<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รมว.พม.&#039;ส่งทนายช่วยผู้สูงอายุ เคลียร์ปมเรียกคืนเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 64 - นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบว่ามีผู้สูงอายุบางคนได้รับเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อนจากบำเหน็จบำนาญของญาติที่เสียชีวิต และมีการเรียกเงินคืนนั้น ในสัปดาห์นี้ จะขอให้กรมกิจการผู้สูงอายุ ขอความร่วมมือจากสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายและ พัฒนาสังคมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่งนักกฎหมายไปให้คำปรึกษาหารือกับผู้สูงอายุทุกคน โดยจะต้องดูรายละเอียดด้วยว่า การให้ข้อมูลทำโดยสุจริตหรือไม่ ได้รับทราบคุณสมบัติข้อนี้มาก่อนหรือไม่ และจะช่วยเจรจากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมบัญชีกลางต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้คลายความกังวล ทุกอย่างมีทางออก ซึ่งทั้งรัฐบาลและกระทรวง พม.จะร่วมหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกฝ่าย&amp;quot; นายจุติ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91566</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ ไกรฤกษ์, พม., เบี้ยคนชรา, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b6a3f922b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2020 06:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดลงทะเบียนเบี้ยผู้สูงอายุ ฟุ้งคนละครึ่งเสียงตอบรับดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวดี! รัฐบาลเปิดลงทะเบียน &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&amp;quot; ปีงบประมาณ 2564 แล้ว ส่วนโครงการคนละครึ่งจะเปิดลงทะเบียนรอบสอง 11 พ.ย.นี้ เผยล่าสุดลงทะเบียนแล้วกว่า 5.23 แสนร้านค้า มีผู้ใช้สิทธิ์แล้ว 7.1 ล้านคน ฟุ้งเสียงตอบรับดีช่วยกระตุ้นยอดขายร้านค้ารายย่อยได้จริง ลดภาระค่าใช้จ่าย ปชช.ได้มาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 6 พฤศจิกายน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เปิดรับลงทะเบียนผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ 2564 เพื่อรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 และเดือนมกราคม-กันยายน 2564 สำหรับผู้สูงอายุรายใหม่ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว และผู้สูงอายุที่จะมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนับอายุจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2565 ต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน 2505 เนื่องจากผู้สูงอายุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2505-1 ตุลาคม 2505 เป็นผู้สูงอายุที่จะมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเดือนถัดไปจากเดือนที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ คือเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นปีงบประมาณ 2566 ดังนั้น กลุ่มผู้สูงอายุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2505-1 ตุลาคม 2505 สามารถลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวอีกว่า สำหรับเอกสารหลักฐานประกอบแบบคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ได้แก่ 1.บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย 2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน 3.สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร กรณีขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้ 1.รับเงินสดด้วยตนเอง 2.รับเงินสดโดยบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ 3.โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิ 4.โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สามารถยื่นคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 เห็นชอบจัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุ 60-69 ปี จะได้รับ 600 บาท, อายุ 70-79 ปี จะได้รับ 700 บาท, อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาท ทั้งนี้ เป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ ให้กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย รวม 66,016,930,800 บาท เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น 8,296,573 คน โดยไม่รวมเทศบาลนครและเทศบาลเมือง จำนวน 214 แห่ง ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณตรง&amp;rdquo; โฆษกรัฐบาล กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการที่ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครบ 10 ล้านคนแล้ว เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 โดยข้อมูลล่าสุดปรากฏว่ามีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์และไม่เริ่มใช้สิทธิ์ภายในกำหนด 14 วัน จึงได้มีการเริ่มตัดสิทธิ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป มีจำนวน 1,967,046 สิทธิ์ โดยยอดลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบและสิทธิ์ที่ถูกตัดในแต่ละวันจะถูกรวบรวมนำมาเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนอีกครั้ง ซึ่งจะเริ่มเปิดให้มีการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 (11/11) ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com จนกว่าจะครบจำนวน ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่เคยได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งมาก่อน และผู้ประสงค์จะใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งจะไม่สามารถใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5.23 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิ์แล้วจำนวน 7,161,488 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 7,629 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 3,888 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 3,741 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย&amp;nbsp; 216 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการคนละครึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งประชาชนและร้านค้าว่า การใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อยได้จริง อีกทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันให้ประชาชนได้มาก จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเตรียมลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งก่อนจำนวนสิทธิ์จะหมดลงอีกครั้งในวันที่ 11/11 สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้ต่อเนื่องผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น. หรือ ณ สาขาหรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนที่รัฐร่วมจ่ายให้ร้านค้ายังคงจ่ายทุกวันทำการถัดไป และเร่งพิจารณาแนวทางการจ่ายเงินทุกวัน เพื่อมิให้กระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายย่อยที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ดี หากกระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทยตรวจสอบพบการใช้จ่ายของร้านค้าหรือประชาชนที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโครงการ จะมีการระงับการใช้แอปพลิเคชันและระงับการจ่ายเงินร้านค้าทันที อีกทั้งผู้ที่มีส่วนในการสนับสนุนการกระทำความผิดจะมีโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอความร่วมมือประชาชนและร้านค้าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ อย่าให้มีการดำเนินการไปในทางมิชอบ เพื่อมิให้ทำลายบรรยากาศของการดำเนินโครงการคนละครึ่ง&amp;quot; นายพรชัยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83036</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ปีงบประมาณ 2564, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201106/image_big_5fa55ae65bcd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77217</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039; ดีดปากส.ส.ก้าวไกล ต้มคนแก่รัฐถังแตก จี้ &#039;พิธา&#039; อบรมลูกพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.63 - นางสาวทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัครส.ส. กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวหารัฐบาลถังแตกบริหารงานล้มเหลว ไม่สามารถจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการได้ตามกำหนดวันที่ 10 ขอทุกเดือนว่า นายณัฐชาไม่ควรสร้างประเด็นให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั้งผู้สูงอายุ และผู้พิการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความตื่นตระหนกว่ารัฐถังแตก ไม่มีงบประมาณจัดสรรให้ ทั้งที่สถานะรัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอ แต่ติดปัญหาขั้นตอนของการพิจารณาตรวจสอบงบประมาณไป-กลับระหว่างกรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;quot;ให้ตรงและเพียงพอต่อการจ่ายทุกคนที่มีสิทธิ์&amp;quot; หรือเรียกว่าให้บัญชีตรงกันกับจำนวนงบประมาณที่จะจ่ายไปยังประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นยืนยันว่าเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะเร่งจ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุ และผู้พิการทันที ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าคนละส่วนกับสถานะงบของรัฐบาล ฉะนั้น โฆษกพรรคก้าวไกลไม่ควรฉกฉวยเอาประเด็นนี้มาดิสเครดิตรัฐบาล ควรอ่านข้อมูลให้แตกฉาน ก่อนสร้างวาทกรรมรัฐถังแตก โดยมองข้ามข้อเท็จจริงและทำให้ประชาชนสับสน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้องควบคุมมาตรฐานการสื่อสารต่อสาธารณะของโฆษกพรรค ไม่ให้ผลิตข้อมูลที่เข้าข่ายเฟคนิวส์ สร้างความเข้าใจผิดบิดเบือนเช่นนี้ ประชาชนจะรู้สึกว่าบุคลากรของพรรคก้าวไกลจงใจปลุกปั่นบิดเบือนข้อมูลเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล โดยเพิกเฉย ไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อประชาชน&amp;quot; น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวด้วยว่า ตนมีความห่วงใยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และได้ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยต้องเข้าใจว่าสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ควรสร้างบรรยากาศผ่านการสื่อสารให้เกินความเป็นจริง เพราะการให้ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมผู้สูงอายุและผู้พิการอย่างยิ่ง ผู้แทนราษฎรไม่ควรกระทำแม้ว่าจะเป็นฝ่ายค้านก็ตาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77217</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, คนพิการ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ทิพานัน ศิริชนะ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รัฐถังแตก, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200912/image_big_5f5c72df3d74e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พลภูมิ&#039;จี้รัฐบาลเร่งจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ-ผู้พิการซัดบริหารงบล้มเหลวข้องใจถังแตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ย.63 - นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่เฟซบุ๊กของกรมบัญชีกลาง ออกประกาศเรื่องการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ โดยระบุว่า งบประมาณที่จะนำมาจ่ายของเดือนกันยายน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ.มีงบประมาณไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเลื่อนจ่ายไปก่อนว่า กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งๆที่งบประมาณในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุและผู้พิการที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติ-19 หลายครอบครัวใช้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยผู้พิการในการประทังชีวิต เพราะไม่มีรายได้ ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียกร้องให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการที่มีอยู่กว่า 9 ล้านรายโดยเร็ว เพราะเขาเหล่านี้เดือดร้อน จะอยู่ จะกิน จะใช้ชีวิตอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าทั้งรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณไม่จัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน และขอตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลถังแตกหรือไม่&amp;quot;นายพลภูมิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, พลภูมิ  วิภัติภูมิประเทศ, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d271aae3e2c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลโต้รายงานGlobal Wealth Report 2018ใช้ข้อมูลเก่าสวนทางกับความเป็นจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ธ.