<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039;เผยผู้สูงอายุเครียดกังวลจะติดเชื้อโควิด เรียกร้องรัฐเยียวยาเพิ่มเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10ก.ย.64-กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง &amp;ldquo;60+ ฝ่าวิกฤติ COVID-19 สู่วิถีถัดไป (Next Normal)&amp;rdquo; ทำการสำรวจในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 จากผู้สูงอายุมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูณ์ขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) รวมขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 4,400 หน่วยตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีลงพื้นที่ภาคสนาม และการตอบแบบสอบถามออนไลน์ กำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.00&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงการใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ พบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.36 ระบุว่า ใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวัน ขณะที่ ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ไม่ใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.66 ใช้มือถือแบบสมาร์ทโฟน รองลงมา ร้อยละ 34.05 ใช้มือถือแบบไมใช่สมาร์ทโฟน ร้อยละ 5.94 ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก/แล็ปท็อป ร้อยละ 4.83 ใช้แท็บเล็ต และร้อยละ 1.20 ใช้นาฬิกาอัจฉริยะ (สมาร์ทวอทช์)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับการใช้แอปพลิเคชันต่างๆในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.79 ระบุว่า ใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ และร้อยละ 37.21 ระบุว่า ไม่ใช้แอปพลิเคชัน ซึ่งในจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้แอปพลิเคชัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.19 ระบุว่าใช้ไลน์ รองลงมา ร้อยละ 67.39 ใช้เฟซบุ๊ก ร้อยละ 52.45 ใช้ยูทูบ ร้อยละ 27.49 ใช้กูเกิ้ลโครม ร้อยละ 16.59 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าการบริการออนไลน์ ร้อยละ 16.20 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเงิน ธนาคาร โอน รับ จ่ายเงิน ร้อยละ 7.29 ใช้อีเมล ร้อยละ 3.91 ใช้ทวิตเตอร์ และร้อยละ 0.13 ใช้ติ๊กต็อก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;เมื่อถามถึงผลกระทบที่ได้รับในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่&amp;nbsp; ร้อยละ 90.00 ได้รับผลกระทบโดยเกิดความเครียด วิตกกังวล รองลงมา&amp;nbsp; ร้อยละ 59.32 รายได้ลดลง มีภาระค่าใช้จ่าย หนี้สินมากขึ้น ร้อยละ 47.86 การออกไปพบปะสังสรรค์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำกิจกรรมนอกบ้าน ลดน้อยลง ร้อยละ 44.07 มีเวลาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ร้อยละ 23.84 ผู้สูงอายุต้องใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและเป็นภาระ ร้อยละ 23.61 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.48 มีการจัดการดูแลสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัยและชุมชนให้สะอาด ถูกหลักอนามัย ร้อยละ 20.20 มีการปรับใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เช่น มีการพูดคุย สื่อสารทางสังคมออนไลน์มากขึ้น ร้อยละ 18.86 ปริมาณขยะมูลฝอยและขยะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 15.43 กิจการ ธุรกิจการค้าขายประสบปัญหา หยุด พักเลิกกิจการ ไม่สามารถส่งงาน/สินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด และร้อยละ 4.82 รายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับตัวของกิจการ ธุรกิจการค้าขาย สินค้า และการบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุวิตกกังวลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.88 ระบุว่า เกิดความเครียดและกังวลว่า&amp;nbsp; จะติดเชื้อ อันดับ 2 ร้อยละ 17.58 ระบุว่า รายได้ รายจ่าย ภาระหนี้สิน อันดับ 3 ร้อยละ 13.89 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำมาหาเลี้ยงชีพ การประกอบอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านการได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงสถานการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.55 