<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายค้านโหนเด็กรุมไล่นายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เปิดสภาอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงเสนอแนะปัญหาต่อรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านเรียงหน้าไล่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลาออก หวังเป็นรัฐบาลเอง จุดเชื้อให้ &amp;quot;ม็อบ 3 นิ้ว&amp;quot; หลับตาถล่มประเทศไทยมืดมน เศรษฐกิจตกต่ำ นายกฯ ไม่มีภาวะผู้นำ เลือดเย็นกับประชาชน รอวันพังพินาศ ขณะที่ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; วอนอย่าสร้างความเกลียดชังต่อไป ลั่นไม่ได้มีปัญหากับนักเรียนนักศึกษา มีแต่คนทำให้นักเรียนนักศึกษามีปัญหากับตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กันยายน เวลา 10.00 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน ได้พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี,&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสันติ พร้อมพัฒน์? รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.?พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอญัตติ อภิปรายต่อที่ประชุมถึงวิกฤติทางการเมืองซึ่งมีเยาวชนและนักเคลื่อนไหวช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และเชื่อว่าจะได้รับการขนานนามว่าเป็นนายกฯ ที่ทำให้มีม็อบก่อตัวมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาขอให้ยกเลิกหมายจับเยาวชนนักเคลื่อนไหวทั่วประเทศ รวมถึงยุติการคุกคามการเคลื่อนไหว การปิดกั้นการแสดงความเห็น เปลี่ยนเป็นการคุ้มครองและรับฟัง อย่างไรก็ตาม ปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นสร้างความกังวล ทั้งด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกู้ยืมเงินจำนวนมาก เป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะล้มละลาย และความสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพลเรือนวางแผนไว้นั้นหายไปเพราะการยึดอำนาจ และทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะลำบาก นอกจากนั้นปัญหาด้านเศรษฐกิจมีผลสืบเนื่องจากการไม่เคารพสิทธิพื้นฐานประชาชนและเสรีภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขีดความสามารถของประเทศด้านการลงทุน ต่อความต้องการของโลก อยู่ที่การจัดสรรเงินและการลงทุนภาครัฐ รัฐบาลต้องคำนึงถึง และคำนึงถึงการบริหารงานที่เน้นเป้าหมายนำกระบวนการ ซึ่งต่างจากผู้นำของทหารที่ใช้กระบวนการนำเป้าหมาย โดยมีตัวอย่างคือ การระบาดโควิด-19 นายกฯ ใช้กระบวนการส่วนตัวคือกู้และกู้ วันนี้หากกำหนดยุทธศาสตร์ต้องมีเป้าหมายชัดเจน หากอะไรที่ไม่ตอบสนองยุทธศาสตร์ต้องยกเลิก เช่น ซีพีทีพีพี เป็นต้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวด้วยว่า การบริหารประเทศของรัฐบาลทำให้ประเทศจมกองหนี้ คนส่วนใหญ่เดือดร้อน มีปัญหาเศรษฐกิจ โดยหลายปัญหาเกินเยียวยา ตนมีข้อเสนอสุดท้ายต่อรัฐบาลถึงนายกฯ ว่าหากต้องการช่วยเหลือประเทศไทยอย่างแท้จริง คือการลาออกตามเสียงเรียกร้องของคนไทยทั้งประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการอภิปรายช่วงหนึ่ง น.อ.อนุดิษฐ์ขออนุญาตต่อที่ประชุม เพื่อชู 3 นิ้วกลางที่ประชุม ให้คำมั่นสัญญาและปฏิญาณตนต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศว่า ขอคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน ใช้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกประเทศ ตามข้อเรียกร้องของประชาชน พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติความรุนแรง หยุดคุกคาม และหยุดหมายเรียก รวมถึงต้องยุติรัฐธรรมนูญเผด็จการ โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คืนอำนาจให้ประชาชน
เลือดเย็นกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า เศรษฐกิจไทยบ๊วยเกือบที่สุดในเอเชียจากการทำสำรวจของไอเอ็มเอฟ ในสิ้นปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยเกือบอยู่ท้ายสุดของเอเชีย ไม่เพียงเท่านั้น ความล้มเหลวจะเริ่มส่งผลต่อคนชนชั้นกลางและเจ้าของกิจการ ขณะเดียวกันค่าเงินบาทจะแข็งตัว ซึ่งซ้ำเติมผู้ส่งออก สิ่งเหล่านี้สะท้อนจำนวนตัวเลขคนว่างงาน ซึ่งตอนนี้สูงถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โครงการเที่ยวปันสุขคนมาใช้เพียง 17 เปอร์เซ็นต์ โรงแรมขนาดกลางและเล็กไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จึงไม่แปลกใจที่ชาวภูเก็ตบอกว่าป่าตองกลายเป็นป่าช้า ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะสุญญากาศในการบริหารเศรษฐกิจ กัปตันสวมเกียร์ว่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวในยามที่พายุโหม ดูเหมือนรัฐบาลนอกจากใจเย็นก็ยังเลือดเย็นกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เศรษฐกิจยิ่งแก้ คนต้องกล้าใช้จ่าย แต่ขณะนี้ดัชนี้ผู้บริโภคยิ่งดิ่งลึกลงกว่าเดิม ร้ายกว่านั้นหน่วยงานราชการยังคอร์รัปชัน ดั่งที่มีรายงานของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาว่างบปะมาณปี 62 มีหน่วยงานราชการยักยอกในธุรกิจจัดซื้อจัดจ้างมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท นายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด 5 ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือที่จะสร้างรัฐเปิดเผย บริหารราชการบนพื้นฐานความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการทุจริต นายกฯ มีโอกาสแต่ไม่ได้ทำ จนทำให้คนในประเทศต้องมารับกับความมืดมนสิ้นหวัง ในอนาคตอันใกล้หากรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศและทุกชนชั้น บ้านเมืองถึงทางตัน&amp;rdquo; หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธากล่าวอีกว่า ความน่าเศร้าที่สุดในตอนนี้คือ ในช่วงที่มีความมืดมน เราดันมีนายกฯ ที่ไม่มีภาวะผู้นำอยู่ในระบบการเมืองที่บิดเบือน ไม่ต้องหลับตาก็รู้ว่าพังพินาศเพียงใด พรรคการเมืองที่เสนอท่านเป็นนายกฯ ก็เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 ออกแบบมาเพื่อพรรคพวก พรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งกลับไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ตามเจตจำนงของประชาชน ท่านเองได้เป็นนายกฯ ก็เพราะกฎกติกาที่พวกพ้องท่านเขียนเอง ตั้ง 250 ส.ว. ให้มีจำนวนมากกว่าพรรคการเมืองใดๆ รัฐธรรมนูญปัจจุบันถูกร่างขึ้น ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาสังคม แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่เฉพาะกิจสืบทอดอำนาจ รักษาอำนาจของพวกท่านให้ยาวนานที่สุด สภาวุ่นวายอยู่กับการป้อนกล้วยให้งูกิน ทำให้เกิดรัฐบาลผสมไม่มีเอกภาพและไร้คุณภาพ ประเทศเดินทางไปอย่างไรทิศทาง มองไม่เห็นอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าวด้วยว่า เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องอนาคต นอกจากรัฐบาลจะแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไม่รับฟังและยังคุกคามเสรีภาพ การใช้มาตรา 116 ไม่สมเหตุสมผล ยิ่งขยายความขัดแย้ง ตนเกรงว่าจะกลายเป็นการยั่วยุท้าทายให้ประชาชนโกรธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีครั้งไหนที่นักเรียน นักศึกษาประท้วงรัฐบาลมาก และกระจายไปทั่วประเทศขนาดนี้ หยั่งรากลึกลงไปจนถึงระดับนักเรียนมัธยม ซึ่งถ้าท่านปฏิรูปประเทศจริงตั้งแต่ 6 ปีก่อน การชุมนุมของนักศึกษาจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เลิกดูถูก เลิกทวงบุญคุณว่าท่านเข้ามาบริหารประเทศเพราะอะไร เพราะคนที่ปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ วันนี้ชัดเจนแล้วว่าความวุ่นวาย ความสิ้นหวัง ความล้าหลังนั้น ใจความล้มเหลวมันอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ท่านก็ควรหลีกทาง ลงจากอำนาจ คืนอนาคตให้กับประเทศชาติ ออกไปก่อนที่ประเทศจะย่อยยับเกินกว่าที่พวกท่านจะชดใช้ไหว&amp;quot; นายพิธากล่าว
