<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039;ชำแหละคณะราษฎร หักหลัง​ โค่นล้ม เข่นฆ่า ฉีกรธน.ชิงอำนาจกันเอง อย่าดึงสถาบันไปเกี่ยวข้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 &amp;nbsp;มิ.ย.63- นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart &amp;nbsp;ว่า วันนี้​ 24 มิถุนายน​ เมื่อ​ 88 ปีที่แล้ว​ คณะราษฏร์​ได้ทำการยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์​ เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้​ เมื่อคนออกมากู่ก้องขอทวงคืนมรดก​ 2475​ บางคนประกาศจะสานต่อภารกิจ​ 2475​ ที่ทำค้างไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภารกิจของคณะราษฏร์​เสร็จสิ้นแล้ว​
ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่​ 88​ ปี​ ประชาธิปไตยไทยไม่ไปไหนย่ำเท้า​ เพราะผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น​ คณะราษฏร์​ได้สร้างสมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่งโดยให้เหตุผลว่า​ จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทั้งหมดเมื่อคนไทยมากกว่าครึ่งประเทศจบชั้นประถมศึกษา​ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่เริ่มต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะผู้ก่อการมีความแตกแยก​ หักหลังกัน​ ช่วงชิงอำนาจกันเอง​ โค่นล้ม​ เข่นฆ่ากันและฉีกรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากพูดให้ชัดเจนไว้ตรงนี้ว่า​ คณะราษฏร์​ไม่มีแผนการโค่นล้มสถาบัน​ แม้แต่หลวงประดิษฐ์​ ได้เข้าเฝ้าในหลวง​ ร.7 และกราบขออภัยโทษที่ยึดอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความขัดแย้งทางการเมืองทุกวันนี้​จะถูกจะผิด​ จะดีหรือเลว​ นักการเมืองล้วนๆ​ สถาบันไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย​ อย่าดึงลากสถาบันลงร่วมในความขัดแย้ง​ อย่าให้สังคมแตก​แยกไปมากกว่านี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69540</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะราษฎร, นันทิวัฒน์ สามารถ, สถาบันพระมหากษัตริย์, อดีตบิ๊กข่าวกรอง, อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef2b32daa8d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 07:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 07:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี&#039;สวดยับ!กลุ่มโหน 2475 ชุมนุมแต่เช้าท้าทายพรก.ฉุกเฉิน ไม่สนใจโรคระบาด เลวจริงๆ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 &amp;nbsp;มิ.ย.63- ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตอนเด็กเรียนประวัติศาสตร์ 24 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ (เป็นการสอนให้ชื่นชมเหตุการณ์ปฏิวัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โตมาติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองเกิดมุมมองใหม่ ได้เรียนรู้ว่าบางคนในกลุ่มคณะราษฎรจงใจให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ปล้นอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาแก่งแย่งกันเองเป็นวังวนของการเมืองน้ำเน่ามาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้มีคนบางกลุ่มโหนเหตุการณ์ 2475 เพื่อที่จะโค่นล้มสถาบันและเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย โดยอ้างสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทางยุโรป โดยไม่พิจารณาความแตกต่างของบริบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้กลุ่มที่โหน 2475 เพื่อเปบี่ยนแปลงการปกครองของไทยออกมาชุมนุมกันตั้งแต่เช้าตรู่ ท้าทาย พรก. ฉุกเฉิน ทำให้เรารู้แล้วว่า พวกเขาเรียกร้องให้ยกเลิก พรก. เพื่ออะไร มองแต่เป้าหมายของพวกตน ไม่สนใจปัญหาของโรคระบาด เลวจริงๆ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69535</URL_LINK>
                <HASHTAG>24 มิถุนายน 2475, คณะราษฎร, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d3838b03413c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 07:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักประวัติศาสตร์วิพากษ์คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม ส่งผลการเมืองไทยมีความขัดแย้งมาถึงทุกวันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 &amp;nbsp;มิ.ย.63- นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อวิจารณ์จุดแรกเริ่มประชาธิปไตยไทยผ่านเฟซบุ๊กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาธิปไตยของใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ราษฎรไม่ได้เลือกผู้แทนของตน เพราะรู้แน่ว่าเป็นคนดี สมควรจะเป็นผู้แทน ด้วยประการทั้งปวงฉนี้เลย ตามจริงเลือกบุคคลผู้นั้นผู้นี่ เพราะมีผู้บอกให้เลือกฤาติดสินบนให้เลือกเท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงยุคปัจจบัน ทั้งประชาชนและสถานการณ์ทางการเมืองก็ยังคงเป็นเช่นในพระราชดำรัสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มีความพยายามของข้าราชการที่ได้รับทุนหลวงจากพระเจ้าอยู่หัวไปศึกษายังต่างประเทศ หลังจากสำเร็จการศึกษาและได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุโรป ก็เริ่มที่จะคิดเปลี่ยนหรือปฎวัติระบอบการปกครองมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในทางเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่ 5,6 และ 7 ก็ทรงได้รับการศึกษาสมัยใหม่เช่นกัน และทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักบริหารหัวก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ได้เกิดกบฎ ร.