ระบุว่าได้รับ และร้อยละ 3.45 ระบุว่า ไม่ได้รับ โดยในจำนวนผู้สูงอายุที่ระบุว่าได้รับ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.48 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รองลงมา ร้อยละ 43.90 ระบุว่า เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้อยละ 37.05 ระบุว่า เป็นโครงการคนละครึ่ง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า เป็นโครงการเราชนะ ร้อยละ 27.21 ระบุว่าเป็นเงินเยียวยาผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน หรือเงินสงเคราะห์ฉุกเฉินอื่น ๆ ร้อยละ 10.99 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเงินเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเกษตรกรรายย่อย ร้อยละ 8.95 ระบุว่า เป็นการพักชำระหนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และร้อยละ 0.05 ระบุว่า เป็นเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสาเหตุที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในจำนวนผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.54 ระบุว่าเนื่องจากเป็นข้าราชการบำนาญ รองลงมา ร้อยละ 15.63 ระบุว่า&amp;nbsp; ไม่ได้ลงทะเบียน ร้อยละ 12.50 ระบุว่า ต้องการให้คนที่เดือดร้อนกว่า ยังพอช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นของตัวเองมีที่ดินทำกิน และมีบุตรหลานคอยจุนเจืออยู่บ้าง ร้อยละ 11.46 ระบุว่า เป็นผู้สูงอายุใช้โทรศัพท์ลงทะเบียนไม่เป็น ไม่มีใครลงทะเบียนให้ ร้อยละ 9.37 ระบุว่า ไม่ได้ใช้มือถือสมาร์ทโฟน และคุณสมบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เข้าเกณฑ์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 3.13 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 23.77 การช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอินเทอร์เน็ต รองลงมา ร้อยละ 15.88 วัคซีนป้องกัน เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ และได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง ร้อยละ 15.44 ความช่วยเหลือเรื่อง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และสเปรย์แอลกอฮอล์ ร้อยละ 14.35 เพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง และเพิ่มเงินสวัสดิการต่าง ๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินสงเคราะห์ และเงินสวัสดิการอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 5.37 ระบุว่า การเข้ารับการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ร้อยละ 5.15 ส่งเสริม
ด้านการประกอบอาชีพทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ร้อยละ 3.39 ความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ เงินลงทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 2.08 ระบุว่า ตั้งจุดตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฟรี และสามารถเข้าถึงได้ง่าย และร้อยละ 0.22 ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.50 ระบุว่า มีการรับมือกับสถานการณ์โดยติดตามข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รองลงมา ร้อยละ 81.20 ระบุว่า ปฏิบัติตนตามนโยบายมาตรการการควบคุมของรัฐ ร้อยละ 51.98 ระบุว่า ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ร้อยละ 43.07 ระบุว่า ใช้สมุนไพรทางเลือกมากขึ้น เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชาย เป็นต้น ร้อยละ 29.14 ระบุว่า เตรียมอาหาร ข้าวของเครื่องใช้อุปโภค บริโภค ให้เพียงพอ ร้อยละ 25.70 ระบุว่า ปรับเปลี่ยนวางแผนการเข้ารับการบริการทางสาธารณสุข เช่น การเลื่อนนัดพบแพทย์ การรับยาทางไปรษณีย์หรือ รพสต. อสม. ร้านขายยาใกล้บ้านที่ได้รับการรับรอง เป็นต้น ร้อยละ 25.61 ระบุว่า ออกกำลังกาย ร้อยละ 25.23 ระบุว่า เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ร้อยละ 19.98 ระบุว่า&amp;nbsp; วางแผนการใช้จ่ายเงิน และทำบัญชีครัวเรือน ร้อยละ 18.84 ระบุว่า ปฏิบัติตามหลักศาสนา ร้อยละ 18.00 ระบุว่า ทำงานอดิเรกเพิ่มมากขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ งานฝีมือ&amp;nbsp; หัตถกรรม เป็นต้น และร้อยละ 6.86 ระบุว่า เรียนรู้ ฝึกทักษะ หาแนวทางประกอบอาชีพเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 