<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลวิจัยฉีดวัคซีนในชั้นผิวหนัง ภูมิพุ่งคนเข้าถึงเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สิ่งที่สามารถกู้วิกฤตครั้งนี้คือวัคซีน แต่การผลิตวัคซีนจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง ผนวกกับความต้องการวัคซีนของประชากรทั่วโลกมีสูง ทำให้วัคซีนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในขณะนี้ จึงทำให้องค์กรสาธารณสุขทั่วโลกต้องหาวิธีเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในนั้นคือการฉีดวัคซีนเข้าในชั้นผิวหนัง คือการนำวัคซีนผ่านเข้าไปเพียงแค่ในหนังเท่านั้น ขนาดวัคซีนที่ฉีดมีปริมาณน้อย จึงควรใช้เข็มเบอร์ 26 ความยาว 1/2 นิ้ว ห้ามใช้ syringe ที่เปลี่ยนหัวเข็มไม่ได้ และเนื่องจากวัคซีนที่ฉีดเข้าในหนังเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น หากใช้แอลกอฮอล์เช็ด ต้องรอให้แห้งก่อนจึงจะฉีด โดยจัดท่าเด็กให้นิ่งและมั่นคงที่สุด เพราะการฉีดเข้าในหนังต้องอาศัยความชำนาญและความนิ่งมากที่สุด เทคนิคการฉีดควรดึงหนังบริเวณที่ฉีดให้ตึง ค่อยๆ แทงเข็มลงไปทำมุมประมาณ 15 องศา แล้วดันวัคซีนเข้าไป ถ้าเทคนิคถูกต้องจะเห็นว่าเมื่อดันวัคซีนเข้าไปจะมีตุ่มนูนขึ้นมาให้เห็นชัด ต้องให้มือนิ่งมากที่สุด เพราะวัคซีนอาจรั่วซึมออกมาได้หากปลายเข็มแทงทะลุออกมานอกผิวหนัง บริเวณที่ฉีดวัคซีน BCG มักฉีดเข้าที่หัวไหล่ข้างซ้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นเทคนิคการฉีดวัคซีนที่มีมานาน โดยเริ่มต้นในปี 1987 เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยการฉีดวัคซีนในปริมาณ 0.1 ซีซี แทนที่จะใช้ 0.5 ซีซี หรือ 1.0 ซีซี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ก่อนจะนำเสนอต่อองค์การอนามัยโลก (WHO) จนกระทั่งได้รับการยอมรับใช้ทั่วโลกในปี 1991 และยังเป็นที่รับรองจนถึงปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้องค์การอนามัยโลกจะรับรองการใช้วัคซีนอย่างประหยัดสำหรับที่ได้อนุมัติก่อนหน้านี้คือ วัคซีนพิษสุนัขบ้า และโปลิโอมาก่อน &amp;nbsp;แต่การลดปริมาณขนาดวัคซีนลง อาจเปลี่ยนการสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มการเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ต่อวัคซีน รวมถึงอาจต้องมีการลงทุนอย่างมากในการฝึกอบรม เพราะการฉีดในผิวหนังต้องใช้เทคนิคสูง และอาจต้องใช้ควบคู่กับเข็มฉีดยาชนิดพิเศษ ทำให้ในสถานการณ์โควิดนี้ องค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่เราใช้กันอยู่ ด้วยปริมาณวัคซีนมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกเคยรับรองไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการฉีดวัคซีนในชั้นผิวหนังจะทำได้ต่อเมื่อมีงานวิจัยที่มากเพียงพอเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันและความปลอดภัย เพราะยังไม่มีผลการวิจัยการสร้างภูมิคุ้มกันที่แน่ชัดในการป้องกันโควิด นอกจากนี้ยังไม่มีข้อมูลในเรื่องระยะเวลาในการป้องกันโควิด แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วระดับภูมิคุ้มกันแอนติบอดีสูงขึ้นจะสัมพันธ์กับประสิทธิภาพและระยะเวลาที่ดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ผ่านชั้นผิวหนังโดยกระทรวงสาธารณสุขไทย ได้เปิดเผยผลการทดสอบการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็ม 3 กระตุ้นในผิวหนัง จำนวน 95 คน พบว่าการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนังใช้ปริมาณโดสน้อยถึง 1 ใน 5 ของปริมาณวัคซีนเดิม แต่ได้ภูมิคุ้มกันสูงเทียบเท่าการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเต็มขนาดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หรือแค่ใช้เข็มกระตุ้นเพียงปริมาณ 0.1 มิลลิลิตร ภูมิคุ้มกันขึ้นได้ดี โดยสร้างภูมิคุ้มกันแอนติบอดี (Antibody Response) ได้สูง 1,300 AU ใกล้เคียงกับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1,652 AU และสามารถสร้างการตอบสนองภูมิคุ้มกันของเซลล์ในการกำจัดไวรัส (T-Cell Response) ได้สูง 52 AU ในช่วง 4-8 สัปดาห์ หลังได้รับวัคซีน ขณะที่ช่วง 8-12 สัปดาห์ได้สูง 58 AU ซึ่งมากกว่าการฉีดซิโนเแวค 2 เข็ม ที่อยู่ในระดับ 32 AU
