<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยเวียตเจ็ท&#039; ประกาศพร้อมบิน 100% เริ่ม 1 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2564 นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท เปิดเผยว่า ตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางและอนุญาตให้เที่ยวบินภายในประเทศทำการบินเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายการบินไทยเวียตเจ็ทมีความพร้อม 100% ในการให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 &amp;nbsp;ในทุกท่าอากาศยานที่สายการบินฯ ทำการบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ เชียงราย กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่า นักท่องเที่ยวชาวไทย จะกลับมาเดินทางเพิ่มขึ้นประมาณ ต.ค. 2564 โดยสายการบินไทยเวียตเจ็ทตั้งเป้าว่า ภายในปี 2564 จะมีจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านคน พิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10-15% หรือปี 2563 มีผู้โดยสาร 2.9 ล้านคน แต่ลดลงจากการตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 5 ล้านคน สืบเนื่องจากการหยุดบินประมาณ 2 เดือน หลังเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รายได้ในปี 2564 คาดว่า จะลดลงด้วยเช่นกัน โดยสัดส่วนรายได้ จะเป็นการให้บริการบินเส้นทางภายในประเทศ 85% และเส้นทางระหว่างประเทศ 15% ส่วนอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2564 แบ่งเป็น ก.ย. 2564 คาดว่า Load Factor จะอยู่ที่ 50-60%, ต.ค. 2564 อยู่ที่ 60-75% และ พ.ย.-ธ.ค. 2564 อยู่ที่ 80% ด้านจำนวนเที่ยวบิน คาดหวังว่า จะเท่ากับช่วงพีคที่สุดของปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าว่า ในช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2564 จะมีจะนวนเที่ยวบินวันละ 100-120 เที่ยวบิน&amp;quot;นายวรเนติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเนติ กล่าวต่ออีกว่า ในปัจจุบันสายการบินไทยเวียตเจ็ทมีเครื่องบิน จำนวน 15 ลำ และอยู่ระหว่างการจดทะเบียนอีก 1 ลำ ซึ่งคาดว่า และเตรียมรับมอบเพิ่มอีก 1 ลำภายใน ก.ย. 2464 และจะมาเพิ่มอีก 2 ลำภายในสิ้นปี 2564 เพื่อรองรับเส้นทางบินระหว่างประเทศ โดยคาดว่า จะเปิดบินเพิ่มในช่วงปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 ทั้งนี้ เบื้องต้นอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดบินไปยังเส้นทางประเทศจีน ในช่วงเทศกาลตรุษจีนช่วงปลาย ม.ค. 2565-ต้น ก.พ. 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสายการบินไทยเวียตเจ็ท ยังเดินหน้าเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศ พร้อมขยายเครือข่ายเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการขยายเส้นทางบินใหม่ข้ามภูมิภาค ระหว่างภูเก็ตสู่เชียงใหม่ และอุดรธานี พร้อมกลับมาให้บริการเส้นทางบินระหว่างภูเก็ตสู่เชียงราย และหาดใหญ่สู่เชียงราย สำหรับเส้นทางบินใหม่ระหว่างภูเก็ตสู่เชียงใหม่ และภูเก็ตสู่อุดรธานี จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2564 และวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามลำดับ ขณะที่เส้นทางบินระหว่าง ภูเก็ต สู่ เชียงราย และเส้นทางบินระหว่าง หาดใหญ่ สู่ เชียงราย จะกลับมาให้บริการในวันที่ 1 ต.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเนติ กล่าวอีกว่า สายการบินไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดเส้นทางบินระหว่าง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ สิงคโปร์ และไทเป พร้อมเที่ยวบินตรงเชื่อมระหว่างภูเก็ต และสิงคโปร์ โดยเส้นทางบินใหม่จากกรุงเทพฯ (BKK) สู่ไทเป (TPE) จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2564 และเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ (BKK) สู่สิงคโปร์ (SIN) จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2564 ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการให้บริการ เส้นทางบินจากกรุงเทพฯ สู่ไทเป และสิงคโปร์ จะเริ่มให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยเส้นทาง กรุงเทพฯ-ไทเป จะให้บริการทุกวันพุธ ศุกร์ และอาทิตย์ และเส้นทาง กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ จะให้บริการทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าไรก็ตามขณะที่เส้นทางบินตรงระหว่างภูเก็ต สู่สิงคโปร์ จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ สายการบินฯ ยังได้ให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ ไปยังภูเก็ต สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากไทเปมายังกรุงเทพฯ มอบตัวเลือกการเดินทางเชื่อมต่อ &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มให้บริการสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ทุกวันพฤหัสบดี และอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สายการบินไทยเวียตเจ็ท ได้ตั้งเป้าบทบาททางธุรกิจไว้ว่า ในปีนี้ จะเป็นผู้นำในตลาดการเดินทางภายในประเทศ และในปีหน้า เราจะเป็นผู้นำตลาดการเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และการขนส่งสินค้า และจะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศให้ครอบคลุมทั้งในภูมิภาคอินโดจีน, อาเซียน, เอเชีย ฯลฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า&amp;rdquo; นายวรเนติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเนติ กล่าวต่อว่า สายการบินฯ จะปรับเพิ่มความถี่เที่ยวบินของทั้ง 3 เส้นทางบินอย่างต่อเนื่องในภายหลัง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารและตอบรับกับความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสายการบินฯ คาดว่า การเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้งภายในและระหว่างประเทศ รวมทั้งการกลับมาให้บริการเส้นทางบินข้ามภูมิภาคภายในประเทศ ซึ่งเชื่อมต่อกับภูเก็ตในครั้งนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกสบายและเข้าถึงได้มากขึ้น ท่ามกลางการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของความคืบหน้ามาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือนั้น นายวรเนติ กล่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกให้สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทยเข้าพบในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือและหาแนวทางในการดำเนินการต่อไป โดยหวังว่า การเข้าพบในครั้งนี้นั้น จะมีแนวทางช่วยเหลือกับสายการบินต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ถือบัตรโดยสารภายในประเทศของไทยเวียตเจ็ทที่มีช่วงวันเดินทางระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย. 2564 และประสงค์เปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทาง สามารถเลือกเปลี่ยนวันเดินทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม โดยมีวันเดินทางใหม่ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2564 (มีช่วงเวลาที่ไม่สามารถเดินทางได้) หรือสามารถเก็บวงเงินค่าโดยสาร (Credit Shell) เพื่อใช้ในการสำรองบัตรโดยสารในอนาคต จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564 สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.vietjetair.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟต์โลน, สายการบินไทยเวียตเจ็ท, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612df5355534c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 ส.ค.ฤกษ์ดี นายกฯ กดปุ่มเที่ยวปฐมฤกษ์รถไฟชานเมืองสายสีแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ส.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (Soft Opening) ผ่านระบบออนไลน์ มายังสถานีกลางบางซื่อ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี โดยมี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม รับหน้าที่ส่งประชาชนเที่ยวปฐมฤกษ์ ณ สถานีกลางบางซื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2580) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &amp;ldquo;ระบบคมนาคมขนส่งทางราง&amp;rdquo; ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งพัฒนาระบบคมนาคมทางรางอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รวมถึงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; นครราชสีมา และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เพื่อเชื่อมต่อ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเดินทาง ขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจ เร่งรัด และติดตามความก้าวหน้าของทุกโครงการมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานีกลางบางซื่อ ศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟยุคใหม่ ซึ่งมีศักยภาพเทียบเท่าสถานีรถไฟชั้นนำของโลก และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง นอกจากจะเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ปริมณฑล และทั่วทุกภูมิภาคของประเทศได้โดยสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยแล้ว ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุนการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทาง นับเป็นก้าวย่างสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาระบบรางและการพัฒนาประเทศตามเป้าหมายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนด้านการพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับสถานีกลางบางซื่อเป็นโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นสถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ของประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2556 และแล้วเสร็จในปี 2564 สถานีกลางบางซื่อ (Grand Station) มีพื้นที่ใช้สอยรวม 298,200 ตารางเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โดยภายในสถานี ประกอบด้วย อาคารทั้งหมด 3 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋วโดยสาร ร้านค้า ศูนย์อาหาร สำนักงาน พื้นที่พักคอย และจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มีพื้นที่ใช้สอยรวม 87,200 ตารางเมตร ชั้นที่ 2 เป็นชั้นชานชาลา ประกอบด้วย รถไฟทางไกล 8 ชานชาลา และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 4 ชานชาลา มีพื้นที่ใช้สอยรวม 58,900 ตารางเมตร และชั้นที่ 3 มีพื้นที่ใช้สอยรวม 58,900 ตารางเมตร เป็นชั้นชานชาลาสำหรับรถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน และรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศและทางราง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยแบ่งเป็นชานชาลาสำหรับรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน 2 ชานชาลา รถไฟฟ้าความเร็วสูงสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 6 ชานชาลา รถไฟฟ้าความเร็วสูงสายใต้ จำนวน 4 ชานชาลา รวมทั้งสิ้น 12 ชานชาลา นอกจากนี้ ยังมีชั้นลอย เป็นพื้นที่ร้านค้าและห้องควบคุม พื้นที่ใช้สอยกว่า 20,700 ตารางเมตร และชั้นใต้ดินพื้นที่ใช้สอยกว่า 72,500 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่จอดรถ ที่สามารถจอดรถยนต์ได้ถึง 1,681 คัน ที่จอดรถคนพิการ 19 คัน รวม 1,700 คัน และยังมีพื้นที่อื่นๆ เช่น ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ขนาดพื้นที่ 18,630 ตารางเมตร พร้อมบึงน้ำขนาด 14,000 ตารางเมตร โดยเป็นลานน้ำพุประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้ง &amp;ldquo;นาฬิกาประจำสถานี&amp;rdquo; ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ ให้บนหน้าปัดมีเลข &amp;ldquo;๙&amp;rdquo; เลขไทยเพียงเลขเดียว เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ - พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช-มหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสถานีกลางบางซื่อ และแสดงถึงการเดินทางที่เที่ยงตรง ตัวเรือนนาฬิกามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร ติดตั้งบนผนังกระจกของทางเข้าสถานีสูงจากระดับพื้นดิน 21 เมตร ผลิตโดย บริษัท Electric Time Company, Inc. สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงในการออกแบบและผลิตนาฬิกากลางแจ้งขนาดใหญ่ ทั้งเคยได้รับการว่าจ้างให้ผลิตนาฬิกาประดับสถานที่สำคัญต่าง ๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่เปิดให้บริการ ประกอบด้วย รถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ &amp;ndash; รังสิต จำนวน 10 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ &amp;nbsp;สถานีจตุจักร สถานีวัดเสมียนนารี สถานีบางเขน สถานีทุ่งสองห้อง สถานีหลักสี่ สถานีการเคหะ &amp;nbsp;สถานีดอนเมือง สถานีหลักหก และสถานีรังสิต ระยะทางรวม 26 กิโลเมตร และรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จำนวน 3 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางซ่อน สถานีบางบำหรุ และสถานีตลิ่งชัน ระยะทางรวม 15 กิโลเมตร ส่วนขบวนรถไฟเป็นรถไฟฟ้าแบบ Electric Multiple Unit หรือ EMU ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดปัญหามลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการทดลองเปิดให้ใช้บริการจะเดินรถทุก 30 นาทีระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 20.00 น. และทุก ๆ 15 นาที ในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมเส้นทางละ 78 เที่ยวต่อวันรองรับผู้โดยสารในช่วงบางซื่อ-รังสิตได้ 1,710 คนต่อเที่ยว ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ได้ 1,120 คนต่อเที่ยว โดยการรถไฟฯ จะจำกัดจำนวนผู้โดยสารทุกประเภท ในขบวนรถและสถานีไม่เกิน50% เพื่อเป็นไปตามมาตรการรักษาระยะห่าง และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือ ดำเนินงานส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้สามารถเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางในทุกรูปแบบการเชื่อมต่อสถานีกับระบบขนส่งมวลชนอื่น กรมการขนส่งทางบก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมการขนส่งทางราง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันปรับปรุงการเดินทางในทุกโหมดเพื่อรองรับการเชื่อมต่อสถานีรถไฟสายสีแดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การปรับเส้นทางรถโดยสารประจำทางรองรับการเชื่อมต่อสถานีรถไฟสายสีแดง การบริหารจัดระเบียบรถแท็กซี่ และรถโดยสารสาธารณะ การเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเชื่อมต่อที่สถานีกลางบางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีม่วงเชื่อมต่อที่สถานีบางซ่อน สนามบินนานาชาติดอนเมืองเชื่อมต่อด้วยทางเดิน Skywalk ที่สถานีดอนเมือง และในอนาคตจะมี Skywalk &amp;nbsp;เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ที่สถานีหลักสี่ รวมถึง Skywalk เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลที่สถานีบางเขน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเป็นสถานีเปลี่ยนถ่ายรถไฟทางไกลของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-นครราชสีมา และระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการในปี 2568 นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาส่วนต่อขยายไปยังสถานีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) สถานีศาลายา (มหาวิทยาลัยมหิดล) สถานีธนบุรี-ศิริราช สถานีหัวหมาก และสถานีหัวลำโพง และยังมีแผนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทั้งในอาคารสถานีและพื้นที่รอบสถานีเพื่อให้มีการพัฒนาสถานี และพัฒนาเมืองในรูปแบบ Smart City ควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ได้รับการสนับสนุนด้านเงินกู้จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือประเทศไทยในการพัฒนาระบบรถไฟฟ้ามาแล้วหลายโครงการ นับเป็นความร่วมมือที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นสำหรับการเปิดให้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงครั้งนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด และลดระยะเวลาในการเดินทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยใช้เวลาเดินทางจากสถานีกลางบางซื่อถึงสถานีรังสิต เพียง 25 นาที และจากสถานีกลางบางซื่อถึงสถานีตลิ่งชัน เพียง 15 นาที เท่านั้น โดยการรถไฟฯ จะเปิดให้ประชาชนใช้บริการโดยไม่เก็บค่าโดยสารไปจนถึงปลายปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุดในอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยคิดค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 12 บาท และค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ซึ่งการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อในครั้งนี้ ถือเป็นปฐมบทของการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย ที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำและจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งเสริมการเดินทางของผู้ใช้บริการ ช่วยเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความสุขให้พี่น้องคนไทยตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111924</URL_LINK>