ศ.130 จากกลุ่มนายทหารหนุ่มกลุ่มแรกที่คิดก่อการปฏิวัติซึ่งก่อการไมสำเร็จ แต่มาสำเร็จด้วยคณะราษฎร์ในปี 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในส่วนองค์พระมหากษัตริย์ทรงได้ตระหนักในพระราชหฤทัยดีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5,6 และ 7 แล้วว่า การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นจะต้องพ้นสมัยไป จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็ทรงมีความเห็นว่าราษฎรส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมกับการปกครองระบอบใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงทรงเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการให้การศึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งฝึกหัดช้าราชการให้รู้จักการปกครองแบบประชาธิปไตยหลายๆ วิธี และวิธีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการตั้งดุสิตธานี เป็นเมืองต้นแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชวินิจฉัยที่ว่าราษฎรยังไม่มีความพร้อมเพราะขาดความรู้ความเข้าใจในระบอกประชาธิปไตยนี้ จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน เพราะจะมีเพียงแค่กลุ่มคนเล็กๆ ที่ได้รับการศึกษาสูงที่พอจะเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกลุ่มคนเหล่านี้ก็สามารถหลอกลวงและชักจูงให้ทำผิดวัตถุประสงค์ของประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่นด้วยการติดสินบนให้เลือกกลุ่มของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในที่สุดคณะราษฎร์ก็ก่อการปฎบัติ ที่เป็นเหมือนการชิงสุกก่อนห่ามนี้ หรือไม่ ที่ส่งผลให้ทั้งเกิดปัญหาการเมืองและความขัดแย้งทางการเมืองมาจนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นไปตามพระราชดำรัสเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่ว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ้องแท้ในเรื่องประชาธิปไตย จึงถูกนักการเมืองหลอกหลวง ชักจูง และติดสินบน ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของประชาธิปไตย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
อัษฎางค์ ยมนาค
รวบรวม เรียบเรียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69531</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายอัษฎางค์ ยมนาค, 24 มิถุนายน 2475, ประชาธิปไตยใคร, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1a715ad394.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 07:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สุวินัย&#039;ชำแหละชุดความคิดคณะราษฎรเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ตกทอดล้างสมองคนไทยทำสงครามระหว่างชนชั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63- ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai ว่าชนชั้นของไทยถูกกั้นด้วยผ้าผืน​ไม่ใช่กำแพงเหล็ก​ เหมือนอย่างในรัสเซียหรือฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครที่มุมานะ บากบั่นพยายาม​ย่อมสามารถฝ่าข้ามไปได้เพียงชั่วอายุคนเดียว​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีตัวอย่างมากมายให้เราเห็นในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปลุกระดม พยายามล้างสมองคนไทยเรื่องสงครามระหว่างชนชั้น
ด้วยวาทกรรมฝ่ายซ้ายหรือลัทธิคอมมิวนิสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลที่ตามมาจึงมีแต่สงครามกลางเมือง ความวุ่นวายจนนองเลือด
และการทำให้คนไทยที่ต่างความเชื่อทางการเมืองลุกออกมาฆ่ากันเองเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การศึกษาบทเรียนการปฏิวัติรัสเซีย ปี 1917 ของพรรคบอลเชวิก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการปฏิวัติทั่วโลกในศตวรรษที่ 20 จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ของคณะราษฏร์ ก็น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากการปฏิวัติรัสเซียของพรรคบอลเชวิกโดยตรง โดยเฉพาะอิทธิพลความคิดฝ่ายซ้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งยังส่งอิทธิพลทางความคิดมาถึงปัญญาชนไทยบางส่วนสืบทอดเป็นรุ่นๆมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเขาเชื่อไม่ผิดที่เชื่อว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อพิชิตความคิดได้ ก็พิชิตโลกได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขาก็คือ ชุดความคิดของเขาโดยมีสื่ออยู่ในมือคอยผลิตซ้ำชุดวาทดรรมความคิดนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อคอยกระตุ้นให้ผู้คนกระหายการปฏิวัติมากกว่าสิ่งอื่นใด และเกลียดชังสังคมรอบๆตัวเอง จนอยากลุกขึ้นมาทำลายล้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่พวกเขาเชื่อผิดอย่างร้ายแรงถึงระดับเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชุดความคิดของเขาคือคำตอบสุดท้ายของทุกๆสิ่ง ทุกๆเรื่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชุดความคิดของพวกเขาถูกต้องสมบูรณ์แบบทุกประการ ปราศจากข้อบกพร่องใดๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเห็นต่างที่แตกต่างไปจากชุดความคิดของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ควรจำกัดให้หมดไป
ไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไรก็ตาม ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิวัติฝรั่งเศส, สุวินัย ภรณวลัย, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475, เมื่อพิชิตความคิดได้ ก็พิชิตโลกได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f6e332e7ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาเหตุที่ไม่มีการนองเลือดครั้งใหญ่เมื่อคราวเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหมู่กลุ่มคนต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการหยิบยกคำกล่าวของนายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวแก่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓ เมื่อวันที่ &amp;nbsp;๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๓ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในอดีตที่ไม่มีการถอนรากถอนโคนในการเปลี่ยนแปลงของชาติในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำกล่าวของหลวงพิบูลสงครามที่ถูกหยิบยกมาเผยแพร่อีกครั้ง มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...........