<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ลุยเปิดประมูลพื้นที่ย่านสถานีธนบุรี 21 ไร่ ลุ้นโกยรายได้ 3.5 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค.64-นายเอก สิทธิเวคิน รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณบ้านพักพนักงานย่านสถานีธนบุรี (ครั้งที่ 2) ว่า รฟท. ได้ว่าจ้างบริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา เพื่อจัดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน ทบทวนผลการศึกษา และปรับปรุงเอกสารการคัดเลือกเอกชนโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณบ้านพักพนักงานย่านสถานีธนบุรีโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และโครงการกําหนดให้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณบ้านพักพนักงานย่านสถานีธนบุรี ทั้งนี้ การทบทวนผลการศึกษา และจัดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนใหม่นั้น เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โดวิด-19)

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด จะรวบรวมความคิดเห็น และปรับปรุงรายงานผลการศึกษา ก่อนสรุปเสนอให้ รฟท. พิจารณา คาดว่า ภายใน เม.ย.-พ.ค. 2564 จากนั้น รฟท.จะประชุมคณะกรรมการจัดทำร่างรายละเอียดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดจำหน่ายเอกสารการประมูลในช่วง ส.ค. 2564 และจะให้เวลาเอกชนจัดทำข้อเสนอ 2 เดือน ก่อนเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอเช่าพื้นที่ใน ต.ค. 2564 และคาดว่า จะประกาศผลผู้ชนะประมูลได้ภายใน ธ.ค. 2564 อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการร้องเรียน จะสามารถลงนามสัญญาได้ในช่วง ม.ค. 2565 ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี หรือแล้วเสร็จประมาณปี 2568 และเปิดให้บริการปี 2569

&amp;ldquo;สิ่งแรกที่เอกชนต้องดำเนินการหลังจากลงนามสัญญาคือ การเคลียร์พื้นที่บ้านพนักงานการรถไฟฯ ที่ในปัจจุบันพักอาศัยอยู่ 305 ครัวเรือน โดยในสัญญากำหนดให้ก่อสร้างบ้านพักสำหรับพนักงานการรถไฟฯ 315 ห้องทดแทนบ้านพักเดิมบนพื้นที่ 3 ไร่ ขณะเดียวกัน ยอมรับว่า พื้นที่ย่านสถานีธนบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่จะเป็นศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมต่อที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพราะในอนาคตจะสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้า 2 สถานี 3 เส้นทาง โดยอยู่ห่างโครงการประมาณ 800 เมตร&amp;rdquo; นายเอก กล่าว

นายเอก กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของเนื้อที่ของโครงการฯ มีขนาด 21 ไร่ 3 งาน มูลค่าของโครงการจากการศึกษาเบื้องต้น 3,500 ล้านบาทให้เอกชนเช่าระยะยาว 30 ปี แบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน ประกอบด้วย 1.พื้นที่โรงแรมและศูนย์การค้าสูง 13 ชั้น 2.ศูนย์พักฟื้นและฟื้นฟูสุขภาพ หรือเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ เปิดบริการในระดับลักซ์ชัวรี่ 3.เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ 2 เปิดบริการสําหรับกลุ่มแพทย์และผู้พักฟื้นต้องการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดในย่านธนบุรี จํานวน 300 ห้อง และ 4.บ้านพักสําหรับพนักงานการรถไฟ จํานวน 315 ห้อง

ทั้งนี้ ในจำนวนพื้นที่ 21 ไร่ 3 งาน จะเป็นพื้นที่ ที่จะนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ 14 ไร่ มูลค่าที่ดิน 1,770 ล้านบาท โดยจะให้เอกชนเช่า 30 ปี และก่อสร้าง 4 ปี (30+4) โดยมีผลตอบแทนให้ รฟท. 1,125 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64% ทั้งนี้ เมื่อลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลแล้ว เอกชนจะต้องจ่ายทันที (Up Front) วงเงิน 337 ล้านบาท หรือประมาณ 30% ของผลตอบแทน จากนั้นจะทยอยจ่ายเป็นรายปีจนครบ 30 ปี โดยจะจ่ายปีละ 47.48 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 10% ทุก 3 ปี โดยในปีสุดท้ายจะจ่าย 196.69 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวม 30 ปี รฟท. จะได้ผลตอบแทนรวม 3,584 ล้านบาท

