<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาษาน่าสงสัย ประเทศไทย ประเทศ H</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือด่วนเจ้าพระยาสมัยนี้ไม่ว่าลำเล็ก ลำใหญ่ ประเภทธงส้ม ธงเหลือง ธงเขียว และล่าสุดธงแดงที่ใช้เรือแบบคาตามารันล้วนมีจอทีวีติดตั้งอยู่ในตัวเรือ จำนวนมาก-น้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอทีวีไม่ได้เปิดข่าวหรือละครให้ผู้โดยสารดู เพราะมีไว้สำหรับฉายโฆษณาสปอนเซอร์ของบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา ฉายวีดิทัศน์แนะนำองค์กร และหน้าที่สำคัญสุดคือแจ้งตำแหน่งของท่าเรืออย่างน้อย 3-4 แห่งก่อนเรือจะเทียบท่า ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจึงสบายใจได้ว่าจะไม่มึนงง หลง และขึ้นผิดท่าอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่วันก่อน ผมลงเรือจากท่าน้ำนนท์ ล่องมาจนถึงท่าเรือบางโพ ในจอแสดงภาษาอังกฤษว่า Bang Po ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่มันไม่ได้เขียน &amp;ldquo;Bang Pho&amp;rdquo; เพราะฝรั่งจะอ่านว่า &amp;ldquo;บาง โฟ&amp;rdquo; และหากเป็นชาวเวียดนามก็จะอ่านว่า &amp;ldquo;บาง เฝอ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมขึ้นจากเรือ ป้ายท่าเรือก็เขียนว่า Bang Po Pier อยู่ด้านล่างภาษาไทยที่เขียน &amp;ldquo;ท่าเรือบางโพ&amp;rdquo; เดินไปต่อรถไฟฟ้า MRT สถานีบางโพ แต่ป้ายภาษาอังกฤษเขียน Bang Pho อีกจนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ไม่ได้จะเล่าเรื่องเรือหรือรถราใดๆ นะครับ แต่จะขออนุญาตอธิบายมุมมองการเขียนคำไทย (โดยเฉพาะสถานที่) ในการทับศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษ (อักษรโรมัน) อันรบกวนจิตใจของผมมาเป็นเวลานานแสนนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาบานว่าเคยได้ยินฝรั่งคนหนึ่งพูดว่าจะไปจังหวัด &amp;ldquo;ชุมฝน&amp;rdquo; ผมแย้งว่าไม่มีหรอกจังหวัดชุมฝน แม้ว่าจังหวัดนี้ฝนจะตกชุกก็ตาม จังหวัดนี้มีชื่อว่า &amp;ldquo;ชุมพร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Chumphon คือคำเขียนภาษาอังกฤษที่ปรากฏในไกด์บุ๊กของเขา (เช่นเดียวกับป้ายของกรมทางหลวงและทุกหน่วยงานราชการไทย) ซึ่งจะไปโทษฝรั่งคนนี้ไม่ได้ เขาอ่าน &amp;ldquo;ชุมฝน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ชุมฟน&amp;rdquo; เพราะ Ph ในภาษาอังกฤษออกเสียง &amp;ldquo;ฟ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ฝ&amp;rdquo; เหมือนกับอักษร F
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างมีอยู่มากมาย Telephone ไม่ได้อ่านว่า &amp;ldquo;เทเลโพน&amp;rdquo;, Philadelphia ไม่ได้อ่านว่า &amp;ldquo;พิลาเดลเพีย&amp;rdquo; เช่นเดียวกับ Philippines ไม่ได้อ่านว่า &amp;ldquo;พิลิปปินส์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการเขียนที่ราชบัณฑิตยสภาให้ใช้ P แทนพยัญชนะต้น &amp;ldquo;ป&amp;rdquo; และ Ph แทน &amp;ldquo;พ&amp;rdquo; มีมานมนาน เพราะคิดว่าการใส่ตัว h เข้าไปหลัง p จะทำให้เสียงเข้มขึ้นเป็น &amp;ldquo;พ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาษาอังกฤษนั้นพยัญชนะต้น P จะไม่ออกเสียง &amp;ldquo;ป&amp;rdquo; เช่น People ไม่ได้อ่านว่า &amp;ldquo;ปีเปิล&amp;rdquo;, Public ไม่ได้อ่านว่า &amp;ldquo;ปั๊บหลิก&amp;rdquo;, Put ไม่ได้อ่านว่า &amp;ldquo;ปุ๊ด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในกลุ่มภาษาละตินจะออกเสียงพยัญชนะต้น P เป็น &amp;ldquo;ป&amp;rdquo; เช่น เปาโล, ปิแยร์, ปาโบล, นาโปลี, ปิซา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การ Ph ไม่ได้ออกเสียง &amp;ldquo;พ&amp;rdquo; อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หากไม่ใส่ h ที่ Khiri และ Khan ก็อาจไม่ต้องเขียนเบียดกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณีคล้ายๆ กับจังหวัดชุมพรคงเคยเกิดขึ้นแล้วกับเกาะพีพี (Phi Phi), จังหวัดภูเก็ต (Phuket), จังหวัดพังงา (Phang Nga) ที่เพี้ยนเป็น ฟีฟี, ฟูเก็ต, ฟังงา เพียงแต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักพักชาวต่างชาติก็ออกเสียงถูกต้องได้เองเนื่องจากความคุ้นเคย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หากไม่ได้รับการพระราชทานนามจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเขียนอักษรโรมันว่า Suvarnabhumi ตามหลักการเทียบเสียงแบบบาลีสันสกฤต ไม่เช่นนั้นอาจถูกเขียนว่า Suwannaphum (เช่นเดียวกับจังหวัดชัยภูมิ ที่เขียนว่า Chaiyaphum) ตามการถอดเสียงเป็นอักษรโรมันของราชบัณฑิตยสภา และในช่วงแรกๆ ฝรั่งก็คงออกเสียง &amp;ldquo;สุ-วัน-นะ-ฟูม&amp;rdquo; กว่าจะเข้าใจในเวลาต่อมาว่าไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับ &amp;ldquo;ชุมฝน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ฟีฟี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการเขียนสากลของชาติที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก น่าจะมีอยู่ว่าเขียนด้วยอักษรโรมันเพื่ออ่านออกเสียงในภาษาอังกฤษ จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่อ่านภาษาท้องถิ่นไม่ได้ สามารถออกเสียงบรรดาชื่อเฉพาะ ได้แก่ สถานที่ อาหาร เป็นต้น ได้ถูกต้องหรือไม่ผิดเพี้ยนจนเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปก็คือ เขียนเพื่อผู้อ่าน ไม่ใช่เขียนเพื่อผู้เขียน หากเขียนโดยไม่คำนึงถึงผู้อ่าน เวลาเขาอ่านไม่ตรงใจก็จะไปโทษเขาไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวิจารณ์เสียขนาดนี้แล้วก็ขอเสนอแนวทางการเขียนใหม่ หากจะไม่เขียน Phuket ก็ควรเขียนว่า Puket ฝรั่งออกเสียงได้ตรงแน่นอน ส่วนคนไทยจะอ่าน &amp;ldquo;ปูเก็ต&amp;rdquo; ก็ให้มันรู้ไป เช่นเดียวกับคงไม่อ่านว่า &amp;ldquo;ชุมปอน&amp;rdquo; เพราะรู้ดีว่าประเทศไทยไม่มีจังหวัดปูเก็ตเช่นเดียวกับไม่มีจังหวัดชุมปอน รวมทั้งจังหวัดเป๊ดชบุรี, เป๊ดชบูรณ์, กำแพงเป๊ด, ปั๊ดทลุง และปังงา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว ผมไปร่วมงานแต่งรุ่นน้องผู้เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี เธอชื่อ &amp;ldquo;พรนภัส&amp;rdquo; เขียนป้ายในงานว่า Pornnapat ผมถามเธอว่า &amp;ldquo;ทำไมไม่เขียน Phonnaphat ล่ะ?&amp;rdquo; เธอตอบว่า &amp;ldquo;เมื่อก่อนเขียน แต่เพื่อนฝรั่งอ่านออกเสียงว่า &amp;lsquo;ฟนนะฟัต&amp;rsquo; ก็เลยเปลี่ยน&amp;rdquo; ถามต่อว่า &amp;ldquo;Porn แปลว่าหนังโป๊ ไม่กลัวฝรั่งจะคิดว่าเธอเล่นหนังโป๊หรือ&amp;rdquo; คำตอบคือ &amp;ldquo;ฝรั่งไม่เข้าใจผิดเพราะภาษาอังกฤษเขียนแยก เช่น I watch a porn movie แต่ชื่อ Pornnapat เขียนติดกัน เขารู้ว่าเป็นการเทียบเสียงให้ตรงเท่านั้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็จริงของเธอ ทีจังหวัดอ่างทองยังเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Ang Thong ทั้งๆ ที่ Thong สามารถแปลได้ว่า &amp;ldquo;กางเกงชั้นในชนิดหนึ่ง&amp;rdquo; แต่ฝรั่งไม่ถือ และไม่คิดว่าเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อด้านกางเกงใน แม้ว่าจะเขียนแยกพยางค์กันก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สถานี MRT กำแพงเพชร ฝรั่งอาจออกเสียงเป็น&amp;ldquo;กำ-แฟง-เฟ็ต&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเราคงสามารถเขียนจังหวัดชุมพรเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Chumporn หรือไม่ก็ Chumpohn เพราะหากเขียน Chumpon ฝรั่งก็จะออกเสียง &amp;ldquo;ชุมพน&amp;rdquo; (อันไปพ้องกับชื่ออำเภอ &amp;ldquo;ชุมพลบุรี&amp;rdquo; ในจังหวัดสุรินทร์) Chumpohn นี้ผมได้ไอเดียมาจากดาราสาวสวย &amp;ldquo;แต้ว ณฐพร&amp;rdquo; บัญชีโซเชียลมีเดียของเธอใช้ชื่อ &amp;ldquo;Natapohn&amp;rdquo; ยอมรับว่าเธอฉลาดมากที่หลีกเลี่ยงไม่ใช่ทั้ง Phon, Pon และ Porn เพราะในเมื่อ John อ่านว่า &amp;ldquo;จอน&amp;rdquo; แล้วทำไม Pohn จะอ่านว่า &amp;ldquo;พอน&amp;rdquo; ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมามีพายุไซโคลนลูกหนึ่งพัดถล่มอินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา สร้างความเสียหายอย่างหนักถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต 128 ราย พายุนี้เป็นชื่อที่ตั้งโดยไทยเราเอง คือพายุ &amp;ldquo;อำพัน&amp;rdquo; เขียนอักษรโรมันว่า &amp;ldquo;Amphan&amp;rdquo; ผู้ประกาศข่าวทีวีช่องต่างประเทศจึงอ่านออกเสียงว่า &amp;ldquo;อำฟัน&amp;rdquo; เสียเป็นส่วนใหญ่ รถไฟฟ้า MRT จากสถานีบางโพนำผู้โดยสารไปทางทิศตะวันออก ผมลงจาก MRT สถานีจตุจักรแล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีหมอชิต โดยสารต่อไปทางทิศใต้ ผ่านสถานีสะพานควาย ภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า Saphan Khwai
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ลืมเรื่อง &amp;ldquo;สะพาน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สะฟาน&amp;rdquo; ไปเสีย เรามาพูดถึง &amp;ldquo;ควาย&amp;rdquo; กันดีกว่าครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คู่มือการถอดเสียงอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง พ.ศ.2542 ของราชบัณฑิตยสภา กำหนดให้พยัญชนะต้น &amp;ldquo;ก&amp;rdquo; แทนด้วย &amp;ldquo;K&amp;rdquo; ที่ท่านไม่ใช้อักษร G คงเพราะ G นั้นออกเสียงได้ทั้ง &amp;ldquo;ก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;จ&amp;rdquo;
ทีนี้พอแทน &amp;ldquo;ก&amp;rdquo; ด้วย K แล้วเสียง &amp;ldquo;ค&amp;rdquo; จะทำอย่างไร เมื่อคิดไม่ออกก็ต้องบอกอักษร H เพื่อนซี้ผู้เป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทำให้ &amp;ldquo;Kh&amp;rdquo; เท่ากับ &amp;ldquo;ค&amp;rdquo; ในบัดดล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Kh = ค, w = ว, a = า, i = ย รวมกันเป็น &amp;ldquo;ควาย&amp;rdquo; สมดังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าหากย้อนไปยังประเด็นที่ว่าจุดประสงค์คือต้องการเขียนให้ชาวต่างชาติอ่านออกเสียงไม่ผิดเพี้ยน ข้อกำหนดดังกล่าวนี้ตอบโจทย์ได้ถูกต้องหรือไม่ เพราะการใช้ K และ Kh จะไม่ต่างกัน คือออกเสียง &amp;ldquo;ค&amp;rdquo; เหมือนเดิม และส่วนมากฝรั่งจะไม่ออกเสียง K เป็น &amp;ldquo;ก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมได้ยินมาแล้ว Khon Kaen ฝรั่งอ่าน &amp;ldquo;คอนแคน&amp;rdquo;, Kanchanaburi อ่าน &amp;ldquo;คันชะนะบุรี&amp;rdquo;, Krabi อ่าน &amp;ldquo;คราบี&amp;rdquo; และที่คลาสสิกมากคือ &amp;ldquo;บางกอก&amp;rdquo; ที่เขียน Bangkok ฝรั่งออกเสียง &amp;ldquo;แบงค็อก&amp;rdquo; คนไทยไม่น้อยก็ &amp;ldquo;แบงค็อก&amp;rdquo; ตามฝรั่งไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผมรู้สึกใจคอไม่ดีตอนสาวๆ ชาวไทยออกเสียง &amp;ldquo;ไอ เลิฟ แบงค็อก&amp;rdquo; ให้หนุ่มฝรั่งตาน้ำข้าวฟัง กลัวเขาจะแกล้งไม่ได้ยินพยางค์ &amp;ldquo;แบง&amp;rdquo; น่ะสิครับ ยิ่งถ้าบ้านเจ้าหล่อนอยู่เขตบางกอกน้อยหรือบางกอกใหญ่ หวั่นว่าฝรั่งจะได้ยินเป็น &amp;ldquo;สมอลค็อก&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;บิ๊กค็อก&amp;rdquo; แล้วมันจะยุ่งนะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอยกตัวอย่างสนุกๆ อีกสักตัวอย่างครับ หากคุณเป็นสุภาพสตรีชื่อ &amp;ldquo;กิ่ง&amp;rdquo; คุณจะเขียนชื่อด้วยอักษรโรมันว่าอย่างไร เพราะถ้าเทียบตามตารางของราชบัณฑิตยสภา จะต้องเขียนว่า King ที่นี้เพื่อนต่างชาติก็อาจเข้าใจผิดไปหลายประการเลยนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สถานีบางพลู พอใส่ตัว H ชาวต่างชาติอ่าน &amp;ldquo;บางฟลู&amp;rdquo;ถ้าไม่ใส่ก็คงไม่มีใครอ่านว่า &amp;ldquo;บางปลู&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รถไฟฟ้า BTS วิ่งสู่ทิศใต้ต่อไป ผ่านสถานีอารีย์ สนามเป้า อนุสาวรีย์ชัยฯ พญาไท และราชเทวี ที่สถานีราชเทวี ป้ายภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า Ratchathewi
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช่ครับ ผมจะพูดถึงการใช้ Th หน่วยงานการใช้ภาษาของเราให้แทน &amp;ldquo;ต&amp;rdquo; ด้วย &amp;ldquo;T&amp;rdquo; และแทน &amp;ldquo;ท&amp;rdquo; ด้วย &amp;ldquo;Th&amp;rdquo; ก็เพราะเชื่อว่าใส่ h เข้าไปแล้วอะไรๆ มันก็จะเข้มขึ้น จากเสียง &amp;ldquo;ต&amp;rdquo; เป็นเสียง &amp;ldquo;ท&amp;rdquo; ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากเทียบกับการออกเสียงในภาษาอังกฤษแล้วมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ Team อ่านว่า &amp;ldquo;ทีม&amp;rdquo;, Tank อ่านว่า &amp;ldquo;แท็งก์&amp;rdquo;, Tom อ่านว่า &amp;ldquo;ทอม&amp;rdquo;, To อ่านว่า &amp;ldquo;ทู&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน Theme ออกเสียงไปทาง &amp;ldquo;ตีม&amp;rdquo;, Think ออกเสียงไปทาง &amp;ldquo;ติง&amp;rdquo;, Thank ออกเสียงไปทาง &amp;ldquo;แต็ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ Think tank ออกเสียง &amp;ldquo;ติง แท็ง&amp;rdquo; แปลว่าคณะทำงานระดับมันสมอง อะไรทำนองนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเป็นเช่นนี้ จังหวัดนครปฐมที่ถูกกำหนดให้เขียนว่า Nakhon Pathom, จังหวัดปทุมธานี เขียนว่า Pathum Thani, จังหวัดพัทลุง เขียนว่า Phatthalung ชาวต่างชาติจะออกเสียงได้ตรงกว่าไหมหากเขียนว่า Nakorn Patom, Patum Tani และ Pattalung ตามลำดับ นั่นคือให้ P แทนทั้ง &amp;ldquo;ป&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พ&amp;rdquo; และ T แทนทั้ง &amp;ldquo;ต&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ท&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีคล้ายๆ กันนี้ อินเดียทำได้อย่างน่าสนใจด้วยการใช้ Bh แทนเสียง &amp;ldquo;พ&amp;rdquo; และ Dh แทนเสียง &amp;ldquo;ท&amp;rdquo; เช่นเดียวกับในราชสำนักของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่แปลกใจที่โดนัลด์ ทรัมป์ ออกเสียงชื่อประเทศไทย เป็น &amp;ldquo;ไตแลน&amp;rdquo; นอกจากความเป็นทรัมป์แล้ว ก็เพราะทรัมป์เอา Thai ไปเทียบกับคำว่า Thigh (อ่านออกเสียงไปทาง &amp;ldquo;ไต&amp;rdquo; เพราะพยัญชนะต้นคือ Th) ที่แปลว่า &amp;ldquo;ต้นขา&amp;rdquo; และผมก็เคยได้ยินทรัมป์ออกเสียง Taiwan เป็น &amp;ldquo;ไทวาน&amp;rdquo; ซึ่งอันนี้เป็นการออกเสียงเหมือนกับคนส่วนใหญ่ในโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้อาจไม่เป็นปัญหาหากเรายังใช้ชื่อประเทศว่า &amp;ldquo;สยาม&amp;rdquo; (Siam) แต่จอมพล ป.