23.56 คือ การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อันดับ 2 ร้อยละ 18.33 คือ การช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยา เช่น การจ่ายเงินเยียวยาและชดเชย การสร้างงาน สร้างอาชีพ อันดับ 3 ร้อยละ 15.40 คือ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พักอาศัยที่ถูกสุขลักษณะ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาหรือฟื้นฟู ทั้งในปัจจุบันและอนาคต มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 16.80 คือ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา อันดับ 2&amp;nbsp; ร้อยละ 14.50 คือ ส่งเสริมการมีงานทำ พัฒนาทักษะอาชีพตามความถนัดและความสนใจ อันดับ 3 ร้อยละ 14.03 คือ เพิ่มวงเงินกู้ยืมเงินกองทุนประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวโน้มการปฏิบัติตัวตามรูปแบบวิถีถัดไป (Next Normal) ในอนาคต ซึ่งพิจารณาเฉพาะสัดส่วนผู้ที่ระบุว่า &amp;ldquo;ทำ&amp;rdquo; โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยในประเด็นต่าง ๆ พบว่า ร้อยละ 98.66 ระบุว่า ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ (ออกกำลังกาย ล้างมือบ่อย ๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคม) มากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 91.91 ระบุว่า ทำกับข้าว ปลูกผักสวนครัว ไว้กินเอง&amp;nbsp; ร้อยละ 88.71 ระบุว่า การจัดสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัยและชุมชนให้สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย ร้อยละ 86.36 ระบุว่า การกินอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลอดสารพิษ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ร้อยละ 82.39 ระบุว่า การฝึกปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ให้สมดุล ปฏิบัติ ตามหลักศาสนา หากเกิดความเครียด ความวิตกกังวล ร้อยละ 81.91 ระบุว่า กินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเน้นเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย เช่น วิตามิน อาหารเสริม สมุนไพรต่าง ๆ ร้อยละ 78.18 ระบุว่า ลดการทิ้งขยะ มีการนำมาใช้ซ้ำ/ลดการใช้ไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน เชื้อเพลิง ร้อยละ 57.09 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการจับหรือสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยี ไร้การสัมผัส เช่น การรับ โอน จ่ายเงิน ผ่านโทรศัพท์มือถือ สั่งของออนไลน์ และร้อยละ 37.14 ระบุว่า ทำกิจกรรม ทำงานประกอบอาชีพธุรกิจที่บ้านหรือทางออนไลน์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.13 ระบุว่า ควรเพิ่มสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ เช่น การเพิ่มเบี้ยยังชีพ รายเดือนให้แก่ผู้สูงอายุ รองลงมา ร้อยละ 15.98 ระบุว่า ควรส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้กับผู้สูงอายุ ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ควรได้รับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขโดยมีช่องทางการบริการสำหรับผู้สูงอายุ เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา ร้อยละ 8.47 ระบุว่า ควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมยามว่างหรือกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ร้อยละ 7.41 ระบุว่า ควรจัดสรรวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ ร้อยละ 3.70 ระบุว่า ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ พูดคุย ให้กำลังใจ จากครอบครัวอย่างใกล้ชิด ร้อยละ 3.28 ระบุว่า การสอนหรือแนะนำการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ ร้อยละ 2.65 ระบุว่า ควรมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ในปัจจุบัน และแนะนำวิธีการดูตัวเองที่ถูกต้องให้กับผู้สูงอายุในชุมชน ร้อยละ 2.22 ระบุว่า ควรส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต/โรงเรียนผู้สูงอายุ ร้อยละ 0.63 ระบุว่า ควรส่งเสริมการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ควรจัดหาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (แบบถาวร/ชั่วคราว)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผู้สูงอายุ, นิด้าโพล, มาตรการเยียวยา, สมาร์ทโฟน, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613af0e634908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หญิงหน่อย&#039;บี้มท.