                <HASHTAG>2 สิงหาคม, รถไฟสายสีแดง, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61076878687cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยามสั่งเร่งเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการสายสีแดงเชิงพาณิชย์ปลายปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.2564 -นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการเตรียมการเปิดให้บริการและการบริหารโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) และสถานีกลางบางซื่อ ครั้งที่ 2/2564 ว่า เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ &amp;ndash; ตลิ่งชัน ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร (กม.) และช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทางประมาณ 26.3 กม. รวมทั้งการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ

อย่างไรก็ตามขณะนี้การก่อสร้างงานโยธาของโครงการดังกล่าวข้างต้นเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ และทดสอบการเดินรถเสมือนจริง ก่อนเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการใน ก.ค. 2564 จากนั้นจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2564 ขณะเดียวกัน ตามที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการ เพื่อให้การเปิดให้บริการและการบริหารโครงการดังกล่าวได้ทันตามกำหนด สามารถอำนวยความสะดวกประชาชนผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเตรียมความพร้อมใน 5 ด้าน

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1.ด้านการเดินรถและการเชื่อมต่อระบบขนส่งต่างๆ ในการเข้าถึงสถานี 2.ด้านสถานี 3.ด้านราคาค่าโดยสารและบัตรโดยสาร 4.ด้านการสื่อสารสาธารณะ และ 5.ด้านการกำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงการบริหารพื้นที่ภายในสถานีกลางบางซื่อ และพื้นที่โดยรอบในเชิงพาณิชย์ โดยในการประชุมครั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านต่างๆ ได้รายงานความคืบหน้า พร้อมทั้งเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมขึ้น 2 คณะ เพื่อดำเนินการด้านการขอพระราชทานนามและพิธีการ และการบริหารจัดการและการพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ให้ความสำคัญกับแผนงานพัฒนาจุดเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนเป็นแผนงานที่มีความจำเป็นอยู่ในระยะเร่งด่วน และกำหนดแผนงานการพัฒนาจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าเป็นแผนการพัฒนาในระยะถัดไป จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประมาณราคาและระยะเวลาดำเนินการต่อไป โดยการกำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารและสินค้า คณะอนุกรรมการฯ ด้านการกำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารและสินค้า (Gateway/Hub) ได้ร่วมประชุมและลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้านกายภาพและประเมินความเหมาะสมของสถานีที่จะใช้เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนและจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้า 4 จุด ได้แก่

1.จุดเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนด้านทิศเหนือ/ตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) กำหนดที่ &amp;ldquo;สถานีรังสิต&amp;rdquo; โดยได้เสนอแผนการปรับปรุงสถานี ประกอบด้วย งานปรับปรุงถนนด้านฝั่งตะวันตก (ปทุมธานี) และงานก่อสร้างสะพานกลับรถ และทางเชื่อมจากสะพานข้ามทางรถไฟบริเวณสถานี และแผนการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อ ประกอบด้วย การปรับปรุงจุดกลับรถใต้สะพานข้ามทางรถไฟ ทางหลวงหมายเลข 346 ทั้งด้านตะวันออก (รังสิต) และด้านตะวันตก (ปทุมธานี)

2.จุดเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนด้านทิศตะวันออก กำหนดที่ &amp;ldquo;จุดจอดรถอโศก&amp;rdquo; ซึ่งในปัจจุบันรถไฟชานเมืองขาเข้าและขาออกสถานีกรุงเทพ หยุดจอดเพื่อรับ-ส่งผู้โดยสารรถหลังจากผ่านเครื่องกั้นถนน พบว่ารูปแบบดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนจะเสียเวลาในการรอรถไฟข้ามผ่านเป็นเวลาโดยเฉลี่ยกว่า 2-3 นาที จึงได้เสนอแนวทางการพัฒนาจุดจอดให้อยู่ตำแหน่งเดียวกันทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการกั้นถนนลงได้กว่า 1 นาที และได้เสนอแผนงานพัฒนาสถานีโดยการปรับพื้นที่ชานชาลาด้านตะวันตกของจุดจอดรถอโศก และพัฒนาป้ายหยุดรับส่งผู้โดยสารสำหรับรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อให้สามารถรับส่งผู้โดยสารจากขบวนรถไฟได้ทั้งทิศทางขาเข้าและขาออก

3.จุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าด้านทิศเหนือ/อีสาน จากเดิมกำหนดไว้ที่ &amp;ldquo;สถานีเชียงราก&amp;rdquo; จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า &amp;ldquo;สถานีเชียงรากน้อย&amp;rdquo; มีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และมีโครงการพัฒนาพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าความเร็วสูง และสถานีสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ทางหลวงสายหลักได้สะดวกมากกว่า โดยได้เสนอแผนการปรับปรุงสถานี เช่น การปรับปรุงชานชาลา ลานกองเก็บสินค้า และอาคารสำนักงาน และโครงข่ายเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าสู่สถานี

4.จุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าด้านทิศใต้/ตะวันตก จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ &amp;ldquo;สถานีวัดงิ้วราย&amp;rdquo; ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า สถานีวัดสุวรรณ มีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากอยู่ใกล้ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าพุทธมณฑล และสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ทางหลวงสายหลักได้สะดวกกว่า รวมถึงอยู่ใกล้แนวเส้นทางของโครงการถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขนส่งหลายรูปแบบ โดยได้เสนอแผนการปรับปรุงสถานี เช่น การปรับปรุงชานชาลา ลานกองเก็บสินค้า และอาคารสำนักงาน และโครงข่ายเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าสู่สถานี