&amp;quot;ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ เพราะเหตุเราจะต้องประสานกัน เราต้องการความสงบสุข เราต้องการสร้างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น เราจึงไม่ได้ทำอะไรเลยกับพวกที่เห็นตรงกันข้าม ใครจะไปไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เมื่อเปรียบกับในต่างประเทศ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า เราทำมาผิดกันไกล เช่น ฝรั่งเศสปฏิวัติกัน เขาก็ฆ่ากันนับพันๆ คน จนถึงกับเอาใส่รถใส่เกวียนไปฆ่ากัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเราเปลี่ยนกัน เปลี่ยนทั้งพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนทั้งอำนาจอะไรต่ออะไรด้วย เราก็ไม่ได้ทำอะไรกันเลย มิได้มีการเสียเลือดเนื้อกันเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผมว่า ในชีวิตเรา ในชีวิตลูกของเรา พวกรักระบอบเก่าแก้แค้นก็ไม่หมด เพราะว่าเราปล่อยไว้ &amp;nbsp;อย่าว่าแต่การเปลี่ยนระบอบการปกครองและเปลี่ยนพระมหากษัตริย์เลย ขอให้มองดูใกล้ๆ การเปลี่ยนแต่พระมหากษัตริย์ ตัวอย่าง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เปลี่ยนจากพระเจ้าตากมาแล้ว ฝ่ายพระเจ้าตากเป็นอย่างไร ฝ่ายพระเจ้าตากต้องถูกประหารชีวิตหมด ถึงกระนั้นก็ดี ตอนหลังก็ยังปรากฏว่าจะมีการแย่งกันอีกเล็กน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ตัวอย่างที่เราเป็นมาแล้ว แต่เราไม่ได้ทำอันตรายใครเกินเหตุ จึงทำให้พะวักพะวนอยู่ แต่ห่วงพวกรักระบอบเก่า พวกผมขอให้หมด ปิดฉากพยาบาทกัน แต่พวกตรงข้ามเขาไม่ยอม ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เขาแสดงทีท่าว่า ต่อให้ถึงลูกหลานเหลนของเราก็ต้องรบกันอยู่นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็มีปัญหาขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่แก้เล่า ถ้ามีการแก้ ก็ต้องทำเด็ดขาดอย่างพระพุทธยอดฟ้าฯ &amp;nbsp;ทรงปฏิบัติกับพวกเจ้าตาก ซึ่งได้ผลดีมาแล้ว แต่เราทำไม่ได้ จะไปล่มเรือฆ่ากันอย่างนั้นพ้นสมัย และกลัวบาปด้วย แต่ฆ่า ๑๘ คนเท่านี้ก็พออยู่แล้ว เป็นประวัติการณ์ที่เรายังไม่ลืมเหตุการณ์อันนี้ ถ้าเราจะให้หมดไปจริงๆ ที่จะให้ระบอบใหม่นี้มั่นคงแล้วจะเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูอย่างฝรั่งเศสเมื่อครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ นั้น เอาไปประหารกันทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกอย่างหนึ่ง เราจะปราบด้วยวิธีอื่นก็ได้ พวกที่อยู่ในระบอบเก่าไม่เปลี่ยนหัวมาเป็นระบอบใหม่ ก็ให้หนีไปเสียจากเมืองไทย สภาฯ นี้ก็อนุมัติให้รัฐบาลทำได้ ให้ออกกฎหมายว่าพวกนี้ให้ผมริบทรัพย์ แล้วเนรเทศไปให้หมด&amp;quot;..............&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำกล่าวดังกล่าวของหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งถือเป็นมุมเดียวของประวัติศาสตร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีการบันทึกไว้เช่นกัน นั่นคือบันทึกของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ปรากฏความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....&amp;quot;ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้ สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ&amp;quot;....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้วงเวลาดังกล่าวนั้น คณะผู้ก่อการได้จับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่เป็นตัวประกัน อาธิ สมเด็จฯ &amp;nbsp;เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อภิรัฐมนตรี, &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรี, พลตรี หม่อมเจ้านิลประภัศร เกษมศรี เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก, พลตรี หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (พลเอก พระวรวงศ์เธอ &amp;nbsp;กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และพลโท พระยาสีหราชเดโชชัย &amp;nbsp;(สวัสดิ์ บุนนาค) เสนาธิการทหารบก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อคณะราษฎรได้ตัวประกันคนสำคัญมาครบ จึงได้ออกประกาศว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยบัดนี้ คณะราษฎรได้จับพระบรมวงศานุวงศ์มาไว้เป็นประกันแล้ว ถ้าผู้ใดขัดขวางคณะราษฎร ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษ และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องถูกทำร้ายด้วย&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่คณะราษฎรจะออกประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;...ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในขั้นต้นราษฎร
บางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองให้ราษฎรได้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายตามเดิม...เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเมืองที่ได้รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังกันตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา ได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นคณะราษฎร ไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น จึงได้ขออัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า คำกล่าวของหลวงพิบูลสงคราม มิได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด และคณะราษฎรเองก็มิได้ใจดีกับพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เพราะเหตุการณ์บังคับให้คณะราษฎรไม่สามารถใช้ความรุนแรงได้ &amp;nbsp;เพราะจะเกิดการนองเลือดขึ้นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และฝ่ายที่เสียหายอย่างหนักอาจเป็นคณะราษฎรเองด้วยซ้ำ.