อย่ารังเกียจทหารมากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การทำให้ทุกคนพอใจเป็นเรื่องยาก แต่ไม่เกินความพยายามหากพวกเราช่วยกัน รัฐบาลมีความห่วงใยในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์อื่นๆ จะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลแก้ไขทุกอย่างให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และเดินหน้าสู่การพัฒนาประเทศในระยะต่อไป แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความพยายามเหล่านี้ เพราะนึกถึงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน จำเป็นต้องทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังข้อกฎหมาย ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัด และการกู้เงินต่างๆ ที่จำเป็นกู้ก็ต้องกู้ หากไม่มีเหตุการณ์ก็คงไม่ต้องกู้ ส่วนที่มีการอ้างว่ารัฐบาลไม่เคยถูกตรวจสอบมาตั้งแต่ คสช. ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะเรื่องต่างๆ ยังทำงานอยู่ มีการตรวจสอบ มีการชี้แจง การทักท้วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาโควิด-19 อยู่ในระดับน่าพอใจในระดับโลก และต้องร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนั้น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจคงจะชี้แจง ทั้งส่วนอาเซียนและส่วนประชาคมโลก ยืนยันว่าเคารพในกระบวนการรัฐสภามาโดยตลอด จะทำทุกอย่างให้เกิดความชอบธรรมโปร่งใสให้มากที่สุด ปัญหาหลายปัญหาที่จะพูดในช่วงบ่ายวันนี้ ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นยาวนานมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลที่เข้ามาก็มีการเตรียมแก้ปัญหามาหลายปีแล้วเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ปัญหาหลายปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ยืนยันว่าจะรับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า อย่ารังเกียจทหารมากนัก เพราะคือลูกหลานทั้งนั้น ทำงานโดยเสียสละ หลายคนเคยเป็นทหารมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในวงการทหาร จึงโจมตีวงการทหาร แต่อะไรที่เป็นประโยชน์ก็รับฟังได้ และขออย่าแยกทหารออกจากประชาชน ทหารไทยไม่ได้มีแค่ปฏิวัติ แต่ทุกวันนี้ทหารทำงานเพื่อประชาชน ทั้งการป้องกันประเทศ การป้องกันภัยพิบัติ การป้องกันโควิด-19 ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าสร้างความเกลียดชังต่อไปเลย ผมไม่ได้มีปัญหากับนักเรียนนักศึกษา มีแต่คนทำให้นักเรียนนักศึกษามีปัญหากับผมเอง&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. ว่าวันนี้หมดเวลาของท่านแล้ว ขอให้ลงจากอำนาจอย่างสง่างาม ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างกรณี 2 พล.อ. คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ที่รู้จักพอ เมื่อลงจากอำนาจก็อยู่ในสังคมไทยอย่างปกติสุข ขณะที่อีก 1 พล.อ. และอีก 1 จอมพล ซึ่งตนไม่ขอเอ่ยนาม ต้องหนีไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ โดยคนหนึ่งเสียชีวิตในต่างประเทศ ขณะที่อีกคนกลับมาโดยต้องห่มผ้าเหลือง และทรัพย์สมบัติของครอบครัวก็ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งเป็นตัวอย่างให้ท่านดูว่าท่านจะเอาแบบไหน อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ท่านเลือกเส้นทางที่สวยงาม ท่านยังมีเวลาตัดสินใจก่อนถึงวันที่ 19 ก.ย. ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะพูดว่า หมดเวลาของท่านแล้ว
&amp;quot;จีทูจี&amp;quot;เรือดำน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่าย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท ถือว่า ครม.ขาดความซื่อสัตย์ ปล่อยปละให้ กองทัพเรือไปลงนามจัดซื้อ ไม่เป็นไปตามรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี โดย พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ไปลงนามกับบริษัท China Shipbuilding and Offshore International Company (CSOC)และจากการโอนเงิน ไม่ได้โอนจากรัฐบาลไทย แต่ทางกองทัพเรือ โอนเงินไปให้บริษัท CSOC และหนังสือรับมอบอำนาจฉบับเต็ม หรือ Full Powes ทั้งของฝั่งไทยและจีน ไม่เคยนำมาแสดง จึงสงสัยว่าจะเป็นจีทูจีเก๊หรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากบริษัท CSOC ที่กองทัพเรือไปลงนามซื้อเรือดำน้ำ เป็นบริษัทลูกในเครือของ CSSC (China State Shipbuilding Coperation Limited) และบริษัท CSSC ยังเป็นเจ้าของบริษัท China Shipbuilding Trading Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกัน นอกจากนี้บริษัท CSSC ยังมาเปิดบริษัทที่ประเทศไทย ชื่อ บริษัท ไชน่าชิปปิ้ง บิวดิ้ง ประเทศไทย จำกัด จดทะเบียน 13 พ.ย.2562 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ที่อยู่ 22/331 อาคารเอเวอร์กรีนชั้น 2 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา พระโขนง กทม. ประกอบกิจการโรงหล่อโลหะ อย่างนี้จะเป็นจีทูจีจริงได้อย่างไร มีทุนจดทะเบียนเพียงแค่ 5 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทจีนจะมีเพียง 97 บริษัทที่ขึ้นต้นด้วย China ได้เพียงเท่านี้ หากจะไปจดใหม่ รัฐบาลจีนไม่ให้จดอีกแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีข้อซักถามไปถึงนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่าเหตุใดจึงปล่อยปละละเลยให้กองทัพเรือไปลงกับบริษัทของจีน แทนที่จะไปลงนามกับรัฐบาลจีน เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐเป็นตามโดยหลักนิติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และเพื่อความเหมาะสม ขอตั้งคำถามไปถึงนายกฯ ทั้งเรื่องรถไฟฟ้าสีเขียวและการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังนายยุทธพงศ์พูดจบ นายชวนกล่าวขึ้นมาว่า นายยุทธพงศ์ มีข้อมูลไปสู้คดีนะครับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงว่าประเด็นที่ว่าทำไมผู้ลงนามในข้อตกลงของฝ่ายไทยจึงเป็นเสนาธิการทหารเรือ แต่ฝ่ายจีนเป็นผู้แทนบริษัท China Shipbuilding &amp;amp; Offshore International หรือ CSOC และเหตุใดทำไมถึงจ่ายเงินให้กับบริษัทเอกชน ทั้งๆ ที่เป็นการซื้อจากรัฐบาลจีน ขอเรียนว่าในส่วนของรัฐบาลไทยนั้น คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้ลงนาม และได้มีการมอบให้เสนาธิการทหารเรือเป็นผู้ลงนาม ขณะที่รัฐบาลจีนมอบหมายให้องค์การบริหารงานของรัฐด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ หรือ The State Administration for Science, Technology and Industry for National Defense (SASTIND) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลจีนและเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้มอบอำนาจให้ CSOC ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ 100% โดยในหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของ CSOC มีการระบุคำว่า State-owned ที่ย้ำถึงความเป็นรัฐวิสาหกิจ ส่วนเรื่องการจ่ายเงินให้กับ CSOC นั้น เป็นเพราะ SASTIND ได้มอบอำนาจเต็มให้กับ CSOC