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ซึ่งประสบความสำเร็จในการศึกษาการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จากผู้เข้าร่วมทดลอง 242 ราย พบว่า การฉีดวัคซีนใต้ผิวหนัง โดยใช้ปริมาณวัคซีนเพียง 20% จากปริมาณวัคซีนเดิม หรือเพียง 0.1 มิลลิลิตร สร้างภูมิคุ้มกันได้ดี สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เทียบเท่ากับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบทั่วไป และช่วยประหยัดวัคซีน เพราะสามารถฉีดวัคซีนได้มากขึ้น 5 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการกระตุ้นภูมิเพื่อสู้กับสายพันธุ์เดลตานั้น พบว่า การฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ากระตุ้นในผิวหนังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในช่วง 4-8 สัปดาห์ ได้ 234.4 AU และในช่วง 8-12 สัปดาห์ ได้ 172.1 AU ซึ่งมากกว่าการฉีดซิโนเแวค 2 เข็มหลายเท่าตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลศึกษาในต่างประเทศ จากงานวิจัยมหาวิทยาลัยของเนเธอร์แลนด์ (Leiden University) ได้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการฉีดวัคซีนโควิดแบบฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง แทนการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ พบว่าสามารถลดปริมาณวัคซีนที่ใช้ลงได้มาก 5-10 เท่าตัว โดยที่มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคเท่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในงานวิจัยนี้ ได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนของโมเดอร์นา ซึ่งปกติจะฉีดขนาด 100 ไมโครกรัมเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งทีมนักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ได้ลองฉีดขนาด 10 และ 20 ไมโครกรัมเข้าชั้นผิวหนังแทน โดยการที่ใช้อาสาสมัครอายุ 18 ถึง 30 ปี ส่วนที่ 1 จำนวน 10 คน และส่วนที่ 2 จำนวน 30 คน ในช่วง 15 เม.ย.-3 พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การฉีดแบบเข้าผิวหนังที่พบว่าจะใช้วัคซีนปริมาณน้อยกว่านั้น มาจากองค์ความรู้ที่พบว่า ในชั้นผิวหนังจะมีเซลล์ชนิดหนึ่ง (APC : Antigen Presenting Cell) ที่สามารถปรับแต่งไวรัสหรือชิ้นส่วนของไวรัส แล้วนำไปเสนอต่อระบบภูมิคุ้มกัน (B-cell, T-cell) ให้สร้างภูมิคุ้มกันออกมา ซึ่งเซลล์ชนิดนี้มีจำนวนในชั้นผิวหนัง มากกว่าในกล้ามเนื้อ จึงสามารถใช้ปริมาณวัคซีนที่ลดลง แต่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งงานวิจัยนี้จะดูความปลอดภัยหรือผลข้างเคียง และระดับความสามารถในการกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกัน พบว่าในการวิจัยส่วนที่หนึ่ง ฉีด 10 ไมโครกรัมเข้าชั้นผิวหนัง กระตุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นสูง 1696 AU โดยวัดที่ 14 วันหลังฉีดเข็มสองแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในอาสาสมัครส่วนที่สอง ที่ฉีด 20 ไมโครกรัมเข้าชั้นผิวหนัง ได้ระดับภูมิคุ้มกัน 2057 AU ฉีด 20 ไมโครกรัมเข้าชั้นกล้ามเนื้อ ได้ระดับภูมิคุ้มกัน 1406 AU
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนเข้าชั้นกล้ามเนื้อขนาดปกติ 100 ไมโครกรัม จะได้ภูมิคุ้มกันที่ 1558 AU และเมื่อเปรียบเทียบกับระดับภูมิคุ้มกันสำหรับคนที่หายป่วยโดยธรรมชาติ จะพบว่ามีระดับภูมิคุ้มกันเพียง 107 AU ต่างกันถึง 14-20 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวิธีดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายได้ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงได้รับโดสที่ 3 ได้เร็วขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118260</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, เปิดผลวิจัยฉีดวัคซีนในชั้นผิวหนัง ภูมิพุ่งคนเข้าถึงเร็วขึ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_615459d9deca3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