------------------
ข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ห้องสมุดสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59465</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, หลวงพิบูลสงคราม, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e689db00af25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงประเทศ สมัยประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ประเทศไทยได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ถึงกระนั้นความไม่สงบภายในประเทศก็ยังคงมีอยู่ ประเทศไทยในขณะนั้นกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังคงมีความวิตกกังวลต่อการฟื้นอำนาจของกลุ่มกษัตริย์นิยม จึงยังคงเฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น ได้มีส่วนช่วยรักษาความมั่นคงของประเทศให้ดำรงอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่กรุงเทพมหานครเพื่อทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ คณะราษฎรยังได้กราบบังคมทูลให้ทรงตอบรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นด้วย ถ้าหากพระองค์ทรงปฏิเสธก็ดีหรือไม่ทรงตอบรับภายใน 1 ชั่วโมง นับตั้งแต่ทรงได้รับหนังสือกราบบังคมทูลแล้วก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยจะเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เหมาะสมขึ้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับหนังสือกราบบังคมทูลของคณะราษฎรแล้วพระองค์ทรงมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง คือ ทางแรก พระองค์เสด็จหนีไปต่างประเทศ ทางที่สอง พระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และยินยอมรับคำเชิญของคณะราษฎรให้คงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ และทางสุดท้ายคือทรงรวบรวมกำลังทหารหัวเมืองที่ยังมิได้เข้ากับคณะราษฎร และยังคงมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ ยกทัพมายึดกรุงเทพฯ โดยอาจจะมีทหารบางหน่วยในกรุงเทพฯ ที่ยังมิได้ตัดสินใจที่จะเข้าข้างฝ่ายใดเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วย นั่นหมายถึงพระองค์ทรงเลือกวิธีปราบปรามคณะราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางเลือกทั้ง 3 ทางนั้น ถ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกแนวทางที่สาม ประเทศชาติอาจจะต้องเกิดการนองเลือด ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือกลับไปสู่ราชาธิปไตย ความมั่นคงของประเทศจะต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก และในยามที่ประเทศชาติเกิดความระส่ำระสายมหาอำนาจอาจเข้าแทรกแซงได้ เพราะขณะนั้นสถานการณ์ของโลกกำลังคุกรุ่นด้วยไฟสงคราม แต่นับเป็นโชคดีของประชาชนชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงห่วงใยประชาชนและประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยเลือกแนวทางที่สอง คือ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ และทรงยินยอมรับคำเชิญของคณะราษฎรให้เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญต่อไป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบรับคณะราษฎร ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;.....ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อกับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละมัย ไม่ให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขึ้นเชื่อได้ว่าจลาจลเสียหายแก่บ้านเมือง...จึงยอมรับที่จะเป็นตัวเชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสะดวก เพราะถ้าข้าพเจ้าไม่ยอมรับเป็นตัวเชิด นานา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศคงจะไม่ยอมรับรองรัฐบาลใหม่นี้ซึ่งจะเป็นความลำบากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประการ.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้นได้ระงับความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรได้ทำให้ความมั่นคงของประเทศกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีการต่อต้านหรือปราบปรามคณะราษฎรโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กลับกลายเป็นฝ่ายที่ให้ความสนับสนุนคณะราษฎรในการสรรค์สร้างสถาปนาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นแก่ประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังที่คณะราษฎรได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คณะราษฎรได้เสนอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในระบอบประชาธิปไตยของไทย ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจที่นายปรีดี พนมยงค์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดร่างมาเพื่อพิจารณา เนื่องจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าว จนถึงขั้นได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรฐาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากความยุ่งยากทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ได้นำไปสู่การยึดอำนาจของคณะทหารบก &amp;nbsp;ทหารเรือ และพลเรือน ภายใต้การนำของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เมื่อวันที่ &amp;nbsp;20 มิถุนายน พ.ศ.2476 ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาและตกลงที่จะเสนอชื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476 โดยที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงทัดทานแต่ประการใด ในขณะที่พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ปรารภในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ไม่อยากเป็น เพราะไม่สันทัดในทางการเมือง อ้างว่าเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักรบไม่ใช่นักทูต แต่เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาแล้ว ก็จะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอรับหน้าที่สัก 10-15 วัน พอให้พ้นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อไปเสียก่อน...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2476 พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จึงได้มีหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีความสำคัญตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ข้าพระพุทธเจ้าได้กล่าวแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาและผู้แทนหนังสือพิมพ์ที่มาสอบถามว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉลองพระเดชพระคุณในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 10-15 วันเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอได้มีโอกาสฟังเสียงและสังเกตหาผู้ที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบไป และจะถึง 15 วันตามกำหนดในวันที่ 5 เดือนนี้แล้ว ข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระพุทธเจ้าจึงใคร่ขอพระราชทานพระมหากรุณา....ขอพระบรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชานุญาตลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 5 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี้ เป็นต้นไป.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของความมั่นคงของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง พระองค์ทรงยืนยันที่จะให้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป พระองค์ทรงโต้แย้งเหตุผลทั้งหมดที่เป็นข้ออ้างของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาที่สมควรจะต้องลาออก ดังมีพระราชกระแสรับสั่งบางตอนว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ที่ท่านวิตกว่าการที่มีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บัญชาการทหารบก จะทำให้คนทั้งหลายครหาได้ว่า ประเทศสยาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปกครองโดยอำนาจทหารนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่ควรวิตก เพราะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลานี้ยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดครหาหรือสงสัยไปในทางนั้นเลย แม้แต่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกหนังสือพิมพ์ซึ่งถือว่าเป็นปากเสียงของประชาชน และซึ่งใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลานี้มีอิสระและเสรีภาพในการพูดยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็ไม่ปรากฏ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่ามีเสียงระแวงในทางนี้เลย...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายข้อ ในตอนท้ายของพระราชหัตถเลขา พระองค์ทรงมีรับสั่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่ท่านจะต้องลาออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีความเสียใจที่จะอนุญาติไม่ได้ และเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียบร้อยของชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ข้าพเจ้าขอร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ท่านอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบไปก่อน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สะท้อนให้เห็นถึงพระบรมราโชบายของพระองค์ในการที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อมิให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในขณะนั้นเพราะพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เคยเป็นทั้งหัวหน้าคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหัวหน้าคณะทหารยึดอำนาจการปกครองจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกราบบังคมทูลให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมืองเท่าท่านผู้นี้ ดังนั้นการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการลดความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนั้นลงได้ในระดับหนึ่ง.