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเย็น นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกฯ ได้เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจพลังงานกว่า 10 ล้านล้านบาท โดยเป็นความร่วมมือของเจ้าสัวพลังงาน &amp;lsquo;ส&amp;rsquo; นายพล &amp;lsquo;น&amp;rsquo; นาย &amp;lsquo;พ&amp;rsquo; ที่เป็นรัฐมนตรีตัวจริง และนาย &amp;lsquo;ศ&amp;rsquo; ที่เป็นลูกพี่เก่าของนาย &amp;#39;พ&amp;#39; ทั้งหมดนี้เป็นแก๊งผูกขาดพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดยเจ้าสัว &amp;#39;ส&amp;#39; เป็นเจ้าของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เคยชวนตนไปอยู่ด้วย ให้เงินเดือน 2 แสนบาทต่อเดือน ตนไม่ไปแต่มีคลิปการชวนเป็นหลักฐาน โดยเจ้าสัว &amp;lsquo;ส&amp;rsquo; มีการฮั้วในการอุ้มสัญญาโรงไฟฟ้า ไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์ ฮั้วประมูลท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ฮั้วประมูลท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 การให้สัมปทานโรงไฟฟ้า 1,400 เมกะวัตต์ โดยไม่ต้องมีการประมูล ทั้งนี้&amp;nbsp; สิ่งที่คนไทยเจ็บปวดคือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการยึดอำนาจ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์เข้ามา ทำให้เศรษฐกิจประเทศพังยับเยิน มีแต่เจ้าสัวที่รวยเอา ดังนั้นนายกฯ ไม่ต้องลาออก แต่เผด็จการต้องออกไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวชี้แจงว่า เรื่องโรงไฟฟ้าที่กล่าวหา ตนได้รับผลประโยชน์ก็ไม่จริง ตนพยายามจะทบทวน แต่แก้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลก่อนที่จะตนเข้ามาได้เซ็นสัญญาเอาไว้ก่อน ให้ไปดูเอาว่าเป็นรัฐบาลไหน.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76991</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายทั่วไป, อย่าสร้างความเกลียดชัง, เปิดสภา, เศรษฐกิจตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58ef4d6b376.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 23:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 23:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เนาวรัตน์&#039; ร่ายกลอน &#039;เปิดสภา&#039; ทิ้งปริศนาหัวครกคอยหมกเม็ด ฤาหัวเพชรอันเจียระไน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27&amp;nbsp;พ.ค.63 - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2536 โพสต์บทกลอนหัวข้อ &amp;quot;เปิดสภา&amp;quot; มีข้อความดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เปิดสภา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดสภา เดือนพฤษภา
สิ พิษสภา แสบสารพัน
ห่านรก ว่าโหดมหันต์
เจอะพิษสภา ต้องราถอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซุกอะไร ไว้ใต้พรม
สะบัดพรมเห็นเพชรพลอย
ปฏิกูล ฤา มูลฝอย
จะได้รู้ ได้เห็นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามล่า หาความจริง
แหละความจริงจะปูดประจัน
ใดธรรม ใดอาธรรม์
อันใดแท้ อันใดเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาล รัฐบาป
ฤารัฐบุญ สมบูรณ์เสร็จ
หัวครก คอยหมกเม็ด
ฤาหัวเพชร อันเจียระไน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่าร้าย ทลายหิ้ง
พิสูจน์จริง พิสูจน์ใจ
วิถีเก่า วิถีใหม่
ได้เห็นกัน วันเปิดสภา !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ #เปิดสภา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67136</URL_LINK>
                <HASHTAG>เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, เปิดสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190402/image_big_5ca2d5479eb42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยขอเวลา 10 วัน อภิปรายพ.ร.บ.-พ.ร.ก.เงินกู้ในสภา การบินไทยโดนด้วย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.63- นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมวิปฝ่ายค้านว่า ที่ประชุมได้หารือถึงรูปแบบการอภิปรายหลังเปิดประชุมสภาฯ ทั้งแนวทาง เนื้อหา การวางกรอบ เป้าหมาย ทิศทาง และการจัดคนอภิปราย แต่ยังไม่ได้มองไปถึงขั้นว่าจะรับหรือไม่รับกฎหมายฉบับไหนอย่างไร ส่วนกรณีที่มีการขอเวลาอภิปรายถึง 10 วัน เนื่องจาก จะมีการพิจารณาทั้งพ.ร.ก.และพ.ร.บ.หลายฉบับ ซึ่งเนื้อหาเยอะ และเป็นเรื่องของการกู้เงินที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ แต่กลับไม่มีรายละเอียดการใช้จ่ายใดๆ จึงไม่อยากให้มีการจำกัดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้วาระการประชุมเองไม่มีอะไรค้างคา จึงอยากจะขอให้เวลาอภิปรายกันเต็มที่จะ 3 วันหรือ 10 วันก็สุดแล้วแต่ประธานจะพิจารณาวินิจฉัย หากใครอภิปรายวกวน ซ้ำซาก สามารถตัดออกได้ ถ้ามองว่าพิจารณากันจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว สามารถปิดประชุมได้ แต่ไม่ใช่มาตั้งธงว่าจะต้อง 2 วัน 3 วัน ยืนยันว่าไม่อยากให้มีการจำกัดเวลาหรือจำกัดตัวบุคคล โดยการประชุมร่วมกับประธานสภาฯ วิปรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.นั้นก็จะเสนอเนื้อหาตามนี้ด้วย เมื่อก่อนเขามีข้อจำกัดให้เรา โดยเอาวันอภิปรายไปชนกับวันสำคัญๆ หรือวันปิดสมัยประชุมสภาฯ จึงทำให้ขยายวันประชุมไม่ได้ แต่ครั้งนี้ควรที่จะให้เวลาเราอย่างเต็มที่ เพราะไม่ได้ติดอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า การอภิปรายจะมีการพูดถึงกรณีของการบินไทยด้วยหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ก็คงจะต้องพูดถึงเพราะอยู่ในส่วนของการกู้เงินมาอุ้มหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า น่าจะมีการพูดกันอีกครั้งโดยแยกเป็นวาระหนึ่งโดยเฉพาะขึ้นมาด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66342</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, พรก.-พรบ., สุทิน คลังแส, เปิดสภา, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26af2fbe8c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.เสียงแตกอุ้มกม.3ฉบับ! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝ่ายค้านขู่ หลังเปิดสภาเจอกันแน่ จองกฐินชำแหละ พ.ร.ก.โควิด 3 ฉบับปลายเดือนนี้ อ้างหวังป้องกันรัฐบาลตีเช็คเปล่า ประชาธิปัตย์เสียงแตก หนุน-ไม่หนุนญัตติด่วนพรรคก้าวไกลตั้ง กมธ.สอบงบสู้โควิด 1.9 ล้านล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมพิจารณาพระราชกำหนดเกี่ยวกับโควิด-19 จำนวน 3 ฉบับ วงเงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในปลายเดือนนี้ว่า แม้พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านรวบรวมเสียง ส.