รายงานข่าวจาก รฟท. ระบุง่า สำหรับพื้นที่ 4 โซนนั้น มีรายละเอียด แบ่งเป็น โซนที่ 1 พื้นที่โรงแรมและศูนย์การค้าสูง 13 ชั้น ในส่วนของโรงแรมบัดเจด (3 ดาว) จํานวน 720 ห้อง สําหรับญาติผู้ป่วยพักอาศัย และศูนย์การค้าอํานวยความสะดวกภายในโครงการสามารถรองรับกลุ่มเป้าหมายได้ 8,000-10,000 ต่อวัน โดยมีจํานวนที่จอดรถ 501 คัน

โซนที่ 2 ศูนย์พักฟื้นและฟื้นฟูสุขภาพ หรือเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ 1 เปิดบริการในระดับลักซ์ชัวรี่ สําหรับผู้พักฟื้น ต้องการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดที่เข้ามารับบริการจากโรงพยาบาลใกล้เคียง ที่ตั้งของโครงการ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธนบุรี เป็นต้น และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลที่กล่าวมาข้างต้น จํานวน 280 ห้อง รองรับจํานวนที่จอดรถ 232 คัน

โซนที่ 3 เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ 2 เปิดบริการสําหรับกลุ่มแพทย์และผู้พักฟื้นต้องการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดใน ย่านธนบุรี จํานวน 300 ห้อง รองรับจํานวนที่จอดรถ 235 คัน ทั้งนี้ จากการศึกษาโครงการเบื้องต้น พื้นที่เซอร์วิส อพาร์ตเม้นต์ท้ัง 2 ส่วนในรูปแบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 33 ตารางเมตร ส่วนรูปแบบ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 45-50 ตารางเมตร

และโซนที่ 4 บ้านพักสําหรับพนักงานการรถไฟ จํานวน 315 ห้อง รูปแบบของที่พักอาศัย 35-50 ตารางเมตรทดแทน บ้านพักแนวราบเดิม พร้อมรองรับที่จอดรถสําหรับพนักงาน 265 คัน