พิบูลสงครามก็ให้เปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;ไทย&amp;rdquo; เขียนด้วยอักษรโรมันว่า Thailand เป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติในโลกที่ใช้คำว่า &amp;ldquo;แลนด์&amp;rdquo; นอกจากอิงแลนด์, ไอร์แลนด์, สกอตแลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, นิวซีแลนด์ และสวาซิแลนด์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประมาณห้าหกปีที่ผ่านมา ไม่แน่ใจว่าเพราะกำลังจะมีทีวีดิจิตอล หรือตอนที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อ &amp;ldquo;กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;rdquo; เมื่อกันยายน 2559 (มีราชบัณฑิตฯ เคยค้านการใช้คำว่า &amp;ldquo;ดิจิทัล&amp;rdquo; ในชื่อกระทรวง แต่ด้วยเหตุผลเรื่องความหมาย ไม่ใช่เหตุผลด้านการออกเสียง) หน่วยงานการใช้ภาษาของเราก็ให้เขียน Digital เป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;ดิจิทัล&amp;rdquo; (ทีอย่างนี้ ท = T) จากที่เราคุ้นชินกันมานานกับคำว่า &amp;ldquo;ดิจิตอล&amp;rdquo; (เพราะท่านกำหนดไว้เองว่า ต = T และ ท = Th)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมัยที่ยังเขียน &amp;ldquo;ดิจิตอล&amp;rdquo; มีคนออกเสียงไป 2 ทาง คือ &amp;ldquo;ดิ-จิ-ต้อน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ดิ-จิ-ต้อว&amp;rdquo; พอกลายร่างเป็น &amp;ldquo;ดิจิทัล&amp;rdquo; ดิจิต้อนและดิจิต้อวยังคงอยู่ บวกเข้ามาใหม่ด้วย &amp;ldquo;ดิ-จิ-ทัน&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ดิ-จิ-ทั่น&amp;rdquo;, ดิ-จิ-ท่อน&amp;rdquo;, ดิ-จิ-เท่า&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ดิ-จิ-โท่ว&amp;rdquo; สำเริงสำราญกันยกใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเห็นของผมคือ ใช้ &amp;ldquo;ดิจิตอล&amp;rdquo; ก็ดีอยู่แล้ว แม้ว่าจะออกเสียงไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะคำบางคำมีเล่ห์เหลี่ยมมากจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโฆษณาที่เกี่ยวกับกระทรวงดิจิทัลฯ มีการออกเสียงว่า &amp;ldquo;ดิจิทั่น&amp;rdquo; จึงทราบว่าเขาตั้งใจให้ออกเสียงอย่างนี้ ทั้งที่ Digital ไม่ได้อ่านออกเสียงในภาษาอังกฤษใกล้เคียงกับ &amp;ldquo;ดิจิทั่น&amp;rdquo; เลยสักนิด เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามกันอยู่บ้างในใจ มันกลายเป็นดิจิทั่นไปได้อย่างไร เป็นคำอ่านออกเสียงเดียวกับคำว่า &amp;ldquo;ท่าน&amp;rdquo; หรือ Sir ในภาษาอังกฤษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมดูรายการ Tech Reports ทางช่อง TNN16 เมื่อค่ำวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดำเนินรายการโดยคุณชล วจนานนท์ มีรายงานชิ้นหนึ่งที่สคริปต์มีคำว่า Digital อยู่หลายสิบครั้ง เธอออกเสียงทั้งดิจิทั่น ดิจิเท่า ดิจิต้อว และดิจิต้อนในรายงานชิ้นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการใช้ T และ Th นี้ (ยกเว้นกรณี &amp;ldquo;ดิจิทัล&amp;rdquo;) รวมถึง K และ Kh อาจไม่ก่อให้เกิดความสับสนมากระดับเดียวกับ P และ Ph เพียงแต่รู้สึกว่าหากเราใส่อักษร H มากเกินไป ทำให้รกรุงรังและกินเนื้อที่โดยไม่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กล่าวถึงไปทั้งหมดไม่ขอวิจารณ์เรื่องการเขียนชื่อเล่น ชื่อจริง และนามสกุลของแต่ละบุคคลนะครับ ให้ถือเป็นรสนิยมส่วนตัว เพียงแต่อยากแซวหน่วยงานผู้กำหนดการใช้ภาษาแบบขำๆ เท่านั้น เพราะพวกท่านคงไม่เปลี่ยนแปลงตามใจของเราง่ายๆ อย่างวัน Halloween ท่านยังคงกำหนดให้ใช้ &amp;ldquo;ฮาโลวีน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงต้อง &amp;ldquo;ฮา&amp;rdquo; กันตอนไป ฮากันวันหยุดนะครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84604</URL_LINK>
                <HASHTAG>เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาะพะงันในคืนวันโควิด-19 (ตอนที่ 2)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ต้นมะพร้าวแนวนอนในตำนาน หนึ่งในจุดถ่ายภาพขึ้นชื่อของเกาะพะงัน บนถนนหินกอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เสียงตึงๆ ตังๆ จากห้องด้านบนปลุกให้ตื่นตั้งแต่ประมาณ 7 โมงเช้า ทราบในเวลาต่อมาว่าห้องด้านบนเป็นห้องใหญ่ของครอบครัวฝรั่ง มีพ่อ แม่ และลูกวัยกำลังซนอีก 3 คน พวกเขาเป็นแขกรายเดือน พักอยู่ตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด ภายในห้องใหญ่นั้นแบ่งเป็นห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง ด้านบนที่พื้นห้องเป็นเพดานห้องของผมน่าจะเป็นห้องนั่งเล่น หรือสำหรับเด็กๆ แล้วก็คือห้องวิ่งเล่น เด็กๆ ตื่นเช้าตามธรรมชาติของพวกเขา ตื่นแล้วเริ่มวิ่งเล่นทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากครอบครัวดังกล่าวแล้ว ที่พักแห่งนี้มีฝรั่งผู้ชายวัยเฉียดๆ 60 ปี เป็นครูสอนโยคะอยู่บนเกาะพะงันพักอยู่ห้องข้างๆ ผม และฝรั่งผู้หญิงวัยไล่เลี่ยกับครูสอนโยคะพักอยู่ในบังกะโลแยกส่วนออกไปจากตัวอาคาร ป้าแกมีวีซ่าพำนักระยะยาวของผู้เกษียณอายุ อยู่มาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้มีแขกพักอยู่รวมกันเพียงแค่สามสี่ห้อง แต่รีสอร์ตแห่งนี้ก็ไม่ได้ปิดชั่วคราวเหมือนอีกหลายแห่ง นอกจากให้บริการห้องพักแล้วร้านอาหารของที่นี่ค่อนข้างมีชื่อ มีลูกค้าจากภายนอกเข้ามากินมื้อค่ำอยู่เป็นประจำ อีกเหตุผลที่ผมประมวลเอาเองก็คือเปิดเพื่อเลี้ยงพนักงานนับสิบชีวิตที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลงไปหาดเจ้าเภา ด้านล่างของร้านอาหารรีสอร์ต มีโต๊ะไม้ไผ่ตั้งเรียงกันตามแนวหาด 4 ตัว โต๊ะแต่ละตัวมีเก้าอี้ไม้ไผ่วางชิดกัน 2 ตัว หันหน้าไปทางทะเลที่อยู่ห่างไปน้อยกว่า 5 เมตร โครงไม้ไผ่ขึงผ้าสีม่วงเป็นหลังคา ดูเป็นการตกแต่งมากกว่ากันแดดกันฝน คลื่นลมเช้านี้เงียบสงบ แสงอาทิตย์ไม่แยงตา เพราะทิศทางขึ้นอยู่อีกฝั่งของเกาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หาดยาว เกาะพะงัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณป้าฝรั่งนั่งดื่มกาแฟอยู่ ดูอารมณ์ดี ยิ้มแย้มเห็นฟันขาวเรียงกัน เรียกให้ผมเข้าไปนั่ง แกใช้มือตบเก้าอี้ตัวที่ว่าง &amp;ldquo;ซิตดาวน์ ซิตดาวน์&amp;rdquo; เราเจอกันแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้ แกถามผมว่า &amp;ldquo;ชื่ออะไรนะ ฉันลืมเสียแล้ว&amp;rdquo; ผมบอกชื่อแกไป ความจริงเรายังไม่ได้แนะนำตัวกันมาก่อน ป้าโชว์สร้อยคอทองคำที่มีแผ่นเล็กๆ บางๆ แกะเป็นชื่อของแก ตัวอักษรเรียงกันว่า Diana ผมดึงเก้าอี้ออกมานิดหนึ่งแล้วนั่งลงสนทนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมอยากได้กาแฟ แต่บริการอาหารเช้าของรีสอร์ตเริ่มในเวลา 8 โมงครึ่ง ป้าไดอานาบอกว่าแกมีเครื่องทำกาแฟในห้องพัก ช่วงหลังมีเวลาว่างเยอะก็ยังยกร่องปลูกผักสลัดไว้กินเอง เสนอว่าถ้าอยากได้กาแฟตอนนี้แกก็จะไปชงให้ ผมขอบคุณและปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้าไดอานาเป็นคนอังกฤษ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐ และมีบ้านอยู่ริมชายหาดแห่งหนึ่งในเม็กซิโก ยามไม่อยู่ก็ให้คนเช่า จึงมีรายได้มาอยู่เมืองไทยได้สบายๆ เวลานี้ยาไทรอยด์และยาฮอร์โมนของแกใกล้จะหมด สั่งซื้อไปที่สหรัฐ บริษัทขนส่งกลับส่งไปที่อิสราเอล จากอิสราเอลถูกโยนต่อไปที่ยุโรปสามสี่ประเทศ ล่าสุดมาถึงเมืองไทยที่ด่านศุลกากรสุวรรณภูมิแล้ว แต่ยังไม่มาถึงป้าไดอานา เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับเอกสาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกว่าในกล่องมีชื่อคนไข้และชื่อหมอกำกับอยู่แล้ว แต่ศุลกากรยังไม่ให้ผ่าน ก่อนหน้านี้เคยใช้บริการบริษัทขนส่งอีกเจ้า ราคา 100 เหรียญฯ ยาถูกส่งถึงเกาะพะงันสะดวกโยธิน แต่คราวนี้ใช้บริการอีกเจ้า ลดราคาลงไป 50 เหรียญฯ ปัญหาก็เกิดขึ้น ผมถามว่าถ้ายาที่มีอยู่หมดลงเสียก่อนอาการของป้าจะเป็นอย่างไร ป้าแกทำท่าทางดึงทึ้งเส้นผมตัวเองแล้วลั่นหัวเราะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสาวเดินมาบอกว่าอาหารเช้าวันนี้พร้อมเร็วกว่าปกติ ผมหิวและอยากดื่มกาแฟ จึงขอปลีกตัวจากป้าไดอานาขึ้นไปยังร้านอาหาร ความจริงหากจะขอให้เสิร์ฟที่โต๊ะริมหาดก็คงไม่เป็นไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่ผมกินมื้อเช้า ป้าไดอานาเดินมาชวนไปเล่นโยคะ เป็นโยคะที่จ่ายเงินตามกำลังศรัทธาบริจาคของผู้เข้าร่วม แกบอกผมว่าโยคะคือเหตุผลที่แกเลือกมาพักที่เกาะพะงัน นี่คือชุมชนคนเล่นโยคะนอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก (คงจะเทียบกับขนาดของพื้นที่) นอกจากนี้แกยังเป็นคนรับประทานอาหารที่เรียกว่า &amp;ldquo;วีแกน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นขั้นกว่าของมังสวิรัติ (เวเจ็ททาเรียน) และย่านศรีธนูของเกาะพะงันก็คือแหล่งรองรับผู้รักสุขภาพ อย่างที่ได้เล่าไปเมื่อตอนที่แล้วว่าเพื่อนของผมจากเนเธอร์แลนด์และเพื่อนของเธอจากออสเตรเลียเป็นมังสวิรัติทั้งคู่ และพวกเธอก็อาศัยอยู่ในย่านนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้าไดอานาให้พนักงานสาวจากเมียนมาช่วยหวีผมและมัดผมให้แกก่อนหิ้วเสื่อไปเล่นโยคะ คล้อยหลังไม่นานผู้จัดการร้านอาหารที่เป็นหนุ่มไทยเดินมาตักเตือนพนักงานสาวว่า งานรับผิดชอบยังทำไม่เสร็จ ทีหลังอย่าเพิ่งไปจัดการเรื่องผมเผ้าให้ป้าไดอานา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนบ่ายผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านไม่ไกลจากรีสอร์ต เจ้าของเป็นคนไทย พนักงานเสิร์ฟเป็นชาวพม่า คนทำอาหารก็เป็นชาวพม่า ราคาอาหารช่วงนี้ลดราคาลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ลงไปทางใต้สู่ย่านท้องศาลาเพื่อดื่มกาแฟกับเพื่อนที่ทำงานอยู่บนเกาะพะงัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้านรวงปิดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ที่เปิดอยู่ก็มีลูกค้าน้อยเต็มที นักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยกว่าฝรั่งด้วยซ้ำ เหลือคนไทยที่ทำงานอยู่บนเกาะและคนท้องถิ่นช่วยกันประคับประคองเศรษฐกิจการค้าขาย ฝรั่งไม่ค่อยพักโรงแรมหรือรีสอร์ต หากแต่เช่าบังกะโลรายเดือนราคาถูกเป็นส่วนใหญ่และมักจะต่อราคาลงมา ด้านอาหารการกินฝรั่งส่วนมากซื้อวัตถุดิบจากร้านโมเดิร์นเทรดไปทำกับข้าวกินเอง บรรดาร้านอาหารจึงโหรงเหรงร้างลูกค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่ายแก่ๆ ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับที่พัก ค่ำวันนี้สองสตรีจากเนเธอร์แลนด์และออสเตรเลีย ได้นัดหมายเลี้ยงอาหารกลับคืนจากที่ผมเลี้ยงทั้งคู่ไปเมื่อคืนวาน จากนั้นทั้งสองศรีจะชวนไปเที่ยวผับดนตรีแนวเร็กเก้-สการ์ ชื่อว่า Rasta Home ที่มีโปรแกรมการแสดงคอนเสิร์ต ผมปฏิเสธคำชวนกินมื้อค่ำ แต่ตอบตกลงเรื่องดนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนเย็นขณะเวลาพระอาทิตย์ยังลอยดวงราว 20 องศาเหนือท้องฟ้าทางทิศตะวันตก ผมเดินไปยังบาร์ริมหาดของรีสอร์ตติดกันที่ได้แวะมาดื่มเบียร์เมื่อวานนี้ บาร์เทนเนอร์หนุ่มถอดเสื้อโชว์ผิวดำคล้ำและกล้ามแกร่งกำลังเป่าลูกโป่งตกแต่งสถานที่ เขาบอกว่าเป็นงานวันเกิดของผู้จัดการรีสอร์ต เธอเป็นสาวลูกครึ่ง พ่อปักษ์ใต้ แม่ฝรั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หาดสลัด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาวฝรั่งคนหนึ่งในชุดบิกินีกำลังคุยโทรศัพท์อยู่บนแคร่ริมหาด เธออยู่เกาะมานานและคงอาบแดดทุกวันจนผิวขาวกลายเป็นสีแทนจนออกคล้ำ ผู้หญิงไทยคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งและแซวหนุ่มบาร์เทนเดอร์ ทำให้ผมทราบความสัมพันธ์ของหนุ่มบาร์เทนเดอร์กับฝรั่งในชุดบิกินี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครู่ต่อมาผู้จัดการรีสอร์ตเดินถือขวดบรรจุเครื่องดื่มสีขาวขุ่นออกเหลืองอ่อนๆ มาวางหลายขวด ผมถามว่า &amp;ldquo;ลิมอนเชลโล?&amp;rdquo; เธอตอบว่า &amp;ldquo;สาโทค่ะ เพื่อนทำให้สำหรับวันเกิด มาดื่มด้วยกันนะคะ&amp;rdquo; เธออาจจะชวนไปตามมารยาท แต่ได้ยินประโยคนี้แล้วผมก็ต้องคิดหาของขวัญมากำนัลเจ้าของคำชวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบียร์หมดไป 1 ขวด ผมเดินจากบาร์เข้าไปยังพื้นที่รีสอร์ต ทะลุออกถนนหลังหาด เข้าร้านสะดวกซื้อ ชี้ไปที่สปาร์กลิงไวน์ขวดที่คิดว่าดีที่สุดในร้าน จ่ายเงินแล้วเดินกลับรีสอร์ตตัวเอง เข้าห้องพัก เปิดตู้เย็นสำหรับแช่สปาร์กลิงไวน์ แล้วออกไปกินมื้อค่ำคนเดียวในร้านอาหารของรีสอร์ต กินเสร็จก็กลับมาหยิบสปาร์กลิงไวน์ เดินไปยังบาร์ริมหาดอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าของวันเกิดรับสปาร์กลิงไวน์ นำไปวางไว้บนเคาน์เตอร์ด้านหลังของบาร์ เธอเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ยี่ห้อที่ผมดื่มเป็นประจำมาให้ ผมนึกว่าเธอจะเอาสปาร์กลิงไวน์เข้าแช่ในตู้เย็น แต่ก็เปล่า เวลาต่อมามีผู้ใหญ่คนหนึ่งนำไวน์โรเซ (ไม่แช่เย็น) มาให้เธออีกขวด เธอก็วางไว้นอกตู้เย็นเช่นกัน ผมไม่เคยถามว่าเธอเป็นลูกครึ่งไทยกับอีกชาติใด แต่มั่นใจได้ว่าไม่ใช่ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปนอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นเธอจะต้องรักษาความเย็นของไวน์ที่ไม่ใช่ไวน์แดงไว้ในตู้เย็นก่อนจะเปิดดื่ม แต่ก็เป็นไปได้ เธอไม่คิดจะเปิดดื่มในคืนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่ได้ดื่มสาโทเข้าไปเลย เพราะไม่อยากเสี่ยงกับอนาคตของค่ำคืน ผู้จัดการรีสอร์ตชวนให้กินกับแกล้มที่วางอยู่บนโต๊ะกลางหลายอย่าง ผมไม่ได้แตะเช่นกัน มีแขกวันเกิดของเธอทั้งไทยและฝรั่งทยอยมาเรื่อยๆ คงจะมีครอบครัวฝ่ายคุณพ่อของเธอด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหนุ่มลูกครึ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์อีกคน เขาชวนผมคุย เพราะเห็นว่าเป็นคนแปลกหน้าและไม่ใช่ชาวต่างชาติ เขาก็เป็นผลิตผลพ่อไทยแม่ฝรั่ง พ่อเป็นคนพะงันดั้งเดิม แม่เป็นชาวเยอรมัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยที่เป็นคู่รักของฝรั่ง ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้หญิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่ภาคใต้ ผมมั่นใจว่าหนุ่มใต้พิชิตใจสาวฝรั่งได้มากกว่าบุรุษจากภาคใดๆ ด้วยรูปกายผิวดำคล้ำ กล้ามใหญ่ รอยสักทั่วกาย ไว้ผมเดดล็อก และจะให้ดีต้องควงกระบองไฟเก่งพ่วงท้ายความสามารถพิเศษอีกข้อ อย่างไรก็ตาม สำคัญสุดคือความกล้า เรื่องนี้หนุ่มใต้ไม่เป็นสองรองภาคใดเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาวฝรั่งคนที่คุยโทรศัพท์อยู่ก่อนหน้านี้เข้ามานั่งหน้าบาร์บนเก้าอี้ติดกับผม บาร์เทนเดอร์หนุ่มผิวคล้ำผสมเครื่องดื่มให้เธอดื่ม หากับแกล้มมาให้เธอกิน และเดินมาพูดคุยหยอกล้ออยู่ไม่ห่าง แต่ไม่ถึงกับคลอเคลีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอคนนี้เป็นชาวฝรั่งเศส กำลังจะเดินทางกลับปารีสในอีกวันสองวัน เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ตกค้างอยู่ในเมืองไทย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 26 กันยายนนี้ เป็นวันสุดท้ายที่อนุโลมให้พำนักอยู่ได้โดยถูกตามกฎหมาย ไม่ติดแบล็กลิสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ยังไม่อยากกลับ พวกเขาหาหนทางต่างๆ เพื่อให้ได้อยู่ต่อ โดยตัวเลือกที่น่าจะพอช่วยได้มีอยู่ 2 เงื่อนไข คือไม่มีไฟลต์บินกลับและประเทศของตนกำลังประสบการระบาดอย่างหนัก ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ และอีกจำนวนหนึ่งกำลังหาทางลงเรียนคอร์สต่างๆ โดยเฉพาะภาษาไทย ผมทราบจากเพื่อนคนหนึ่งว่าบนเกาะพะงันมีโรงเรียนสอนภาษา 3 แห่ง รับจนเต็มพิกัดทั้งหมดแล้ว และมีแห่งหนึ่งที่ถูกจับ เพราะรับมาจำนวนมากมายเกินกำลังการสอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมดื่มเบียร์อีกขวดและจินโทนิกอีกแก้ว เดินไปอวยพรวันเกิดผู้จัดการสาว เธอชวนให้มาเที่ยวที่บาร์ในวันหลัง ผมก็ตั้งใจอย่างนั้น แต่พลาดโอกาสในช่วงสองสามวันที่เหลือจนไม่ได้กลับมาอีกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หาดยาว เกาะพะงัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สองสาวฝรั่งเพื่อนของผมขี่มอเตอร์ไซค์มารับที่หน้ารีสอร์ต พวกเธอไม่ยอมให้ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเอง ผมขึ้นซ้อนท้ายเมลานีเพื่อนชาวดัตช์ไปยัง Rasta Home อยู่ห่างจากที่พักประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงสถานเรกเก้-สการ์ในเวลา 3 ทุ่มครึ่ง ร้านสร้างด้วยไม้เกือบทั้งหมด คนแน่นอย่างเหลือเชื่อเหมือนไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติในช่วงโควิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะฝรั่งตกค้างโควิดอยู่บนเกาะคงจะเป็นหลักพันคน และการจัดปาร์ตี้แต่ละแห่งจะไม่จัดวันเดียวกันเพื่อให้ร้านใหญ่ๆ อยู่ได้ไม่ขาดทุน ตัวอย่างเช่น วันพฤหัสบดีจัดที่ Seaboard Bungalows ริมหาดยาว วันศุกร์จัดที่ Rasta Home ไม่ไกลกัน วันเสาร์ย้ายไปจัดที่ Hollystone ริมบึงบนภูเขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สองสาวนอกจากเป็นมังสวิรัติแล้วก็ยังไม่ดื่มแอลกอฮอล์อีกต่างหาก พวกเธอซื้อโซดาและโทนิกและอาจจะมีน้ำเปล่าอีกคนละขวดก็อยู่ได้ทั้งคืน ผมไม่อนุญาตให้พวกเธอเลี้ยง เพราะจะได้กำไรจากเมื่อคืนอื้อซ่าแน่นอน อีกอย่างผมรู้ดีว่าเครื่องดื่มในร้านมี 2 ราคา คือราคาฝรั่งและราคาคนไทย บางทีมี 3 ราคา คือเพิ่มราคาคนใต้เข้าไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมลานีและเทรซีเพื่อนของเธอได้โต๊ะนั่ง ผมแวะเวียนไปมาระหว่างโต๊ะของพวกเธอกับเพื่อนคนไทยที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน เขาเป็นคนคุมระดับเสียงดนตรี ซึ่งทั้งเครื่องขยายเสียงและเครื่องดนตรีทุกชิ้น ยกเว้นกลอง เป็นของเขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเริ่มมั่นใจอีกอย่างว่าเมลานีและเทรซีน่าจะชอบพอกันในทางชู้สาว ทั้งคู่เกาะกุมมือกันผิดปกติวิสัยฝรั่งตะวันตกที่เป็นเพื่อนกัน ความจริงแล้วเมลานีเป็นคนสวยมาก แต่แปลกใจที่ผมไม่เคยหลงเสน่ห์ของเธอ อาจเพราะเธอตัวสูงมากกว่า 180 เซนติเมตร และผอมไปหน่อยจากการกินมังสวิรัติมาอย่างยาวนานก็เป็นได้ หรือไม่ก็เพราะเซนส์บางอย่างที่ว่าเธอไม่ชอบผู้ชาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้านปิดแล้วเรายังอ้อยอิ่งกันต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะออกจากร้านประมาณตี 1 ครึ่ง เมลานีให้ผมซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเธอ แต่ขี่ไปได้ไม่กี่ร้อยเมตรเธอออกอาการบังคับแฮนด์ไม่ค่อยมั่นคง จึงจอดแล้วโบกมอเตอร์ไซค์ฝรั่งอีกคันที่วิ่งตามมา เธอขอให้ผมซ้อนท้ายไปด้วย หนุ่มคนนั้นก็ยินดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าตรู่วันต่อมาผมถูกบังคับให้ตื่นด้วยเสียงวิ่งเล่นของเด็กๆ จากชั้นบนเหมือนเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77961</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกาะพะงัน, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สเปนกับการใช้แรงงานทาสและการทำลายล้างอารยธรรมโบราณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ความโหดร้ายในอาณานิคมสเปนภาพโดย &amp;ldquo;ทีโอดอร์ เดอ บรี&amp;rdquo;ปี 1598 จากการบอกเล่าของ&amp;ldquo;บาทหลวงบาร์โลโตมี เดอ ลาสกากาส&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีคริสต์ศักราช 1492 &amp;ldquo;คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส&amp;rdquo; โดยการอุปถัมภ์ของสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลที่ 1 แห่งกัสติยา (อภิเษกสมรสกับพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 แห่งอารากอน จุดเริ่มต้นของการรวมชาติสเปน) ล่องเรือหวังจะไปอินเดีย แต่กลับขึ้นฝั่งบนเกาะทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อเดินทางกลับสเปนก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการอาณานิคมในดินแดนโลกใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นมีชาวสเปนสามารถพิชิตทวีปอเมริกาได้อีกอย่างต่อเนื่อง พระราชินีเป็นผู้อนุมัติให้ครอบครองดินแดนและพระราชทานแรงงานชนพื้นเมืองให้ เรียกระบบการให้รางวัลนี้ว่า &amp;ldquo;เอ็นโกเมียนดา&amp;rdquo; (Encomienda) ทั้งนี้ จุดประสงค์ของผู้ครองบัลลังก์คือความมั่งคั่งของสเปนและให้ชนพื้นเมืองเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 1494 สเปนได้ทำสนธิสัญญาตอร์เดซิยัส (Treaty of Tordessillas) กับโปรตุเกสเพื่อแบ่งดินแดนทั้งหมดในโลกนี้นอกทวีปยุโรป กำหนดเส้นสมมติที่อยู่ห่างจากหมู่เกาะเคปเวิร์ด (ในเวลานั้นเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสเรียบร้อยแล้ว) ในมหาสมุทรแอตแลนติก ไปทางทิศตะวันตกระยะ 370 ลีก เส้นนี้ไปตกอยู่ตรงกลางระหว่างเคปเวิร์ดและเกาะฮิสปันโยลา (ปัจจุบันแบ่งเป็นเฮติทางตะวันตก และโดมินิกันทางตะวันออก)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเส้นแวงนี้หากกวาดไปทางทิศตะวันออกจะเป็นอิทธิพลของโปรตุเกส ได้แก่ หมู่เกาะในแอตแลนติกตะวันออก และแอฟริกา สเปนได้สิทธิ์ในทวีปอเมริกาทั้งหมด ทั้งอเมริกาเหนือ แคริบเบียน อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ทว่ามีส่วนที่ยื่นออกมาจากตะวันออกของอเมริกาใต้ไปอยู่ในเขตเส้นแบ่งของโปรตุเกส ทำให้ดินแดนส่วนนี้เป็นของโปรตุเกส นั่นก็คือบราซิล ในเวลาต่อมาชาติมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ ไม่รู้เห็นด้วยกับสนธิสัญญาดังกล่าว จึงเข้าล่าอาณานิคมในโลกใหม่กันอย่างคึกคัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่จักรวรรดิสเปนรุ่งเรืองที่สุดกินพื้นที่ส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือ ครึ่งหนึ่งของอเมริกาใต้ ส่วนใหญ่ในอเมริกากลาง และเวสต์อินดีส รวมแล้วมากกว่าครึ่งของดินแดนโลกใหม่ทั้งหมด มีชาวสเปนย้ายถิ่นฐานจากทวีปยุโรปเข้าไปตั้งรกรากถึงราว 1.8 ล้านคน อีกทั้งยังส่งผลให้สเปนเป็นมหาอำนาจของโลกอยู่นานกว่า 2 ศตวรรษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ตั้งอาณานิคมแห่งแรกขึ้นบนเกาะฮิสปันโยลา ความสนใจในช่วงต้นของโคลัมบัสคือขุมทอง อย่างไรก็ตาม เขามองเห็นลู่ทางการทำเงินจากชนพื้นเมืองในฐานะทาสแรงงาน ปี 1495 เขาเดินทางกลับสเปนอีกครั้งพร้อมกับทาสชาวไทโนจำนวน 500 คนบนเรือ เหล่าทาสตายเสียระหว่างทางราว 200 คน ต่อมาจึงถูกสั่งห้ามการขนทาสชนพื้นเมืองกลับสเปน และมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สมบัติแก่ชาวไทโน เกิดกฎหมายปฏิรูปการใช้แรงงานชนพื้นเมืองขึ้น แต่เป็นที่ทราบกันว่าพวกเข้าไปตั้งอาณานิคมไม่ได้ปฏิบัติตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระบบเอ็นโกเมียนดาเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย &amp;ldquo;รีคอนคิสตา&amp;rdquo; หรือการพิชิตคืนดินแดนคาบสมุทรไอบีเรียจากการครอบครองของแขกมัวร์เกือบตลอดยุคกลาง เมื่อยึดคืนพื้นที่ใดได้ ฝ่ายผู้นำทัพก็จะได้รับรางวัลเป็นแรงงานมัวร์เหล่านั้น เมื่อพิชิตทวีปอเมริกาได้ สเปนก็นำระบบนี้มาใช้อย่างแข็งขัน เช่นเดียวกับที่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 นำระบบเอ็นโกเมียนดาไปใช้ในฟิลิปปินส์ อาณานิคมทางเอเชีย ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผู้ตั้งอาณานิคมชาวสเปนออกล่าชนพื้นเมืองตามเกาะต่างๆ ในทะเลแคริบเบียน อเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และตอนเหนือของอเมริกาใต้ นำกลับไปยังเกาะฮิสปันโยลา และอาณานิคมใกล้เคียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแรงงานชนพื้นเมืองในอาณานิคมสเปนมีใช้ไม่เพียงพอ นอกจากเสียชีวิตลงไปจากการทำงานหนัก การถูกล่า และถูกลงโทษแล้ว โรคร้ายที่ติดตัวชาวสเปนมาจากโลกเก่า อาทิ ฝีดาษ หัด อีสุกอีใส ไข้รากสาดใหญ่ ได้คร่าชีวิตชนพื้นเมืองลงเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขายังไม่มีภูมิคุ้มกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชบัลลังก์คาทอลิกสเปนมอบเงื่อนไขแก่ &amp;ldquo;นิโกลัส โอวานโด&amp;rdquo; ผู้ว่าการฯ คนที่ 3 (หลังโคลัมบัสและฟรานซิสโก เดอ โบบาดิยา) ที่เข้ารับตำแหน่งในปี 1502 ห้ามไม่ให้ชนพื้นเมืองที่เปลี่ยนศาสนาเป็นคาทอลิกแล้วติดต่อสัมผัสกับชาวมุสลิม ชาวยิว และพวกโปรเตสแตนต์ จึงไม่อนุญาตให้ขนส่งทาสแขกมัวร์จากแอฟริกาตอนเหนือไปยังอเมริกา เท่ากับเปิดช่องให้ขนส่งทาสแอฟริกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนต้น โอวานโดไม่ค่อยสนับสนุนการขนส่งทาสแอฟริกันผิวดำ เพราะทาสกลุ่มแรกที่มาถึงได้หลบหนีเข้าป่าขึ้นภูเขาไปตั้งกองกำลังโจมตีชุมชนอาณานิคมสเปนอยู่เนืองๆ เขาเขียนร้องเรียนรัฐบาลสเปนให้ห้ามการขนส่งทาสข้ามแอตแลนติก ให้เหตุผลว่าหากพวกผิวดำมากันมากขึ้นและหนีได้มากขึ้นก็จะไปยุยงให้พวกชนพื้นเมืองลุกฮือก่อจลาจล (ซึ่งในเวลาต่อมาเกิดขึ้นจริงหลายครั้ง) แต่เขาก็ได้เปลี่ยนใจในเวลาต่อมา ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ทาส 17 คนจากพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 พระองค์พระทัยกว้างส่งไปให้ถึง 100 คน หวังจะขุดทองได้มากขึ้น และก็เป็นเช่นนั้น แรงงานผิวดำมีประสิทธิภาพเกินคาด จนโอวานโดสั่งทาสเพิ่มอีก 250 คน เพราะงานในเหมืองทองนั้นมีให้ทำล้นมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 1518 จักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 (หลานของพระเจ้าเฟร์นันโดและสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบล) อนุญาตให้ชาวอาณานิคมสามารถซื้อทาสแอฟริกันผิวดำได้จากพ่อค้าชาวโปรตุกีส ในเวลาต่อมาพระองค์ให้สิทธิ์ที่เรียกว่า Asiento หรือใบอนุญาตการค้าทาส ชาวสเปนจึงหันมาประกอบอาชีพพ่อค้าทาสกันเป็นเรื่องเป็นราวกินเวลาหลายทศวรรษนับจากนั้น ก่อนจะมีพ่อค้าทาสจากชาติยุโรปอื่นๆ มาแย่งส่วนแบ่ง อาทิ ชาวเจนัว เยอรมัน หลังจากนั้นจึงเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส และดัตช์ ขณะที่การเข้าไปล่าอาณานิคมของชาติยุโรปอื่นๆ นั้นเกิดขึ้นทีหลังสเปนและโปรตุเกสร่วมร้อยปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เออร์นาน กอร์เตส ได้รับเกียรติให้อยู่ในธนบัตรฉบับละ 1,000 เปเซตาของสเปน เมื่อปี 1992 ภาพจาก HombreDHojalata - Ownwork, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=14999698)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การล่าอาณานิคมของสเปน ส่งผลให้อารยธรรมยิ่งใหญ่ในอเมริกาใต้และอเมริกากลางต่างต้องล่มสลายลงไป อาทิ อารยธรรมมายาในกัวเตมาลา อารยธรรมอินคาในเปรู และอารยธรรมแอซเท็กในเม็กซิโก นอกจากการเข่นฆ่า ปล้นเอาทรัพย์สมบัติทั้งทองและเงินเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ชนพื้นเมืองที่ไม่ตายก็กลายเป็นแรงงานทาสในระบบเอ็นโกเมียนดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บาร์โตโลมี เดอ ลาส กากาส&amp;rdquo; บาทหลวงในดินแดนอาณานิคมได้บันทึกไว้ว่า การใช้แรงงานทาสและระบบเอ็นโกเมียนดาเป็นสาเหตุการลดลงของประชากรอย่างรวดเร็วในกัวเตมาลา &amp;ldquo;คงจะนำไปเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ...มาจากความโหดร้าย ป่าเถื่อน ฆาตกรรม กวาดล้าง ทำลาย และรูปแบบความอยุติธรรมอื่นๆ...โดยฝีมือของพวกที่เข้าไปยังกัวเตมาลา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากชนพื้นเมืองอื่นที่เป็นศัตรูกันจับกุมกวาดล้างจนชาวมายาค่อยๆ หมดไปจากภูมิภาคนี้ ชาวมายาที่ถูกจับเป็นถูกนำไปขายต่อให้จาไมกา อาณานิคมของอังกฤษ รวมระยะเวลาที่ต่อสู้กับอาณาจักรมายามากกว่า 200 ปี สเปนสามารถขายทาสชาวมายาได้ถึงประมาณ 50,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บาทหลวงบาร์โตโลมี เดอ ลาส กากาส ส่งหนังสือกลับมายังสเปนเล่าถึงความโหดร้ายและความน่าเวทนาเกี่ยวกับการใช้แรงงานทาสในระบบเอ็นโกเมียนเมียนดา และว่าทำให้ชนพื้นเมืองเหล่านั้นต้องการจะเปลี่ยนศาสนาเป็นคาทอลิกเพื่อว่าจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ฉะนั้นจึงควรส่งทาสแอฟริกันผิวดำมาแทนจะดีกว่า มีผลให้จักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 ผ่านกฎหมายที่เรียกกันสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;นิวลอว์&amp;rdquo; ในปี 1542 ใจความสำคัญคือยกเลิกการใช้แรงงานทาสชนพื้นเมือง กฎหมายนี้ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากชาวอาณานิคม โดยเฉพาะในเม็กซิโกและเปรู เพราะพวกนี้ได้ตั้งอาณาจักรเล็กๆ ขึ้นเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดกฎหมายนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้ในหลายพื้นที่ หรือเลี่ยงบาลีไปเป็นการใช้แรงงานทาสในรูปแบบที่ต่างออกไปนิดๆ หน่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักกฎหมายชื่อดัง &amp;ldquo;ราฟาเอล เลมกิน&amp;rdquo; ผู้สร้างคำว่า Genocide (จาก genos และ cide) หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 มองว่าการปฏิบัติของสเปนต่อชาวอเมริกันพื้นเมืองคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รูปแบบหนึ่ง หรืออาจจะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยสมบูรณ์ เขายังได้กล่าวหาชาวอาณานิคมสเปนว่าได้กระทำละเมิดทางเพศต่อสตรีพื้นเมือง นับเป็นพฤติกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางชีววิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวอาราวัก ชนพื้นเมืองบนเกาะฮิสปันโยลา ให้การต้อนรับคริสโตเฟอร์โคลัมบัส เมื่อเขาขึ้นฝั่งปี 1492 ภาพโดย &amp;ldquo;ทีโอดอร์ เดอ บรี&amp;rdquo; ปี 1594จากห้องสมุดรัฐสภา สหรัฐอเมริกา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่นเดียวกับนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย &amp;ldquo;เดวิด สแตนนาร์ด&amp;rdquo; อธิบายว่า ระบบเอ็นโกเมียนดาคือระบบการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ส่งผลให้ชาวพื้นเมืองหลายล้านคนในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เสียชีวิตก่อนเวลาอันควรอย่างทุกข์ทรมาน ด้าน &amp;ldquo;เจสัน ฮิกเคิล&amp;rdquo; นักมานุษยวิทยา ระบุว่า ประชากรจำนวน 1 ใน 3 ของชาวอาราวัก (บนเกาะฮิสปันโยลา) เสียชีวิตลงทุกๆ ระยะเวลา 6 เดือน จากการใช้แรงงานอย่างหนักในเหมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันเดรส รีเซนเดส&amp;rdquo; จากโครงการ Genocide Studies มหาวิทยาลัยเยล ให้ข้อมูลว่า ชาวอาณานิคมสเปนทราบดีเรื่องการระบาดของโรคฝีดาษ แต่ไม่ได้พูดถึงมันเลยจนกระทั่งปี 