ส.ได้ไม่ครบ 1 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา ไม่สามารถเสนอให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้ แต่ทุกภาคส่วนได้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมข้อมูลอภิปรายพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และ พ.ร.บ.โอนงบฯ เมื่อเปิดการประชุมสภาสมัยสามัญไว้แล้ว พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะร่วมกันตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทอย่างใกล้ชิด ต้องนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้มีการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล การเยียวยาที่ผ่านมาล้มเหลว ล่าช้า ไม่ครอบคลุม ขาดประสิทธิภาพ มีประชาชนตกหล่นเข้าไม่ถึงการเยียวยาจำนวนมาก ปัญหานี้จะส่งผลกระทบไปยังประชาชนทุกกลุ่ม เกษตรกรที่ได้รับการเยียวยาล่าช้าอยู่แล้ว การขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความยุ่งยาก เกษตรกรทุกครัวเรือนต้องได้รับการเยียวยาถ้วนหน้า ทั่วถึง ในเวลาที่รวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลไม่ควรฉวยเอาจำนวนผู้ติดเชื้อลด ที่เกิดจากความร่วมมือของประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ และพื้นฐานที่ดีของระบบสาธารณสุขประเทศ มากลบความไร้ประสิทธิภาพการเยียวยาและความล้มเหลวทางเศรษฐกิจอันเกิดจากมาตรการที่ผิดพลาดของรัฐบาล&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ 209 ส.ส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อยื่นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญว่า ได้หารือกับที่เคยสนับสนุนเรื่องนี้ เห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว วันนี้ได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาออกมาแล้ว วันที่ 22 พฤษภาคมได้เริ่มประชุมแน่นอน แม้จะเข้าใจฝ่ายค้าน เพราะยอดผู้ติดเชื้อลดลง แต่ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ลดลงเลย จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส กลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลหนีความรับผิดชอบในการเข้ามาแก้ไขไม่ได้อยู่แล้ว จึงอยากให้ฝ่ายค้านอดทนรออีกนิด และใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ที่เหลืออยู่ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลความเดือดร้อนของประชาชนพอเตรียมแจ้งต่อสภาเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ เพราะเมื่อเปิดประชุมวันแรก รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ต้องเป็นลำดับวาระแรกของการพิจารณาอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนท่าทีต่อญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการตรวจสอบการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโคโรนา 2019 ที่ส.ส.พรรคก้าวไกลนั้น นายอัครเดชกล่าวว่า ในส่วนของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นเบื้องต้นเป็น 2 ทาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นเมื่อใกล้ถึงเข้าสู่การพิจารณาของสภา ที่ประชุมส.ส.คงหาข้อยุติกันอีกครั้งเพื่อนำท่าทีไปหารือกับวิปรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่มีสื่อหลักของญี่ปุ่น นิกเกอิเอเชียนรีวิว วิจารณ์รัฐบาลในประเทศอาเซียน โดยเฉพาะรัฐบาลไทย โดยระบุไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่ามีการใช้ข้ออ้างการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการควบรวมอำนาจของตนเอง และใช้กีดกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนและฝ่ายค้าน ดังนั้นในสถานการณ์ที่การระบาดของไวรัสดีขึ้นตามลำดับ จึงควรที่รัฐบาลจะต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว และควรจะต้องเริ่มผ่อนคลายให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ที่ผ่านมาต้องขอชื่นชมความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทยที่ทำให้ไทยควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแต่อย่างไร ความจริงคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกลับเป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนในการทำมาหากินและปัญหาในการเดินทางกลับบ้านของประชาชนจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้สื่อหลักญี่ปุ่นยังวิจารณ์รัฐบาลไทยในการใช้เงินจำนวนมากกว่า 58,000 เหรียญฯ (1.9 ล้านล้านบาท) ว่าจะเป็นการแจกเพื่อหาเสียงให้กับตัวเอง อย่างไรก็ดี เงินที่ใช้เยียวยาประชาชนที่เดือดร้อนถือเป็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ แม้กระนั้น การเยียวยาของรัฐบาลยังมีปัญหาความไม่ทั่วถึง คนลำบากจำนวนมากไม่ได้รับการเยียวยา แต่เงินกู้อีก 400,000 ล้านบาทที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะไปใช้ฟื้นเกษตรกรและฐานราก เกรงว่าจะเป็นเบี้ยหัวแตก และจะไปซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่แต่ละกระทรวงมีแผนงานอยู่แล้ว สุดท้ายห่วงว่าจะกลายเป็นการนำเงินกู้ก้อนมหาศาลดังกล่าวไปใช้เพื่อเอาใจ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรักษาตำแหน่งของตนและพวกพ้อง ที่กำลังมีปัญหาความไม่พอใจของ ส.ส.จำนวนมากใน พปชร. ที่ต้องการเปลี่ยนนายอุตตม สาวนายน ออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อให้เปลี่ยนออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งจะรวมไปถึงการจะปลดนายสมคิดออกจากตำแหน่งด้วยจากผลงานการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ดังนั้น จึงอยากให้มีการใช้เงินเพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นการใช้เพื่อรักษาตำแหน่ง เพราะจะเสียเงินโดยไม่เกิดประโยชน์ และประชาชนทั้งประเทศจะต้องมาใช้หนี้ก้อนมหาศาลนี้แทน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องมาแบกภาระอย่างหนักในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี หากมองย้อนหลัง 5 ปี รัฐบาลได้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลโดยอ้างว่าเพื่อช่วยเกษตรกรและฐานราก แต่ความเป็นอยู่ของเกษตรกรและฐานรากกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย การใช้เงินตาม พ.ร.ก.