สําหรับพื้นที่ของโครงการในอนาคตสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้า 2 สถานี 3 สายเส้นทางซึ่งทั้ง 2 สถานีต่างเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่นๆ ในอนาคต ได้แก่ สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช, สายสีน้ําเงิน ช่วง บางซื่อ-ท่าพระ และสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ทําให้ย่านที่ตั้งของโครงการเป็นหนึ่งในทําเล เชื่อมต่ออนาคตที่สําคัญของกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96681</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), ธนบุรี, เปิดประมูลที่ดินเชิงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210320/image_big_6055ab3e973e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ชงเคาะประมูลที่ดินเชิงพาณิชย์สถานีบางซื่อ SCG-Central รอชิงเค้ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟท.ชงสคร.เคาะประมูลที่ดินบางซื่อหมื่นล้าน SCG-Central รอชิงเค้ก เร่งเคลียร์บ.ลูกรับสายสีแดง แจงค่าโดยสาร 14-45 บาท ปักหมุด &amp;lsquo;รังสิต&amp;rsquo; เป็น &amp;nbsp;Interchange station พร้อมแจงแผนลงทุนทางคู่เฟส 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทลูกด้านทรัพย์สินนั้นขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดตั้งบริษัทภายในปีหน้า ส่วนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สถานีกลางบางซื่อนั้นจะเริ่มจากแปลงเอ พื้นที่ 32 ไร่วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาทนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมทุนตามมาตรา 35 ในวันนี้ 26 ต.ค.นี้หากได้รับอนุมัติจะส่งเรื่องไปกระทรวงคมนาคมและสคร.ต่อไป คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในช่วงไตรมาสแรก 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่าพื้นที่แปลงเอจะเป็นแห่งแรกในสถานีกลางบางซื่อที่จะเปิดประมูล โดยกายภาพนั้นจะมีรางรถไฟตัดผ่านกลางพื้นที่ดังนั้นจึงแบ่งพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็นสองฝั่งโดยอาจจะทยอยพัฒนาทีละฝั่งแต่คงต้องเปิดให้บริการภายในต้นปี 2564 เมื่อเปิดเดินรถไฟชานเมืองสายสีแดง ทั้งนี้ล่าสุดบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Central Group) แสดงความสนใจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์เชิงที่ตั้งของทั้งสองบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่าส่วนความคืบหน้าการก่อตั้งบริษัทลูกด้านเดินรถนั้นต้องชะลอการก่อตั้งออกไปก่อนเป็นปี 2562 เพราะต้องรอปรับโครงสร้างบริษัทลูก รฟฟท. ที่ต้องบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ต่ออีก 2 ปีภายหลังลงนามสัญญาโครงการสามสนามบิน ดังนั้นช่วงปลายปีหน้า-2563 จะเร่งฝึกอบรมบุคลากรจำนวนมากเพื่อเปิดบริการรถไฟสายสีแดงช่วงรังสิต-บางซื่อ ในเดือน ม.ค. 2564 เบื้องต้นคาดว่าปริมาณผู้โดยสารจะสามารถถึงจุดคุ้มทุน(Breakeven) ได้ตั้งแต่ปีแรกคือ 8 หมื่นคน/วัน ส่วนด้านราคานั้นคงอิงจากราคารถไฟฟ้าเป็นเกณฑ์มีราคาเฉลี่ยที่ 34 บาทต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โดยราคาเริ่มต้นที่ 14-15 บาทและราคาสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ส่วนสถานีที่รฟท.เชื่อว่าจะมีผู้โดยสารจำนวนมากจนต้องพัฒนาเป็นสถานีหลักที่มีจุดเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งมวลชนอื่นคือสถานีรังสิต ทั้งนี้เชื่อว่าปริมาณผู้โดยสารจะมากกว่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่าความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเสนอโครงการให้สภาพัฒน์พิจารณาความเหมาะสมในการลงทุน เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่ ครม. ได้ภายในปลายปีนี้ก่อนทยอยเปิดราคาในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าเป็นรายเส้นทางไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพัฒน์ว่าจะเลือกเส้นไหนบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจากการพิจารณาในมุมของ รฟท.นั้นพบว่าเส้นทางที่มีศักยภาพควรลงทุนนั้นส่วนใหญ่เน้นทางภาคอีสานเพราะสามารถขนส่งได้ทั้งผู้โดยสารและสินค้าเชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-สปป.ลาวและเชื่อมต่อกับเส้นทางโลจิสติกส์กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง(GMS) เช่น ไทย-สปป.ลาว-จีน อาทิ รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กม. วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม.วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาทและรถไฟทางคู่สายใหม่บ้านไผ่-นครพนม ส่วนภาคใต้นั้นเน้นลงทุนต่อขยายเส้นทางเพื่อเพิ่มขีดการรองรับผู้โดยสารสนับสนุนการท่องเที่ยว อาทิ รถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท และรถไฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี-สงขลา ระยะทาง 324 กม. วงเงิน 5.7 หมื่นล้านบาทเป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18377</URL_LINK>
                <HASHTAG>Central, SCG, การรถไฟแห่งประเทศไทย, จัดตั้งบริษัทลูกด้านทรัพย์สิน, วรวุฒิ มาลา, สถานีกลางบางซื่อ, เปิดประมูลที่ดินเชิงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba999941aa56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