1519 หรือกว่า 25 ปีหลังการมาถึงเกาะฮิสปันโยลาของโคลัมบัส และยังบอกว่าการใช้แรงงานทาสในเหมืองทองและเหมืองเงินคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนประชากรของอเมริกันพื้นเมืองลดลงอย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ Genocide Studies มหาวิทยาลัยเยล ระบุอีกว่า การลดลงของประชากรของชาวไทโนบนเกาะฮิสปันโยลา ระหว่างปี 1492-1514 คือตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เนื่องจากลดลงจากประมาณ 100,000-1,000,000 คน เหลือเพียงประมาณ 32,000 คน หรือลดลงประมาณ 68-96 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานวิจัย Megadrought and Megadeath in 16th century Mexico นำเสนอว่าโรคที่มากับชาวยุโรป โดยเฉพาะการระบาดอย่างหนักในปี 1545 ได้คร่าชีวิตคนไประหว่าง 5-15 ล้านคน หรือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเม็กซิโกทั้งหมดในเวลานั้น ต่อมาในการระบาดครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1576-1578 ก็ได้ทำให้เสียชีวิตไปอีกราว 2-2.5 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรพื้นเมืองทั้งหมดที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ งานวิจัยล่าสุดระบุว่า การระบาดอย่างหนักดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนรุนแรง นอกจากนี้ก็มาจากสาเหตุสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่และการปฏิบัติอย่างเลวร้ายภายใต้ระบบเอ็นโกเมียนดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะพูดกันถึงความรุนแรงในการใช้แรงงานที่คิดเป็นสัดส่วนต้องยกให้ที่นิการากัว ชนพื้นเมืองระหว่าง 450,000-500,000 คนถูกจับและส่งไปขาย โดยประชากรของนิการากัวมีอยู่ราว 600,000-1,000,000 คนในเวลานั้น และเนื่องจากว่าโรคระบาดจากชาวยุโรปและการใช้แรงงานทาส ทำให้ 99 เปอร์เซ็นต์ของประชากรนิการากัวตะวันตกหมดไปภายใน 60 ปี และทั้งนิการากัวตายไปประมาณ 575,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชนพื้นเมืองอีกแห่งที่ถูกใช้แรงงานอย่างหนักคือ ในเขตอิซัลโกของเอลซัลวาดอร์ โดยเป็นการใช้แรงงานในไร่โกโก้ ชนพื้นเมืองเสียชีวิตจากโรคระบาด การสู้รบ และการใช้แรงงานทาสไปประมาณ 400,000 คน จากทั้งหมดที่มีอยู่ 700,000-800,000 คน ส่วนชาวฮอนดูรัสถูกจับเป็นทาสประมาณ 150,000 คน จากประชากรทั้งหมดไม่ถึง 600,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เปรูเป็นดินแดนเหมืองเงินขนาดใหญ่ แรงงานชนพื้นเมืองเสียชีวิตจากแก๊สธรรมชาติในเหมืองและจากสภาวะการทำงานที่แสนสาหัส ทั้งอากาศบางเบา โรคปอดบวม และพิษจากปรอท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เอดูอาร์โด กาลีเอโน&amp;rdquo; นักเขียนชาวอุรุกวัย กล่าวไว้ในหนังสือ Open Vein of Latin America ของเขา ประมาณตัวเลขผู้เสียชีวิตบนภูเขาเหมืองเงิน &amp;ldquo;เซอร์โร ริโก&amp;rdquo; ในเทือกเขาแอนดีสไว้มากถึง 8 ล้านคน นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางแหล่งข้อมูลอ้างว่า การพิชิตของสเปนทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 1,400,000-2,300,000 คน โดยไม่นับรวมอีกหลายสิบล้านคนที่ตายจากโรคที่นำเข้าไป &amp;ldquo;รูดอล์ฟ รัมเมล&amp;rdquo; ศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ชื่อดังระบุว่า ชนพื้นเมืองตายไปประมาณ 2-15 ล้านคน โดยต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลสเปน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขเหล่านี้อาจคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอยู่บ้าง และมีนักประวัติศาสตร์บางคนโต้แย้ง แต่อย่างน้อยๆ ก็คือชาวพื้นเมืองเสียชีวิตไปราวครึ่งหนึ่งของที่เคยมีอยู่ นอกจากนี้ก็เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าจุดสูงสุดของอัตราการเสียชีวิตเกิดขึ้นในปี 1545 หลังจาก &amp;ldquo;นิวลอว์&amp;rdquo; ออกมาไม่นาน ในช่วงเวลาที่ระบบเอ็นโกเมียนดาถูกยกเลิก สตรีและเด็กๆ ได้รับการอนุญาตให้อพยพย้ายถิ่นได้ สาเหตุการเสียชีวิตที่มากสุดคือโรคระบาด นักวิชาการส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า โรคที่นำมาสู่ความตายหลักๆ คือโรคที่มีต้นกำเนิดมาจากยุโรปอันมีผลต่อทารก ได้แก่ ฝีดาษ หัด และอีสุกอีใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติ &amp;ldquo;เออร์นาน กอร์เตส&amp;rdquo; เหยียบหัวชนพื้นเมืองเม็กซิโก ในเมืองเมดิยา สเปน ภาพจาก sosvox.org)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การใช้แรงงานทาสของอาณานิคมสเปนค่อยๆ หมดไป เมื่อดินแดนเหล่านี้ต่อสู้แยกตัวประกาศเอกราชจากสเปนในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 บางประเทศที่เกิดสงครามกลางเมืองหลังการได้รับเอกราชเมื่อมีทาสเข้าร่วมรบกับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง พวกเขาก็จะเป็นไท และในบางประเทศรัฐธรรมนูญได้เขียนยกเลิกระบบทาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปอร์โตริโกและคิวบาถือเป็น 2 ชาติอาณานิคมสุดท้ายของสเปนที่เลิกทาสในปี 1873 และ 1886 ตามลำดับ (ต่อมาในสงครามระหว่างสเปน-สหรัฐ ปี 1898 สเปนเป็นฝ่ายปราชัย ยอมเสียทั้ง 2 ประเทศนี้ รวมถึงฟิลิปปินส์ให้กับสหรัฐ ประเทศคิวบาประกาศอิสรภาพจากสหรัฐในปี 1902 ส่วนเปอร์โตริโกยังอยู่กับสหรัฐจนถึงทุกวันนี้)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 1975 &amp;ldquo;นีล ยัง&amp;rdquo; ศิลปินร็อกแอนด์โรลชาวแคนาเดียน บันทึกเพลง &amp;ldquo;Cortez the Killer&amp;rdquo; (นักฆ่าชื่อกอร์เตส) เนื้อเพลงพูดถึงเออร์นาน กอร์เตส ผู้พิชิตและทำลายล้างอารยธรรมแอซเท็กในเม็กซิโกตอนกลางจนสิ้นซาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพลง Cortez the Killer ถูกแบนในสเปน ทว่าหลังการเสียชีวิตลงของนายพลฟรังโก ผู้นำเผด็จการเมื่อปลายปี 1975 ชาวสเปนก็ได้ฟังเพลงนี้ โดยชื่อเพลงถูกตัดเหลือแค่ Cortez
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติของเออร์นาน กอร์เตส ในเมืองเมดิยา บ้านเกิดของเขาในสเปนก็ยังอยู่ดีเรื่อยมา เป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ที่กอร์เตสยืนสูงสง่าห้อยดาบศึก ติดกันปักธงสเปนโดยปลายธงเป็นไม้กางเขน ขณะที่เท้าซ้ายของคอร์เตสเหยียบลงบนศีรษะของชนพื้นเมืองเบื้องล่าง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**********************
อ้างอิง : - en.wikipedia.org/wiki/Slavery_in_colonial_Spanish_America#Ending_of_slavery
- www.thoughtco.com/facts-about-the-spanish-conquistadors-2136511
-https://en.wikipedia.org/wiki/Hern%C3%A1n_Cort%C3%A9s
-http://slaveryandremembrance.org/articles/article/?id=A0146
-https://www.history.com/news/transatlantic-slave-first-ships-details
-http://ldhi.library.cofc.edu/exhibits/show/african_laborers_for_a_new_emp/the_spanish_and_new_world_slav
-https://en.wikipedia.org/wiki/Encomienda
-www.loc.gov/rr/hispanic/1898/slaves.html&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75256</URL_LINK>
                <HASHTAG>เบื้องหน้าที่ปรากฏ, เออร์นาน กอร์เตส, เอ็นโกเมียนดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้อนรอย 100 ปี สหรัฐห้ามขายสุรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆ ที่เมืองไทยมีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อาจจะนานกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์บ้านเรา และราว 2 เดือนครึ่งที่ห้ามนั่งดื่มในร้านอาหาร ส่วนการนั่งดื่มในผับบาร์นั้นยังคงต้องรอต่อไปอย่างน้อยก็อีก 1 หรือ 2 สัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แค่นี้คอน้ำเมาทั้งหลายก็บ่นแล้วบ่นอีก ลามไปถึงว่าประเทศไม่มีประชาธิปไตย ไร้สิทธิเสรีภาพ แค่จะเอาสิ่งของใส่ปากตัวเองแท้ๆ ยังถูกลิดรอนสิทธิ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาเคยริบสิทธิเสรีภาพในการดื่มสุราของประชาชนมาแล้ว และเป็นระยะที่นานกว่าไทย ไม่มากไม่มาย แค่ 14 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงนี้ผมยังไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปไหนได้ด้วยเจ้าโควิด-19 ไม่ยินยอม พึ่งของเก่าหากินไปได้ 2 ตอนก็หมดมุก วันอาทิตย์นี้ขออนุญาตท่านผู้อ่านแปลและเรียบเรียงเรื่องราวการห้ามบริโภคเหล้าในสหรัฐจากเว็บไซต์ history.com และ wikipedia.org แก้ขัดไปก่อนสักตอน หวังว่าท่านคงให้อภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความพยายามผลักดันให้คนในสังคมงดเว้นการดื่มสุรามีมาตั้งแต่เริ่มตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยสาเหตุหลายประการ แต่เสียงที่ส่งออกมาดังที่สุดคงมาจาก &amp;ldquo;เบนจามิน รัช&amp;rdquo; ที่เป็นทั้งหมอและนักการเมือง ได้เขียนบทความเมื่อปี 1784 ทำนองว่าการดื่มเครื่องดองของเมามากเกินไปมีผลร้ายกับทั้งทางร่างกายและสุขภาพจิต พวกขี้เมาถือว่าเป็นคนป่วยชนิดหนึ่ง บทความนี้ส่งผลให้มีกลุ่มสนับสนุนการเลิกดื่มสุราเกิดขึ้นในหลายรัฐ โดยเฉพาะบรรดาสุภาพสตรีที่คุณพ่อบ้านมักเมาแล้วสร้างปัญหาต่างๆ นานา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการก่อตั้งสมาคมอเมริกันละเว้นของเมา (American Temperance Society) ขึ้นในปี 1826 ภายใน 10 ปีมีสมาชิกเข้าร่วมถึง 1.5 ล้านคน แน่นอนว่าเกินครึ่งคือสุภาพสตรี ยังไม่พอฝ่ายต่อต้านสุรายังได้ขบวนการผลักดันของทางฝ่ายศาสนาที่เป็นโปรเตสแตนต์ส่วนใหญ่อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 1838 รัฐแมสซาชูเสตต์สได้ผ่านกฎหมายจำกัดการขายสุรา แม้ว่ากฎหมายนี้จะถูกยกเลิกในอีก 2 ปีต่อมา แต่ถือเป็นใบเบิกทางสำหรับกฎหมายลักษณะใกล้เคียงกันในรัฐอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐเมนที่ผ่านกฎหมายห้ามสุราขั้นเบาใน ค.ศ.1846 ก่อนจะตามมาด้วยขั้นเข้มข้นใน ค.ศ.1851 การห้ามผลิตและขายสุราเรียกกันในสหรัฐว่า Prohibition (ความหมายโดยปกติแปลว่า &amp;ldquo;ห้าม&amp;rdquo;) จากนั้นอีกหลายรัฐก็มีกฎหมายลักษณะนี้ออกตามมา ทว่ามีสิ่งที่ใหญ่หลวงสำหรับชีวิตอเมริกันชนเกิดขึ้นเสียก่อน นั่นคือสงครามกลางเมืองสหรัฐระหว่าง ค.ศ.1861-1865
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสงครามจบ การเคลื่อนไหวให้สุราเป็นของต้องห้ามก็กลับมาทันที มีการตั้งพรรคห้ามจำหน่ายสุราขึ้น (Prohibition Party) ถือเป็นพรรคการเมืองทางเลือกที่ 3 ของสหรัฐที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และถือเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่เป็นอันดับ 3 รองจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน และที่สำคัญคือการถือกำเนิดของสหภาพสตรีคริสเตียนต่อต้านสุรา (Woman&amp;rsquo;s Christian Temperance Union : WCTU) ที่มีบทบาทในการทำให้สังคมตื่นรู้ถึงพิษภัยของสุราในทุกระดับ ปี 1881 แคนซัสกลายเป็นรัฐแรกในการห้ามสุราในธรรมนูญของรัฐ ตามมาด้วยรัฐอื่นๆ ทางภาคใต้ ในบางรัฐที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามแต่กฎหมายในระดับเมืองเขียนห้ามไว้ก็มี เกิดคำศัพท์เรียกพวกไม่ดื่มว่า Dry และที่ดื่มเรียกว่า Wet
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ร้านเหล้าในลักษณะที่เรียกว่า &amp;ldquo;ซาลูน&amp;rdquo; ยังเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดรับกับการเติบโตทางอุตสาหกรรมที่มีกลุ่มผู้ใช้แรงงานไหลบ่าเข้าสู่เมือง เจ้าของซาลูนจำนวนไม่น้อยเป็นเจ้าของเดียวกับโรงกลั่นและโรงเบียร์ ใช้ซาลูนเป็นที่ขายและทำการตลาดไปในตัว ถึงขั้นเสนอโปรโมชั่น &amp;ldquo;ฟรีมื้อเที่ยง&amp;rdquo; แต่มื้อเที่ยงเหล่านี้มักจะเป็นอาหารที่เน้นเกลือเต็มพิกัด ไม่วายลูกค้าต้องสั่งเครื่องดื่มแก้วแล้วแก้วเล่ามาล้างปากให้หายเค็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุคที่เรียกว่า Progressive Era (1890-1920) กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางด้านสังคมและนักปฏิรูปการเมืองได้มีบทบาทสำคัญมาก เกิดการรวมตัวกันเป็นสหพันธ์ชื่อ Anti-Saloon League เข้ามาเคลื่อนไหวแทนที่พรรค Prohibition Party และกลุ่ม WCTU เนื่องจากมีพลังมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อ Anti-Saloon League มีผู้นำชื่อ &amp;ldquo;เวย์น วีเลอร์&amp;rdquo; ผู้มีอดีตอันแสนขมขื่นจากพิษภัยของสุรา ถูกคนเมาทำร้ายบาดเจ็บตั้งแต่เด็ก เขากลายเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็เป็นผู้ร่างกฎหมายห้ามสุรา (National Prohibition Act) ยื่นสู่สภาคองเกรส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเวลานั้นเมืองกำลังขยายตัว คนในชนบทจำนวนมากอพยพเข้าสู่เมือง ว่างๆ ก็มักเข้าไปดื่มในซาลูน ฝ่ายนักการเมืองหัวใสเห็นช่องก็เสนอแนวทางช่วยเหลือ ทั้งการงาน การช่วยเหลือทางกฎหมาย และอาหารการกิน เพื่อแลกกับคะแนนเสียง ซาลูนในสายตาของฝ่ายต่อต้านสุราจึงเป็นฐานแห่งการคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายนักเศรษฐศาสตร์และเจ้าของกิจการก็สนับสนุนการห้ามสุรา เพราะเมื่อแรงงานไม่มีปัญหาสุขภาพจากการดื่มก็ย่อมส่งผลต่อผลิตภาพที่ดีขึ้น มีคำศัพท์ที่ใช้กันในยุคนั้นว่า Blue Monday หมายถึงวันจันทร์ที่มืดมน เนื่องจากแรงงานมักจะมีอาการแฮงก์โอเวอร์ในวันจันทร์เพราะดื่มเสียหนักหน่วงในวันอาทิตย์ ทำให้วันจันทร์กลายเป็นวันที่เกือบสูญเปล่าสำหรับเจ้าของกิจการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่สุดการเสนอแก้รัฐธรรมนูญครั้งที่ 18 ของสหรัฐในเรื่องการห้ามสุราโดยเฉพาะก็เกิดขึ้น (The Eighteenth Amendment) รัฐธรรมนูญผ่านการลงมติจากทั้ง 2 สภาในเดือนธันวาคม 1917 จากนั้น 46 รัฐจากทั้งหมด 48 รัฐได้รับรองให้สัตยาบันในวันที่ 16 มกราคม 1919