ที่ออกมาอีก 4 แสนล้าน เพื่อเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ได้ผลเหมือนที่รัฐบาลเคยทำมาแล้วตลอดหลายปี ซึ่งอาจจะกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเหมือนโครงการเงินกู้ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัติย์ หรือการเข้าช่วยการบินไทยทั้งที่โอกาสรอดทางธุรกิจมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการต้องพัฒนาวิสัยทัศน์ให้เห็นว่าอนาคตของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังวิกฤติไวรัส แล้วพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับอนาคตโดยมุ่งเน้นการปรับระบบราชการ การสร้างธุรกิจในแนวทางใหม่ และการเพิ่มการจ้างงาน โดยที่การว่างงานของคนจำนวนมากประมาณ 7-10 ล้านคน จะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต และรัฐบาลยังไม่มีแนวทางที่จะรับมือแต่อย่างไร&amp;quot; นายพิชัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า แม้เวลานี้เราจะมีความภาคภูมิใจกับตัวเลขที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อยลง แต่เราอาจลืมก่อนหน้านี้ไปว่าเราได้รับการปฏิบัติการไอโอจะโดยทางตรงทางอ้อมก็ตามที่ให้คนไทยเกิดความหวาดกลัวกันทั่วหน้าว่า หากไม่มีการปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ประเทศไทยจะติดเชื้อหลายแสนคน และจะตายหลายหมื่นคน แม้ว่าปฏิบัติตามแล้วก็ยังติดเชื้อหลายหมื่นคน แล้วจะตายหลายร้อยคน เหล่านี้เราผ่านจุดที่จะต้องพิสูจน์คือผ่านวันที่ 15 เมษายนมาร่วมเดือน ก็ปรากฏว่าข้อเท็จจริงในเรื่องเหล่านี้เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะได้พิสูจน์แล้วทั้ง 2 ทฤษฎี ไม่ว่าจะมีการปฏิบัติแบบเข้มข้นหรือไม่มีการปฏิบัติ ตัวเลขผิดทั้งหมด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์เเพทย์ท่านหนึ่ง ที่มีบทบาทหน้าที่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ก็ได้ถามว่าสถานการณ์โรคจริงๆ ของประเทศไทยนั้น เราอยู่ในสถานการณ์ใด ซึ่งอาจารย์แพทย์ก็ได้พยายามอธิบายว่าสาเหตุที่ประเทศไทยการแพร่เชื้อไม่รุนแรงเหมือนในหลายประเทศ ปัจจัยที่สำคัญคือคณะแพทย์ไทยไปจัดการต้นเหตุ ณ จุดเริ่มต้นกันได้ก่อนหลังจากนั้นก็ดำเนินตามมาตรการต่างๆ อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตและมีการสอบถามแลกเปลี่ยนกันว่า วัคซีนที่จะมาใช้ป้องกันโควิด-19 นี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกกี่เดือน ก็ได้รับคำตอบที่มีวิทยาศาสตร์เป็นรายละเอียดรองรับมากมาย โดยบอกว่าวัคซีนจะได้ภายใน 1 ปีครึ่ง หมายความว่าเราจะอยู่กับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปถึงเดือนธันวาคม 2564 แม้เเพทย์บางคนจะบอกว่าจะเป็นเดือนเมษายน 2564 แต่อย่างไรก็ตาม อาจารย์เเพทย์ท่านนี้บอกว่า บทเรียนหลายโรคที่มีการยกตัวอย่างกันมากมาย ก็คาดการณ์ว่าต้องเป็นธันวาคม 2564 ประเทศไทยถึงจะมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ดังนั้นไม่ว่าจะใช้สัดส่วนใดในการประเมิน ก็ยังคงต้องใช้เวลาร่วมปี ก็พอจะเห็นชะตากรรมของประเทศเช่นเดียวกันว่ามาตรการแจกเงินที่ประชาชนไปร้องทุกข์สิ้นสุดในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ และการพิจารณาทบทวนสิทธิ์จะแล้วเสร็จในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ ก็จะรู้ว่าคนตกหล่นไปประมาณ 1.7 ล้านคน ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาใหญ่มากกว่านั้นคือ หากจ่ายเงินเยียวยาตรงเวลาครบ 3 เดือน แล้วหลังจาก 3 เดือนจะว่ากันอย่างไรต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน นปช.กล่าวต่อว่า มีการเปรียบเปรยกันว่าสภาพรัฐบาลปัจจุบัน หากเปรียบเทียบกับหน่วยงานก็คือการบินไทย ที่รอเจ๊งทั้งคู่ แต่ก็ประคับประคองกัน ว่าจะเจ๊งกันไปแบบเบ็ดเสร็จเมื่อไหร่ เพราะในยามที่ประเทศเป็นปกติ การบินไทยก็เจ๊ง ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้ง หรือจะมาจากการรัฐประหาร คือมีนายกรัฐมนตรีคนใดบ้างที่อยู่ในยุคที่การบินไทยได้กำไร ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่การบินไทยเคยเป็นสายการบินแห่งความภาคภูมิใจ แต่ด้วยความไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา เหล่านี้คือความท้าทายของการบินไทย ต้องการรักษาสายการบินแห่งชาตินี้ไว้ โดยเสนอให้เอกชนถือหุ้น 39% ส่วนรัฐถือหุ้น 60% เพราะการบินไทยและสหภาพการบินไทยก็รู้ดีว่า หากเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เอกชนกลายเป็นเสียงข้างมาก ก็จะไม่ปล่อยให้การบินไทยเป็นเช่นนี้ ดังนั้นหากการบินไทยยังไม่ทบทวนตัวเอง ยังเกลือกกลั้วกับทางการเมืองโดยไม่รู้จักแยกแยะสมบัติชาติ ทุกคนก็มีความอึดอัด จึงควรจะพอได้แล้วกับทัศนคติทางการเมืองแบบตื้นๆ ไม่เช่นนั้นก็เป็นเหมือนหัวข้อที่ตนบอกว่าไม่ได้แช่ง อย่างไรก็พัง อีกทั้งมองว่ารัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในตอนนี้เปรียบเสมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือเผาป่าเพื่อฆ่าหนูตัวเดียว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65580</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, งบสู้โควิด 1.9 ล้านล้าน, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, พรรคเพื่อไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดสภา, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb8005dacb0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีแค่ 209 เสียง!เลขาฯสภาไม่ส่งรายชื่อส.ส.ฝ่ายค้านขอเปิดประชุมให้ &#039;ชวน&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.63 - ที่รัฐสภา นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวต่อกรณีที่ตัวแทน 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นแสดงเจตจำนงต่อการขอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ก่อนการเปิดประชุมสภาฯ ช่วงวันที่ 22 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาหาทางออกเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า จากจำนวนส.ส.ที่ร่วมลงชื่อนั้น ทราบว่ามีไม่ครบจำนวนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 123 กำหนด ให้ใช้เสียงสมาชิกรัฐสภา ลงชื่อ 1 ใน 3 เพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ทั้งนี้จำนวน ส.ส.ในปัจจุบันมี 487 เสียง ส.ว. 249 เสียง รวมเป็นสมาชิกทั้งหมดของรัฐสภา 736 เสียง หากจะใช้ 1 ใน 3 เท่ากับ 245 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รายชื่อที่ยื่นมานั้นมีจำนวน 209 เสียง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงไม่สามารถเสนอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภา ให้พิจารณาได้ หรือหากจะทำรายงานเสนอ อาจทำให้เรื่องดังกล่าวนั้นไม่ครบองค์ประกอบและต้องตกไป สำหรับกรณีของพรรคฝ่ายค้านที่เพียงแค่ยื่นให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นฝ่ายประสานงานให้ ส.ส. หรือส.ว. คนอื่น ร่วมลงชื่อให้ครบองค์ประกอบนั้น ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน&amp;rdquo; เลขาธิการสภาฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากฝ่ายค้านต้องการให้ประสาน ตนพร้อมจะตั้งโต๊ะให้สมาชิกรัฐสภาที่เห็นด้วยร่วมลงชื่อให้ แต่ในวิธีปฏิบัติแล้ว ตนต้องตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ ของรายมือชื่อ อย่างไรก็ตามอีก 2 สัปดาห์ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะเปิดสมัยสามัญแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65381</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมสภา, สรศักดิ์ เพียรเวช, เปิดสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afecf8bafeee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดวิสามัญแท้ง มติวิปรัฐบาลเมิน โบ้ยให้รอ22พ.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิปรัฐบาล&amp;quot; เคาะมติไม่เห็นด้วย &amp;ldquo;ฝ่ายค้าน&amp;rdquo; ดันเปิด สภาสมัยวิสามัญ ซักฟอก พ.ร.ก.