<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ชี้เปิดเมืองทำกิจการได้ปลอดภัยทุกฝ่ายต้องเข้ม4มาตรการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.64-นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปบัดสธ.) กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19ว่า วันนี้มีผู้ป่วยโควิด หายกลับบ้านได้ 9,981 ราย หายป่วยสะสม 1,554,887 ราย ติดเชื้อรายใหม่ 10,817 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 110,880 ราย และเสียชีวิต 84 ราย ภาพรวมในขณะนี้แนวโน้มทรงตัว บางพื้นที่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจากการรวมกลุ่มทำกิจกรรม อาทิ งานสังสรรค์ งานศพ รวมถึงยังพบการติดเชื้อในโรงงาน สถานประกอบการ แคมป์ก่อสร้าง สถานที่ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มแรงงานต่างด้าว ขณะที่บางพื้นที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น พบผู้ติดเชื้อประปรายและสามารถควบคุมได้ รัฐบาลจึงมีแนวทางที่จะเปิดกิจการ กิจกรรม และเปิดพื้นที่รับนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ในชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า การดำเนินกิจการ กิจกรรมต่างๆ และการเปิดเมืองให้ปลอดภัยและยั่งยืนทุกคน ทุกฝ่าย ต้องตระหนักและเคร่งครัดใน 4 มาตรการสำคัญคือ 1.การฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายและครอบคลุม ซึ่งขณะนี้ได้จัดหาวัคซีนไว้เพียงพอที่จะให้กับประชาชนตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป 2.การป้องกันตนเองขั้นสูงสุด (Universal Prevention) โดยคิดไว้เสมอว่าทุกคนอาจเป็นผู้ติดเชื้อแฝง และป้องกันตนเองอย่างเข้มงวดกับทุกคน 3.การใช้ชุดตรวจ ATK คัดกรอง เพื่อให้ผลเร็ว เข้าสู่ระบบรักษารวดเร็ว ลดการแพร่เชื้อ และ 4.การดำเนินการตามแนวทาง COVID Free Setting ซึ่งองค์กร สถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งหากดำเนินการได้ครบถ้วนทั้ง 4 มาตรการ มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด 19 ได้ และประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติแบบวิถีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการนำร่องเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใน 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) พังงา (เขาหลัก เกาะยาว) กระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์ คลองม่วง ทับแขก) ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่กำหนด ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างดี สามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในแผนจะเปิดเพิ่ม โดยต้องจัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อติดตามเฝ้าระวังและควบคุมโรค เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting และมาตรการ Bubble and Seal ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มตามเกณฑ์ และมีผลการตรวจ RT-PCR ไม่พบเชื้อ ภายใน 72 ชม. จะลดวันกักตัวเหลือ 7 วัน แต่หากไม่ได้ฉีดวัคซีน จะลดวันกักตัวจาก 14 วัน เหลือ 10 วัน ระหว่างอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว จะต้องตรวจ RT-PCR /ATK ตามกำหนด ส่วนประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 80%&amp;rdquo; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119316</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, สธ., เปิดเมือง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162ac4ddffb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็ก!กิจการที่ได้คลายล็อก เมืองท่องเที่ยวที่เปิดเพิ่ม เริ่ม1ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 64 - เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภายหลังการประชุม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังคงต้องไม่ประมาท ยังต้องเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึง ติดตามการกระจายเวชภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็จะขยายรูปแบบแซนด์บอกซ์ในส่วนกิจการ/กิจกรรมอื่น ๆ ให้มากขึ้น อาทิ ปรับกิจกรรมภายในโรงแรมเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวและการเปิดประเทศต่อไป นับตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ภาคแรงงานและภาคประชาชนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด&amp;ndash;19 มากขึ้น ภาคเอกชนได้เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ขอฝากให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ช่วยพิจารณาช่วยเหลืออุตสาหกรรมบันเทิง ศิลปินพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังดีใจที่ไทยสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 