซึ่งทั้งหมดต้องรอคณะกรรมการฯ สรุปก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91643</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, เบี้ยคนชรา, เรียกคืนเบี้ยคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210201/image_big_6017ab54a8ed7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลดใจ!ยายวัย70ยอมติดคุกไม่มีปัญญาจ่ายคืนเบี้ยชรา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค.64- นางประกอบ &amp;nbsp;แฟ้นประโคน &amp;nbsp;อายุ 70 ปี &amp;nbsp;ชาว ต.บ้านกรวด &amp;nbsp;อ.บ้านกรวด &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;พร้อมลูกหลานได้ออกมาวอนขอความช่วยเหลือ &amp;nbsp; หลังจากถูกทางเทศบาลตำบลบ้านกรวดปัญญาวัฒน์ &amp;nbsp; ยื่นฟ้องศาลจังหวัดนางรอง &amp;nbsp;เรียกเก็บเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากนางประกอบ &amp;nbsp;คืนย้อนหลังเป็นเวลาเกือบ 9 ปี รวมยอดเงิน 58,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีก​ ร้อยละ 7.5 ต่อปี &amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า​ เนื่องจากยายประกอบ &amp;nbsp;ได้รับเงินบำนาญพิเศษของอาสาสมัครทหารพรานชูศักดิ์ &amp;nbsp; แฟ้นประโคน &amp;nbsp;ลูกชาย​ ซึ่งเสียชีวิตในหน้าที่ตั้งแต่ปี 2542 &amp;nbsp;แล้ว จึงเป็นการซ้ำซ้อนกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางประกอบ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp; นายชูศักดิ์ &amp;nbsp; ลูกชายซึ่งเป็นอาสาสมัครทหารพราน &amp;nbsp;ได้เสียชีวิตในหน้าที่ &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2542 &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ตนเองก็ได้รับเงินบำนาญพิเศษกรณีที่ลูกชายเสียชีวิตงวดแรก 4,000 บาท จากนั้นก็ปรับเพิ่มเป็น 5,000 , 6,000 , 9,000 บาท &amp;nbsp;และล่าสุดเมื่อประมาณปี 2562 ก็ปรับเพิ่มเป็นเดือนละ 10,000 บาท &amp;nbsp; ซึ่งตนเองก็เข้าใจว่าเป็นเงินช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐกรณีที่ลูกชายเสียชีวิต &amp;nbsp; กระทั่งเมื่อประมาณปี 2554 &amp;nbsp;ทางผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศเสียงตามสายประชาสัมพันธ์ให้ลูกบ้านที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ไปแจ้งขึ้นทะเบียนที่เทศบาลตำบลบ้านกรวดปัญญาวัฒน์​ เพื่อรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามนโยบายของรัฐ &amp;nbsp; ตนเองก็เดินทางไปขึ้นทะเบียนตามที่ผู้ใหญ่ประกาศ &amp;nbsp;ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ซักถามหรือแจ้งเงื่อนไขอะไรให้ฟังเลยไปลงชื่อเสร็จก็กลับ &amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่อเดือน ตุลาคม 2554 &amp;nbsp; ก็ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาทมาตลอด จนถึงเดือน พ.ย.2562 &amp;nbsp;รวมเป็นระยะเวลาเกือบ 9 ปี ก็ถูกระงับ &amp;nbsp;แล้วมีเจ้าหน้าที่จากทางเทศบาลฯ &amp;nbsp;นำหนังสือมาแจ้งเรียกเบี้ยผู้สูงอายุคืนทั้งหมด 58,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี &amp;nbsp;ยายก็ตกใจมากทำอะไรไม่ถูกพยายามบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีเงินจ่าย &amp;nbsp; แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังบังคับให้เซ็นหนังสือรับสภาพหนี้หากไม่เซ็นจะถูกดำเนินคดีด้วยความกลัวจึงยอมเซ็น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกอบ ระบุว่า หลังจากนั้นก็เดินทางไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางเทศบาล &amp;nbsp;โดยขอผ่อนชำระเดือนละ 600 บาท โดยพยายามอธิบายกับเจ้าหน้าที่ยายไม่มีรายได้อะไร มีแค่เงินบำนาญพิเศษของลูกชายที่ตายเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งใช้จ่ายในครอบครัวทั้งกินอยู่ &amp;nbsp;ค่าน้ำค่าไฟ &amp;nbsp;ค่ารักษายามเจ็บป่วย &amp;nbsp;เลี้ยงหลานป่วยพิการทางสมอง &amp;nbsp;และหลานวัย 6 ขวบอีกก็ไม่พออยู่แล้ว &amp;nbsp; ส่วนลูกๆ แต่ละคนก็มีอาชีพค้าขาย รับจ้างทั่วไปก็ลำบากกันทุกคน &amp;nbsp;ก็พยายามขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่แต่เจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานว่าต้องจ่ายเป็นก้อน &amp;nbsp; หากไม่จ่ายก็ต้องยื่นฟ้องศาลตามขั้นตอนกระทั่งทางเทศบาลฯก็ได้ยื่นฟ้องศาลจังหวัดนางรอง &amp;nbsp; ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2563 &amp;nbsp;ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ศาลก็ให้โอกาสไกล่เกลี่ยกัน &amp;nbsp;แต่ทางเทศบาลก็ยืนกรานว่างวดแรกต้องจ่ายเป็นก้อนก่อน 15,000 บาท &amp;nbsp;ส่วนที่เหลือ ก็ผ่อนชำระ เดือนละ 2,000 บาท ซึ่งยายและครอบครัวก็ยืนยันว่าไม่สามารถจ่ายได้เพราะจะกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว &amp;nbsp;ก็ขอผ่อนอยู่ที่เดือนละ 600 บาท จึงยังไม่สามารถตกกันได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกอบ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดศาลจึงนัดให้ไปไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งในวันที่ &amp;nbsp;26 เม.ย.2564 ที่จะถึงนี้ ซึ่งหากทางเทศบาลยังยืนกรานเหมือนเดิมตนก็คงต้องยอมติดคุกเพราะไม่มีปัญญาจะหามาจ่ายได้ &amp;nbsp;จึงอยากวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือด้วย เพราะตอนนี้ครอบครัวเดือดร้อนและทุกข์ใจมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.วิไล &amp;nbsp;แฟ้นประโคน &amp;nbsp;อายุ 49 ปี &amp;nbsp;หลานสาว &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ความผิดของยาย &amp;nbsp;เพราะเงินบำนาญที่ยายได้รับก็เข้าใจว่าเป็นเงินเยียวยากรณีลูกเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ &amp;nbsp; ยายซึ่งเป็นมารดาก็ควรจะได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐ &amp;nbsp; ส่วนเบี้ยผู้สูงอายุทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งให้ยายไปทำตามสิทธิคนชราที่อายุครบ 60 ปีแล้วตอนที่ไปเทศบาลก็ไม่ได้แจ้งเงื่อนไขอะไรให้ทราบเลย &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่สุดท้ากลับจะโยนความผิดให้ยายต้องมารับภาระตนเองมองว่าไม่ถูกต้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเงินหลวงซึ่งทางครอบครัวก็ไม่ใช่ว่าจะไม่จ่ายแต่ขอความเห็นใจขอผ่อนชำระเดือนละ 600 บาทเพื่อไม่ให้กระทบกับการดำรงชีวิต แต่กลับถูกทางเทศบาลยื่นฟ้อง &amp;nbsp;จึงอยากขอความเมตตาและช่วยเหลือยายด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91572</URL_LINK>
                <HASHTAG>#บุรีรัมย์, เบี้ยคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016ad4296cdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รมว.พม.&#039;ส่งทนายช่วยผู้สูงอายุ เคลียร์ปมเรียกคืนเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 64 - นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบว่ามีผู้สูงอายุบางคนได้รับเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อนจากบำเหน็จบำนาญของญาติที่เสียชีวิต และมีการเรียกเงินคืนนั้น ในสัปดาห์นี้ จะขอให้กรมกิจการผู้สูงอายุ ขอความร่วมมือจากสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายและ พัฒนาสังคมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่งนักกฎหมายไปให้คำปรึกษาหารือกับผู้สูงอายุทุกคน โดยจะต้องดูรายละเอียดด้วยว่า การให้ข้อมูลทำโดยสุจริตหรือไม่ ได้รับทราบคุณสมบัติข้อนี้มาก่อนหรือไม่ และจะช่วยเจรจากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมบัญชีกลางต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้คลายความกังวล ทุกอย่างมีทางออก ซึ่งทั้งรัฐบาลและกระทรวง พม.จะร่วมหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกฝ่าย&amp;quot; นายจุติ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91566</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ ไกรฤกษ์, พม., เบี้ยคนชรา, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b6a3f922b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