กู้เงิน-แก้ปัญหาโควิด-19 เลขาฯก้าวไกลอัดตีเช็คเปล่าให้ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; กับพวก จี้คลายล็อกเปิดสภาฟังเสียงประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2563 นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับแกนนำวิปรัฐบาล อาทิ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ผ่านทางโทรศัพท์ ถึงกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินหรือไม่ รวมถึงระดมสมองแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่าการหารือร่วมกันของวิปรัฐบาลมีมติไม่เห็นด้วยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เนื่องจากการประชุมสภาสมัยสามัญจะมีกำหนดเปิดประชุมในวันที่ 22 พ.ค.นี้อยู่แล้ว โดยเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาฯ จะได้ดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไรที่เป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพราะรัฐบาลก็กำลังเร่งแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 อย่างเต็มที่อยู่แล้ว จึงเป็นกำลังใจในการทำงานให้รัฐบาล&amp;quot; นายวิรัช กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เนื่องจากการแก้ปัญหาวิกฤติของรัฐบาลนำโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)&amp;nbsp;หรือ ศบค. ได้บังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและมาตรการทางด้านสาธารณสุขควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ซึ่งการเฝ้าระวังและป้องกันยังต้องดำเนินต่อไปในระยะยาว ไม่อาจย่ามใจได้ การเปิดประชุมสภาที่จะเกิดการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ได้มีเพียงแค่ ส.ส. 500 คน แต่ยังมีผู้ติดตาม เจ้าหน้าที่ และผู้สื่อข่าวจำนวนมากมารวมตัวกัน ก็อาจก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการสัมผัสและแพร่กระจายเชื้อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าควรรอการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญที่มีกำหนดเปิดประชุมในวันที่ 22 พ.ค. จะมีความเหมาะสมกว่า เพราะระยะเวลาอีกหนึ่งเดือนจะทำให้เห็นความชัดเจนของประสิทธิภาพในการควบคุมโรคมากยิ่งขึ้น และมีเวลาในการจัดเตรียมมาตรการเฝ้าระวังของสภาในการอำนวยความสะดวกสำหรับการประชุมที่จะต้องยึดตามมาตรการเว้นระยะทางสังคม หรือ social distancing หรือหากต้องการช่วยเหลือสังคมไทย ส.ส.ก็ควรร่วมใจกันลงพื้นที่ช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อสถานการณ์ในยามวิกฤติ ส.ส.ต้องทำงานนอกสภา อยู่กับประชาชน&amp;quot; นายเขตรัฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ จึงเห็นการใช้กฎหมายไปดำเนินคดีกับผู้ที่นำอาหารไปบริจาค จับขังคนงานก่อสร้างที่จำเป็นต้องเดินทางระหว่างเคอร์ฟิว หรือจับขังคนไร้บ้าน ใช้กฎหมายไปปิดปากประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของรัฐบาลในสื่อสังคมออนไลน์ กระทั่งขู่จะจัดการกับนักศึกษาที่ต้องการเรียกร้องขอคืนค่าเทอม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม จนส่งผลให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลงตามลำดับ แต่สิ่งที่พวกเราได้รับตอบแทนคือมาตรการเยียวยาของรัฐบาลที่สับสน ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันท่วงที และไม่ทั่วถึง อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ประเมินความทุกข์ร้อนของประชาชนต่ำและช้าเกินไป รัฐบาลเข้มแข็งเสมอเวลาสั่งห้ามประชาชนทำสิ่งต่างๆ แต่เฉื่อยแฉะเวลาประชาชนไม่มีเงิน หนี้สินท่วมหัว ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ต้องรอคอยการสงเคราะห์อย่างไร้ศักดิ์ศรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัชกล่าวว่า เราเห็นภาพประชาชนในหลายจังหวัดรวมตัวกันรอรับอาหารบริจาคโดยไม่กลัวไวรัสมากขึ้น โดยไม่สนใจมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐอีกแล้ว เพราะกลัวจะอดตายมากกว่า หากรัฐบาลยังไม่คลายล็อก ประเมินกันว่าจะมีคนตกงานไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนในเดือนมิถุนายน ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องเชื่อมั่นในประชาชนว่าไม่มีใครอยากให้ไวรัสระบาดไปมากกว่านี้ พวกเรายินดีจะร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค แต่ไม่มีใครอยากให้ครอบครัวตนเองอดตายหรือล้มละลาย และไม่มีใครอยากให้ประเทศไทยการ์ดตก แต่อยากให้ประเทศนี้ปล่อยหมัดชกกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ด้วย เพราะยังต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน และนี่คงไม่ใช่การระบาดใหญ่ครั้งสุดท้าย ดังนั้นเราต้องควบคุมโรคอย่างมีสติ ไม่ให้ความทุกข์ยากและความตายจากพิษเศรษฐกิจแซงหน้าความป่วยไข้และความตายจากไวรัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินดูจะเป็นยาบำรุงของผู้นำที่ชอบยึดอำนาจ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษในการแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ &amp;nbsp;แน่นอนเราต้องการการบริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ มีประสิทธิภาพ และเห็นแก่ประชาชนส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจควบคุมประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจมีประโยชน์เพื่อให้รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ก่อนหน้านี้ และเตรียมพร้อมมาตรการรับมือทางด้านสาธารณสุข ทว่าจากนี้ไปเป็นเวลาที่รัฐบาลต้องเริ่มคลายล็อก &amp;nbsp;คายอำนาจ เปิดสภา และฟังเสียงของประชาชน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คลายล็อก-คายอำนาจ เพื่อคืนการทำมาหากินให้แก่ประชาชน เลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในลักษณะที่บังคับทั้งประเทศ แต่ปรับความเข้มข้นในการใช้กฎหมายควบคุมโรคให้ได้สัดส่วนกับสถานการณ์การแพร่ระบาด พร้อมกับใช้มาตรการทางสาธารณสุขเชิงรุกเพื่อรองรับการคลายล็อก โดยเพิ่มอำนาจและทรัพยากรให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;รัฐบาลต้องเร่งเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อฟังเสียงประชาชน เพราะเงินกู้และเงินงบประมาณรวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาทในการแก้วิกฤติโควิด-19 ต้องไม่ใช่การเซ็นเช็คเปล่าให้ พล.อ.ประยุทธ์กับพวก แต่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบให้ใช้จ่ายอย่างโปร่งใส รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ขณะนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลทั้ง 54 คน ได้ร่วมลงชื่อขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเรียบร้อยแล้ว เราขอเรียกร้องไปยัง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลให้ร่วมกันแสดงบทบาทของผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้อำนาจของประชาชนมีความหมายและภาษีของพวกเราทุกคนถูกใช้ไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่ามากที่สุด&amp;rdquo; นายชัยธวัชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล ให้ดำเนินการ 3 คลาย 4 เข้ม คือ 1.เลือกธุรกิจที่จะผ่อนคลาย 2.เลือกพื้นที่ที่จะผ่อนคลาย 3.เลือกเส้นทางสัญจรที่ปลอดโรคผ่อนคลาย 4 เข้ม คือ 1.เข้มการตรวจควบคุมโรค กักตัว รักษา 2.เข้มการเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ 3.เข้มการเยียวยาทางเศรษฐกิจ 4.