<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>8346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศิริราชปลูกถ่าย3อวัยวะ&#039;หัวใจ-ตับ-ไต&#039;ในผู้ป่วยรายเดียวพร้อมกันรายแรกในเอเชียและเป็น รายที่ 15ของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศิริราชปลูกถ่าย 3 อวัยวะ หัวใจ-ตับ-ไต สำเร็จในผู้ป่วยรายเดี ครั้งแรกในเอเชีย และรายที่ 15 ของโลก&amp;quot;หมอประสิทธิ์&amp;quot;เผย ฟ้าประทาน เพราะมีคนบริจาคอวัยวะ และมีคนสานต่อทำให้ประสบความสำเร็จ&amp;nbsp; วอนช่วยกันบริจาคอวัยวะช่วยชีวิตผู้อื่น พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับสถาบันอื่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น G โรงพยาบาลศิริราช มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;ศิริราชปลูกถ่าย 3อวัยวะ หัวใจ-ตับ-ไต สำเร็จในผู้ป่วยรายเดียว...ครั้งแรกในเอเชีย&amp;rdquo; โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าว ร่วมด้วยรศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช รศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร รองผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายตับและหัวหน้าศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายหัวใจ รศ.นพ.ธวัชชัย ทวีมั่นคงเจริญ ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายไต และ อ.พญ.ศรีสกุล จิรกาญจนากร อายุรแพทย์โรคหัวใจและปลูกถ่ายหัวใจ นายรชานนท์ รุ่งสว่าง ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และนางโสภา รุ่งสว่าง มารดา ร่วมกันแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่าะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ปัจจุบันได้ดำเนินการผ่าตัดปลูกถ่ายไต 1,298 ราย ผ่าตัดปลูกถ่ายตับ 321 ราย และผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ 67 ราย ซึ่งนับเป็นโรงพยาบาลที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะมากที่สุดในประเทศไทย กรณีปลูกถ่าย 3อวัยวะ หัวใจ-ตับ-ไต สำเร็จในผู้ป่วยรายเดียวครั้งแรกในเอเชียนี้เป็นความสำเร็จที่ฟ้าประทานและมีคนสานต่อให้สำเร็จ คือการที่มีผู้มาบริจาคคือฟ้าประทาน แต่หากไม่มีการสานต่อ หากทีมผ่าตัดไม่มีความสามารถ ทีมแพทย์ไม่มีการเตรียมพร้อม หรือไม่มีการเตรียมพร้อมคนไข้ ก็ยากมากในการจะสานต่อให้บรรลุผล &amp;nbsp;ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ 130 ปีที่ผ่านมารพ. ศิริราชมีการพัฒนาการรักษามาตลอด การรักษาใดมีความก้าวหน้าเราต้องก้าวทัน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ก้าวทันแต่ หลายๆเรื่องเราเป็นผู้ก้าวนำ และในครั้งนี้ก็เป็นความสำเร็จครั้งแรกในเอเชีย ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีผู้สานต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ศิริราชจะกลายเป็นแหล่งรักษาโรคที่รักษาไม่ได้ในอดีต แต่จะรักษาได้ในขณะนี้หรือในอนาคต และจะเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ใช่แค่สถาบันของเรา แต่ยินดีถ่ายทอดความสำเร็จนี้แก่สถาบันอื่นๆเพื่อประโยชน์ในการรักษาประชาชนต่อไป และยังยินดีที่เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประเทศอาเซียนในการศึกษาดูงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตามอยากขอเชิญชวนให้มีการบริจาคอวัยวะ โดยการแจ้งความจำนนเพราะอวัยวะของคนที่กำลังจะจากไป คือ การที่สอมงตายไปแล้วในทางกฎหมาย แต่อวัยวะอื่นยังสามารถทำงานได้อยู่อาจต่อชีวิตให้อีกหลายชีวิต มีคนที่ยังรออวัยวะเหล่านั้นเพื่อมีชีวิตใหม่ต่อไป แต่ เราไม่สามารถไปเอาอวัยวะเหล่านั้นได้หากไม่มีการยื่นความจำนน นอกจากทีมแพทย์แล้ว การผ่าตัดดในครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3 ล้านบาท โดยผู้ป่วยอยู่ในสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งค่าใช้จ่ายยังไม่ครอบคลุมการรักษา ดังนั้น ความสำเร็จในการกู้ชีวิตคนคนหนึ่งในครั้งนี้จึงมาจากเงินบริจาคในกองทุนช่วยเหลือของศิริราชที่มีผู้บริจาคเข้ามา โดยศิริราชยินดีที่จะเป็นตัวกลางนำเงินที่มาจากผู้ที่มีเกิน ใช้ประโยชน์กับคนที่ขาด ซึ่งไม่ใช่แค่รายนี้แต่มีการช่วยเหลือหลายรายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามศิริราชจะดำเนินงานต่อไปเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศตราบใดที่ยังอยู่คู่กับสังคมไทย และในการเป็นโรงพยาบาลของแผ่นดินเราจะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน คือ เราจะทำงานเพื่อแผ่นดิน&amp;rdquo; ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.