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ในส่วนของด้านสถานีนั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการประชุมและกำหนดให้สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสถานีจำนวน 52,375 ตารางเมตร ได้เสนอแนวทางให้ รฟท. ออกประกาศเชิญชวนให้เอกชนได้มีสิทธิใช้ประโยชน์พื้นที่แยกจากโครงการสรรหาเอกชนร่วมลงทุนให้บริการเดินรถไฟสายสีแดง (PPP) ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนดเงื่อนไขสัญญาเดียวครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 52,375 ตารางเมตร โดยรวมถึงการให้บริการในส่วนของศูนย์อาหาร และร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าจำเป็นในการเดินทาง อายุสัญญาเช่า 15-20 ปี

ขณะที่ พื้นที่ส่วนของลานจอดรถยนต์เห็นควรให้ รฟท. ดำเนินการหารายได้ในการจัดเก็บค่าจอดรถยนต์โดย รฟท. หรือโดยการจ้างเหมาบริการ ให้ รฟท. พิจารณาให้บริการรถ Limousine แก่ผู้โดยสารในลักษณะเดียวกับสนามบินและบริการรถ Shuttle bus สำหรับงานด้านรักษาความปลอดภัยและการจัดการจราจร งานด้านทำความสะอาดสถานที่ และงานอาคารสถานที่ เห็นควรให้ รฟท. ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ส่วนสถานีรถไฟในโครงการอีก 12 สถานี

นอกจากนี้ จากการสำรวจพื้นที่โดยละเอียดพบว่ามีพื้นที่เชิงพาณิชย์จำนวน 4,626 ตารางเมตร และพื้นที่โฆษณา จำนวน 2,407 ตารางเมตร คณะอนุกรรมการฯ ด้านสถานีได้เสนอแนวทางการจัดประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์และป้ายโฆษณา โดยกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนเอกชนได้ในช่วง มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;ลงนามสัญญาได้ใน ส.ค. 2564 และเปิดให้บริการได้ภายในปลายปี 2564


นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในด้านการกำหนดราคาค่าโดยสารและบัตรโดยสารนั่น คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการพิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารพร้อมส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบของบัตรโดยสาร 30 วัน (ตั๋วเดือน) พร้อมจัดโปรโมชั่นส่วนลดการเดินทางสำหรับเด็ก นักเรียน/นักศึกษา (Student Card) ผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้พิการ เพื่อรองรับนโยบายการเข้าถึงและใช้ประโยชน์บริการขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ รฟท. พิจารณาค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมปริมาณผู้โดยสารในระบบรายสถานี ความถี่การเดินรถ เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางให้มีความเหมาะสม สอดคล้องตามต้นทุน ค่าใช้จ่ายผันแปร

ในส่วนความพร้อมเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมของโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ได้หารือร่วมกับ บมจ.ธนาคารกรุงไทย เตรียมความพร้อม เพื่อให้ระบบจัดเก็บค่าโดยสารรองรับตามมาตรฐานเทคโนโลยีบัตร EMV (Europay Mastercard and Visa) โดยให้จัดทำข้อมูลกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน งบประมาณที่คาดว่าจะใช้รวมทั้งแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถเปิดใช้บริการได้ภายในปลายปี 2564

สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านการเดินรถและการเชื่อมต่อการให้บริการระบบขนส่ง คณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอรูปแบบการเดินรถไฟเพื่อเข้าสถานีหัวลำโพง โดยให้คงขบวนรถเข้าสถานีหัวลำโพง จำนวน 22 ขบวน ซึ่งการให้บริการรถไฟทั้ง 22 ขบวน จะจัดให้มีการเดินรถในช่วงนอกเวลาเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบการจราจรที่จะเกิดขึ้นพื้นที่กรุงเทพชั้นใน พร้อมทั้งจะมีการปรับเส้นทางรถโดยสารประจำทางเพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง โดยให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ ขสมก. พิจารณาปรับปรุงเส้นทางรถโดยสารประจำทาง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางในกับรูปแบบการขนส่งรูปแบบอื่นในทุกสถานี

อีกทั้ง ยังรวมถึงการปรับเส้นทางรถโดยสารประจำทางเพื่อเชื่อมต่อสถานีหลักด้วย ทั้งนี้ การปรับลดขบวนรถไฟเข้าสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ขบ. และ ขสมก. ได้ปรับปรุงเส้นทาง เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีความต้องการการเดินทางเข้าไปยังสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) แล้ว โดยการปรับให้มีรถโดยสารประจำทางเชื่อมระหว่างสถานีกลางบางซื่อและสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) สถานีมักกะสันและสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101404</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้าสายสีแดง, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608d160e230c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถาวร ลุยตรวจสนามบินเบตงเปิดใช้แน่ธ.ค.63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย. 2563 นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามผลการดำเนินโครงการท่าอากาศยานเบตง จังหวัดยะลา เพื่อรองรับการท่องเที่ยว ว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมมีกำหนดเปิดใช้ท่าอากาศยานเบตงในเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไป คาดว่าจะสามารถเปิดใช้ท่าอากาศยานในเดือนธันวาคม 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถาวร กล่าวว่าได้ติดตามผลการดำเนินโครงการท่าอากาศยาน ซึ่งการก่อสร้างท่าอากาศยานด้านกายภาพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพื่อขอใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะ การติดตั้งเครื่องช่วยเดินอากาศ และไฟนำร่อน โดยจะหารือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เพื่อเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดท่าอากาศยาน ได้แก่ ด้านการสาธารณูปโภค สาธารณสุข การรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและบริเวณพื้นที่ท่าอากาศยาน และการสนับสนุนการเปิดบริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีสายการบินนกแอร์ และบางกอกแอร์เวย์ให้ความสนใจ แต่ยังมีข้อกังวลในด้านความคุ้มค่าการให้บริการในการบิน ในการนี้ได้สั่งการให้ ทย. และ บวท. พิจารณาให้ความช่วยเหลือเรื่องขึ้น-ลง (Landing Fee, Parking Fee)และค่าบริการควบคุมการจราจรทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะหารือเรื่องนี้กับกลุ่มธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณไทยเที่ยวไทย เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาเตอร์ไฟลท์) นำนักท่องเที่ยวมายังสนามบินเบตงก่อน เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของประชาชน จากนั้นจึงจะไปหารือกับสายการบินเพื่อให้เปิดเที่ยวบินประจำต่อไป ส่วนการกระตุ้นให้มีการเปิดเที่ยวบินประจำมายังท่าอากาศยานเบตงนั้น กระทรวงคมนาคมจะพิจารณามอบความช่วยเหลือต่างๆ ให้สายการบิน ทั้งค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลง ค่าธรรมเนียมการจอด ค่าบริการวิทยุการบิน และการตั้งสำนักงานภายในสนามบิน ซึ่งหากสายการบินเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือเพียงพอ ก็จะสามารถเปิดเส้นทางได้&amp;rdquo;นายถาวรกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถาวร, สนามบินเบตง, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec6742b8b908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดแล้วมอเตอร์เวย์หมายเลข7ส่วนต่อขยาย&#039;พัทยา-มาบตาพุด&#039;ช่วงแรกวิ่งฟรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.63 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 กรุงเทพ-ชลบุรี-มาบตาพุด ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ระยะทางรวม 32 กม. วงเงินลงทุนรวม 17,784 ล้านบาทอย่างเป็นทางการว่า มอเตอร์เวย์หมายเลข 7 ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด หลังเปิดให้บริการแล้ว คาดว่าจะมีปริมาณการจราจร 36,000 คันต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระหว่างนี้จะไม่มีการเก็บเงินค่าผ่านทางจนกว่าจะมีการประกาศเก็บค่าผ่านทาง เส้นทางดังกล่าว เนื่องจากกรมทางหลวง (ทล.) อยู่ระหว่างดำเนินการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง พ.ศ.... และอยู่ระหว่างการตรวจร่างฯ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนสรุปผลนำเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน ส.ค. 2563 ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เพื่อเป็นไปตามขั้นตอนออกกฎกระทรวงและประกาศใช้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเก็บค่าผ่านทางในช่วง ต.ค. 2563 แต่ได้มอบหมายให้ ทล. ไปพิจารณาช่วงเวลาที่จะเก็บเงินค่าผ่านทางให้เหมาะสม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมผ่านทางตลอดเส้นทางเก็บตามประเภทรถ แบ่งเป็น รถยนต์ 4 ล้อ 25-130 บาท, รถยนต์ 6 ล้อ 45-210 บาท และรถยนต์มากกว่า 6 ล้อขึ้นไป 60-305 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในส่วนของจุดพักรถของมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 นั้น ได้สั่งการให้ ทล.ไปศึกษารูปแบบจากประเทศเกาหลีใต้ หลังจากไปศึกษาดูงานเมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา โดยเป็นรูปแบบการคร่อมมอเตอร์เวย์ โดยพื้นที่ด้านล่างทั้ง 2 ฝั่ง จะเป็นพื้นที่จอดรถ เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้บริการได้อย่างเพียงพอ ประกอบกับยังสามารถช่วยประหยัดงบประมาณ เอกชนที่จะเข้ามาดำเนินการ เพื่อลงทุนศูนย์จำหน่ายสินค้าเพียงจุดเดียว ที่สามารถใช้บริการได้ทั้งขาเข้าและขาออก ขณะที่สัญญาสัมปทานนั้น จะเริ่มนับรวมการศึกษา และการก่อสร้างตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ทล. จะดำเนินการส่วนต่อขยายช่วงพัทยา&amp;ndash;มาบตาพุด ให้ไปถึงสนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 3.5 กม. เชื่อมต่อโดยตรงกับอาคารผู้โดยสาร เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะใช้บริการได้เพิ่มเป็น 60 ล้านคนต่อปีในอนาคต รวมทั้งเติมเต็มโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย โดย ทล. จะใช้งบประมาณเพื่อนำมาศึกษาจากกองทุนมอเตอร์เวย์ประมาณ 40 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เส้นทางดังกล่าว ในเบื้องต้นมีระยะทางประมาณ 3.5 กม. วงเงินลงทุนโครงการ 4,200 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 3,940 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 260 ล้านบาท โดยพื้นที่บางส่วนเป็นของทหาร ซึ่งจะต้องไปดำเนินการขอใช้พื้นที่ และอีกส่วนจะเป็นพื้นที่โล่ง ทำการเกษตรซึ่งจะต้องมีการเวนคืน ในเขตทางเพิ่ม 40 เมตร อย่างไรก็ตาม คาดว่า ภายสิ้นปีนี้จะได้ข้อสรุปจำนวนพื้นที่ที่มีการเวนคืนทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวเส้นทางเริ่มจาก มอเตอร์เวย์หมายเลข 7 บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอู่ตะเภา มุ่งหน้าทิศใต้ข้ามทางรถไฟสายตะวันออก ซึ่งขนานกับแนวรถไฟความเร็วสูง และตัดกับทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสารใหม่ขอบสนามบินอู่ตะเภา ในส่วนรูปแบบการก่อสร้าง เป็นมอเตอร์เวย์ขนาด 4 ช่องจราจร ขาไป 2 ช่อง ขากลับ 2 ช่อง นอกจากนี้ จะมีการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 1 แห่ง บริเวณจุดตัด ทล.3 เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของผลการศึกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จสิ้นปี 63 จากนั้นในปี 64 จะสำรวจออกแบบรายละเอียด พร้อมศึกษาผลกระทบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และในปี 