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันสภาคองเกรสได้ผ่านพระราชบัญญัติห้ามจำหน่ายสุรา (National Prohibition Act) เรียกกฎหมายนี้ในชื่อ Volstead Act ตามชื่อของ Andrew Volstead สมาชิกสภาคองเกรสและประธานกรรมาธิการกฎหมายผู้นำ พ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณา (เวย์น วีเลอร์ เป็นผู้ร่าง) ทำให้การห้ามสุราเริ่มมีผลในวันที่ 17 มกราคม 1920 หรือ 1 ปีหลังรัฐธรรมนูญได้รับการรับรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว วุฒิสมาชิกคนหนึ่งที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกฎหมายนี้ถึงกับมั่นใจว่า &amp;ldquo;ความเป็นไปได้ที่จะมีการยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 18 มีพอๆ กับความเป็นไปได้ที่นกฮัมมิงเบิร์ดจะบินไปถึงดาวอังคารโดยที่หางของมันผูกอนุสาวรีย์วอชิงตันติดไปด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไม่ทันไรที่กฎหมายห้ามขายเหล้าถูกใช้บังคับซึ่งเป็นการบังคับธรรมชาติของมนุษย์ มันก็ย่อมมีการฝ่าฝืน โดยวิธีการฝ่าฝืนหรือหลบเลี่ยงก็แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และเนื่องจากการห้ามสุรานี้ห้ามเฉพาะการผลิต การจำหน่าย การขนย้าย และการนำเข้า แต่ไม่ได้ห้ามการครอบครองและบริโภค ช่องทางจึงมีมาก นอกจากนี้ยังไม่ได้ห้ามไวน์ผลไม้และไซเดอร์ หากผลิตไม่เกิน 200 แกลลอนต่อปี รวมถึงไม่ได้ห้ามใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนกฎหมายจะมีผล โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 1919 มีการสต๊อกสุราชนิดต่างๆ ไว้ตามบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก แม้แต่ประธานาธิบดี &amp;ldquo;วูดโรว์ วิลสัน&amp;rdquo; ก็ยังย้ายคลังเครื่องดื่มกลับไปบ้านที่วอชิงตันหลังหมดวาระลง ส่วนประธานาธิบดีคนใหม่คือ &amp;ldquo;วอร์เรน จี. ฮาร์ดิง&amp;rdquo; ก็ย้ายคลังของตัวเองเข้ามายังทำเนียบขาวแทน พวกที่ไม่ได้เตรียมการไว้ก็อาจใช้วิธีเดินทางไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึงประเทศในทะเลแคริบเบียนแล้วดื่มเสียให้เต็มคราบก่อนกลับบ้าน หรือไม่ก็รอนักค้าของเถื่อนขนเข้ามาในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตร้านเหล้าทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนเป็นร้านอาหารหรือคาเฟ่ยังคงแอบขายเหล้า รู้กันในหมู่นักดื่มว่าร้านใดขายหรือไม่ขาย หรือมีร้านหลบซ่อนขายเหล้าอยู่ตรงไหน เรียกร้านพวกนี้ว่า Speakeasy คงหมายถึง &amp;ldquo;พูดแค่นี้ก็รู้เรื่อง&amp;rdquo; นอกจากนี้ยังแปลงโฉมเป็นสถานที่ที่เรียกว่า Blind Pig และ Blind Tiger หรือหมูตาบอด เสือตาบอด นั่นคือเขียนป้ายให้ลูกค้าเข้าไปดูหมูดูเสืออย่างกับสวนสัตว์ จากนั้นก็ทำการเสิร์ฟเหล้าสบายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำองุ่นไม่ได้ถูกห้าม ฉะนั้นหลายคนก็ทำน้ำองุ่นกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะเมื่อผ่านไปสัก 2 เดือน มันก็จะกลายเป็นไวน์พร้อมแอลกอฮอล์ 12 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการผลิตน้ำองุ่นได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในยุคแห่งการห้ามนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดกรณีที่ทางรัฐรู้ทันว่าจะมีการใช้เอทิลแอลกอฮอล์ในทางอุตสาหกรรมไปใช้ในการผลิตเหล้า จึงมีคำสั่งให้แอลกอฮอล์เหล่านี้กลายเป็นพิษโดยเติมสารต่างๆ ลงไป ดื่มแล้วอาจไม่ถึงตายแต่ก็คางเหลือง ฝ่ายคนรู้ทันก็จ้างนักเคมีมาแก้ไขให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ที่ดื่มได้ ทางรัฐก็สั่งให้ทางโรงงานเติมสารเข้าไปเพิ่ม รวมถึงเอทิลแอลกอฮอล์และน้ำมันเบนซิน ฝ่ายแพทย์ออกมาคัดค้านเพราะทำให้ถึงตายได้ มีตัวเลขที่น่าตกใจระบุว่าคนตายจากการดื่มแอลกอฮอล์เติมสารอันตรายไปราวๆ 1 หมื่นคนตลอดอายุของกฎหมายนี้ โดยอาจไม่ตายในทันที แต่ตายผ่อนส่งจากพิษที่ค่อยๆ รับเข้าไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำเหล้าบริโภคเองในครัวเรือนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เรียกว่า Moonshine หมายถึงแสงจันทร์ มีที่มาจากในอดีตที่การต้มเหล้าต้องไปทำในป่าโดยอาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์เพื่อหลบซ่อนเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ร้านค้าบางร้านขายน้ำองุ่นเข้มข้นโดยเขียนฉลากคำเตือนไว้อย่างละเอียดว่าควรหลีกเลี่ยงขั้นตอนดังต่อไปนี้ ไม่เช่นนั้นน้ำองุ่นของท่านจะกลายเป็นไวน์ไปเสียเปล่าๆ อีกทั้งยังมีร้านขายยาบางแห่งขายไวน์แบบยาน้ำ แอลกอออล์ประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ โดยไวน์นี้เมื่อดื่มเข้าไปจะมีรสชาติของยาเพื่อให้สามารถขายได้ไม่ผิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาชีพที่รุ่งเรืองมากที่สุดในยุคแห่งการห้ามขายเหล้าคงหนีไม่พ้นหมอและเภสัชกร หลังผ่านไป 6 เดือน มีหมอได้รับใบอนุญาตสำหรับเขียนใบสั่งแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการรักษามากกว่า 15,000 คน ด้านเภสัชกรได้ใบอนุญาตสำหรับขายแอลกอฮอล์สำหรับการรักษาราว 57,000 คน ตลอดทศวรรษ 1920s มีหมอเขียนใบสั่งเหล้าออกมาถึง 11 ล้านใบ หัวหน้าหน่วยงาน Prohibition ชื่อ &amp;ldquo;จอห์น เอฟ. คราเมอร์&amp;rdquo; เปิดเผยว่า มีหมอคนหนึ่งออกใบสั่งวิสกี้ให้กับคนไข้ไป 475 ใบในวันเดียว ร้านขายยาบางทีก็ได้รับใบสั่งยาจากทั้งหมอจริงและหมอเก๊ที่เขียนให้กับพวกพ่อค้าเหล้าเถื่อน (Bootlegger)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี ค.ศ.1931 มีหมอถูกจับประมาณ 400 คน เภสัชกร 1,000 คน ในคดีออกใบสั่งยาปลอมและขายเหล้าให้กับพ่อค้าเหล้าในตลาดมืด อย่างไรก็ตามการขายเหล้าผ่านร้านขายยาทำกำไรอย่างงามให้กับ &amp;ldquo;ชาร์ลส์ อาร์. วอลกรีน&amp;rdquo; เจ้าของร้านขายยา Walgreen ซึ่งได้ขยายจาก 20 สาขา เป็น 525 สาขาในยุค 1920s อันเป็นผลมาจากธุรกิจขายเหล้าเพื่อการรักษาโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหลายคนเชื่อว่ากฎหมายนี้คงจะใช้ไม่ได้ผลตั้งแต่ประมาณปี 1925 นักข่าวชื่อดัง &amp;ldquo;เอช.แอล. เมนซ์เคน&amp;rdquo; เขียนไว้ว่า &amp;ldquo;กฎหมายห้ามขายเหล้าใช้การได้ดีกับเป้าหมายที่เป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ยากจน&amp;rdquo; นักประวัติศาสตร์ชื่อ &amp;ldquo;ลิซาเบธ โคห์เอน&amp;rdquo; เขียนว่า &amp;ldquo;ครอบครัวเศรษฐีมีเหล้าเต็มห้องใต้ดินและไม่มีปัญหาอะไร แต่หากคนจนมีเหล้าทำเองสักขวดหนึ่งก็อาจจะซวย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่ยากลำบากไม่น้อยแม้ว่ารัฐบาลกลางได้ตั้งฝ่ายปฏิบัติขึ้นมา 3 หน่วยงานสำหรับจัดการกับขบวนการค้าเหล้าเถื่อน สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างมากก็คือลักษณะภูมิประเทศของอเมริกาที่มีลักษณะแตกต่างหลากหลาย ทั้งหุบเขา ภูเขา ทะเลสาบ บึงที่กว้างขวาง พื้นที่ชายทะเลทั้งแปซิฟิก แอตแลนติก และแคริบเบียน ท่าเรือนับไม่ถ้วน ชายแดนที่ติดกับแคนาดาและเม็กซิโก นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐเกินจะต้านทานการลักลอบขายเหล้าแล้ว ก็ยังมีบางส่วนแอบหันไปรับสินบนจากผู้ทำผิดกฎหมาย เกิดตำนาน &amp;ldquo;อัล คาโปน&amp;rdquo; เจ้าพ่อเหล้าเถื่อนขึ้นในชิคาโกอย่างที่ทราบกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีกรณีของ &amp;ldquo;จอร์จ แคสซิเดย์&amp;rdquo; พ่อค้าเหล้าเถื่อนที่วันหนึ่งในเดือนตุลาคม ปี 1930 ได้ออกมาเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่าเขาแอบขายเหล้ามาเป็นเวลา 10 ปี ลูกค้าของเขาหลายคนเป็นสมาชิกสภาคองเกรสและวุฒิสมาชิก ท่านผู้ทรงเกียรติจาก 2 สภานี้ทั้งหมดเป็นนักดื่มเสียประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาชิกพรรคเดโมแครตในรัฐทางเหนือส่วนมากนิยมดื่ม พวกเขาเชื่อว่าการห้ามขายเหล้าไม่ได้หยุดอาชญากรรม หากแต่ทำให้เกิดอาชญากรรมในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ทำให้กลุ่มมาเฟียที่มีทั้งทุน กำลังคนและอาวุธเติบโต พร้อมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ พรรคเดโมแครตได้เก้าอี้เพิ่มในการเลือกตั้งปี 1932 คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับกฎหมายห้ามขายเหล้า โดยเฉพาะในสังคมเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลาดมืดที่เกิดขึ้นยังได้แข่งขันกับระบบเศรษฐกิจปกติ ยิ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เรียกว่า Great Depression เริ่มส่งผลอย่างหนักในสหรัฐตั้งแต่ปี 1929 รัฐต่างๆ ต้องการรายได้จากภาษีแอลกอฮอล์เพื่อนำมาพยุงเศรษฐกิจ แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ได้หาเสียงยกเลิกกฎหมาย Prohibition เมื่อได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี 1932 ก็ทำตามสัญญา ได้ลงนามแก้ไข Volstead Act ในเดือนมีนาคม 1933 อนุญาตให้ขายเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ (ก่อนหน้านี้กำหนดไว้เพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์) จากนั้นก็นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 21 ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 18 ในวันที่ 5 ธันวาคม 1933 ถือเป็นครั้งแรกในสหรัฐที่มีการแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ารัฐธรรมนูญถูกแก้ไขแล้ว แต่ไม่ได้มีการห้ามไม่ให้รัฐต่างๆ คงกฎเหล็กแบนแอลกอฮอล์ต่อไป มีถึง 18 รัฐที่ยังคงเดินหน้ากฎหมาย Prohibition มิสซูรีเป็นรัฐสุดท้ายที่กว่าจะยกเลิกกฎหมายห้ามขายเหล้าก็ปาเข้าไปปี 1966 สำหรับในเขตพื้นที่สงวนชาวอินเดียนแดงหรือชนพื้นเมืองผู้อยู่มาก่อนทั้งหลายยังคงถูกสั่งห้ามโดยกฎหมาย Federal Law&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอห์น ดี. ร็อกกีเฟลเลอร์ จูเนียร์ ผู้ที่เคยสนับสนุนกฎหมายห้ามขายเหล้า กล่าวไว้ในปี 1932 ว่า &amp;ldquo;เมื่อเริ่มมีการเสนอกฎหมาย ผมหวังว่าสาธารณชนจะอ้าแขนรับและตระหนักได้ถึงพิษภัยของเจ้าปีศาจตนนี้ ทว่าในเวลาต่อมาผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่า เพราะอัตราการดื่มไม่ได้ลดลง บรรดาร้าน Speakeasy เข้ามาแทนที่ซาลูน เกิดกลุ่มมาเฟียติดอาวุธ คนดีๆ ของเราเริ่มเมยเฉยต่อกฎหมายนี้ เมื่อคนไม่เคารพกฎหมาย อาชญากรรมก็เพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นเป็นต้นมาสังคมอเมริกันก็ยังมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการห้ามขายเหล้า Gallup Poll ทำการสำรวจเกือบทุกปีนับแต่ ค.ศ.1939 ระบุว่าอเมริกันชนทั้งประเทศที่อายุมากกว่า 18 ปี ดื่มแอลกอฮอล์เป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ส่วนโพลของ CNN เมื่อปี 2014 เปิดเผยว่ามีชาวอเมริกัน 18 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าการดื่มเหล้าควรเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สังคมอเมริกันยังมีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย และเมื่อเป็นประเทศประชาธิปไตย ก็คงต้องว่ากันไปตามเสียงข้างมาก!!!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69241</URL_LINK>
                <HASHTAG>เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเล่าคราวลากเรือหลวง (1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือหลวงอุดมเดช 323 เมื่อครั้งยังประจำการในกองทัพเรือ (ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังสงกรานต์ปีที่แล้วไม่กี่วัน มีข่าวปฏิบัติการลากจูงทางน้ำครั้งสำคัญ เจษฎาเทคนิคมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ยานพาหนะของคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ได้ขอรับการสนับสนุนเรือหลวงอุดมเดช 323 จากกองทัพเรือที่ปลดประจำการลงเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น กองทัพเรือยินดีมอบให้นำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ริมแม่น้ำนครชัยศรี โดยฝ่ายพิพิธภัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบการลากจูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะเด็กเรือเก่าของคุณเจษฎาตั้งแต่คราวลากเรือดำน้ำโซเวียตยุคสงครามเย็นมาจากทะเลบอลติกเมื่อต้นปี 2550 ก่อนที่เรือดำน้ำจะประสบเหตุร้ายจมลงสู่ก้นทะเลเหนืออย่างน่าเสียดาย ผมขอโอกาสคุณเจษฎาร่วมปฏิบัติการลากเรือให้สำเร็จสักครั้งในชีวิต คุณเจษฎาก็ไม่ขัดข้อง ความจริงแล้วผมไม่ได้ทำหน้าที่ใดๆ ในการลากจูง เพียงแต่ขอขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์หายากเท่านั้น และก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ไปเกะกะกีดขวางการทำงานของทีมลาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรือหลวงอุดมเดชนี้สังกัดอยู่ในชุดเรือหลวงราชฤทธิ์ ประกอบไปด้วย ร.ล.ราชฤทธิ์ หมายเลข 321, ร.ล.วิทยาคม หมายเลข 322 และ ร.ล.อุดมเดช หมายเลข 323 กองทัพเรือได้มีโครงการจัดหาในปี พ.ศ.2519 ใช้งบประมาณจากค่าสัมปทานสำรวจน้ำมันในทะเลบวกกับงบประมาณประจำ มีชื่อโครงการว่า &amp;ldquo;การจัดหาเรือคุ้มครองการสำรวจน้ำมันทางทะเล&amp;rdquo; ต่อโดยบริษัท Cantiere Navale Breda ประเทศอิตาลี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือหลวงอุดมเดชขึ้นระวางประจำการปี พ.ศ.2523 เป็นประเภทเรือยนต์เร็วโจมตีอาวุธนำวิถี ถือเป็นเรือครูของกำลังพลทหารเรือไทยมากมายหลายท่าน สำหรับเรือหลวงวิทยาคมที่อยู่ในชุดเดียวกันเมื่อปลดระวางประจำการแล้วกองทัพเรือก็ได้มอบให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะนี้จัดแสดงประกอบพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลเขาพลายดำเฉลิมพระเกียรติ อำเภอสิชล ส่วนเรือหลวงราชฤทธิ์นั้นยังคงประจำการอยู่ต่อไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์ Thaiseafarer ระบุข้อมูลจำเพาะของเรือหลวงชุดนี้ไว้ว่ามีความยาวตลอดลำเรือ 49.80 เมตร กว้าง 7.50 เมตร กินน้ำลึก 1.7 เมตร ระวางขับน้ำปกติ 270 ตัน เต็มที่ 300 ตัน ความเร็วมัธยัสถ์ 15 นอต สูงสุด 36 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 2,000 ไมล์ ต่อเนื่อง 5 วัน กำลังพลประจำเรือ 46 นาย มีปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62 Compact ขนาด 76 มม. 1 แท่น, ปืนใหญ่กล Breda/Bofors Type 564 ขนาด 40 มม. 1 แท่น, ปืนกล U.S. Ordnance M2HB ขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว 2 แท่น และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น MBDA Exocet MM38 2 แท่น แท่นละ 2 ท่อยิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเวลาหลายปีที่ผมเคยได้ยินข่าวเรือหลวงอุดมเดช 323 ทำหน้าที่พิทักษ์ทะเลไทย เข้าจับกุมเรือประเทศเพื่อนบ้านที่ลักลอบเข้ามาทำการประมงในเขตน่านน้ำของเรา จึงถือเป็นเกียรติยิ่งที่กำลังจะได้เดินทางเที่ยวสุดท้ายมาในเรือหลวงที่มีกิตติศัพท์ไม่ธรรมดาลำนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เข้าสู่ปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรือหลวงอุดมเดชปลดประจำการที่ฐานทัพเรีอสัตหีบแล้วถูกลากมายังอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ทีมงานลากจูงจะนำออกสู่อ่าวไทยแล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ 50 กิโลเมตรเพื่อเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร จากนั้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ สู่พื้นที่จังหวัดนครปฐม ช่วงนี้เรียกว่าแม่น้ำนครชัยศรี มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ที่กำลังจะมีการก่อสร้าง อยู่ในเขตตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี บริเวณตรงข้ามวัดกกตาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลเรื่องระยะเวลาในการลากจูงที่ผมได้รับวันก่อนขึ้นเรือคือเกือบๆ 1 สัปดาห์ ด้วยว่าความยากในการลอดผ่านแต่ละสะพานในแม่น้ำท่าจีนจำนวนทั้งสิ้น 17 สะพานก่อนถึงเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือระดับความสูงของสะพาน ความสูงของเรือ ระดับน้ำขึ้นน้ำลง และฝีมือของทีมลาก ผมก็เลยสวมวิญญาณแสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ &amp;ldquo;เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า&amp;hellip;&amp;rdquo; สำหรับการอยู่ในเรือไปเผื่อๆ 7 วัน คุณเต่า-เลขาฯ คุณเจษฎา น้ำใจงาม เอื้อเฟื้อซิงเกิลมอลต์วิสกี้เก่าเก็บหลายปียี่ห้อ Glenfiddich มาให้ 1 ขวดลิตรสำหรับประทังชีวิตในเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันเดินทางมีการทำพิธีบวงสรวงแม่ย่านางบริเวณหัวเรือ แล้วกราบสักการะภาพถ่ายและภาพเขียนกรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ยของชาวกองทัพเรือ ทีมเรือลากจุดประทัด 2 รอบแล้วออกเดินทางเวลาประมาณ 08.45 น. มีเรือเล็กของกองทัพเรือ 3 ลำช่วยกันดึงและประคองเรือหลวงออกจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนเรือลากจะเข้ามารับช่วงต่อ เคลื่อนผ่านป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ทางด้านขวามือ ไม่นานก็ออกสู่ทะเลอ่าวไทย เลยร่องน้ำแล้วเรือก็หันขวาแล่นขนานชายฝั่ง ทว่าไม่สามารถมองเห็นฝั่งด้วยตาเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือ &amp;ldquo;กลึงบาดาล&amp;rdquo; ของกองทัพเรือ นำเรือหลวงอุดมเดชจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทีมงานลากจูงได้ถอดเอา Bridge หรือห้องควบคุมเรือที่อยู่ส่วนบนของลำเรือรวมถึงเสาเรดาร์ออก นำไปวางไว้ส่วนหน้าของเรือเพราะมีพื้นที่ว่างรวมถึงทางด้านหลังเรือ ใช้เชือกผูกรัดกับลำเรือมาอย่างดี หากไม่ถอดออกก็จะลอดสะพานในแม่น้ำไม่ได้ ตอนแรกมีข่าวว่าจะนำส่วน Bridge นี้แยกจากตัวเรือไปกับรถเทรลเลอร์ หัวหน้าทีมลากชื่อพี่โมทย์ในชุดหมีสีขาว คะเนอายุห้าสิบกว่าๆ อธิบายกับผมว่าขนไปในลำเดียวกันจะช่วยถ่วงน้ำหนักเรือยามลอดสะพานให้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการลากจูงครั้งนี้ผมไม่ได้อยู่ในเรือลากเหมือนเมื่อคราวลากเรือดำน้ำเนื่องจากเรือลากมีขนาดเล็ก มีคนอยู่ในเรือลากแค่ 2 หรือ 3 คนเท่านั้น ทีมงานส่วนใหญ่อยู่ในเรือหลวง โดยพี่โมทย์ใช้วิทยุสั่งการไปยังเรือลากเป็นระยะๆ ช่วงออกทะเลได้ไม่เท่าไหร่ผมอยู่ด้านหน้าฝั่งกราบซ้ายของเรือ พี่โมทย์หยิบลูกมะพร้าวเฉาะแล้วและแช่น้ำแข็งไว้มาให้ผมดื่ม 1 ลูกเพื่อความสดชื่น สักพักทีมงานประสบการณ์สูงของพี่โมทย์ชื่อป๋ายาวหอบเอาผลไม้มาให้ 1 กอบใหญ่ ทั้งสาลี่ แอปเปิล และส้ม ล้วนเป็นของไหว้ในพิธีบวงสรวงเมื่อเช้าทั้งสิ้น ผมกินส้มไป 1 ลูกเป็นมื้อเช้า ไม่กล้ากินมากเพราะกลัวต้องเข้าห้องน้ำ และเวลานี้ยังไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนปวดฉี่จึงได้เดินหา มีห้องที่เขียนว่า Toilet เปิดไปดูไร้แสงมืดมิด มองไม่เห็นอะไร ผมก็ยังอุตส่าห์เปิดสวิตช์ไฟทั้งที่รู้ว่าไม่มีไฟฟ้า มองเพ่งในห้องน้ำอยู่สักพักจนสายตาเอาชนะความมืดได้ ในห้องมีโถส้วมแต่ดูจะใช้การไม่ได้ ไม่มีน้ำ พื้นห้องฝุ่นหนาคล้ายสนิม หรืออะไรบางอย่างออกสีดำๆ เหยียบไปรู้สึกหยุ่นๆ เลยถอยออกมา เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมากับเรือ (เมียของกบ ทีมงานอีกคน) นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ระหว่างส่วนต่อกลางเรือ (ที่เป็นห้องต่างๆ) กับพื้นที่ว่างหลังเรือ ผมถามเธอว่าห้องน้ำใช้ได้ไหม เธอตอบว่าใช้ไม่ได้ ถามใหม่ว่าฉี่ได้ไหม เธอตอบว่าฉี่ได้ ก็เลยฉี่ลงไปทั้งมืดๆ ไม่รู้ว่าลงทะเลหรือไปค้างที่ส่วนไหน ตอนหลังมีคนแนะนำให้ฉี่ลงทะเลโดยตรง ผมปวดฉี่อีกทีตอนที่เรือเข้าแม่น้ำท่าจีนแล้ว แม้แม่น้ำจะไม่น่ากลัวเท่าทะเลแต่ก็เสี่ยงตกอยู่ดี ขออนุญาตข้ามเรื่องฉี่ไปเพราะยังไม่กล้าเล่าแบบลงรายละเอียด รวมถึงกิจธุระส่วนตัวในระดับที่หนักหนาขึ้นไปที่ขอยกยอดไปเล่าในตอนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ฝูงนกนางนวลเข้าใจว่าจะได้ปลาจากเรือหลวง หรือไม่ก็แค่บินตามสนุกๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมเดินสำรวจเรือหลวงไปจนถึงด้านบนที่ถูกถอดออกเหลือเป็นดาดฟ้าแบนราบ มีบันไดขึ้นลงจากส่วนกลางเรือ เวลาเรือโคลงหนักๆ ก็นั่งยองๆ ลง คลื่นสูงไม่น่าเกิน 2 เมตร แต่เพราะเรือวิ่งขวางทางคลื่นที่เข้าออกฝั่ง ทำให้เรือโคลงซ้าย-ขวาน่าประหวั่นพรั่นพรึง ไม่โคลงหน้า-หลังเหมือนกับการวิ่งสวนคลื่นที่รู้สึกหวาดเสียวว่าน้อยกว่า ผมจึงลงไปนั่งบริเวณพื้นหลังเรือที่มีการเอาชิ้นส่วนต่างๆ ของเรือที่ถอดออกแล้วมาวางสุมกันจนมีพื้นที่ร่ม ยาเมาเรือคงออกฤทธิ์เต็มที่ผมมุดคลานเข้าไปเอนหลัง อ้วน-ทีมงานอีกคนหนึ่งเอาเสื่อและหมอนมาให้ จึงปูนอนชมนกนางนวลบินตามท้ายเรือสบายใจ น่าจะหลับลงไปได้ประมาณ 5 นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่โมทย์เข้ามานั่งคุยด้วย แกพูดเรื่องเรือดำน้ำโซเวียตลำนั้นขึ้นมาเหมือนจุดใต้ตำตอ คงเคยทราบเรื่องคุณเจษฎาซื้อเรือดำน้ำ พอทราบว่าผมมากับเรือลากในคราวนั้นแกก็ตะโกนเรียกป๋ายาว บอกว่า &amp;ldquo;มาดูคนลากเรือดำน้ำนี่เร็ว&amp;rdquo; ป๋ายาวเข้ามาร่วมวงเล่าว่านายหน้าเรือลากชาวสวีเดนในเวลานั้นมาให้แกไปเป็นพยานขึ้นศาลเพื่อบอกกับศาลว่าเรือล่าปลาวาฬที่ใช้ลากเรือดำน้ำนั้นคือเรือลาก หรือ Tudgboat ด้วยเกียรติของคนเรือมืออาชีพป๋ายาวไม่ยอมรับข้อเสนอนำความเท็จกล่าวต่อศาล แกย้ำว่า &amp;ldquo;ก็มันไม่ใช่เรือลาก&amp;rdquo; พี่โมทย์ให้ข้อมูลเพิ่มว่านายหน้าคนนี้หนีอะไรบางอย่างมาจากสวีเดน และหากินด้วยวิธีแบบนี้หลายครั้ง และสุดท้ายเขาขายเรือล่าปลาวาฬลำดังกล่าวได้ 3 ล้านบาท มีคนซื้อไปตัดชิ้นส่วนขายต่อที่ทะเลทางภาคใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากบริเวณหลังเรือที่ไม่ร้อนเพราะมีกำบังและโดนลมแล้วก็ไม่มีส่วนไหนของเรือพ้นอิทธิพลแสงแดดเดือนเมษายนไปได้ ภายในตัวเรือโดยเฉพาะในห้องต่างๆ ร้อนเหลือประมาณเพราะเรือสร้างด้วยเหล็ก อุณหภูมิยามบ่ายสะสมความร้อนปาเข้าไปเกิน 50 องศา แค่เดินผ่านก็เหงื่อชุ่ม ตอนขึ้นเรือมาเมื่อเช้านี้ผมวางเป้ไว้บริเวณทางเดินในตัวเรือ เวลาสายๆ มาเจอเป้วางอยู่ในห้องพักผู้บังคับการเรือที่ในเวลานี้คือห้องของพี่โมทย์ มีโต๊ะและโซฟา ตอนเช้าตรู่ที่แดดยังไม่ร้อนคงพอใช้เป็นที่นอนได้ พี่โมทย์แขวนเสื้อผ้าไว้หลายตัว ที่อยู่ในถุงจากร้านซักรีดก็มี เพราะแกอยู่กับเรือเตรียมการเคลื่อนย้ายมาหลายวันแล้ว บนโต๊ะมีโกลด์เลเบิ้ลวางอยู่ด้วย 2 ขวดลิตร ในห้องหนึ่งผมเห็นอุปกรณ์การทำครัวและอาหารแห้งจำนวนหนึ่ง คาดการณ์ได้ว่าหญิงสาวหนึ่งเดียวในเรือน่าจะเป็นแม่ครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือโยงในแม่น้ำรับช่วงต่อจากเรือลากในทะเล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พี่โมทย์ให้ลูกน้องใช้เชือกผูกยางรถยนต์แล้วโยนลงน้ำท้ายเรือเพื่อลดการแกว่งของเรือ แกคำนวณว่าเรือวิ่งด้วยความเร็ว 4.5 นอต (1 นอตเท่ากับ 1.85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เรือจะเข้าร่องน้ำของปากน้ำท่าจีนราวบ่าย 2 โมงซึ่งก็ตรงเวลา เรือลากส่งต่อเชือก 8 เกลียวทำจากไม้สนซีดาร์ญี่ปุ่น (สึกิ) ให้กับเรือโยงที่จะลากในแม่น้ำ ภาพที่เห็นบอกได้ว่าเรื่องการลากจูงต้องสนามใครสนามมัน มีเรือเล็กมาช่วยประคองท้ายเรือหลวงอีก 1 ลำ การลากเรือในแม่น้ำมีความจำเป็นต้องใช้เรือประคองท้ายเพื่อไม่ให้เรือใหญ่ที่ถูกลากชนเข้ากับตอม่อสะพานหรือเรือลำอื่นที่สัญจรไปมา รวมถึงตลิ่งและท่าน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเรือลากในทะเลกลับไปมีคนจากในเรือลำนั้นขึ้นเรือหลวงมาด้วย 1 คน ชื่อตั้ม เวลาบ่าย 3 ครึ่ง เรือเข้าสู่ปากน้ำท่าจีนที่กว้างใหญ่ไม่แพ้ปากน้ำเจ้าพระยา บริเวณที่น้ำเค็มสัมผัสกับน้ำกร่อยเห็นสีของน้ำตัดกันชัดเจน สีของน้ำกร่อยดำคล้ำเหมือนน้ำโคลน แถวปากแม่น้ำมีเรือสินค้าจำนวนมาก รวมถึงเรือปลาที่ออกมารับสัตว์น้ำจากเรือใหญ่ที่จอดลอยลำในน้ำลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ฯ ทรงยืนปกปักคุ้มภัยแก่ชาวเรือ ณ วัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขบวนเรือ 3 ลำของเราเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เป็นเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านวัดศรีสุทธาราม หรือวัดกำพร้าทางด้านขวามือ (มองจากขาขึ้นแม่น้ำ) พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ ทรงยืนเด่นสง่า หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร ข้าราชการและประชาชนร่วมกันจัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2559 เพื่อสำนึกในพระกรุณาของบิดาทหารเรือไทย เป็นพระอนุสาวรีย์เสด็จเตี่ยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สูงถึง 17 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือผ่านวัดโกรกกรากบนฝั่งเดียวกัน ลำน้ำโค้งขวาแล้วโค้งซ้ายเป็นรูปเกือบวงกลม พื้นที่ฝั่งซ้ายมือที่ถูกสายน้ำโอบล้อมไว้คือเขตตำบลท่าฉลอม ฝั่งขวาก็คือตำบลมหาชัย มีคลองมหาชัยดิ่งตรงเข้าไปทางทิศตะวันออกจนเชื่อมกับคลองสนามชัยและยาวไปต่อกับกรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการลอด 3 สะพานแรก ได้แก่ สะพานถนนพระราม 2, สะพานท่าจีน 3 (วัดบางปลา) และสะพานพุทธมณฑลสาคร ระดับน้ำเป็นใจลอดผ่านไปได้ ทว่าเรือประคองท้ายที่ทำการดึงรั้งและส่งหนุนเรือหลวงเกิดเชือกขาดทั้ง 3 ครั้งสร้างความไม่พอใจให้กับพี่โมทย์ที่ขณะนี้เปลี่ยนมาออกคำสั่งทางโทรโข่งหลุดสบถออกมาพอหอมปากหอมคอ แต่เมื่อเรือท้ายรู้จังหวะการรับส่งกับเรือลากแล้วหลังจากนั้นเชือกก็ไม่ขาดอีกเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเรือเคลื่อนลึกเข้าไปในแม่น้ำเรื่อยๆ ขนาดลำน้ำก็ค่อยๆ แคบลง จากชุมชนริมน้ำตั้งกันหนาแน่นก็เริ่มเบาบาง ผักตบชวาในแม่น้ำกลับมากขึ้น สังเกตเห็นว่ามีคฤหาสน์ของเศรษฐีก่อกำแพงล้อมรั้วและมีท่าน้ำมั่นคงสวยงามตั้งอยู่หลายหลังทางฝั่งขวาแทบทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสงแดดอ่อนแรงลงผมก็ได้ทีกลับขึ้นไปเดินเหินชมทิวทัศน์บนดาดฟ้าอย่างเพลิดเพลิน แม่น้ำนิ่งเอื่อย ผิดกับทะเลคนละขั้ว กระทั่งม่านสีดำเริ่มเข้าจับท้องฟ้า งานหนักของคนเรือค่อยๆ ลดน้อยลง พี่โมทย์ตะโกนขึ้นมาว่า &amp;ldquo;เหล้าขวดสีเขียวแตกหกหมดเลย เมียไอ้กบทำแตก เป็นอะไรหรือเปล่า&amp;rdquo; ผมตกใจ รีบเดินลงไปที่หลังเรือ เห็น Glenfiddich วางอยู่บนโต๊ะในสภาพปกติ เคียงอยู่กับ Gold Label&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือข้ามฟากออกจากท่ามหาชัยสู่ท่าฉลอม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้เวลากินเหล้าแล้ว&amp;rdquo; พี่โมทย์เอ่ยขึ้น แล้วยังเสริมว่า &amp;ldquo;มีโซดานะ น้ำแข็งอยู่ในถัง เดี๋ยวมีกับแกล้ม แต่แก้วไม่มี ต้องเอาขวดน้ำมาตัดครึ่ง&amp;rdquo; ป๋ายาวถือรีเจนซี่ขวดแบนมาวางสมทบพร้อมครวญเพลง &amp;ldquo;บ้านพี่เป็นเรือนแพ สาวน้อยเขาไม่แล สาวแก่เขาก็ไม่มอง...&amp;rdquo; ของกาเหว่า เสียงทอง แล้วเดินตรวจตราโน่นนี่ตามส่วนต่างๆ ของเรือต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมหยิบแก้วน้ำพลาสติกใสแบบซีลปิดฝาที่ดื่มน้ำหมดแล้ว ดึงฝาซีลออกใช้เป็นแก้ว พี่โมทย์ดื่มจากแก้วสเตนเลสสีเงิน ตั้มตัดครึ่งขวดพลาสติก อนิจจาวิสกี้ซิงเกิลมอลต์และเบลนด์มอลต์ระดับโกลด์เลเบิ้ลต้องมาเข้าคู่ตุนาหงันกับแก้วระดับยาจก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเรือหลวงมีอยู่ 8 ชีวิต หากไม่นับเมียของกบ ที่เหลือก็เป็นชายฉกรรจ์ล้วนผิวดำกร้านด้วยอาบแดดนานปี เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วผมจึงดูเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสไปเลย แถมไม่รู้เรื่องเรือเรื่องน้ำ แต่มาขออยู่อาศัยท่ามกลางผู้มากประสบการณ์ทั้งหลายในคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกต่างหาก ตัดสินใจรินซิงเกิลมอลต์ใส่แก้ว ไม่ใส่น้ำแข็ง ไม่ใส่น้ำ ไม่ใส่โซดา แล้วยกขึ้นจิบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมรู้ดี การดื่มเพียวๆ ย่อมทำให้ผู้อื่นคิดว่าหมอนี่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อไม่ใส่น้ำแข็งแม้ในวันอากาศร้อนเยี่ยงนี้ ขนาดคนเรือผู้แข็งแรงแกร่งกล้าทั้งหลายยังผสมน้ำแข็งโซดาหรือน้ำเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอ้หนุ่มสำอางจึงกลายมาเป็นผู้น่าเกรงขามในบัดดล และคงจะผ่านค่ำคืนใต้แสงจันทร์นวลไปโดยตลอดรอดฝั่ง (ฮ่า).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67995</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจษฎา เดชสกุลฤทธิ์, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อำลาฮานอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ลุงโฮยังอยู่กับชาวเวียดนาม ข้อความใต้ภาพแปลความหมายได้ว่า &amp;ldquo;สร้างชาติกันใหม่ให้ดีและงดงามกว่าเดิม&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มินิบัสกลับออกจากหมู่บ้านตามก๊ก ในเขตจังหวัดนิญบิ่ญ เวลาประมาณ 5 โมงเย็น เวลานี้สามารถมองพระอาทิตย์ได้ด้วยตาเปล่า เห็นดวงสีชมพูแกมส้มลอยอยู่เหนือแนวภูเขาหินปูนขอบหยักขึ้นลง สูงๆ ต่ำๆ ตัดกับท้องฟ้าสีออกเทาๆ รถออกมาไกลหลายกิโลกว่าภาพของทิวเขาจะหายไปจากทัศนวิสัย รถของเรามุ่งหน้ากรุงฮานอยที่อยู่ห่างไปราว 100 กิโลเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงชาวอินเดียผู้มีความมัธยัสถ์เป็นเลิศซึ่งได้นั่งกินข้าวเที่ยงตรงข้ามกับผม อีกทั้งลงเรือแจวลอดถ้ำลำเดียวกัน ตอนนั่งรถกลับฮานอยแกก็ขอให้ผมนั่งติดกับแก คงเป็นความผูกพันพิเศษทางวิถีชีวิตวัฒนธรรมระหว่างไทยกับอินเดีย และอาจเป็นเพราะผมคุ้นกับคนอินเดียอยู่บ้าง พอรู้แนวทางการพูดคุยซึ่งก็คล้ายๆ กับคนไทย คือ ค่อนข้างเปิดเผยและมองคนอายุน้อยกว่าเสมือนว่าเป็นลูกเป็นหลาน โดยเฉพาะเมื่ออยากจะไหว้วานอะไรบางอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกขอให้ผมแชร์สัญญาณมือถือที่เรียกว่าฮอตสปอตเพื่อแกจะได้ใช้แอปโทรไปหาลูกชายที่กรุงนิวเดลี แต่เครื่องของแกไม่สามารถรับสัญญาณจากเครื่องของผมได้แม้พยายามอยู่หลายครั้ง ลุงอินเดียเป็นอดีตข้าราชการ แกและภรรยาวางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันหลังจากเกษียณ แกเกษียณอายุเมื่อปีที่แล้วแต่ฝ่ายภรรยาไม่รอท่า เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก่อนหน้านั้น 1 ปี บัดนี้จึงต้องเที่ยวคนเดียว ลูกชายคอยทำหน้าที่ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ทางออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การพบปะของนักขับรุ่นเยาว์ในบ่ายวันอาทิตย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงอินเดียจะเดินทางต่อไปนครโฮจิมินห์ในวันรุ่งขึ้นแต่ยังไม่มีตั๋วเครื่องบิน ตอนนี้ทราบราคาจากลูกชายเรียบร้อยแล้ว หากออกคำสั่งไปลูกชายก็จะซื้อให้แล้วส่งตั๋วมาทางอีเมลทันที แกขอให้ผมตรวจสอบราคากรณีเดินไปซื้อจากสำนักงานขายตั๋วของสายการบินหรือเอเยนต์ในกรุงฮานอย ผมทำได้เพียงตรวจสอบราคาออนไลน์ แกบอกว่าถูกกว่าของลูกชาย ผมบอกตำแหน่งของสำนักงานขายตั๋วสองสามแห่งให้เลือก ที่ใกล้กับที่พักของแกมากที่สุดประมาณ 1 กิโลเมตร ผมอธิบายให้แกเข้าใจว่าหากเดินไปซื้อที่สำนักงานมักจะได้ราคาแพงกว่าซื้อออนไลน์ แกว่าไม่ลองก็ไม่รู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มินิบัสแวะจุดจอดร้านขายของที่ระลึกริมทางราวครึ่งชั่วโมงตามสูตร พวกเรามาถึงกรุงฮานอยราว 1 ทุ่ม รถจอดให้ลงตามจุดต่างๆ ที่ใกล้ที่พักของลูกทัวร์แต่ละคน ผมกล่าวลาลุงอินเดียอย่างรีบๆ ลงจากรถพร้อมกับฝรั่งหนุ่มสาวอเมริกัน 2 คู่ เพราะหันไปเห็นร้านไวน์ที่หมายตาไว้พอดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้าน The Liquor Store &amp;ndash; At the Best Prices บนถนน Hang Ga บริเวณหัวมุมที่ตัดกับถนน Hang Vai ในเขตเมืองเก่า