-----------
อ้างอิง: วารสารประวัติศาสตร์ สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงประเทศ สมัยประชาธิปไตย,รองศาสตราจารย์ณรงค์ พ่วงพิศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, คณะราษฎร์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c8a09b1981e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พระราชบันทึกทรงเล่า2475พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ&#039;ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน&#039;!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยคณะผู้ก่อการเพื่อให้ประเทศสยามได้มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ได้มีผู้เขียนถึงบทบาทและการวางแผนปฏิบัติงานกันแล้วในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน แต่ทั้งหมดนั้นยังมิเคยมีผู้ใดได้นำเอาเรื่องที่น่าสนใจจากอีกด้านหนึ่งมาเรียบเรียงให้เหตุการณ์นั้นมีความสมบูรณ์ขึ้นเท่าที่จะสามารถกระทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นคือเหตุการณ์ทางด้านที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงครองราชย์อยู่ในขณะนั้น แม้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยได้เข้าเฝ้าฯ ขอทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ณ พระตำหนักวังศุโขทัย พระองค์ทรงเข้าพระทัยแจ่มแจ้งในเจตนาของคณะกรรมการสมาคมฯ ได้ทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นพระราชทานเท่าที่ยังทรงจำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการนำของ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ดำเนินไปในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในพระนครนั้น เป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวลหัวหินในเช้าวันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีทรงกอล์ฟอยู่ท่าม
กลางบรรดาข้าราชบริพาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เช้าวันนั้น รู้เรื่องกันที่สนามกอล์ฟนั่นแหละ&amp;quot; สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงเล่า &amp;quot;พอเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว พระยาอิศราฯ เป็นคนไปกราบบังคมทูลให้ในหลวงทรงทราบ ในหลวงก็รับสั่งว่า ไม่เป็นไรหรอก เล่นกันต่อไปเถอะ แต่ฉันกลับก่อนแล้ว จึงไม่ทราบเรื่องจนเสด็จฯ กลับมาก็รับสั่งกับฉันว่า ว่าแล้วไหมล่ะ ฉันทูลถามว่าอะไรใครว่าอะไรที่ไหนกัน จึงรับสั่งให้ทราบว่ามีเรื่องยุ่งยากทางกรุงเทพฯ ยึดอำนาจและจับเจ้านายบางพระองค์ ระหว่างนั้นก็ทราบข่าวกระท่อนกระแท่นจากวิทยุ &amp;nbsp;แต่ก็ไม่แน่ว่าอะไรเป็นอะไร มีเจ้านายอยู่กันหลายองค์ที่หัวหิน เช่น กรมสิงห์ (เสนาบดีกลาโหม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในหลวงก็ทรงได้รับโทรเลขมีความว่า ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งเรือรบมาทูลเชิญเสด็จฯ กลับ &amp;nbsp;ในหลวงรับสั่งว่ามาก็มาซิ หลังจากนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงเศษ หลวงศุภชลาศัยก็มาถึง พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (สมุหราชองครักษ์) สั่งให้ปลดอาวุธเสียก่อนถึงจะให้เข้าเฝ้าฯ ทางวังไกลกังวลน่ะก็เตรียมพร้อมอยู่เหมือนกัน ทหารรักษาวัง กองร้อยพิเศษไปตั้งปืนที่หน้าเขื่อน เสร็จแล้วหลวงศุภฯ ก็ขึ้นมาข้างบน มาอ่านรายงานอะไรต่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่มีความสำคัญว่าทูลเชิญเสด็จฯ กลับโดยเรือหลวงสุโขทัย ในหลวงท่านรับสั่งว่าไม่กลับหรอกเรือสุโขทัย พวกนั้นจึงกลับไป ระหว่างนั้นเราก็ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร บางคนก็กราบบังคมทูลว่าให้เสด็จฯ ออกไปข้างนอกเสียก่อนแล้วค่อยต่อรองกันทางนี้ &amp;nbsp;ท่านรับสั่งว่า ไม่ได้ ไม่อยากให้มีการรบพุ่งกัน เพราะจะเสียเลือดเนื้อประชาชนเปล่าๆ เจ้านายหลายองค์ก็ถูกจับเป็นประกันอยู่ เพราะฉะนั้นจะยังไม่ทำอะไร แต่ก็รับสั่งว่าจะต้องมาปรึกษาฉันก่อนว่าจะไปหรือจะอยู่ เพราะฉันต้องไปกับท่าน&amp;quot; สมเด็จฯ ทรงเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อฉันได้รู้เรื่องจากในหลวง ฉันก็บอกว่าไม่ไปหรอก ยังไงก็ไม่ไปตาย ก็ตายอยู่แถวนี้ ท่านรับสั่งว่าตกลงจะกลับ ในตอนนั้นฉันจำได้ว่าเป็นเวลาเย็นแล้ว กรมพระกำแพงฯ ซึ่งจะหนีจากกรุงเทพฯ ไปได้อย่างไรไม่รู้ ได้ขอเข้าเฝ้าฯ ท่านบอกว่าไม่มีประโยชน์หรอก เขาเข้ากันได้หมดแล้ว ทุกคนจึงได้แต่ฟังเอาไว้เฉยๆ แต่ก็ตกลงว่าจะเดินทางกลับโดยรถไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉันมาถึงที่สถานีสวนจิตรลดาเมื่อประมาณสัก 7 ทุ่มเห็นจะได้ แหมเงียบจริงๆ พอในหลวงเสด็จพระราชดำเนินจากรถไฟ มีราษฎรคนหนึ่งอยู่ที่สถานีกราบถวายบังคมแล้วก็ร้องไห้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นใคร อายุประมาณ 30 กว่าเห็นจะได้ ในหลวงไม่ได้รับสั่งอะไร เราก็กลับมากันที่วังนี่ (วังศุโขทัย) &amp;nbsp;ตลอดทางเงียบแล้วก็เศร้า เราผ่านพระที่นั่งอนันตสมาคมก็ไม่มีอะไร มาทราบเอาทีหลังว่าบนพระที่นั่งอนันตฯ เขาตั้งปืนไว้เต็มหมด เพราะรู้ว่าเราจะมาทางนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนวันรุ่งขึ้นตอนเย็น ฉันจำไม่ได้แน่ว่ามีใครบ้าง ก็มาเข้าเฝ้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ เวลาที่เขามากัน มีรถถังมาสัก 4-5 คันเห็นจะได้จอดอยู่หน้าวัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเท้าความย้อนหลังให้ฟังต่อไปอีกว่า &amp;quot;ความจริงเรื่องปฏิวัตินี่นะ ในหลวงท่านทรงเดาไว้นานแล้วว่าจะมีปฏิวัติ แต่จะเดาจากอะไรยังไงไม่ทราบ อีกอย่างใครต่อใครหลายคนก็รู้ว่า ในหลวงจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่เหมือนกัน เพราะท่านได้ทรงร่างไว้แล้ว แต่ระหว่างที่ทรงหารือกับเจ้านายผู้ใหญ่ๆ น่ะ ก็มีการคัดค้านกันบ้าง ท่านก็เลยรับสั่งว่าถึงให้ไปก็เหมือนกัน ยังไงก็ต้องปฏิวัติ โดยอ้างว่าไม่พอใจ พวกเจ้านายผู้ใหญ่ได้กราบทูลขอให้ระวังพระองค์ เฉพาะอย่างยิ่งวันฉลองพระนคร ในหลวงท่านรับสั่งว่าวันนั้นน่ะไม่มีหรอก เพราะมีคนรู้กันมาก ถ้าจะระวังก็ต้องหลังจากวันงานผ่านไปเสียก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าต่อไปว่า &amp;quot;ในหลวงได้รับสั่งไว้แล้วว่าไม่ให้ยุ่ง ตอนนั้นเจ้านายถูกจับกันมาก ขืนรบกันพวกที่ถูกจับอยู่แล้วก็ต้องตายก่อน นองเลือดกันเปล่าๆ ถ้าจะให้คนอื่นตายแล้วหนีเอาตัวเองรอด ท่านไม่เอา เมื่อกรมพระกำแพงฯ ขึ้นไปกราบบังคมทูลเหตุการณ์ ในหลวงทรงรับสั่งว่ารบกันก็ไม่มีประโยชน์ มารู้เอาตอนที่กลับมาแล้วว่าพวกทหารมหาดเล็กทุกคนขังตัวเองหมด มีทหารปืนใหญ่ที่อยู่ในบังคับบัญชาของในหลวงก็ได้รับคำสั่งให้ไปประจำเสียที่เขาพระบาท ถึงแม้แต่พระองค์เจ้าบวรเดช ในหลวงก็เคยรับสั่งห้ามว่าไม่ให้ทำอะไรเป็นอันขาด ขึ้นชื่อว่าเจ้าล่ะก็ไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้น ถ้าทำจะยิ่งร้ายใหญ่ ถ้าเผื่อเป็นคนอื่นเขาจะปฏิวัติซ้อนมาชิงอำนาจถวาย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง &amp;nbsp;แต่ว่าเจ้าทำไม่ได้ ในหลวงทรงเตือนเอาไว้เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้ทรงทราบอะไรจากพระองค์เจ้าบวรเดชอีกว่าจะคิดทำอะไรหรืออย่างไร แต่ผลที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระยามโนฯ เป็นนายกฯ แล้วในหลวงก็ยังรับสั่งว่า พอมีหวังที่จะพยุงกันให้เรียบร้อยไปได้ แต่พอมาถึงตอนที่หลวงประดิษฐ์ฯ เขียนโครงการเศรษฐกิจขึ้นมานั่นน่ะ เราก็ค้านไป ในหลวงรับสั่งว่าชักไม่ค่อยจะดีเสียแล้ว รู้สึกว่าจะมีเรื่องยุ่ง จนกระทั่งถึงปี 76 ท่านรับสั่งว่าหมดหวังที่จะช่วยให้เรียบร้อยเสียแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่พระองค์เจ้าบวรเดชจะปฏิวัตินั้น ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักไกลกังวลเช่นเคย และเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ในหลวงก็ยังคงประทับอยู่ในวังไกลกังวล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันหนึ่งขณะประทับที่หัวหิน ท่านวิบูลย์ฯ (หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์) ซึ่งเป็นราชเลขานุการในพระองค์ได้เข้ามากราบบังคมทูล ขอให้เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับที่บางปะอิน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า &amp;quot;ในหลวงทรงรับสั่งว่าไปทำไมกันบางปะอิน ไปให้บวรเดชจับหรือ ไม่ไป อยู่นี่แหละ แล้วก็เรียกหลวงศรสุรการให้ไปบอกว่าไม่ยอมเข้ากับใครทั้งสองข้าง ไม่ว่าข้างไหน จะเป็นกลางอยู่เฉยๆ ต่อมาทรงทราบข่าวว่าหลวงพิบูลสงครามจะส่งรถไฟมาเชิญเสด็จกลับ ก็รับสั่งว่ายังไม่กลับ แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนั้นเรามีเรือยนต์พระที่นั่งอยู่ ขนาดเล็ก ตกลงออกเรือกันตอนกลางคืน มีทหารรักษาวังไปด้วย &amp;nbsp;มีปืนกลไป ข้าราชบริพารตอนนั้นที่จำได้ก็มีอย่างท่านประสพศรี (ราชองครักษ์-ทบ.) ท่านครรชิต (ราชองครักษ์-ทร.) มีพ่อ มีแม่ ฉัน แล้วก็น้องชายอีกคน มีท่านกมลีสาณ ม.ร.ว.สมัครสมาน กฤดากร (ทำการแทนราชเลขานุการในพระองค์) ร่วมไปในเรือด้วย ก่อนจะออกเดินทางก็ทรงคิดว่าจะเรียบร้อยหมดทุกอย่าง แต่คลื่นมันเหลือเกิน อาวุธตกน้ำกันเกือบหมด พอเรือไปได้หน่อยก็เห็นเรือยามฝั่งมา ก็ว่า เอ๊ะ เห็นจะไม่ได้การ ก็เตรียมตัวสู้กันละ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่พอเรือเข้ามาใกล้ เขาก็ให้สัญญาณว่ามาโดยความหวังดี จะมารับใช้ พอโผล่เข้ามาก็เป็นหลวงปฏิวัติฯ เข้าใจกันว่าพระยาวิชิตฯ ใช้ให้มา &amp;nbsp;ในหลวงทรงรับสั่งว่าขอบใจมาก กลับไปเถอะ ไม่ต้องมาหรอก ฉันจะไปเอง แล้วก็แล่นเรือกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากผู้คนที่เอาลงเรือมานั้น ยังมีเหลืออยู่ที่วังไกลกังวลอีกหลายคน ซึ่งมอบให้ท่านชิ้น (ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์) เป็นหัวหน้าดูแล ก็ให้ตามไปโดยรถไฟ ทีนี้ตอนนั้นก็คิดกันว่าจะไปเอารถไฟที่ไหน เลยตกลงใจให้เจ้ากาวิละวงศ์ (ข้าราชการกรมรถไฟ) ซึ่งอยู่ที่วังด้วย เป็นคนไปที่เพชรบุรี เพราะใกล้ที่สุด เรียกว่าไปขโมยรถไฟมา แล้วมารู้ทีหลังว่าเขาก็ไปเอามาจนได้ มีกรมพระยานริศฯ กรมพระยาดำรงฯ อยู่ที่หัวหินขึ้นรถไฟไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกที่อยู่ในเรือตกกลางคืนก็ไม่ได้นอนกันหรอก นั่งดูกันจนกระทั่งเกือบสว่าง เรือเกือบถึงชุมพรแล้ว เกิดน้ำมันในเรือหมด ก็ตัดสินใจเข้าฝั่ง อาหารก็ไม่มีด้วยเหมือนกัน ส่งคนขึ้นไป 3 คน ดูเหมือนจะเป็นท่านครรชิต, ม.ร.ว.สมัครสมาน ใครอีกคนจำไม่ได้ให้ไปหาพระราชญาติรักษา เป็นเจ้าเมืองชุมพรอยู่ &amp;nbsp;ให้ไปขอน้ำมัน พวกที่ไปหาอาหารก็กลับมา มีอาหารมาปิ่นโตเดียว ก็แบ่งกันกินคนละเล็กละน้อย คอยจนกระทั่งพระราชญาติฯ เอาน้ำมันมาให้ก็จัดแจงเติมแล้วก็ออกเดินทางกันต่อไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือออกจากชุมพรไปได้สักครึ่งทางเห็นจะได้ เรืออิสต์เอเซียติก เป็นเรือขนสินค้าธรรมดานี่แหละ &amp;nbsp;เราก็เลยหาทางเยกให้เขาหยุดเพราะเรือของเราคงจะไปไม่ถึงสงขลาแน่ ขอให้ทางเรือเขาช่วยรับพวกเราไปส่งสงขลา ก็เป็นอันตกลงกัน เรืออิสต์เอเซียติกพาไปจนรู้สึกใกล้สงขลา