ค.61-นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างอิงจาก Global Wealth Report 2018 ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก ว่า จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลที่รายงานฉบับนี้นำมาอ้างอิงเป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2549 แล้วพยายามนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลบางส่วนของปีปัจจุบัน ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่สมบูรณ์และขาดความน่าเชื่อถือ และแหล่งข้อมูลที่ถูกนำไปวิเคราะห์ 2 แหล่ง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ก็ไม่มีส่วนใดเลยที่แสดงถึงการถือครองมูลค่าทรัพย์สินของคนรวย 1% ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศที่ถูกนำมาเทียบส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD ยกเว้นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย โคลัมเบีย โรมาเนีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเรื่องความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยดีขึ้นเป็นลำดับ โดยสัดส่วนรายได้ของกลุ่มคนรวยที่สุดแตกต่างจากกลุ่มคนจนที่สุด ลดลงจาก 29.92 เท่าในปี 2549 เหลือ 19.29 เท่าในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ การฝึกอาชีพเพิ่มทักษะ กองทุนการออมแห่งชาติ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การจัดสรรที่ดินทำกินแก่ผู้ยากไร้ เป็นต้น&amp;rdquo;นายพุทธิพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23698</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนการออมแห่งชาติ, ความเหลื่อมล้ำ, พุทธิพงษ์​ ปุณณกันต์, รายงานCS Global Wealth Report 2018, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd0387ed5515.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2018 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังกุมขมับ! ผ่าน 6 เดือนคนแก่บริจาคเบี้ยยังชีพหลักพันราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังกุมขมับ! หลังพบผ่าน 6 เดือน คนแก่บริจาคเบี้ยยังชีพแค่หลักพันรายเท่านั้น วืดจากเป้าหมายที่ตั้ง 5 แสนคน อ้างการประชาสัมพันธ์ยังไม่ถั่วถึง จี้ปรับแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพิ่งช่องทางการบริจาคให้สะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุถึง ความคืบหน้าการเปิดรับบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ เพื่อนำเงินจากผู้สูงอายุที่มีฐานะพอเพียงไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนธ.ค. 2560 ว่า ขณะนี้การเปิดรับบริจาคจะผ่านไป 6 เดือน แต่ยอดผู้สูงอายุที่แจ้งบริจาคเบี้ยยังมีเพียงแค่หลักพันคนเท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ ว่า ภายในปีแรกจะมีผู้สูงอายุเข้ามาบริจาคเบี้ยถึง 5 แสนคน หรือคิดเป็น 10% ของผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยแต่ไม่ยากจนที่มีกว่า 5 ล้านคนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมรัฐประมาณการว่า ปีแรกจะมีเงินรับบริจาคเบี้ยผู้สูงอายุเข้ามา 4 พันล้านบาท เมื่อนำมารวมกับเงินจากภาษีบาปที่หักจากยาสูบเข้ากองทุนผู้สูงอายุ 2% อีกปีละไม่เกิน 4 ล้านบาท จะทำให้มีเงินเข้ากองทุนเพิ่มปีละ 8 พันล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปเพิ่มค่าเบี้ยยังชีพ ช่วยเหลือผู้สูงวัยที่มีฐานะยากจนและลงทะเบียนรับสวัสดิการรัฐ 3.6 ล้านคนได้เพิ่มไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200 บาท อย่างไรก็ตามขณะนี้เมื่อมีคนบริจาคน้อยกว่าเป้าหมายมาก โดยจากหลักหลายพันล้าน เหลือเพียงหลักสิบล้านบาททำให้อาจต้องทบทวนแผนเพิ่มเบี้ยยังชีพกันใหม่&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้ได้รับเบี้ยสูงอายุเข้ามาบริจาคกันน้อย ส่วนหนึ่งมาจากการประชาสัมพันธ์อาจยังไม่ทั่วถึงทำให้คนยังไม่รับรู้เรื่องการบริจาคมากนัก อีกทั้งก่อนหน้านี้ช่องทางรับแจ้งบริจาคเบี้ยยังชีพยังมีจำกัดทำให้ไม่รับความสะดวก เช่น ในเขตกรุงเทพฯ จะบริจาคได้เฉพาะสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ขณะที่ต่างจังหวัดจะบริจาคได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะต้องมีการเร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพิ่มขึ้น รวมถึงกระทรวงการคลัง ได้มีการเพิ่มช่องทางการบริจาคให้สะดวกขึ้น โดยขณะนี้เริ่มให้บริจาคผ่านธนาคารของรัฐได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เพิ่มช่องทางรับแจ้งบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ โดยผู้ที่ประสงค์จะแจ้งบริจาคใน กทม. สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแจ้งบริจาคได้ที่สถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ประสงค์แจ้งบริจาคในต่างจังหวัดสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแจ้งบริจาคได้ที่หน่วยงานของคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัด (คบจ.) ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ด่านศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยภาคและจังหวัด และสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่งดังกล่าวข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ที่ประสงค์จะแจ้งบริจาคในต่างประเทศสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง ไปแจ้งบริจาคได้ที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศ ในกรณีที่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนให้นำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หน่วยงานของ คบจ. และสถาบันการเงินของรัฐใน กทม. จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 15 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป ส่วนในต่างประเทศซึ่งดำเนินการโดยสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ ของไทยในต่างประเทศ จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป&amp;rdquo; น.ส. กุลยา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11098</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กุลยา ตันติเตมิท, ขโมยตู้บริจาคเงิน, เงินคนแก่, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6ee6b5a9e6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