ขายวิสกี้และไวน์ราคาถูกกว่าร้านดิวตี้ฟรีในสนามบิน ค่ำวานนี้ได้ซื้อไวน์ชื่อ Vang Dalat จาก Ladora Winery ไป 1 ขวด คำว่า &amp;ldquo;แวง&amp;rdquo; เป็นคำอ่านออกเสียงของ Vin ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่าไวน์ แต่พอเขียนเป็นภาษาเวียดนามก็กลายเป็น Vang ไปเสีย ไวน์ที่ขึ้นชื่อของเวียดนามต้องยกให้ไวน์ที่มาจากพื้นที่สูงตอนกลางของประเทศ โดยเฉพาะจากดาลัต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ผมซื้อไวน์จากดาลัตอีกขวด คุณภาพดีขึ้นมาหน่อยชื่อว่า Chateau Dalat ปี 2015 องุ่นพันธุ์กาแบร์เนต์โซวินญอง จาก Ladora Winery เช่นเดียวกัน ราคาแค่ 300 บาทเท่านั้น ตอนกลับไปดื่มที่เมืองไทยรู้สึกว่ารสชาติสามารถสู้ไวน์นอกราคาไม่เกินขวดละ 1 พันบาทในตลาดบ้านเราได้สบายๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ไวน์สมใจก็เดินกลับที่พัก Mylan Guesthouse อาบน้ำอาบท่าแล้วออกไปเดินเล่นย่านถนนคนเดินสุดสัปดาห์ทางฝั่งทิศเหนือของทะเลสาบหว่านเกี๋ยม คืนนี้เป็นคืนวันเสาร์ บรรยากาศคึกคักกว่าคืนวานเสียอีก บนเวทีมีการแสดงทางวัฒนธรรมและการบรรเลงดนตรีชุดใหญ่ คนดูวีไอพีในอาภรณ์หรูหรานั่งชมอยู่แถวหน้า ไม่ห่างออกไปในวงลีลาศมีนักเต้นเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานหลายสิบคู่ นอกจากนักเต้นวัยกลางคนแล้วก็ยังเห็นรุ่นหนุ่มสาวร่วมวงอยู่ด้วย คาดว่าเข้าคอร์สเรียนมาอย่างดี คนดูมุงกันเป็นวงกลมใหญ่ ผมเองก็ยืนดูอยู่ด้วยความเพลิดเพลินหลายนาทีจนท้องไส้ฟ้องว่าควรกินมื้อค่ำได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บนถนน Gia Ngu ซึ่งเป็นถนนในแนวตะวันออก-ตะวันตกเส้นที่ 3 นับขึ้นไปจากทางทิศเหนือของทะเลสาบหว่านเกี๋ยมมีร้านอาหารชื่อ Vi Saigon เป็นร้านอาหารทะเล เน้นหอยหลากหลายชนิด แต่ผมเข้าไปสั่งกั้งผัดวุ้นเส้นและผัดผักบุ้งกินกับเบียร์ Saigon แบบ Spring Barley เข้ากันดีมาก อาหารอร่อยดีและราคาไม่แพง แต่ผัดผักบุ้งได้กลายเป็นภาระในตอนท้ายๆ เพราะปริมาณมากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใกล้ๆ กันบนถนน Hang Bac ทางทิศเหนือ หลายปีก่อนผมเคยมานั่งดื่มเบียร์เฮย (Bia Hoi) ซึ่งเป็นเบียร์สดแบบฉบับเวียดนามแก้วละประมาณ 10-15 บาทเท่านั้น รสชาติและดีกรีก็ฟ้องอยู่ในราคา ที่ชอบคือบรรยากาศและความเป็นกันเองของหนุ่มสาวชาวเวียดนาม แต่รอบนี้ผมไม่เห็นแถวของร้านเบียเฮย เดินเลยไปย่านถนน Ta Hien พบว่าได้พัฒนาเป็นโซนนิ่งบาร์ทั้งถนน จัดโต๊ะเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆ เต็มหน้าร้านทั้ง 2 ฝั่ง ห้ามรถผ่านเพราะแค่คนเดินก็ยังลำบาก มีกิจการรับฝากมอเตอร์ไซค์ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันอยู่ด้านนอกโซนนิ่ง ผมลองเดินเข้าไปได้ไม่กี่สิบเมตรก็ถอยกลับออกมา คนแน่นเกินไปและวันนี้สิ้นไร้กำลังจะสู้รบตบมือกับความหนุ่มสาวของชาวฮานอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงที่พัก หยิบไวน์ Vang Dalat ขวดขนาด 375 มิลลิลิตรที่ดื่มค้างไว้จากเมื่อคืนออกมาจากตู้เย็นรินใส่แก้วน้ำธรรมดา รสชาติดีขึ้นกว่าเดิมหลังผ่านไป 24 ชั่วโมง ดื่มไปเก็บกระเป๋าไป พรุ่งนี้ต้องเช็กเอาต์และออกจากกรุงฮานอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเรื่องที่ต้องสารภาพกับท่านผู้อ่าน ตามที่ได้โม้ไว้ว่าการทัวร์ประเทศคอมมิวนิสต์อันประกอบไปด้วยลาว จีน และเวียดนามเที่ยวนี้ผมจะไม่นั่งเครื่องบินเลยตั้งแต่ออกจากเมืองไทยจนกระทั่งกลับ แผนการก่อนนี้วางไว้ว่าจะนั่งรถไฟจากฮานอยลงไปเมืองชายทะเลชื่อ &amp;ldquo;วิญ&amp;rdquo; (Vinh) แล้วล่องใต้ต่อไปเมืองดองฮา (Dong Ha) เพื่อสำรวจจุดปลอดทหาร (DMZ) ในสงครามอินโดจีนระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ จากนั้นนั่งรถบัสเข้า สปป.ลาว พักที่สะหวันนะเขต ลงไปลาวใต้ที่ปากเซ แล้วค่อยข้ามน้ำโขงมาจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อกลับกรุงเทพฯ จากที่นั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเดินทางก่อนหน้านี้ได้ใช้เวลานานกว่าที่กำหนดไว้ และมีภารกิจที่เมืองไทยแทรกเข้ามาพอดี คำนวณเวลาแล้วกว่าจะถึงกรุงเทพฯ โดยทางบกผมน่าจะใช้เวลาอีกราวๆ 1 สัปดาห์ แต่ภารกิจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้จะมีขึ้นในอีก 3 วัน เมื่อคืนวานขณะจิบ &amp;ldquo;แวงดาลัต&amp;rdquo; ก็ได้ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ แผนการพังทลายและหน้าแตกอย่างจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันต่อมาผมเช็กเอาต์ตั้งแต่เวลาสายๆ แต่ยังฝากกระเป๋าเอาไว้ ออกไปกินเฝอที่ร้านใกล้ๆ โดยต้องนั่งร่วมโต๊ะกับผู้หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่ง มีจานใส่ปาท่องโก๋อยู่ตรงกลางผมก็หยิบมากิน 1 ชิ้น กินเสร็จแล้วเดินไปให้แม่ค้าคิดเงิน ชี้ไปที่จานปาท่องโก๋แล้วบอกว่า &amp;ldquo;1 ชิ้น&amp;rdquo; แม่ค้าคิด 15,000 ดอง ส่วนเฝอไก่ 20,000 ดอง ผู้หญิงที่ร่วมโต๊ะกับผมแสดงอาการขอบอกขอบใจที่ผมเลี้ยงปาท่องโก๋เธอ ความจริงแล้วเธอเป็นคนสั่งปาท่องโก๋มาและกฎกติกาการกินคือจานใครจานมัน ไม่ใช่กินแล้วไปบอกแม่ค้าว่ากินกี่ชิ้นแบบที่เมืองไทย ผมถึงสงสัยว่าตอนที่หยิบมากินทำไมเธอมองแปลกๆ แม้มาเที่ยวเวียดนามหลายครั้งแล้วแต่ผมก็ยังห่างไกลจากความเข้าใจในอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอาหารการกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เวทีกลางจัตุรัส Dong Kinh Nghia Thuc ยังว่างในเวลากลางวัน เป็นโอกาสให้สาวๆ ประชันความงามในชุดอ๋าวหย่าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และหนึ่งในหลายอย่างของเวียดนามที่ยังไม่เคยลองก็คือกาแฟไข่ดิบ ผมเดินไปยังร้านกาแฟชื่อ Note Coffee อยู่ใกล้ๆ วงเวียนน้ำพุตรงจัตุรัส Dong Kinh Nghia Thuc จุดนี้เป็นจุดที่ถนน Le Thai To (ชื่อของจักรพรรดิผู้ย้ายเมืองหลวงจากฮัวลือมายังทังลองหรือฮานอยในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นถนนริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยมทางทิศตะวันตกมาบรรจบกับถนนชื่อ Dinh Tien Hoang (ชื่อของจักรพรรดิองค์แรกของเวียดนาม) ที่ล้อมทะเลสาบในทางฝั่งตะวันออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานในร้านกาแฟล้วนเป็นวัยรุ่นและพูดภาษาอังกฤษได้ดี ผมสั่งกาแฟไข่ดิบแบบใส่เอสเปรซโซ่ 2 ช็อตเพราะหวังจะให้กาแฟดับคาวไข่แดง จ่ายเงิน 55,000 ดอง หรือประมาณ 75 บาท แล้วขึ้นไปเลือกที่นั่งชั้นบน ถ้าจำไม่ผิดมี 4 ชั้น ผมเลือกได้ที่โต๊ะริมหน้าต่างชั้น 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บนผนังทุกด้าน โต๊ะทุกตัว แม้แต่ขั้นบันไดและราวบันไดเต็มไปด้วยกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ เท่าฝ่ามือเขียนข้อความแปะไว้ กระดาษเก่าใหม่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น เป็นข้อความที่ใครจะฝากถึงใครก็ได้ ในกล่องบนโต๊ะมีกระดาษเปล่าและปากกาวางไว้พร้อม ตอนกาแฟมาเสิร์ฟก็มีโน้ตข้อความจากทางร้านเหน็บติดมาด้วย เป็นข้อความอวยพรขอให้มีวันที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเคยผ่านการกินไข่ดิบในญี่ปุ่นมาแล้วจึงไม่หวาดหวั่นเมื่อต้องกินกับกาแฟร้อน และปรากฏว่ากาแฟไข่ของเวียดนามรสชาติไม่ได้คาวอย่างที่คิด เขาใช้ไข่แดงสดตีจนละเอียด (น่าจะใช้เครื่องปั่น) เทลงไปในกาแฟร้อน สรุปว่าไข่ดิบกินกับกาแฟได้ไม่มีปัญหา อีกทั้งการผสานระหว่างไข่กับกาแฟยิ่งทำให้ร่างกายสดชื่นและให้พลังงานกว่าดื่มกาแฟอย่างเดียว คงให้ความรู้สึกคล้ายๆ คนไทยกินกาแฟกับไข่ลวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ร้าน Note Coffee เต็มไปด้วยกระดาษโน้ตเขียนข้อความ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลูกค้าของร้าน Note Coffee มีเข้ามาไม่ขาดสาย ผมจะนั่งหวงโต๊ะทำเลดีไว้นานๆ ก็เกรงใจ เขียนข้อความลงในกระดาษโน้ตถึงเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วคนหนึ่งว่า &amp;ldquo;หวังว่าข้างบนนั้นคงมีกาแฟดีๆ ให้ดื่มมากมาย&amp;rdquo; แปะไว้ที่ขอบหน้าต่าง แล้วลงบันไดออกจากร้าน ไม่ขอข้ามสะพานไปยังวัดหง็อกเซินกลางทะเลสาบเพราะเคยเข้าไปแล้ว 2 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทะเลสาบหว่านเกี๋ยมยามค่ำคืน สะพานเทฮุกสีแดงทอดข้ามไปยังวัดหง็อกเซิน มีหอคอยเต่าอยู่ห่างไปทางด้านขวาของภาพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นับจากริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยมทางด้านทิศเหนือขึ้นไปกินพื้นที่ 6 ร้อยกว่าไร่ รวมถึงพระราชวังทังลองในอดีต รวมเรียกว่า &amp;ldquo;เขตเมืองเก่า&amp;rdquo; (Old Quarter) สมัยก่อนถนนแต่ละสายจะผลิตและขายสินค้าที่เป็นประเภทเดียวกัน ชื่อถนนมักขึ้นต้นด้วยคำว่า &amp;ldquo;Hang&amp;rdquo; แปลเป็นภาษาไทยคงประมาณ &amp;ldquo;เครื่อง&amp;rdquo; เช่น ถนนเครื่องจักสาน ถนนเครื่องทองแดง เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีบางถนนรักษาเอกลักษณ์ความดั้งเดิมนี้ไว้ได้ ส่วนพื้นที่ด้านล่างของเขตเมืองเก่าเรียกว่า &amp;ldquo;ย่านฝรั่งเศส&amp;rdquo; (French Quarter) อยู่ในเขตหว่านเกี๋ยมเช่นเดียวกัน แต่กินพื้นที่กว้างขวางกว่ามาก โดดเด่นด้วยอาคารหลังใหญ่สไตล์ฝรั่งเศสและถนนกว้างที่เรียกว่า &amp;ldquo;อเวนิว&amp;rdquo; นอกจากนี้ยังมีย่านฝรั่งเศสอีกแห่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่า แต่อยู่คนละเขตกัน ชื่อเขต &amp;ldquo;บาดิง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเดินไปบนถนน Le Thai To ในวันหยุดสุดสัปดาห์รถราไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่งผ่านทั้ง 4 ด้านของถนนเลียบทะเลสาบ เดินลงไปทางทิศใต้จนสุดถนน เลี้ยวไปสำรวจจุดจอดรถ Airport Minibus บริเวณหัวถนน Quang Trung ที่อยู่ไม่ห่างออกไปเพื่อความแน่ใจ เพราะตอนเย็นต้องใช้บริการเดินทางไปสนามบินนานาชาติโหน่ยบาย (Noi Bai) ขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พักผ่อนยามบ่ายที่ริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ธุรกิจห้างร้านในย่านฝรั่งเศสทางทิศใต้ของทะเลสาบหว่านเกี๋ยมนี้ดูดีเป็นระเบียบและออกไปทางหรูหรากว่าฝั่งเขตเมืองเก่า บริเวณถนนที่โอบฝั่งใต้ของทะเลสาบกลายเป็นลานจอดรถจิ๋ว เป็นรถที่ขับได้หลากหลายแบบและมีจำนวนเกินร้อยคัน เข้าใจว่าเป็นบริการให้เช่า เด็กๆ ขึ้นไปขับขี่กันอย่างสนุกสนาน คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับเมืองใหญ่อื่นๆ ที่สามารถมีลานกิจกรรมแบบนี้ไว้ในใจกลางเมืองที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้และสบายตาไปกับวิวทะเลสาบ ใกล้ๆ กันมีห้างสรรพสินค้าชื่อ Trang Tien Plaza เลือกจำหน่ายเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมระดับท็อป ผมจะลองเดินเข้าไปชมบรรยากาศการเดินห้างของไฮโซเวียดนามแต่แค่เห็นคนเฝ้าประตูใส่สูทสวมถุงมือก็ต้องถอยออกมา เพราะหันมามองตัวเองสวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบโทรมๆ เลอะๆ เพราะใส่ทุกวันและไม่ได้ซักมา 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วัฒนธรรมอาหารเกาหลีใต้รุกเวียดนามอย่างหนักต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ &amp;ldquo;ลี ไท โต&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลองสำรวจสถานที่น่าสนใจในแผนที่กูเกิลจากมือถือ ขึ้นสัญลักษณ์ M ซึ่งหมายถึงพิพิธภัณฑ์ ระบุชื่อ Ceramic Road ระหว่างทางเดินไปนั้นเจอเข้ากับเทศกาลอาหารเกาหลีใต้ที่จัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้พอดี มีซุ้มอาหารเกาหลีนับไม่ถ้วน การสาธิตและแข่งขันการทำอาหารเกาหลีออกโทรทัศน์ เวทีกลางจัดไว้ใหญ่โตหน้าอนุสาวรีย์จักรพรรดิลี ไท โต ผมเดินเข้าไปในซุ้ม &amp;ldquo;มักก็อลลี&amp;rdquo; ซึ่งก็คือสาโทแบบฉบับเกาหลี รับมาชิม 1 จอกแล้วติดใจ จะซื้อเป็นขวดราคาขวดละ 100,000 ดองแต่มีเงินสดเหลืออยู่เพียง 97,000 ดอง และไม่สามารถใช้บัตรเดบิตได้เพราะทางร้านไม่ได้เตรียมเครื่องรูดมา จึงเดินต่อไปยัง Ceramic Road สุดท้ายพบว่าเป็นเพียงศิลปะกระเบื้องเคลือบบนกำแพงอยู่อีกฝั่งถนน หาสะพานลอยข้ามไปไม่ได้ก็เดินกลับไปรับกระเป๋าที่เกสต์เฮาส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างทางชมนกชมไม้เพลินไปหน่อย รวมถึงได้แวะร้านอาหารเล็กๆ บรรยากาศดีริมถนนร้านหนึ่ง สั่ง Banh Mi ขนมปังบาแกตยัดไส้เนื้อสัตว์และผักต่างๆ ลักษณะลูกผสมระหว่างแซนด์วิชและแฮมเบอร์เกอร์ กินกับเบียร์ Hanoi เหลือเงินเกิน 40,000 ดองสำหรับค่ารถบัสไปสนามบินไม่กี่ดอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งก่อนจะถึงเกสต์เฮาส์ได้แวะร้านขายเมล็ดกาแฟชื้อ Vie Coffee บนถนน Hang Thiec ถามหญิงสาวในร้านว่าใช้บัตรเดบิตได้หรือไม่ เธอตอบว่าได้ ผมจึงชี้เลือกเมล็ดกาแฟแบบต่างๆ ให้เธอบดบรรจุลงถุงจำนวนหลายถุง แต่พอจะรูดบัตรเธอต้องโทรศัพท์ให้พี่สาวขับมอเตอร์ไซค์มาจากอีกสาขาหนึ่งเพื่อนำเครื่องรูดมาที่สาขานี้ ผมรอด้วยความกระวนกระวายใจเพราะเวลาขึ้นรถของผมคือ 18.00 น. บัดนี้เหลืออีกประมาณ 30 นาทีเท่านั้น จุดขึ้นรถอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ขณะรอพี่สาวของสาวน้อยผมก็ขอวิ่งไปรับกระเป๋าจากเกสต์เฮาส์ก่อน กลับมาที่ร้านรอพี่สาวอีกสักพักกว่าเธอจะมาถึง รูดบัตรแล้วก็บ๊ายบายสองศรีพี่น้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลานี้ 17.43 น. แผนที่กูเกิลคำนวณระยะทาง 1 กิโลเมตร จะเดินถึงในอีก 15 นาที แต่ผมแบกน้ำหนักกระเป๋าประมาณ 20 กิโลกรัมไปด้วย อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น เสี่ยงมากที่จะตกรถเที่ยวนี้แล้วต้องรอเที่ยวถัดไปอีกครึ่งชั่วโมงซึ่งรถจะเริ่มติดหนักจนทำให้ตกเครื่องบิน หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องหาตู้เอทีเอ็มกดเงินเพื่อเรียกแท็กซี่ และลุ้นกันอีกยกว่าจะทันหรือไม่ ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปบนบาทวิถี บางช่วงก็ลงไปบนถนน โชคดีที่แต่ละ 4 แยกสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนผุดขึ้นพอดีทุกครั้งไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใกล้จุดจอดแอร์พอร์ตมินิบัส มีคนโผเข้ามาหาบอกว่าเป็นแอร์พอร์ตบัส ผมรู้ว่าเล่ห์ญวนแน่นอน หมอนี่เป็นคนขับแท็กซี่ เขายังตามตื๊อ พูดว่า &amp;ldquo;ขึ้นได้เหมือนกัน&amp;rdquo; สุดท้ายผมก็เดินไปถึงมินิบัส ซื้อตั๋วที่โต๊ะด้านหลังรถแล้วขึ้นไปนั่งเหงื่อชุ่มโชกทั้งตัว นาฬิการะบุเวลา 17.53 น. เท่ากับว่าผมเดินเร็วกว่ากูเกิลคำนวณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกราว 1 ชั่วโมงครึ่งมินิบัสเดินทางถึงสนามบินโหน่ยบาย ผมก็ต้องกู๊ดบายฮานอยและจบทัวร์ประเทศคอมมิวนิสต์ลงด้วยประการฉะนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67388</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทะเลสาบหว่านเกี๋ยม, ลี ไท โต, วัดหง็อกเซิน, ฮานอย, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทวนน้ำอูสู่เมืองขวา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือโดยสารกำลังเข้าเทียบท่าที่เมืองขวาในเวลา 5 