เร่งแก้ระเบียบปลดล็อกเบี้ยคนชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ. 64 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปลดล็อกกฎหมาย แก้ปัญหาเรียกคืนเบี้ยชรา เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มสร้างไทย ได้เสนอหนทางแก้ไขปัญหาเรียกคืนเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งกระทบกับผู้สูงอายุทั่วประเทศกว่า 15,000 คน เสนอให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขปรับปรุงระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2552 ข้อ 6 (4) ว่า ในการจ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุ จะต้องไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากรัฐ เช่น ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ระเบียบดังกล่าวได้สร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุจำนวนมากที่จะถูกเรียกเงินคืนเพราะเป็นผู้ได้รับบำนาญ เช่น กรณีคุณยายที่ลูกชายเสียชีวิตจากคลังแสงระเบิด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอดรับกับที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหาทางออกร่วมกัน โดยมีมติ&amp;rdquo;ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือมหาดไทยไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระเบียบโดยไม่ชักช้า&amp;rdquo; ทั้งนี้เงินบำนาญพิเศษเป็นคนละก้อนกับเงินบำนาญปกติ เพราะการจะได้รับเงินบำนาญพิเศษจะต้องเกิดจากการที่ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติแล้วเกิดความพิการ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ซึ่งในกรณีที่ทุพพลภาพยังได้รับบำนาญตามปกติและได้รับบำนาญพิเศษ และตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494 ยังกำหนดว่าในบำนาญพิเศษที่จ่ายให้กับบิดามารดาให้ได้รับตลอดชีวิต ดังนั้นจึงเห็นว่าผู้สูงอายุที่ได้รับเงินบำนาญพิเศษ มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดิฉันและกลุ่มสร้างไทย ต้องขอขอบคุณประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ได้ตัดสินใจปลดล็อกกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับข้อเสนอของกลุ่มสร้างไทย ทำให้ผู้สูงอายุ ครอบครัวผู้สูงอายุทั่วประเทศอุ่นใจได้ว่า ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้หนี้ หากเข้าข่ายเงื่อนไขของระเบียบ และรับโดยสุจริต เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การปลดล็อกกฎหมาย เป็นเรื่องที่สามารถเป็นไปได้ และทำได้ทันที หากผู้มีอำนาจ และรัฐราชการคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92338</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์   เกยุราพันธุ์, ผู้ตรวจ, มท., หญิงหน่อย, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e70b427ae780.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีปัญหาราว 6 พันคน! &#039;วิษณุ&#039; ยืนยันไม่มีคนแก่ติดคุก ปมรับเงินซ้ำซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับคณะกรรมการค่าเบี้ยยังชีพ ถึงปัญหาการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราที่ซ้ำซ้อน ว่า ที่ประชุมไม่ได้มีมติใดๆ เนื่องจากเป็นเพียงการรับฟังสรุปจากหน่วยงานต่างๆ เท่านั้น และที่ประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีอำนาจสั่งการใดๆ ตนแค่ต้องการรับฟังความก้าวหน้าของแต่ละหน่วยงาน โดยผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทั้งหมดสุดท้ายคือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เบื้องต้นสามารถตอบคำถามได้ 3 เรื่อง คือ 1.จะไม่มีการดำเนินคดีอาญากับผู้สูงอายุที่ไม่คืนเบี้ยยังชีพคนชรา โดยเรื่องนี้ไม่เคยดำเนินการในอดีตและจะไม่ดำเนินการในอนาคตด้วย เนื่องจากการดำเนินคดีอาญาจะต้องตั้งข้อหาฉ้อโกง แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมฉ้อโกง ดังนั้น จะไม่มีผู้ใดที่จะติดคุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวว่า 2.