65 จะดำเนินการเวนคืนที่ดิน และก่อสร้างมอเตอร์เวย์ดังกล่าวเชื่อมต่ออาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ของสนามบิน พร้อมทางแยกต่างระดับจุดเชื่อมต่อถนนสุขุมวิท โดยอาจจะใช้งบประมาณก่อสร้างจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นจะแล้วเสร็จในปี 67 และเปิดให้บริการในปี 68 เพื่อให้เป็นไปตามแผนเปิดสนามบินอู่ตะเภาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี ทล. กล่าวว่า โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 เป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางแรก ที่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2537 มีขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 125 กิโลเมตร รองรับการคมนาคมขนส่งระหว่างกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกของประเทศไทย ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก และเชื่อมโยงการเดินทางและขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ สามารถเดินทางเข้าถึงแหล่งนิคมอุตสาหกรรม อาทิเช่น นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เป็นต้น ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายช่วงพัทยา&amp;ndash;มาบตาพุดนั้น เป็นเส้นทางคมนาคมใหม่ที่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC อีกทั้งยังเป็นโครงการที่เชื่อมต่อโครงข่ายการคมนาคมขนส่งในทุกระบบ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางรางมีลักษณะเป็นทางหลวงพิเศษที่มีการควบคุมการเข้า-ออกอย่างสมบูรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เส้นทางดังกล่าว มีขนาด 4-6 ช่องจราจรระยะทาง 32 กิโลเมตร เชื่อมต่อทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา บริเวณทางแยกต่างระดับมาบประชัน มีด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทาง 3 แห่ง ได้แก่ ด่านฯ ห้วยใหญ่ เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท บริเวณบ้านอำเภอ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี, ด่านฯ เขาชีโอน เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 331 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และด่านฯอู่ตะเภา เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท บริเวณอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มีระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทั้งระบบเงินสด และระบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีระบบควบคุมการจราจรและระบบอำนวยความปลอดภัยต่างๆ ให้บริการผู้ใช้เส้นทางให้เดินทางด้วยความสะดวกสบาย ประหยัด และปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และในอนาคตรองรับการใช้งานระบบ กล้องสแกนทะเบียนรถ ขึ้นก่อน-จ่ายทีหลัง หรือ M-FLOW เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บเงิน อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการสร้างมอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยายถึงสนามบินอู่ตะเภานั้น ก่อนหน้านี้มีระยะทาง 7 กม. เนื่องจากคำนวนตามแนวเส้นทางราบ แต่เมื่อศึกษาแล้วพบว่า หากใช้รูปแบบดำเนินการที่ ทล. ศึกษา โดยเป็นทางยกระดับ จะมีระยะทางสั้นลงเหลือ 3.5 กม. และสะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75424</URL_LINK>
                <HASHTAG>มอเตอร์เวย์ หมายเลข 7, รมว.คมนาคม, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43ac8ce88f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนน้ำ-สวนสนุกเฮ!ปลดล็อคพร้อมเปิดให้บริการอีกครั้ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย. 63 - นางนพกาญจน์ &amp;nbsp;เหลืองอมรเลิศ &amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและการขาย บริษัท สยามพาร์คบางกอก จำกัด ผู้บริหารสวนน้ำสวนสนุกภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;สยามอะเมซิ่งพาร์ค&amp;rdquo; เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทเตรียมความพร้อมในการกลับมาเปิดให้บริการตามมาตรการผ่อนคลายระยะ 4 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 นี้เป็นต้นไป โดยจัดเตรียมความพร้อมสถานที่และขั้นตอนการให้บริการที่สอดคล้องกับมาตรการของรัฐ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้บริการและพนักงาน โดยในเบื้องต้นพนักงานทุกคนได้ผ่านการตรวจเชื้อโควิด-19 จากโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ก่อนกลับเข้าปฏิบัติงานและมีวิถีปฏิบัติแบบนิว นอร์มอล ในการให้บริการสวนน้ำสวนสนุกอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการเบื้องต้นของผู้ที่จะเข้ามาในสวนน้ำสวนสนุกบริษัท คือพนักงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ใช้บริการ ยกเว้นเมื่อใช้บริการในสระว่ายน้ำ ขณะเดียวกันยังคัดกรองผู้ผ่านเข้าพื้นที่ทุกคนต้องมีอุณหภูมิร่างกายไม่สูงกว่า 37.3 องศาเซลเซียส รวมถึงการเช็คอินผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการตามความหนาแน่นที่ภาครัฐกำหนด ควบคู่ไปกับการจัดระยะห่างที่นั่งบนเครื่องเล่นทุกชนิดและระยะห่างในทุกพื้นที่บริการไม่น้อยกว่า 1 เมตร รวมถึงทำความสะอาดจุดสัมผัสบนเครื่องเล่นหลังให้บริการทุกรอบ และทำความสะอาดจุดสัมผัสในพื้นที่ให้บริการทุก 1 ชั่วโมงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทยังรักษาความเข้มข้นของคลอรีนในสระว่ายน้ำไม่น้อยกว่า 1 ppm &amp;nbsp;โดยด้านร้านอาหารจะบริการอาหารปรุงสดใหม่ เลี่ยงการสัมผัสกับอากาศภายนอกกรณีอาหารปรุงสำเร็จ รวมถึงส่งเสริมการชำระเงินผ่านระบบดิจิตอลแบงกิ้ง งดเว้นการวนใช้บัตรแคชการ์ดในระหว่างวัน มีการจัดเจลแอลกอฮอล์บริการทั่วบริเวณ จัดทำเคาน์เตอร์ชิลด์ทุกจุดขายสินค้าและจุดชำระเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนพกาญจน์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงที่ของการปิดให้บริการชั่วคราว