โมงเย็น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเรือโดยสารจากหนองเขียวสู่เมืองขวาที่มีเพียงวันละเที่ยวเดียว ฝรั่งนักท่องเที่ยวและชาวลาวนั่งกันอยู่แล้วเต็มลำ คะเนพิกัดผู้โดยสารคงอยู่ในราวๆ 20 คน ที่นั่งส่วนหน้าเป็นเก้าอี้มีพนักพิง 6 ตัว เว้นทางเดินตรงกลาง ผู้จับจองส่วนมากเป็นชาวลาว ส่วนหลังเป็นแบบรถสองแถว นั่งหันหน้าเข้าหากัน ผู้ครอบครองล้วนเป็นฝรั่ง ทั้ง 2 ส่วนมีหลังคาบังแดด กระเป๋าสัมภาระนักท่องเที่ยววางด้านหลังนอกเก๋งเรือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนขับเรือเดินลงมาจากจุดขายตั๋วบนฝั่งพร้อมฝรั่งอีก 2 คน จัดให้พวกเขานั่งเบียดกันในโซนสองแถว แล้วบอกให้ผมวางกระเป๋าตรงที่ว่างระหว่างเก้าอี้ขับเรือกับกลุ่มผู้โดยสารเก้าอี้พนักพิง มีกระสอบข้าวสารวางอยู่แล้ว 2 กระสอบ ที่นั่งของผมก็คือที่ว่างที่เหลือจากกระสอบข้าวสารและกระเป๋าเดินทางของผมเอง และก่อนจะออกเรือในเวลา 11 โมง ซึ่งเลยเวลาไปแล้วครึ่งชั่วโมง ก็มีหญิงสาวชาวลาวเดินมาลงเรืออีกคน เธอจำต้องแบ่งที่นั่งกับผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจริงแล้วผมต้องขอบคุณเธอผู้นี้ เพราะเป็นคนแจ้งให้คนขับเรือนำฝากระดานหลังคาเรือแบบเลื่อนยกได้จากหลังคาเรือเหนือศีรษะของกลุ่มพวกนั่งเก้าอี้มาปิดเชื่อมระหว่างกลางต่อเข้ากับหลังคาเก้าอี้คนขับ ทำให้ทั้งเรือมีหลังคาคลุมตลอดลำ ผมต้องลุกไปช่วยอีกแรง เพราะเป็นประโยชน์กับตัวเอง หากไม่มีหลังคานี้แล้วส่วนที่เปิดประทุนก็คือที่นั่งของผมและสาวลาวผู้ลงเรือเป็นคนหลังสุด ผมพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งจนสรุปได้ว่าแดดภูเขานั้นร้อนกว่าแดดทะเล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนขับจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยก็ย่างขาขวาลงประจำตำแหน่ง ขาซ้ายถีบขอบโป๊ะเพื่อผลักให้เรือออกจากท่า ดึงขาซ้ายตามมาสมทบกับขาขวาแล้วนั่งลงถือพังงาพวงมาลัยสตาร์ทเครื่อง แล้วเราก็ออกเดินทางทวนกระแสแม่น้ำอู ลอดสะพานคอนกรีต สัญลักษณ์สำคัญแห่งหนองเขียว มุ่งหน้าเมืองขวา หรือเมืองขัวในภาษาลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เกาะกลางน้ำโผล่มาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ระหว่างการเดินทางไปบนแม่น้ำอู)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สองฝั่งแม่น้ำอูเป็นแนวภูเขา เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ ชันมากชันน้อยไล่ไปไม่รู้จบ กระแสน้ำนิ่งสงบเพราะบริษัทจากจีนได้สัมปทานสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าตลอดลำน้ำสายนี้ถึง 7 เขื่อน กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบขั้นบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ช่วงที่ผ่านเกาะกลางน้ำและเกาะใต้น้ำก็จะพบกับคลื่นและน้ำเชี่ยว หากคนขับเรือไม่ชำนาญร่องน้ำก็เสี่ยงอันตรายยิ่ง มีน้ำเข้ามาในตัวเรืออยู่ตลอด ผมถามคนขับว่าจะมีปัญหามั้ย เขาตอบว่า &amp;ldquo;บ่เป็นหยัง&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังออกจากหนองเขียวเราก็มาถึงเมืองงอย บางคนเรียกเมืองงอยเก่า ส่วนหนองเขียวนั้นเรียกว่าเมืองงอยใหม่ ฝรั่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งเกือบหมด เมืองงอยนี้ในฤดูท่องเที่ยวฝรั่งมากันเยอะมาก เพราะมีความเก่าแก่ พัฒนาน้อยกว่าหนองเขียว บ้านเรือนยังสร้างด้วยไม้ วิถีชีวิตชาวบ้านยังไม่เปลี่ยนมากนัก มีกิจกรรมพวกพายเรือ เดินป่า ปีนเขา เข้าถ้ำ และชมวิวงามๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือบริการนักท่องเที่ยวจอดอยู่บริเวณท่าเมืองงอย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้โดยสารลงมาใหม่แค่ 4 คน เหลือชุดเดิมอีก 3 คนที่จะเดินทางไปเมืองขวาด้วยกัน สาวลาวแนะให้ผมไปนั่งบนเก้าอี้ผมก็ทำตาม ยอมรับว่าระหว่างนั่งในช่องสัมภาระหลังคนขับเรือ แม้จะได้ยืดแข้งขาอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเมื่อยไม่น้อย แถมหนีไม่พ้นแดดอยู่หลายช่วง พอได้เก้าอี้ใหม่นั่งสบายไม่นานก็ผล็อยผลับ แต่คงจะไม่กี่นาทีฝรั่งสูงอายุ (ทราบทีหลังมาจากออสเตรเลีย) ลุกจากที่นั่งของตัวเองเดินไปข้างหน้า ขาของเขาโดนแขนของผมเต็มๆ ทำให้ตื่นขึ้นอย่างน่าเสียดาย เพราะการงีบหลับถือเป็นสิ่งมีค่ามาก เขาไม่หันมาขอโทษ เดินออกไปยืนตรงจุดที่ผมนั่งมาก่อนหน้านี้ หลังคาเรือได้เปิดประทุนแล้ว เขาจับกล้องที่ห้อยคอขึ้นมาเล็งวิวกดชัตเตอร์อย่างเมามัน ส่วนตัวผมพยายามเท่าไหร่ก็ไม่หลับอีกเลย ฝรั่งออสเตรเลียนี่ถือว่าได้ทำบาปใหญ่หลวง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรือวิ่งมาจนถึงด้านล่างของตัวเขื่อนตอนเวลาบ่ายโมงนิดๆ คนขับเลี้ยวเข้าจอดริมหาดด้านซ้ายมือ ฝรั่งออสเตรเลียเดินกลับจากจุดถ่ายรูปมาแบกกระเป๋าจากเรือขึ้นฝั่งเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆ รถสองแถวยกสูงมารับพวกเราทั้งเจ็ดและคนขับเรือขับไปบนถนนอ้อมเขื่อนที่กำลังก่อสร้างไปยังแม่น้ำอูด้านเหนือเขื่อน มีเรืออีกลำมารับไม้ต่อ แต่ก่อนอื่นก็ให้พวกเราแวะที่แพร้านอาหาร หลายคนถือโอกาสเข้าห้องน้ำ บางคนสั่งมื้อเที่ยง ผมซื้อมาเพียงน้ำเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือโดยสารกำลังจะเข้าจอดที่ท่าเทียบเรือเมืองงอย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนขับรถสองแถวเรียกให้ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองขวา ซึ่งกำลังอยู่ในแพริมน้ำขึ้นรถเพื่อไปส่งลงเรือลำที่พาเรามาจากหนองเขียว พวกเขาจะได้เดินทางต่อไปยังเมืองงอยและหนองเขียวต่อไป รถสองแถวล้อหมุนออกไปแล้ว ปรากฏว่าคนขับเรือยังกินข้าวไม่เสร็จเรียบร้อย เขาวิ่งตามออกไปจากแพร้านอาหารพร้อมเสียงเรียกตามหลังว่าให้รอด้วย สร้างเสียงหัวเราะจากทั้งคนในรถสองแถว ในร้านอาหาร และในเรือลำที่จะไปเมืองขวา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่นาทีต่อมาเรือของเราก็ได้เวลาออกบ้างเช่นกัน เรือลำนี้ขนาดเล็กกว่าเรือที่มาจากหนองเขียว มีเพียงที่นั่งแบบรถสองแถว ผู้หญิงลาวลงมาเพิ่ม 1 คน และฝรั่งหัวล้านตัวใหญ่อีก 1 คน เขานั่งตรงจุดเปิดประทุน พิงกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารคนอื่นที่วางอยู่หลายใบ หันหน้ามายังด้านหลังเรือ ทราบเลาๆ ว่าเป็นชาวอเมริกัน ช่วงเช้าเขานั่งเรือมาจากเมืองขวา ตอนบ่ายวันเดียวกันนี้ก็นั่งกลับ พูดง่ายๆ ว่านั่งเรือเล่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากอเมริกันตัวใหญ่แล้วในเรือมีฝรั่งอีก 4 คน ได้แก่ หนึ่งคู่รักจากออสเตรเลีย คู่ที่ฝ่ายสามีทำบาปหนาไว้กับผม และอีกคู่เป็นหนุ่ม-สาวจากฝรั่งเศส ที่เหลือเป็นชาวลาว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมแกะห่อข้าวของแม่สมจันแห่งร้าน Mama Alex ในหนองเขียวฝั่งสบฮุนออกมา เพิ่งเห็นตอนนี้ว่าเป็นข้าวเหนียวคลุกด้วยมะพร้าวขูดฝอยและเกลือ ยามหิวเช่นนี้รู้สึกอร่อยดีและกินจนหมด ตามด้วยกล้วยอีกสาม-สี่ลูกจากแม่สมจันเช่นกัน ที่เหลือก็แบ่งให้คู่ฝรั่งเศสหนุ่มสาวซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีคนท้องถิ่น น่าจะเป็นชาวขมุ ขึ้น-ลงหลายจุด เมื่อจะเข้าเทียบฝั่งคนขับเรือต้องใช้ไม้พายช่วย ฝรั่งออสเตรเลียตอนที่ไปยืนถ่ายรูปตรงจุดเปิดประทุนเรือก็มักจะใช้เท้าแหย่ๆ น้ำลงไปด้วย นึกว่าจะช่วย แต่ดูแล้วเป็นภาระมากกว่า ตอนหลังก็กลับมานั่งข้างภรรยา แต่ยังชอบโน้มตัวไปถ่ายรูปอีกฝั่งทำให้เรือเอียงน่าหวาดเสียว ช่วงที่หญิงคนหนึ่งขึ้นมาพร้อมลูกน้อยในห่อผ้าที่คาดไว้กับไหล่ข้างหนึ่ง เขาก็แอบถ่ายรูปเด็กแล้วหันไปมองหน้าภรรยา ทำตาโตเป็นเชิงยอมรับผิด นอกจากนี้แล้วภาพที่ฝรั่งออสเตรเลียผู้นี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือภาพวัว ควาย รวมถึงแพะลงมากินน้ำริมฝั่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และเนื่องจากว่าผู้โดยสารมีน้อย บางคนก็มีน้ำหนักมาก เวลาคนมีน้ำหนักมากนั่งฝั่งเดียวกันก็จะทำให้เรือเอียง ผมต้องโยกไปนั่งฝั่งน้ำหนักน้อย บางทีแดดจากทิศตะวันตกส่องจากทางด้านซ้ายมาเข้าตา ก็มีคนหนีจากฝั่งขวามานั่งฝั่งซ้ายทำให้เรือเอียงไปมา และหาสมดุลน้ำหนักกันใหม่ ทว่าคนขับก็ไม่แยแสหรือว่ากล่าวตักเตือนเอากับใคร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาประมาณ 5 โมงเย็น เรือที่ฝรั่งเรียกว่า Slow Boat หรือ &amp;ldquo;เรือช้า&amp;rdquo; ก็มาถึงเมืองขวาแห่งแขวงพงสาลี เท่ากับใช้เวลาเดินทางรวม 6 ชั่งโมง ฝรั่งเศสคู่รักเดินขึ้นเนินจากท่าเรือมาพร้อมกับผมเพื่อหาที่พัก พวกเขาหลีกเลี่ยงการเข้าไปถามราคากับที่พักที่มีขนาดใหญ่และดูดี เพราะกลัวจะเกินงบเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนแวะถามที่เกสต์เฮาส์ชื่อ Chalernsouk ซึ่งก็คือ &amp;ldquo;เจริญสุข&amp;rdquo; ในภาษาไทย เด็กสาวอายุคงไม่ถึง 15 ปี ทำหน้าที่เป็นรีเซฟชั่น ผมเป็นล่ามให้ระหว่าง 2 ฝ่าย แปลอังกฤษเป็นลาวและลาวเป็นอังกฤษ สุดท้ายคู่รักก็เลือกเกสต์เฮาส์นี้ ราคาห้องพักสำหรับ 2 คน คืนละ 100,000 กีบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเหลือเงินกีบไม่พอจ่ายค่าที่พัก จึงขอเดินหาร้านแลกเงินก่อน เมืองขวาเป็นเมืองขนาดเล็กมาก ย่านใจกลางเมืองอยู่ตรงบริเวณสามแยกเล็กๆ เป็นทางผ่านรถโดยสารระหว่างลาวตอนเหนือกับเมืองเดียนเบียนฟูของเวียดนาม ธนาคารพัฒนาลาว (LDB) ใกล้สามแยกปิดทำการไปแล้ว ถามคนแถวนั้นก็ทราบว่าให้ไปลุ้นที่ร้านคนจีนใกล้ๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วิวระหว่างเส้นทางเมืองงอย-เมืองขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ชายหนุ่มกับหญิงสาวชาวจีนขายของจิปาะ รวมถึงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือถามว่าใช้เงินอะไรแลก พอบอกว่าเงินหยวน พวกเขาก็ดูจะยินดีแม้ว่าไม่มีรอยยิ้มตลอดการสนทนา อัตราแลกเปลี่ยนที่หญิงสาวกดเครื่องคิดเลขให้ดูไม่น้อยไปกว่าร้านทั่วไปในหลวงพระบาง ผมเปิดเป้ใบเล็กหยิบซองเงินหยวนออกมา รู้ได้ทันทีว่าหายไปจำนวนหนึ่ง ธนบัตรล้วนใบละร้อยหยวนเหลือเพียง 7 ใบ เท่ากับหายไป 10 ใบ หลังการแลกครั้งสุดท้ายที่หลวงพระบางในเช้าวันเดินทางมาหนองเขียว จะเปลี่ยนใจใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในกระเป๋าตังค์แลกเจ้าของร้านก็ไม่รับ จึงเจียดเงินจีนแลกเงินลาวไป 200 หยวน ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกีบมากมาย พรุ่งนี้ก็จะไปใช้เงินดองที่เดียนเบียนฟูแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเดินกลับไปที่เจริญสุขเกสต์เฮาส์ เด็กสาวไม่อยู่แล้ว สตรีรุ่นป้าประจำตำแหน่งแทน ซึ่งคงเป็นตำแหน่งที่แท้จริง ห้องสำหรับพักคนเดียวคืนละ 70,000 กีบ หรือประมาณ 220 บาทเท่านั้น ในห้องมีทีวี ตู้เสื้อผ้า พัดลม ห้องน้ำมีเครื่องทำน้ำอุ่น ถือว่าดีเกินคาด ผมดูห้องแล้วก็ตอบตกลงจ่ายเงิน สภาพแย่กว่านี้ก็คงไม่ปฏิเสธอยู่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วก็มาถึงเวลาการนั่งคิดใคร่ครวญเรื่องเงินหยวนที่หายไป ตอนแลกมาจากกรุงเทพฯ นั้นกะไว้ใช้ในเมืองจีนมากกว่า แม้ว่าจะทำบัตรเดบิตแบบพิเศษแลกเงินบาทเป็นเงินหยวนทางแอปพลิเคชันใส่ไว้ในนั้น เมื่อกดเงินจากตู้เอทีเอ็มในจีนออกมาก็จะไม่ถูกหักส่วนต่างใดๆ นั่นคือที่ธนาคารเจ้าของบัตรโฆษณาไว้ แล้วก็คิดไว้ว่าจะนำดอลลาร์สหรัฐมาแลกเงินกีบและเงินดอง เงินดอลลาร์เป็นสกุลใหญ่ไม่กินที่ในกระเป๋าตังค์ก็เลยใส่ไว้ได้ เงินหยวนใส่ซองของร้านรับแลกเงินไว้อย่างเดิมอยู่ในส่วนลึกแต่ไม่ลับของเป้ใบเล็กอีกที เป้ใบนี้อยู่กับตัวผมเกือบตลอดเวลา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่นำเงินหยวนออกมาแลกอยู่เรื่อย เพราะคิดว่าไปถึงเมืองจีนค่อยกดใหม่ ส่วนเงินดอลลาร์เก็บไว้ใช้ยามจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สาธยายมาก็เพื่อย้ำว่าผมรู้ว่าเงินหยวนเหลืออยู่ในซองประมาณเท่าไหร่แม้ไม่ได้นับ และก็เพราะมีอยู่ไม่มากนั่นเอง ห้องพักของผมที่หนองเขียวเป็นแบบบังกะโล ประตูหน้ามีกุญแจล็อก ไม่มีบันไดขึ้น เพราะพื้นทางเข้าเสมอกับตัวห้องพัก การจะเข้าจากประตูหลังต้องปีนเสาบังกะโลขึ้นมาเข้าทางระเบียง เพราะส่วนนี้ตั้งอยู่บนพื้นลาดชันใกล้ตลิ่งแม่น้ำอู แต่ประตูหลังก็ใส่กลอนจากด้านใน ตอนอยู่หนองเขียวเวลาออกไปข้างนอกผมไม่ได้นำเป้ใบเล็กออกไปด้วย แต่ตลอดการพักไม่มีร่องรอยงัดแงะ ผู้ที่ต้องสงสัยย่อมเป็นผู้ที่มีกุญแจสำรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าตรู่ที่ผ่านมาตอนตื่นไปขึ้นภูเขาเพื่อดูวิวจากผาแดงได้แวะสนทนากับผู้หญิงเจ้าของเกสต์เฮาส์ การขึ้นผาแดงต้องใช้เวลาขึ้นลง 2 ชั่วโมงกว่า และส่วนมากจะต้องอยู่ดูวิวบนยอดเขาอีกเกือบๆ ชั่วโมง เท่ากับว่ามีคนทราบแล้วว่าผมจะไม่อยู่ในห้องพักประมาณ 3 ชั่วโมง และมีคนทราบด้วยว่าเมื่อผมลงมาจากผาแดงแล้วจะต้องรีบเร่งเก็บกระเป๋าเพื่อให้ทันขึ้นเรือ คนที่ทราบว่าผมจะขึ้นเรือก็ทราบด้วยว่าผมจะไปเมืองขวาที่อยู่ห่างออกไปครึ่งวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนทั่วไปจะดูซองเงินก่อนออกจากบังกะโลไหม ถ้าดูแล้วจะใส่ใจนับจำนวนเงินไหม อย่างดีเมื่อเห็นใบแดงๆ ในซองก็พอใจแค่นั้น ไม่ดูให้ละเอียดหรอกว่ามันพร่องไปหรือไม่ และคนทั่วไปอย่างผมหากไม่เอาเงินออกมาแลกก็คงไม่ตรวจนับด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนผมเข้าพักเมื่อ 2 วันก่อน ผมเข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้เป็นลูกจ้าง เธอไม่รู้เรื่องการจองผ่านเว็บไซต์ เธอบอกว่าคนที่รู้เรื่องเป็นฝรั่ง ขณะนี้เดินทางไปต่างประเทศ คุยไปคุยมาเธอยืนยันว่าเธอนี่แหละเจ้าของ ฝรั่งเป็นคนทำระบบการจองผ่านเว็บไซต์ แต่ฝรั่งคนนั้นจะเป็นคนรักของเธอ เพื่อนผู้หญิงผู้ร่วมลงทุน หรือใครก็ตาม ผมไม่ได้เจาะลึก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกสต์เฮาส์มีที่พัก 2 แบบ คือแบบบังกะโลที่ผมเลือกพัก มีประมาณห้า-หกหลัง และแบบอาคารปูนชั้นเดียวซอยเป็นห้องๆ อีกจำนวหนึ่ง ในบริเวณที่พักนอกจากเธอที่เป็นชาวลาวแล้วก็มีลูกน้อยของเธออีกคน ที่เหลือเป็นแขกฝรั่ง 2 คู่ ล้วนเป็นฝรั่งเศส คู่หนึ่งเป็นแฟนกัน อีกคู่เป็นสองสาวพี่น้อง ที่รู้เพราะผมเป็นคนเจรจาค่าที่พักให้กับผู้หญิงเจ้าของเกสต์เฮาส์ด้วยตัวเอง พูดอีกทีก็คือผมมักคุ้นกับเธอแล้วในระดับหนึ่ง ซื้อน้ำเปล่าจากเธอ หยอกล้อกับลูกของเธอ ถามโน่นถามนี่กับเธอ แต่ตอนผมคืนกุญแจและกล่าวลา เธอไม่มองหน้า กลับหันไปเสียทางอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าคนรู้ระบบจองห้องพักทางเว็บไซต์ก็ไปต่างประเทศ ลูกน้อยเธอก็ยังเล็กนัก แม่สมจันผู้มีจิตใจเปี่ยมเมตตาบอกผมระหว่างอาหารมื้อหนึ่งว่า ยามนี้แม้จะเข้าฤดูท่องเที่ยวแล้ว แต่หนองเขียวยังมีฝรั่งน้อยมาก ผมมาคิดอีกที หากไม่ใช่มืออาชีพคนขโมยเงินก็ยังมีความปรานีต่อผม เหลือเงินไว้ให้ตั้ง 700 หยวน ผมจึงไม่อยากระบุชื่อที่พักเพื่อทับถมความยากลำบากเพิ่มเติมลงไปในชะตากรรม ใครเดินทางไปเที่ยวหนองเขียวแล้วเกิดต้องพักที่ฝั่งสบฮุนก็ระวังตัวกันหน่อยนะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จนถึงนาทีนี้ผมก็ยังขอยืนยันว่า โดยรวมแล้วคนลาวน่ารักกว่าชาติใดในโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52486</URL_LINK>
                <HASHTAG>เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