รายวันได้เกิน 1 ล้านโดส มั่นใจไทยมีศักยภาพในการฉีดวัคซีนได้บรรลุตามเป้าหมาย โดยฝากให้ สธ. ช่วยดูแลการบริหารจัดการวัคซีนสำหรับเด็กเล็กด้วย นายกรัฐมนตรียังรับทราบแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับชาวต่างประเทศและแรงงานต่างด้าวโดยจะเริ่ม 1 ตุลาคม นี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมแผนการช่วงเปลี่ยนผ่านของโควิด-19 จากการระบาดใหญ่ทั่วโลก หรือ Pandemic สู่โรคประจำถิ่น Endemic ซึ่งต้องขอให้แต่ละฝ่ายถอดบทเรียนการทำงานในแต่ละช่วงของการแพร่ระบาด เพื่อเป็นแนวทางในการรองรับสถานการณ์ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติสำคัญ ดังนี้ 1.เห็นชอบการปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 64 เปิดกิจการ/กิจกรรม ดังนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ร้านทำเล็บ ร้านสัก สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (นวด สปา) กีฬาในร่ม โรงภาพยนตร์ การเล่นดนตรีในร้านอาหาร ส่วนที่ยังไม่เปิดดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุมหรือสถานที่จัดนิทรรศการ ลดเวลาห้ามออกจากเคหสถาน เป็น 22.00 -04.00 น. อย่างน้อย 15 วัน ขยายเวลาสำหรับกิจการ/กิจกรรม เปิดบริการได้ถึง 21.00 น. ได้แก่ ศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ กีฬากลางแจ้งหรือในร่มเป็นที่โล่ง กีฬากลางแจ้งมีผู้ชมได้ ร้อยละ 25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การปรับมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร โดยปรับลดระยะเวลาในการกักกันสำหรับผู้มีเอกสารวัคซีนโควิด-19 ครบ เหลือ 7 วัน ในส่วนผู้ที่ยังไม่มีเอกสารวัคซีน ให้กักตัว ตั้งแต่ 10 -14 วัน สำหรับการเดินทางเข้าประเทศทางอากาศกักตัว 7 วัน ทางน้ำและทางบก กักตัว 10 -14 วัน อนุญาตให้ทำกิจกรรมในสถานที่กักกันฯ ตามเงื่อนไขที่กำหนด เปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว เพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เขาหลัก เกาะยาว จ.พังงา และ เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์ คลองม่วง ทับแขก จ.กระบี่ และแนวทางเปิดพื้นที่เพิ่มเติม 10 จังหวัด เริ่ม 1 พฤศจิกายน 2564 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ.กระบี่ จ.พังงา (ทั้งจังหวัด) จ.ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน หนองแก) จ.เพชรบุรี (ชะอำ) จ.ชลบุรี (พัทยา บางละมุง จอมเทียน บางเสร่) จ.ระนอง เกาะพยาม จ.เชียงใหม่ (อ. เมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า จ.เลย (เชียงคาน) และ จ.บุรีรัมย์ (เมือง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ภาครัฐ ภาคเอกชน คณะที่ปรึกษา ที่ร่วมกันทำงานหนักมาตลอดระยะ 2 ปี ทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในไทยมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่าที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญและเห็นถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทย และการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ทั้งภายในปี 2564 และต่อเนื่องสำหรับการจัดหาวัคซีนในปี 2565 ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของเราทุกคน เพื่อร่วมกันเดินหน้า พลิกโฉมประเทศไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117985</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อก, ธนกร วังบุญคงชนะ, นายกฯ, ศบค., เปิดเมือง, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61516aa1acf6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเตรียมความพร้อมเปิดเมือง 1 กันยายน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 64 -ตามที่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการกลุ่มการค้าปลีกและบริการ หอการค้าไทย หารือเรื่องการเตรียมเปิดธุรกิจอย่างปลอดภัยเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการของสาธารณสุข โดยการประชุมในวันที่ 20 สิงหาคม 2564 มีกรรมการเข้าร่วมประชุมครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ศูนย์การค้า ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายเครื่องอุปโภคและบริโภค ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง Platform Online และ Logistics นอกจากนี้ ยังได้รับความคิดเห็นโดยตรงจากกรมอนามัย และ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาข้อสรุปเป็นแนวทางในการเตรียมเปิดเมืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยร่วมกัน และในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 สมาคมฯ ยังได้เข้าร่วมหารือเพิ่มเติมกับคณะกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติในเรื่องการเตรียมเปิดเมืองอย่างปลอดภัย และได้สรุปเป็นมาตรการเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา ของศบค. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการร่วมมือร่วมใจของภาครัฐและภาคธุรกิจในการระดมความคิดเห็น และหารือในรายละเอียดของการเตรียมเปิดเมืองอย่างปลอดภัย โดยได้กำหนดมาตรการและข้อปฏิบัติร่วมกัน พร้อมยกมาตรการขั้นสูงสุดเพื่อทำให้การเปิดธุรกิจเกิดขึ้นได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมฯ จึงขอนำเสนอมาตรการผ่อนผันเร่งด่วนให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านค้าต่างๆ สามารถเปิดบริการแก่ประชาชนเป็นปกติได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 โดยมีเงื่อนไขและเกณฑ์ในการปฏิบัติเข้มข้น ในการเปิดเมืองอย่างปลอดภัย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คัดกรองพนักงานโดย Platform Thai Safe Thai (TST) ทุกวัน หากพบว่ามีอุณหภูมิเกินกว่าที่กำหนดและมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อให้ตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK) ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้ร้านค้าประเมินตนเองตามหลักเกณฑ์ของ Thai Stop Covid+ (TSC+) ทุกเดือน และติดใบรับรอง Certificate ในบริเวณที่เจ้าหน้าที่และผู้รับบริการสามารถแสกน QR Code เพื่อตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผู้เข้ามาใช้บริการปฏิบัติตาม D-M-H-T-T&amp;nbsp; พร้อมคัดกรองตัวเองผ่าน TST และแสดงให้ผู้รับบริการก่อนเข้าสถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ควบคุมจำนวนพนักงานและลูกค้า 1 คน ต่อ 5 ตารางเมตร ในสถานประกอบการ (กรมอนามัยใช้หลักเกณฑ์ 1 ต่อ 4 ตารางเมตร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. กำหนดให้มีการจองการเข้ารับบริการผ่านทาง Application หรือ โทรศัพท์ หรือรับบัตรคิวล่วงหน้า ในทุกธุรกิจของการบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสสูง High Touch Area อย่างน้อยทุกๆ 1 ชั่วโมง (กรมอนามัยใช้หลักเกณฑ์ทุกๆ 2 ชั่วโมง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ตรวจวัดค่าปริมาณคลอรีนในน้ำคงเหลือไม่ต่ำกว่า 0.5 ppm ในช่วงก่อนเปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านค้าต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และภาคีเครือข่าย ยินดีที่จะสนับสนุนรัฐบาลและขานรับมาตรการต่างๆ ของทางศบค. และพร้อมที่จะยกระดับการปฏิบัติการเข้มข้นขั้นสูงสุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฝ่าฟันวิกฤตโควิดในครั้งนี้ เพื่อร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114509</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายญนน์ โภคทรัพย์, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, เปิดเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61260670c6f4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดรหัสจาก “ภูเก็ต” สู่ “สมุยโมเดล” พลิกโฉมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อพท. ดึงผู้เชี่ยวชาญ ถกโมเดล Phuket Sandbox และ&amp;nbsp; Samui Plus Model&amp;nbsp; ถอดรหัสความสำเร็จเกิดจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พลิกคัมภีร์บูมท่องเที่ยวแบบเดิม&amp;nbsp; ใช้เทคโนโลยีควบคู่กฏเข้มด้านสาธารณะสุข ดึงความเชื่อมั่น เล็งขยายผลส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญ (Expert Meeting) เพื่อเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19&amp;rdquo; ผ่านระบบ Zoom Meeting และระบบ Facebook Live by DASTA Academy&amp;nbsp; นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันวิเคราะห์และถอดบทเรียนโมเดลการเปิดการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายระยะต่อไปของไทย โดยนำ 2 พื้นที่คือ ภูเก็ต และสมุย ซึ่งเปิดรับท่องเที่ยวไปแล้วภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 มาเป็นแนวทางการให้บริการ รวมถึงการมุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) โดยจะสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนจะต้องได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งทางด้านการบริหารการจัดการท่องเที่ยว การจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว รวมถึงการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ ภูเก็ต และสมุย มาจากการเตรียมความพร้อม และปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดรับกับวิถีของคนในท้องถิ่นและชุมชน&amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่เป็นไปตามมาตรฐานทางสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยว รวมถึงมีระบบการติดตามและเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ททท. เล็งใช้ความสำเร็จ ส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)&amp;nbsp; กล่าวว่า ความท้าท้ายการเปิดรับนักท่องเที่ยวของทั้งสองพื้นที่&amp;nbsp; มีความแตกต่างในเรื่องของวิธีการคัดกรองนักท่องเที่ยว แต่ก็เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การตัดสินใจเดินหน้าทั้ง 2 โครงการ ช่วยให้การท่องเที่ยวของไทย ยังอยู่ในเส้นทางของสายการบินจากทั่วโลก และเป้าหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ทันไฮซีซั่นปลายปีนี้และต้นปีหน้า ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นการทำงานที่ทุกคนต้องก้าวผ่านกำแพงจากการแข่งขันมาสู่การแชร์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และจะเกิดเป็นบิ๊กดาต้าในที่สุด ซึ่งทุกอย่างที่กำหนดไว้เกิดจากการไตร่ตรองภายใต้กฎของสาธารณสุข&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นการขยายพื้นที่เพื่อการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งอาจต้องอาศัยจุดแข็งของ Phuket Sandbox&amp;nbsp; และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Samui Plus&amp;nbsp; Model&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นจุดที่จะส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คงไม่สามารถนำรูปแบบเดิมเช่นสินค้าและบริการมาเป็นจุดขายได้&amp;nbsp; ดังนั้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ จำเป็นต้องปรับตัว พร้อมแก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยต้องอาศัยเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอปพลิเคชันหมอชนะ มีส่วนสำคัญกับความสำเร็จครั้งนี้และสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่อัพเดทชัดเจน นำไปสู่การปรับปรุงการให้บริการและการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนในอนาคตได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เลย&amp;rdquo; เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชัยธวัช เนียมศิริ&amp;nbsp; ผู้ว่าราชจังหวัดเลย กล่าวว่า&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ อพท. โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดเลย ดำเนินการใน 2 ส่วน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนแรกคือ การควบคุมการแพร่ระบาด ด้วยการจัดทำแอปพลิเคชันไทเลย ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้ามาจังหวัดเลยต้องดาวน์โหลด เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลและติดตามผล ได้แก่ เดินทางมาจากพื้นที่ใด มีความเสี่ยงแค่ไหน ติดตามต่อไปว่าเมื่อเข้ามาแล้วเดินทางไปพำนักในอำเภอใด หรือที่ใด&amp;nbsp; หากมีการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเข้าสถานที่กักตัวเพื่อรักษาให้หายก่อน ส่วนที่ 2 คือการเตรียมความพร้อม โดยใช้ช่วงเวลาที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาระหว่างนี้ ก็ดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปรับปรุงภูมิทัศน์ การพัฒนาเมนูอาหารถิ่น การพัฒนาศักยภาพคนตั้งแต่พนักงานของสถานประกอบการ และนักสื่อความหมายชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อรัฐบาลเปิดให้เดินทางได้ จังหวัดเลยจะพร้อมรับนักท่องเที่ยวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจากเรื่องการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข ให้ประชาชนได้รับวัคซีนโดยเร็ว และมี Hospitel&amp;nbsp; และศูนย์พักคอย เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ และในระหว่างที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ ทางจังหวัดยังได้เตรียมความพร้อม เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลาย ก็พร้อมจะเปิดเมือง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดโดยเร็ว ซึ่งจะดึงจุดเด่นของจังหวัดเชียงรายคือด้านวัฒนธรรม ศิลปะต่างๆ มาสร้างความเข้มแข็งและความสมดุล และมีเป้าหมายในการเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (WELLNESS)&amp;nbsp; ทั้งอาหาร สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้นปลายปีนี้มั่นใจว่า เชียงรายสามารถเปิดรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่าเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดสูง การระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติร่วมกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่จะนำไปสู่การสร้างศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้สามารถรองรับกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในอนาคตตามเป้าหมายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113694</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19, Expert