การรับผิดทางแพ่ง หรือการคืนเงิน สรุปง่ายๆ หากได้มาโดยสุจริตไม่ต้องคืน ซึ่งหลักมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเงินยังเหลืออยู่จะต้องคืน หากไม่เหลืออยู่ก็ไม่ต้องคืน ส่วนกรณีถ้ามีเงินเหลือยู่ แต่ไม่ใช่เงินที่ได้รับจากเบี้ยยังชีพคนชราไม่ต้องคืน ส่วนแต่ละรายจะสุจริตหรือไม่ จะดูเป็นรายบุคคล มีผู้อยู่ในข่ายเช่นนี้ที่จะต้องถูกไต่สวนทวนพยานว่าสุจริตหรือไม่ ประมาณ 6,000 คนทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเป็นเช่นนี้การปล่อยให้เป็นคดีอาญา 6,000 คดีทั่วประเทศ คดีจะรกโรงรกศาล เป็นภาระอัยการในฐานะโจทก์ เป็นภาระของคุณตา คุณยาย ในฐานะจำเลยที่จะต้องไปจ้างทนาย เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นทุกข์ จึงกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดคดีอาญา ดังนั้น อย่าไปคิดเลยว่าจะมีการฟ้อง&amp;rdquo;นายวิษณุ ระบุ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวว่า และ3.เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งรับผิดชอบจ่ายเงินดังกล่าว จะมีส่วนต้องรับผิดด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องดูอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุบางส่วนที่รับเงินเบี้ยยังชีพคนชราและซ้ำซ้อนกับเงินสวัสดิการอื่น ก่อนหน้านี้มีทั้งหมด 15,300 คน ที่สุดแล้วเมื่อตรวจสอบรายละเอียดเหลือผู้สูงอายุที่รับเงินซ้ำซ้อนประมาณ 6,000 คน ส่วนนี้จำเป็นที่ต้องหยุดจ่ายเงินเบี้ยยังชีพคนชราไว้ก่อน แต่ยืนยันว่าไม่นาน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยปกติผู้สูงอายุจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ 3 ส่วนคือ เบี้ยยังชีพคนชรา หากเจ็บป่วยจะได้รับเบี้ยผู้พิการ ถ้าฐานะยากจนจะได้บัตรคนจนด้วย ซึ่งระเบียบของเบี้ยคนพิการและบัตรคนจนไม่ได้ห้ามรับเงินบำนาญ จึงไม่มีปัญหา ฉะนั้น จึงเหลือเบี้ยยังชีพคนชราอย่างเดียวที่ต้องไปแก้ไข และหยุดจ่ายส่วนนี้ไปก่อน&amp;rdquo;นายวิษณุ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ขอให้ผู้สูงอายุสบายใจได้ว่าไม่ติดคุกแน่ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่ามีผู้สูงอายุที่รู้ข่าวแล้วตกใจจึงรีบเอาเงินมาคืน มียอดรวมทั้งหมด 130 ล้านบาท ส่วนจะต้องพิจารณาคืนเงินกลับไปให้ผู้สูงอายุที่คืนเงินมาแล้วหรือไม่นั้น โดยหลักเรื่องลาภที่มิควรได้ เมื่อคุณเอามาคืนและถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะมาขอคืนไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการชำระหนี้ และถือว่ารัฐรับกลับคืน เว้นแต่จะผ่อนผันให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังคิดอยู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอนาคตมีแนวคิดที่จะทำให้ผู้สูงอายุรับเงินได้ทั้งสองทางหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ขอตอบเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของนโยบาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92112</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิษณุ เครืองาม, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d156a17729.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 10:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาประชุมกก.เบี้ยยังชีพ&#039;วิษณุ&#039;เผยเตรียมปลดล็อกเบี้ยซ้ำซ้อนให้คนชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.พ.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าเบี้ยยังชีพ ว่า ได้เชิญหน่อยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาประชุม โดยรัฐบาลอยากทราบว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และมีอุปสรรคอย่างไรโดยเฉพาะข้อกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวเป็นฝ่ายริเริ่มและเห็นปัญหา และการแก้ไขปัญหาเขาก็ต้องเป็นคนแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อได้รับฟังแนวทางดังกล่าวทั้งหมดแล้วก็จะได้สรุปให้นายกฯรับทราบต่อไป ส่วนแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไรนั้นขอให้ฟังในที่ประชุมเสียก่อน ซึ่งคาดว่าที่ประชุมจะได้ข้อสรุป เพราะแต่ละหน่วยงานได้ข้อสรุปมาแล้วเพียงแต่วันนี้มาเล่าให้ตนฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในการประชุมยังมีการพูดคุยเรื่องเบี้ยอื่นๆด้วย ทั้งเรื่องประกันสังคม เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ซึ่งอาจจะซ้ำซ้อนกับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว หากมีข้อจำกัดก็จะได้มาดูกัน ซึ่งจะยอมให้รับทับซ้อนหรือไม่ก็จะได้ว่ากันเป็นเบี้ยๆไป ร่วมทั้งในการประชุมก็จะมีการถามเหตุและผลที่จะไม่ให้สองทางหรือสามทางนั่นเกิดจากเหตุอะไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92058</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการค่าเบี้ยยังชีพ, นายวิษณุ เครืองาม, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cb8eb7479b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้สูงอายุ&#039; ปลื้มนายกฯ สั่งชะลอด่วนเรียกคืนเบี้ยผู้สูงอายุ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.64 - นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาการคืนเบี้ยผู้สูงอายุในขณะนี้ โดยทำให้เห็นว่านายกฯให้ความสำคัญ และช่วยเหลือกับประชาชนในทุกกลุ่มไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองปกติ และขณะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์ กล่าวว่านายกฯทราบดีว่าผู้สูงอายุไม่ได้ทำอะไรผิด และเห็นถึงความลำบากของผู้สูงอายุในขณะนี้ จึงได้หาวิธีการต่างๆในการให้ความช่วยเหลือโดยกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อน และให้ชะลอการเรียกคืนหรือฟ้องร้องเอาไว้ก่อนแล้ว รอพิจารณาออกระเบียบที่เหมาะสม ขณะเดียวกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กรมบัญชีกลาง กำลังตรวจสอบและแก้ไขความคลาดเคลื่อนของข้อมูลต่าง ๆ กันอยู่ ดังนั้นขอให้ผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบเรื่องนี้ไม่ต้องตกใจ และขอให้สบายใจได้ว่านายกฯจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังให้เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุหลายคนในจังหวัดนครราชสีมาได้ฝากขอบคุณนายกฯมากับตนเองในฐานะอดีต ส.ส.โคราช ที่นายกฯนึกถึงและห่วงใยไม่ทอดทิ้งผู้สูงอายุ ซึ่งตนเองก็บอกคุณตาคุณยายว่า ขอให้มั่นใจในตัวท่านนายกฯคนนี้ในความตั้งใจจริงใจการแก้ไขปัญหาทุกเรื่อง ขอให้เชื่อมั่นในตัวนายกฯลูกหลานย่าโมชาวโคราชคนนี้ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พี่น้องผู้สูงอายุคุณตาคุณยายชาวโคราชและจากหลายจังหวัด ที่ได้รับความเดือดร้อน ดีใจจนน้ำตาไหลที่นายกฯได้ให้ความช่วยเหลือแก้ไขความเดือดร้อนในครั้งนี้ ฝากเป็นกำลังใจให้นายกฯทำงานเพื่อประเทศชาติประชาชนประสพความสำเร็จอย่างราบรื่นตลอดไป&amp;quot;นายสุภรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91839</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a1e84d3861.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นเรื่องแล้ว! &#039;ศรีสุวรรณ&#039; บุกผู้ตรวจฯ นิรโทษกรรมเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค.64 -ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน จากกรณีที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายจังหวัด เรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เนื่องจากได้รับเงินบำนาญพิเศษตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ทำให้ผู้สูงอายุที่ถูกเรียกคืนเงินดังกล่าวเดือดร้อนกันทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 15,000 รายนั้น เนื่องจากหลักเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ว่าจะต้องไม่เป็นผู้ได้รับเงินบํานาญ เบี้ยหวัด บํานาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันด้วยนั่นเอง แต่ทว่า เมื่อฟังเสียงจากผู้สูงอายุต่างๆ เหล่านั้นแล้วจะพบว่า ต่างได้รับเงินเบี้ยผู้สูงอายุไว้โดยสุจริต และหากผู้สูงอายุเหล่านั้นรับเงินไว้โดยสุจริตและได้นำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่จะถูกเรียกคืน คุณยายหล่านั้นไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวก็ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.412 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2559)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นนี้ต้องถือเป็นความบกพร่องในการตรวจสอบตรวจทาน เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงต้องไปไล่เบี้ยกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงจะชอบ การที่กรมบัญชีกลางทำหนังสือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ไปไล่เบี้ยเรียกคืนเงินจากผู้สูงอายุ จึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเำเนินการ ดังนี้ 1.เสนอแนะไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้มีการออกประกาศแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 โดยให้ยกเลิกความในข้อ 6(4) ทั้งหมดของระเบียบฯดังกล่าวเสีย 2.เสนอแนะไปยังกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางระงับการเรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั่วประเทศที่ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเสีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เสนอแนะไปยังรัฐบาล ให้ถือเป็นนโยบายสำคัญในการเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้สูงอายุต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ได้รับเบี้ยบำนาญพิเศษต่าง ๆ ที่ผิดพลาดมาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่สูงอายุทั่วประเทศ รวมทั้งเครือญาติที่กำลังปริวิตกกับการเผชิญกรณีปัญหาดังกล่าวโดยพลันต่อไปด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, ศรีสุวรรณ, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_60123d5352412.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้ว!ศรีสุวรรณจ่อร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องเบี้ยคนชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.2564 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตามที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายจังหวัด เรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เนื่องจากได้รับเงินบำนาญพิเศษตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว อาทิ คุณยายอายุ 89 ปีชาว ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ คุณยาย อายุ 89 ปี ซึ่งอาศัยอยู่จังหวัดเชียงราย ผู้สูงอายุ 13 รายชาวตำบลจอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผู้สูงอายุที่จังหวัดชัยนาท และอีกหลาย ๆ จังหวัดทำให้ผู้สูงอายุที่ถูกเรียกคืนเงินดังกล่าวเดือดร้อนกันทั่วประเทศนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ว่าจะต้องไม่เป็นผู้ได้รับเงินบํานาญ เบี้ยหวัด บํานาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันด้วยนั่นเอง แต่ทว่า เมื่อฟังเสียงจากผู้สูงอายุต่างๆ เหล่านั้นแล้วจะพบว่า ต่างได้รับเงินเบี้ยผู้สูงอายุไว้โดยสุจริต (ฟังได้ว่าคุณยายต่างๆเหล่านั้นไม่ทราบข้อกฎหมาย/ข้อเท็จจริง) และหากคุณยายเหล่านั้นรับเงินไว้โดยสุจริตและได้นำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่จะถูกเรียกคืน คุณยายหล่านั้นไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวก็ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.412 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2559)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่เกิดขึ้นนี้ต้องถือเป็นความบกพร่องในการตรวจสอบตรวจทาน เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงต้องไปไล่เบี้ยกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงจะชอบ การที่กรมบัญชีกลางทำหนังสือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ไปไล่เบี้ยเรียกคืนเงินจากผู้สูงอายุ จึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.230(1) และ(2) ประกอบ พรป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 2560 ม.22 (1) และ(2) ในการสั่งให้ รมว.มหาดไทย แก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติข้อดังกล่าวเสีย และสั่งให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางระงับการเรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั่วประเทศที่ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในวันพฤหัสบดีที่ 28 ม.ค.63 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ห้อง 903 ศูนย์ราชการฯ อาคาร B หลักสี่ กทม. นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91134</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, กระทรวงการคลัง, นายศรีสุวรรณ จรรยา, เบี้ยผู้สูงอายุ, เฟซบุ๊ก, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_6010c41843d0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