เข้มการรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน คนในสังคม ทราบว่าอย่างน้อยอาจต้องสู้กับโควิด-19 อีกเป็นปี แต่การดำเนินมาตรการที่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ ทำให้ประชาชนเสียโอกาส ใช้เวลาในการแก้ปัญหานานเกินไปและไม่ตรงกับสภาพปัญหาที่แท้จริง ขณะนี้มีผู้ที่เข้าไม่ถึงการเยียวยามากถึง 80% สิ้นเดือนเมษายน 2563 รัฐบาลบอกว่าจะมีประชาชนผู้ผ่านเกณฑ์รับเงินเยียวยา 5,000 บาท 6.4 ล้านคน เฉพาะผู้ลงทะเบียนในโครงการเราไม่ทิ้งกัน 23.5 ล้านคน ถูกทิ้งให้รอมา 2 เดือน 17.1 ล้านคน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพื่อหยุดสถิติคนฆ่าตัวตายรายวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กค้านการตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท และตัดงบกระทรวงสาธารณสุขอีก 1200 ล้านบาทว่า ขอให้เลิกเต้าข่าว เลิกนำข่าวเฟกนิวส์มากล่าวหาโจมตีรัฐบาลเสียที เพราะทุกครั้งที่คุณหญิงโพสต์ ล้วนแต่ไม่เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ขืนทำแบบนี้บ่อยๆ คุณหญิงจะหมดความน่าเชื่อถือจากสังคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64456</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคร่วมรัฐบาล, วิปรัฐบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดสภา, เปิดสภาสมัยวิสามัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200427/image_big_5ea6d8cf1bf9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายค้านยันขอเปิดสภา เมิน‘500สส.’พาหะเชื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ฝ่ายค้าน&amp;quot; ยันขอเปิดสภาถกปัญหาโควิด-19 หวังเสนอแนะความเห็น ไม่ใช่เวทีด่ารัฐบาล &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ชง 2 มาตรการหยุดวิกฤติไวรัส ปูพรมค้นหาผู้ติดเชื้อ-ปิด ปท.ป้องกันกลุ่มเสี่ยงเข้ามา &amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; ผวา! 500 ส.ส.รวมตัวห่วงติดเชื้อ &amp;quot;อดีตเด็ก อนค.&amp;quot; ส่ายหน้า &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; แก้โคโรนา ขอร้องลาออกเถอะ ติดแฮชแท็กอยากให้ธนาธรเป็นนายกฯ &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; ยื่นสอบจริยธรรม &amp;quot;ส.ส.พปชร.&amp;quot; ด่า ปชช.โง่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 17 มี.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) และ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ประธานศูนย์รับเรื่องและติดตามการแก้ไขปัญหาการระบาดของ ไวรัสโคโรนา 2019 พรรค พท. จัดประชุมศูนย์รับเรื่องฯ ดังกล่าว โดยมี ส.ส.กทม.และ ส.ส.คนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัดเข้าร่วมประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์แถลงผลการประชุมว่า ขอเสนอมาตรการไปยังนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;จำนวน 2 มาตรการ 1.รัฐบาลต้องเปิดปฏิบัติการปูพรมค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วประเทศ โดยใช้กลไกของสาธารณสุขที่มีโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และ อสม.อยู่ทั่วประเทศ ใช้กลไกของมหาดไทยเป็นหน่วยงานเสริม การปูพรมทำภายใน 3 สัปดาห์ 3 รอบ โดยเฉลี่ย 5 วันจะทำหนึ่งรอบ เพราะการตรวจค้นหาเชื้อรอบแรกอาจยังไม่เจอ จึงต้องมีการตรวจซ้ำ เพื่อจบปัญหาการแพร่ระบาดให้ได้เร็วที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 2.การระงับการเพิ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้าประเทศ ที่ขอเสนอมาตรการขั้นเด็ดขาดให้นายกรัฐมนตรีเลือกอีก 2 มาตรการคือ A.ประกาศปิดประเทศ (Lockdown) ไม่รับผู้เดินทางจากต่างประเทศ 14 วัน B.ประกาศให้ผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องถูกกักตัวเฝ้าระวังสังเกตอาการ 14 วัน อย่างเคร่งครัด ตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อให้ทั้ง 2 มาตรการสามารถปฏิบัติได้สำเร็จบนพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักรบโควิด-19 ที่เป็นด่านหน้า คือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข เป็นลำดับแรก รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณให้ทุกโรงพยาบาล เพื่อจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ในการป้องกันตัวเองของบุคลากรให้พร้อมเพรียง อย่าให้เป็นปัญหาขาดแคลน อย่างหน้ากากอนามัยอีก และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่บุคลากรซึ่งถือเป็นนักรบโควิด-19 ด่านหน้ารัฐบาลต้องจ่ายเบี้ยความเสี่ยงให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานทุกคน และที่สำคัญคือรัฐบาลต้องจัดอุปกรณ์เวชภัณฑ์ให้เพียงพอรองรับการรักษาผู้ป่วยที่จะมีมากขึ้น&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท.กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยที่มี ส.ส.อยู่ทั่วประเทศ พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 สิ่งที่เสนอเป็นข้อเรียกร้องมาจากความห่วงใย ขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดนำมาพิจารณาด้วยเหตุและผล ขอให้ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่อยากให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อรับฟังข้อเสนอนำไปสู่การแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามหลักการทั่วไป ตามวิถีทางประชาธิปไตย ทั่วโลกยามเกิดวิกฤติ ใช้กลไกสภาในการหาทางออก เพราะวันนี้ไวรัสโควิดลุกลามไปทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ โดยใช้สภาในการสนับสนุนแก้ไขปัญหา เช่น หากจะมีมาตรการล็อกดาวน์ เมื่อเป็นแบบนี้จะว่าอย่างไร อยากให้ใช้กลไกสภาช่วยตัดสินใจ&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
ฝ่ายค้านยันต้องเปิดสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านขอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญตามมาตรา 155 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย หรือเศรษฐกิจของประเทศ สมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ตามระบอบรัฐสภา ซึ่งเป็นเวทีที่จะเกิดประโยชน์มากกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรคร่วมฝ่ายค้านมีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน โดยการระดมความคิดเห็นเพื่อแก้วิกฤติของประเทศ ที่บรรดา ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลกังวลว่าจะเป็นเวทีด่ารัฐบาลนั้น เป็นความคิดที่โง่มาก อยากแนะนำว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรเลิกเห็นแก่ตัวเอง และหากเห็นแก่ประเทศจริงต้องให้ความสำคัญกับรัฐสภา ถ้ามัวแต่กลัวฝ่ายค้านก็โง่เต็มที&amp;quot; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงกรณีที่ทางพรรคฝ่ายค้านมีการเสนอให้เปิดประชุมสภาวิสามัญ เพื่ออภิปรายเสนอความคิดเห็นในการจัดการเรื่องโควิด-19 ต่อรัฐบาลว่า ท่ามกลางภาวะสงครามชีวภาพที่ประเทศต้องการ การร่วมแรงร่วมใจจากนักการเมือง ประชาชนทุกฝ่าย ผมขอเสนอทางออกดังนี้ ขอให้ทางสภาจัดการประชุมปรึกษาหารือขึ้นเป็นเวลา 1 วัน ตั้งแต่ 09.00-21.00 น. โดยให้ทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ส่งตัวแทนพรรคละ 1-3 คนเข้าอภิปราย คนละไม่เกิน 10 นาที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงข้อเสนอฝ่ายค้านขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อขอหารือการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศว่า พปชร. กำลังหารือกันว่าจะมีท่าทีที่ชัดเจนต่อเรื่องต่างๆ อย่างไร ซึ่งการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ มีข้อหารือกันได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ในรายละเอียดขึ้นอยู่กับ ส.