Meeting, hospitel, Phuket Sandbox, Samui Plus Model, WELLNESS, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), ถกโมเดล, ถอดรหัสความสำเร็จ, นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายชัยธวัช เนียมศิริ, นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร, นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ผู้ว่าราชจังหวัดเลย, พัฒนาระบบสาธารณูปโภค, ศูนย์พักคอย, อพท., อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, เกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC), เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว, เปิดเมือง, เมืองแห่งสุขภาพ, แอปพลิเคชันหมอชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c77ede0b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สธ.&quot; จับมือ &quot;ทีเส็บ&quot;และ 23เครือข่าย &quot;เปิดเมืองปลอดภัย -นำร่อง 10เมืองไมซ์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1เม.ย.64- &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;เปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน&amp;rdquo; ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น G โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ร่วมกับหน่วยงาน 23 ภาคีเครือข่าย อาทิ กรมการท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมโรงแรมไทย เป็นต้น จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;เปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน&amp;rdquo; เพื่อสนับสนุนการจัดงานกลุ่มการจัดประชุมและนิทรรศการ การเดินทางและการท่องเที่ยวในเมืองอย่างปลอดภัย ด้วยมาตรฐานด้านสุขอนามัยในสถานประกอบการและกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานระบบบริการและสถานประกอบการต่าง ๆ ใน 10 เมืองไมซ์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ นครราชสีมา พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และเมืองพัทยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถควบคุม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดให้เชื้อโรคอยู่ในวงจำกัด ทำให้รัฐบาลได้มีมาตรการผ่อนคลายในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งวางแนวทาง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดจำนวนวันกักตัวของนักท่องเที่ยวกรณีที่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือตรวจเชื้อก่อนเข้าประเทศ ซึ่งในส่วนของ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยขณะนี้ได้ทยอยฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ทั้งการเจ็บป่วยและเสียชีวิต โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของประชากรไทยภายในสิ้นปี 2564 นี้ ควบคู่กับยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยของสถานประกอบการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุขอนามัยส่วนบุคคลของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยก้าวเดินต่อไป&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า การจัดทำโครงการเปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน ต้องดำเนินการพิจารณาด้านการจัดงานให้ครอบคลุมในทุกกิจการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานไมซ์ เพื่อให้การเปิดเมืองและการจัดงานมีความปลอดภัยทั้งระบบและครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยในระยะแรกจะเริ่มขับเคลื่อนใน 10 เมืองไมซ์ก่อน ซึ่งเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการจัดงาน แล้วจึงขยายผลไปยังเมืองอื่น ๆ ในระยะต่อไป โดยใช้มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย หรือ Thailand MICE Venue Standards (TMVS) ร่วมกับแนวปฏิบัติด้านสุขอนามัยสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ หรือ MICE New Normal สำหรับสถานที่จัดงาน &amp;nbsp; ผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 สร้างมาตรฐาน และความมั่นใจในการจัดงานไมซ์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกันนี้ทีเส็บยังได้เตรียมจัดโรดโชว์ไปยังเมืองไมซ์ในภูมิภาค ต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แนวทางปฏิบัติการป้องกันโควิด 19 พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ และสร้างความร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่นั้น ๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นในการจัดงาน