วิศิษฎ์ กล่าวว่า การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะในครั้งนี้ นับแล้วมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากแล้ว เพราะในบางประเทศเพียงแค่ผ่าตัดตับเพียงอย่างเดียวก็ประมาณ 15 ล้านบาทแล้ว ซึ่งประเทศไทยมีกลไกในการทำให้ราคาถูกลง โดยใช้อุปกรณ์ในการผ่าตัดต่างๆเหมือนกับในต่างประเทศ โดยค่าใช่จ่ายในครั้งนี้ศิริราชดูแลร่วมกับสิทธิ์หลักประกันสุขภาพ ซึ่งศิริราชได้มาจากผู้บริจาค ซึ่งจะดูแลตั้งแต่ในช่วงผ่าตัด และช่วยเหลือในระยุต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า รศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร กล่าวว่า ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดปลูกถ่าย หัวใจ ตับ และไตจากผู้บริจาครายเดียวเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2560 การผ่าตัดดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือ การประสานงาน และความพร้อมของทีมผู้รักษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในขณะผ่าตัด และการดูแลหลังผ่าตัด เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงต้องมีการวางแผนขั้นตอนการผ่าตัดล่วงหน้าอย่างรอบคอบ และการประสานงานระหว่างทีมที่ดี การผ่าตัดใช้เวลานานถึง 12 ชั่วโมง 5 นาที โดยเริ่มจากการปลูกถ่ายหัวใจ ตับ และไตเป็นอวัยวะสุดท้าย โดยในระหว่างผ่าตัด ความดันโลหิตและสภาพร่างกายทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมวิสัญญีแพทย์อย่างใกล้ชิด หลังเสร็จสิ้นการผ่าตัด ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาต่อในหอผู้ป่วยวิกฤต เพื่อพักฟื้น พบว่าหลังผ่าตัดวันแรก อวัยวะที่ปลูกถ่ายเริ่มทำงานได้ในระดับที่ดี ไม่พบการต่อต้านของหัวใจใหม่จากการตรวจชิ้นเนื้อหัวใจ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ตับ พบว่าตับมีเลือดมาเลี้ยงได้ดี ตับเริ่มมีการทำงานและขจัดของเสียของร่างกายได้ดี จากผลเลือดที่ตรวจเป็นระยะ ๆ อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกพบว่าไตใหม่ที่ปลูกถ่าย ยังทำงานได้ไม่ดีนัก แต่ในที่สุดก็เริ่มทำงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ปัสสาวะออกได้เป็นปกติ และผลการตรวจเลือด ค่าการทำงานของไตเป็นปกติ ผู้ป่วยได้รับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2560 จนถึงวันที่ 23 ก.พ. 2561 รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 83 วัน พบว่าผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านโดยปลอดภัย และอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายทั้งหมด มีการทำงานเป็นปกติดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพบว่ายังไม่มีการปลูกถ่ายอวัยวะ 4-5 อวัยวะในผู้ป่วย &amp;nbsp;เชื่อว่าอาจจะมีความเสี่ยงมาก แต่ในวารสารของต่างประเทศที่มีการพิมพ์พบว่า มีการเปลี่ยนอวัยวะต่างๆร่วมกัน 3 อวัยวะ แต่ในการผ่าตัด หัวใจ ตับและไต พบว่ามีการตีพิมพ์ 14 ราย จากการตรวจสอบพบว่าประเทศไทยเป็นรายที่ 15 ของโลกที่สามารถทำสำเร็จ &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการพิจารณาผู้ป่วยที่จะปลูกถ่ายอวัยวะนั้น เราจะมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณา ซึ่งไม่ได้พิจารณาตามคิวแต่พิจารณาจากความเจ็บปวดความทรมานของผู้ป่วย ดังนั้นการรอของผู้ป่วยสั้นยามจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการทำงานของอวัยวะนั้นๆ แต่ละปีศิริราชจะทำการผ่าตัดเปลี่ยนไตมากที่สุด คือประมาณ 140-150 ราย โดยจากการบริจาคของผู้ที่สอมงตายหรือผู้ที่ยังไม่ตาย คือบริจาคไตหนึ่งข้าง อย่างไรก็ตามก็มีในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถเปลี่ยนอวัยวะได้ คือ 1. สภาวะร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนอวัยวะได้ เช่น ไม่สามารถดมยาสลบได้ เป้นต้น 2.ผู้ป่วยที่มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปสู่ร่างกายส่วนอื่นๆได้ เช่น มะเร็ง ที่ต้องมีการกดยากดภูมิ &amp;nbsp;และ 3. ผู้ป่วยที่มีการพิจารณาแล้วว่าเทียบกับการรักษาแบบประคับประคองแล้วมีความเสี่ยงมากกว่า จึงขอให้ผู้ป่วยเข้าใจ อย่าคิดว่าโดนแพทย์ปฏิเสธ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8346</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลูกถ่่ายอวัยวะ, รายที่  15ในโลก, รายแรกในอาเซียน, ศิริราช, เปลี่ยนหัวใจ ตับ ไต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae97ccde3705.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