ส.ที่จะต้องพูดคุยกันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรค พปชร. กล่าวว่า สภาก็อย่าไปรวมกันเยอะ เดี๋ยวจะติดในสภาอีก ไม่รู้ใครเป็นใคร เพลาๆ กันไปสักระยะเวลาหนึ่ง ตนคิดว่าถ้าสถานการณ์เบาลงแล้วก็ไม่เป็นอะไร สามารถเปิดได้ แต่ถ้าเปิดวันนี้แล้วมีคน 500 คนอยู่ที่เดียวกันเกรงว่าจะติดต่อกันไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่าเพิ่งไปเปิดเลย ผมก็เป็น ส.ส.ด้วย ผมคิดว่ามันน่ากลัว วันหนึ่งเราทำงานเสร็จก็รีบกลับบ้าน ไม่มัวไปดื่ม ไปเที่ยว ไปอะไร มันน่ากลัว บ้านใครบ้านมันดีกว่า&amp;rdquo; นายสมศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีประชาชนโทรศัพท์มาที่ศูนย์บริการประชาชน 1111 สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นจำนวนมาก ฝากขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และทีมนายแพทย์สาธารณสุข ที่ได้แถลงข่าวความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาลอย่างทุ่มเทในการป้องกันไวรัสโควิด-19 จนทำให้ประชาชนมีความคลายวิตกกังวล สบายใจ อบอุ่นใจขึ้นมาก ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจในมาตรการการป้องกันการระมัดระวังสุขภาพตัวเองให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.ณิชชา บุญลือณิชชา สมาชิกพรรคก้าวไกล อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขตบางกะปิ โพสต์เฟซบุ๊กระบุตอนหนึ่งว่า ดิฉันเองเคยได้แชร์วิสัยทัศน์วิธีรับมือวิกฤติ Covid 19 ทั้ง 11 ข้อของทางรัฐบาลไต้หวันแล้ว ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เชิงบูรณาการไปพร้อมกับแผนรับมือของประเทศไทยได้ แต่ ณ วันนี้ได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ ซึ่งคาดหวังว่าท่านนายกฯ จะแถลงมาตรการอะไรออกมาให้ ประชาชนได้อุ่นใจหรือสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ เนื้อหาสาระที่ท่านกล่าวมานั้นไม่มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนเลย
ไล่บิ๊กตู่ขอนายกฯ ธนาธร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นดิฉันสรุปสั้นๆ ได้ว่า &amp;ldquo;ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด&amp;rdquo; แต่ถ้า &amp;ldquo;ผู้นำตายประชาชนจะรอดกันหมด&amp;rdquo; โปรดลาออกเถอะค่ะ ด้วยความเคารพ #อยากให้ธนาธรเป็นนายก #ได้เวลาของคนรุ่นใหม่&amp;quot; อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม และ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีถูกวิจารณ์จัดเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดนางภัทรมน เพ็งส้ม เลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่มี ส.ส.และสมาชิกพรรค พปชร.ไปร่วมจำนวนมาก ขัดแย้งกับมาตรการและนโยบายของรัฐบาลเรื่องการป้องกันไวรัสโควิด-19 ว่า งานดังกล่าวจัดที่บ้านพักซึ่งเป็นพื้นที่เปิด จัดโต๊ะในระยะห่างพอสมควร ใช้เวลาอยู่ในงานไม่มากนัก และการรวมตัวกันก็ไม่มาก มีประมาณ 20-30 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้จัดงานรู้ถึงสถานการณ์ แต่เป็นการจัดงานภายในเฉพาะคนที่สนิทกัน อีกทั้งก่อนเข้างานมีการฉีดแอลกอฮอล์เจลด้วย เดิมทีงานดังกล่าวจะจัดใหญ่กว่านี้ แต่เจ้าของงานลดขนาดลงมา เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ส่วนที่มี ส.ส.ในพรรค พปชร.บางส่วนไม่เห็นด้วย จนมีการตอบโต้กันเองในไลน์กลุ่ม ส.ส.พรรคนั้น เป็นความเห็นของสองคน ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นไปมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพรรคการเมืองขนาดใหญ่&amp;quot; นายอธิรัฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. กล่าวถึงกรณีมีการกล่าวหาที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวข้องกับการทุจริตส่งออกหน้ากากอนามัยว่า พรรค ปชป.ยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อมีการกล่าวหาทางพรรคก็สนับสนุนให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ดำเนินการให้ถึงที่สุด ทำความจริงให้ปรากฏว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งพรรคก็มีการตรวจสอบภายในอยู่ โดยข้อบังคับพรรคระบุไว้ชัดบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่รักษาชื่อเสียง นำความเสื่อมเสียมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีการปกป้อง ซึ่งความผิดร้ายแรงสูงสุดคือการพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค อย่างไรก็ตามจะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งจะต้องฟังข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีนายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ นำข้อความของชาวเน็ตคนหนึ่งมาแชร์ต่อผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว จากการสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในวลี &amp;quot;ประชาชนโง่จะตายกันหมด&amp;quot; พร้อมระบุ ข้อความนี้เป็นของชาวเน็ตท่านหนึ่ง ผมเอามาแชร์เพื่อสะท้อนความคิดเห็น เพราะเห็นป้ายวลี &amp;ldquo;ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด&amp;rdquo; แล้วคันหัวใจ ขอล่อเป้าให้เด็กๆ รุมด่าสักทีเหอะ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในความไม่เหมาะสม และแม้เจ้าตัวได้ออกมาชี้แจงผ่านผู้สื่อข่าวว่า ไม่ได้โพสต์ข้อความนี้ แต่เป็นเพียงการนำข้อความของชาวเน็ตมาแชร์ต่อเท่านั้นก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้เป็นการนำข้อความของคนอื่นมาโพสต์หรือไม่ก็ตาม แต่เป็นเจตนาโดยแท้ที่สะท้อนตัวตนและพฤติกรรมของ ส.ส.รายดังกล่าว อันเข้าข่ายการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 ข้อ 17 และข้อ 23 อันถือเป็นการปฏิบัติต่อประชาชนอย่างมีอคติ และไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน ทำให้ประชาชนตำหนิ ติเตียนเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง ส.ส.โดยชัดแจ้ง จึงจำต้องนำความขึ้นร้องเรียนไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนฯ เพื่อให้คณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนฯ ดำเนินการไต่สวน สอบสวนและลงโทษตามกฎหมาย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อสังคมและนักการเมืองต่อไป&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60107</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ค้นหาผู้ติดเชื้อ, ฝ่ายค้าน, มาตรการหยุดวิกฤติไวรัส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดสภา, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e70ddd98d987.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
