<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ขายฝันศก./พท.ชูชัชชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ประชาธิปัตย์เปิดนโยบายเศรษฐกิจ ประกันรายได้ให้คนไทยทุกกลุ่ม &amp;ldquo;มาร์ค&amp;rdquo; ลั่นแจกที่ ส.ป.ก. 50 ไร่ ประกันราคาข้าวเกวียนละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่น ราคายางไม่ต่ำกว่ากิโลละ 60 ลดความเหลื่อมล้ำเข้าถึงที่ดินทำกิน คงบัตรคนจนแจกเดือนละ 800 มั่นใจทำได้จริง ส่วนเพื่อไทยเข็น &amp;quot;ชัชชาติ&amp;quot; ทีมขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงนโยบายประกันรายได้คนไทยทุกกลุ่มว่า การจะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งจะแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โดยจัดทำนโยบายเรื่องการถือครองที่ดิน ในโครงการโฉนดสีฟ้า ภายใต้หลักการที่ว่า ผู้ที่ครอบครองอยู่อาศัยทำกินต้องมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำกินต่อไปได้ และนำที่ดินนั้นมาสร้างโอกาสให้กับตัวเอง อาทิ เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน พร้อมทั้งจะยกระดับพื้นที่ เอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่สามารถนำเอกสารสิทธิไปใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก.ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งกำหนดให้ครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก. ได้คนละไม่เกิน 50 ไร่ ยกเว้นการทำปศุสัตว์ ขณะเดียวกันจะสานต่อโครงการโฉนดชุมชน ภายใต้การตกลงของชุมชน ที่จะรับรองสิทธิ์ในการทำกินและอยู่อาศัยภายในชุมชนด้วยกันเอง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยจัดทำนโยบายนี้มาก่อน และหากได้เป็นรัฐบาล ก็จะเดินหน้าโครงการโฉนดชุมชน ทั้งที่ยังค้างไว้และขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยจะร่วมกับธนาคารของรัฐและธนาคารที่ดิน นอกจากนี้จะพัฒนาเรื่องน้ำ โดยจะจัดโครงการกองทุนน้ำชุมชน เพื่อจัดสร้างสระน้ำในไร่นา ภายใต้ข้อตกลงระหว่างชุมชนรัฐและท้องถิ่น ด้วยการจัดหาที่ดินที่เหมาะสมกับการจัดทำสระน้ำขนาดกลางหรือขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถกระจายน้ำไปได้ทั่วถึงในทุกชุมชน ซึ่งต้องปลดล็อกกฎระเบียบทางราชการที่ทำให้โครงการนี้ไม่สามารถทำได้ในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ด้านราคาพืชผลทางการเกษตรจะมีการยกระดับราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่องมาหลายปี โดยใช้ยางพาราปูพื้นถนน และส่งเสริมการใช้ยางพาราแปรรูปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องเอกสารสิทธิ การนำยางพารามาใช้อย่างจริงจัง โดยประกันรายได้ราคายางไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท รวมถึงการประกันรายได้ราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งในส่วนของข้าว จะรับประกันรายได้ในระดับเกวียนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท สำหรับค่าแรงขั้นต่ำ จะประกันรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงาน จะต้องมีค่าแรงขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี หากค่าจ้างขั้นต่ำไม่ถึงตามที่กำหนด รัฐบาลก็จะจ่ายเงินส่วนต่างให้ รวมถึงจะเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 1,000 บาท พร้อมทั้งปรับหลักเกณฑ์โครงการที่เกี่ยวข้องกับการออมและสวัสดิภาพทั้งหมด เพื่อสร้างหลักประกันให้ผู้สูงอายุในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะที่กลุ่มผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ที่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มีความแม่นยำและเป็นปัจจุบันมากขึ้น โดยต้องไม่มีเรื่องการเมือง ที่ไม่ใช่เป็นการให้ตามความพอใจหรือเป็นฤดูกาล แต่ต้องเป็นการให้ภายใต้หลักคิดที่ชัดเจน เพื่อให้เป็นสวัสดิการอย่างแท้จริง &amp;nbsp;เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถนำงบประมาณให้กับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนละ 800 บาทต่อเดือน โดยเป็นในรูปแบบของเงินสดและโอนเข้าบัญชี ซึ่งจะไม่จำกัดร้านค้าที่จะเข้าไปใช้บริการ แต่สามารถนำไปใช้ได้ที่ตลาดสดและร้านขายของชำทั่วไป ซึ่งพรรคได้มีการคิดคำนวณงบประมาณที่จะใช้ทั้งหมดแล้ว จึงมั่นใจว่าสามารถทำได้จริง&amp;rdquo; นายอภิสิทธิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคเพื่อไทยจัดประชุมใหญ่เตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค, นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคและแกนนำพรรค พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ โดยวันนี้ได้เปิดตัวนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นทีมขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัชชาติกล่าวว่า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อให้คนไทยมีตัวแทนที่แท้จริงให้เข้าไปเป็นรัฐบาล แก้ปัญหาของประชาชน ด้วยความเข้าใจและพัฒนา โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่ปัจจุบันเป็นแบบแข็งบน อ่อนล่าง คือมีการขยายตัวเฉพาะกลุ่มบน แต่คนกลุ่มล่างขาดกำลังซื้อ รายได้กระจุกอยู่เฉพาะในเมือง จึงส่งผลให้คนต่างจังหวัดรายได้น้อยกว่าคนในเมือง ดังนั้นจึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจัยที่ทำให้รายได้ของไทยลดลง เกิดจากต่างชาติขาดความมั่นใจในหลายปัจจัย อาทิ การบริหารประเทศปัจจุบัน ดังนั้นต้องทำให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส สุจริต เพราะหากต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น ก็กล้าที่จะมาลงทุน ขาดการดูแลด้านความปลอดภัย ซึ่งหลังจากนี้ต้องสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ด้วยการเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถทำวีซ่า On Arrial ออนไลน์ ไม่ต้องรอขอวีซ่าที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง&amp;rdquo; นายชัชชาติกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า วิกฤติของประเทศขณะนี้เป็นสิ่งท้าทายมาก แต่มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยสามารถแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้สำเร็จได้ โดยจะใช้เวลาไม่นาน เพราะพรรคมีความเข้าใจปัญหา มีหลักการทำงานที่คิดเป็น ทำเป็น และทำสำเร็จ จึงจะนำประสบการณ์ แนวคิดที่มีอยู่ มาทำงานและแก้ปัญหา พรรคเพื่อไทยพร้อมจะทำงานอย่างหนักเพื่อให้ทุกคนหายจน และจะเร่งกู้วิกฤติเศรษฐกิจทุกระดับชั้น เร่งสร้างรายได้ให้กับประเทศให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ประกาศ 4 สโลแกนหลักการหาเสียง คือ จะอยู่กับความสิ้นหวังหรือโอกาส จะเลือกคนทำงานไม่เป็นหรือคนทำงานเป็น จะเลือกหนี้สินหรือรายได้ และจะเลือกอยู่กับความล้มเหลวหรือความสำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมขึ้นป้ายที่มีข้อความว่า &amp;quot;พรรคเพื่อไทยจะไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย สิ้นหวัง&amp;quot; พร้อมกันทั่วประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากตลอด 4 ปี 7 เดือนที่ผ่านมาประชาชนต่างต้องอดทนอยู่กับสภาวะความล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย และสิ้นหวัง ล้มเหลวเพราะหนี้คนไทยท่วมหัว โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นถึง 1.79 ล้านบาท ล้มเหลวเพราะหนี้ธุรกิจท่วมตัวเพิ่มขึ้น 91,000 ล้านบาท ล้มเหลวเพราะเกษตรกรทุกข์ยากจนเพราะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่า 1.79 หมื่นล้านบาท ล้มเหลวเพราะนักท่องเที่ยวหาย ส่งผลให้รายได้ลดลงกว่า 15,000 ล้านบาทใน 3 เดือน ล้มเหลวเพราะเงินทุนไหลออก โดยในปี 59 ไหลออก 3.6 แสนล้านบาท และในปี 60 ไหลออก 3.9 แสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังล้มเหลวเพราะต่างชาติไม่ยอมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แพ้สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เม็ดเงินหายไปกว่า 7.86 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งวันนี้ไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะต้องทนกับสภาวะความสิ้นหวังอีกต่อไป เพราะในระยะเวลาอีก 65 วันข้างหน้าที่จะถึงนี้ ประชาชนไทยจะมีโอกาสเข้าคูหาไปเลือกอนาคตของตนเอง ว่าจะเลือกทนอยู่กับความล้มเหลวเช่นในช่วง 4 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา หรือประชาชนจะเลือกโอกาสในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24784</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, บัตรคนจนแจกเดือนละ 800, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ประกันรายได้, ประชาธิปัตย์, พรรคเพื่อไทย, หนังสือพิมพ์, เปิดนโยบายเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1cf223b4f59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