บริษัทยังได้ทำการปรับปรุงเครื่องเล่นหลายอย่าง แต่การกลับมาเปิดให้บริการครั้งนี้จะมีบางเครื่งอเล่นที่ที่มีจุดสัมผัสเยอะ หรือไม่สามารถจัดที่นั่งห่างกันได้ 1 เมตร และเครื่องเล่นในห้องแอร์ จะไม่สามารถเปิดให้บริการได้ โดยบริษัทยังมีโปรโมชั่นพิเศษเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ ความคุ้มค่าคุ้มราคาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย บัตรซูเปอร์พาส (Super Pass) ราคา 1,200 บาท เที่ยวฟรีกินฟรี 1,200 บาท หรือบัตรเที่ยวครั้งเดียวเพียง 500 บาท (จากปกติ 900) เที่ยวสวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นตลอดวัน พร้อมสิทธิ์เที่ยวฟรีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นส. รัสรินทร์ &amp;nbsp;มิลินวรพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดสวนสนุกดรีมเวิลด์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ในเบื้องต้นสวนสนุกดรีมเวิลด์ได้มีมาตรการและข้อกำหนดตอบสนองภาครัฐทุกอย่าง ทั้งการดูแลภายในสวนสนุกและมาตรการสำหรับเครื่องเล่น โดยบัตรจะเปลี่ยนเป็นสายรัดข้อมือ เพื่อที่จะไม่ต้องแลกก่อนใช้บริการ และลดการสัมผัส คาดการณ์ว่าว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ &amp;nbsp;27 มิถุนายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ราคาบัตรอาจมีการปรับลดลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่คงไม่สามารถทำโปรโมชั่นแรงได้มากนัก เนื่องจากต้องจำกัดผู้เข้าใช้บริการตามมาตรการของภาครัฐ ซึ่งต้องมาดูกันว่าราคาไหนจะตอบสนองได้ทั้งลูกค้าและสนองต่อมาตรการจากทางรัฐบาลควบคู่กันไปด้วย โดยปัจจุบันมีเครื่องเล่นทั้งหมด 26 ตัว โดยปกติคนเข้าใช้บริการเกือบ 1 ล้านต่อปี แต่ด้วยข้อจำกัดที่มากขึ้นในระยะนี้อาจะทำให้ลูกค้หายไปมากกว่า 50% ขึ้นอยู่กับผู้เข้าใช้บริการในแต่ละวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนน้ำ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล หัวหิน ได้ชูจุดแข็งทางขนาดของพื้นที่ถึง 20 ไร่ จึงทำให้จัดการเรื่องความแอดอัดได้อย่างไม่น่ากังวล ตลอดจนการจำกัดจำนวนคนของการลงสระว่ายน้ำในแต่ละโซนด้วย &amp;nbsp;และยังมีการใช้เทคโนโลยี RFID ซึ่งปกติได้มีการใช้งานอยู่แล้วในการใช้เข้า-ออกสวนน้ำฯ และใช้ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;และเพิ่มฟังชั่นการติดตามเข้าไป เริ่มจากบันทึกข้อมูลลูกค้าตั้งแต่เข้าสวนน้ำ-ออกสวนน้ำ และติดตามว่าลูกค้าไปใช้บริการเครื่องเล่นใดในสวนน้ำบ้างฯ เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ทางสวนน้ำฯ ได้เตรียมความพร้อมสร้างความปลอดภัยและมั่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมาตราการความปลอดภัยและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;โดยยึดตามข้อกำหนดมาตราฐานระดับโลกจากสมาคมสวนสนุกนานาชาติ และตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับความปลอดภัย และเป็นแนวทางในการปฏิบัติทั้งตัวสถานที่ พนักงาน และลูกค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68506</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อค, ยกเลิกเคอร์ฟิว, สวนน้ำ, สวนสนุก, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee351271f572.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยรีบแจงยังประกอบธุรกิจตามปกติแม้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้กฏหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.63-นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองประธานกรรมการคนที่ 2 รักษาการแทนกรรมการผู้อํานวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) (&amp;ldquo;บริษัทฯ&amp;rdquo;) ดําเนินการตามแผนฟื้นฟูธุรกิจภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง โดยให้บริษัทฯ ดําเนินกิจการตามปกติ

สำหรับการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแม้จะเป็นการดําเนินการภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการเลิกหรือชําระบัญชีบริษัทฯ หรือไม่ได้มุ่งหมายให้บริษัทฯ ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายในครั้งนี้ จะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของแผนฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทั้งบริษัทฯ ยังสามารถประกอบธุรกิจปกติต่อไปได้ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการขนส่งผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางของการบินไทยทั่วโลก หรือการขนส่งสินค้าไปรษณียภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดําเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟูองค์กรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการดําเนินงานและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดําเนินการทุกวิถีทางเพื่อฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสําคัญในการเปลี่ยนแปลงบริษัทฯ ไปในทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และบริษัทฯ ขอขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้น คู่ค้า พันธมิตรทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าและผู้โดยสารทุกท่านที่ยังคงให้การสนับสนุนและมอบความไว้วางใจให้บริษัทฯ ได้มีโอกาสรับใช้ท่านต่อไป บริษัทฯ พร้อมจะกลับมาดําเนินกิจการและทําการบินอย่างเต็มศักยภาพในทันทีเมื่อสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คลี่คลายลงแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66331</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ฟื้นฟูกิจการ, เปิดบริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd614e5c27e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