ดูเหมือนจะเป็นตอนเช้า ก็เห็นเรือรบ 2-3 ลำตามมา กัปตันเรือเขาก็ถามว่าจะให้แล่นเลยไปส่งสิงคโปร์ไหม เราก็บอกว่าไม่ต้อง &amp;nbsp;ทางเรือรบเขาก็ให้สัญญาณมาว่าจะมาอารักขาพระองค์ ไม่ได้มาทำอันตรายหรอก ในหลวงท่านรับสั่งว่า ก็ดี แต่จะไปเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงสงขลาแล้ว ก็ประทับที่ตำหนักเขาน้อย ส่วนกลุ่มที่มาทางรถไฟนั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า &amp;quot;ก่อนที่รถไฟจะแล่นถึงประจวบฯ นั้น มีการสั่งให้ระเบิดสะพานรถไฟเสีย แต่บังเอิญคนที่รับคำสั่งไม่ยอมทำตาม ต่อเมื่อรถไฟแล่นผ่านไปแล้วจึงได้ระเบิด ทุกคนก็รอดมาได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความรู้สึกส่วนพระองค์นั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่า &amp;quot;ฉันไม่คิด ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่ตำหนักเขาน้อย สงขลานั้น &amp;quot;ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็เล่นเทนนิสกัน&amp;quot; สมเด็จฯ ทรงเล่าต่อ &amp;quot;ตอนนั้นหลวงประกอบนิติสารเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่นั่นก็มาเล่นด้วย &amp;nbsp;พอมาตอนหลังได้ข่าวว่าถูกจับติดคุก หลวงประกอบฯ น่ะมาเล่นอยู่ด้วยหนเดียวเท่านั้นแท้ๆ หม่อมทวีวงศ์ฯ มาเล่นอยู่ด้วยอีกคน แต่ไม่ถูกจับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะเวลาที่ประทับตำหนักเขาน้อย สงขลานั้น เป็นเวลาประมาณเกือบสองเดือนจึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร ทรงเล่าต่อว่า &amp;quot;ก่อนออกเดินทาง ในหลวงท่านส่งพ่อฉันให้ไปอยู่ที่ปีนังเสีย เพราะรู้มาว่าทางรัฐบาลเขาอยากได้ตัวเต็มทีเหมือนกัน ตอนกลับเราก็กลับทางเรือก็เรือลำเก่าของอิสต์เอเซียติกนั่นแหละ กลับพระนครคราวนี้ก็มาประทับที่สวนจิตรลดา ระยะนี้รู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก และก็ดูเหมือนว่าจะมีอะไรรุนแรงมากขึ้นทุกทีระหว่างในหลวงกับคณะรัฐบาล รถถังก็วิ่งกันเกลื่อน จะเข้ามาเมื่อไหรก็ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดานี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์คืนวันหนึ่งให้ฟังว่า &amp;quot;คืนนั้น ในหลวง ฉัน แล้วก็ ม.ร.ว.สมัครสมานขึ้นไปอยู่บนชั้น 3 ด้วยกัน ท่านรับสั่งว่าถ้าจะมีเรื่องเกิดขึ้น ท่านก็จะยิงพระองค์เอง แล้วให้สมัครเป็นคนยิงฉัน ส่วนสมัครจะทำอะไรกับตัวเองหรือไม่ก็ช่าง แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ร้ายแรงจนถึงกับจะทรงทำอย่างที่รับสั่งไว้&amp;quot; และตลอดเวลาที่ประทับอยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้เวลาให้หมดไปด้วยการทรงพระอักษรบ้าง อ่านหนังสือบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าจะพูดกันแล้ว ในตอนนั้น ทางรัฐบาลเขาก็ไม่อยากให้ไปเหมือนกัน แต่ท่านไม่สบายจริงๆ &amp;nbsp;หมอบอกว่าพระเนตรอีกข้างจะบอดอยู่แล้ว ให้เสด็จฯ ไปรักษาเสีย ก็เลยตัดสินพระทัยไป&amp;quot; (ประทับ ณ &amp;nbsp;Knowle Cranleigh, Surrey).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr: &amp;nbsp;หนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย บันทึกความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์ สมัย พ.ศ.2475-2500 รวบรวมและจัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ธันวาคม 2516&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16249</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ, พระราชบันทึกทรงเล่า, ร.7, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83a4e2d75ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