โดยมีกำหนดไปจัดที่จังหวัดภูเก็ต อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ พัทยา และกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน เป็นการผนึกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กับมาตรการด้านสาธารณสุข โดยเน้นการขับเคลื่อนมาตรฐานด้านสุขอนามัยสำหรับสถานประกอบการและกิจกรรมต่าง ๆ &amp;nbsp;พร้อมกับได้ร่วมกันจัดทำแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยสำหรับโครงการฯ เพื่อเป็นแนวทางของพื้นที่ในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัย โดยจากผลการประเมินตนเองของสถานประกอบกิจการของแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID Plus พบว่า สถานประกอบกิจการที่ผ่านการประเมินสูงสุด ได้แก่ ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม ร้อยละ 100 โรงแรม ร้อยละ 99.1 และห้างสรรพสินค้า ร้อยละ 97.8 ตามลำดับ ชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในการให้ความร่วมมือจากสถานประกอบกิจการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กรมอนามัยขอความร่วมมือสถานประกอบการ กิจการประเภทต่าง ๆ เข้าร่วมประเมินตนเองเพิ่มมากขึ้น สำหรับประชาชนและผู้ที่เข้าร่วมในสถานที่ประชุม สถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ขอให้ปฏิบัติตนตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดด้วยการ Check in และ Check out ผ่านแอปพลิเคชันไทยชนะ เว้นระยะระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น สวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อย ๆ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและหมั่นสังเกตตนเอง หากพบว่ามีไข้ ไอ จาม จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้งดทำกิจกรรมและไปพบแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98015</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, จิรุตถ์ อิศรางกูร, ทีเส็บ, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, เปิดเมือง, เมืองไมซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60659916550d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการนำเสนอทางออกสำหรับการเตรียมตัวมาตรการเปิดเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
01 เมษายน 2563 มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบไปด้วยคณะนักวิชาการ 11 ท่าน ประกอบไปด้วย นายบัณฑิต นิจถาวร &amp;nbsp;, นางสิริลักษณา คอมันตร์ &amp;nbsp; ,นายปรีดา เตียสุวรรณ์ &amp;nbsp;,นางอัจนา ไวความดี &amp;nbsp;, หม่อมหลวงทยา กิติยากร &amp;nbsp; ,นายพรายพล คุ้มทรัพย์ &amp;nbsp; , นายสุธรรม ส่งศิริ &amp;nbsp; ,นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ &amp;nbsp; ,นายต่อตระกูล ยมนาค &amp;nbsp; ,นางสาวเอด้า จิรไพศาลกุล &amp;nbsp; ,นางพรรณี วรวุฒิจงสถิต &amp;nbsp;นำเสนอบทความวิชาการเกี่ยวกับมาตรการเปิดเมือง มีเนื้อหาดังนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบสำคัญที่ต้องมีก่อนเริ่มมาตรการเปิดเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังหนึ่งเดือนของมาตรการควบคุมโรคไวรัสโควิด-19 (มาตรการล็อคดาวน์) แม้ในหลายพื้นที่ปัญหาจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และสถานการณ์การแพร่ระบาดของผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ลดลงต่อเนื่อง อีกด้านแรงกดดันเรียกร้องให้ภาครัฐผ่อนปรนมาตรการการควบคุมไวรัสกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปมากกว่านี้และให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนและยาในการรักษา ประกอบกับประชาชนในประเทศยังไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่ที่มากพอ การเปิดให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ใหม่จะยังไม่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงที่การแพร่เชื้อจะเพิ่มขึ้นอีกระลอก คล้ายกับกรณีสิงคโปร์และญี่ปุ่นที่ทางการต้องขยายเวลาการล็อคดาวน์อีกครั้ง กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงอาจเหมือนเป็นวัฏจักรของการเปิดใหม่และการปิดล๊อคดาวน์ธุรกิจเป็นรอบ ๆ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะลากยาวเหมือนตัว W ที่มีความผันผวนจนกว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนหรือวิธีรักษาที่ชัดเจน ดังนั้นความท้าทายของการเปิดให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินการได้ใหม่คือ ทำให้กระบวนการเปิดเมืองสามารถควบคุมได้ คือควบคุมความเสี่ยงของการแพร่ระบาดให้อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถทำได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ เพื่อรับรองให้มาตรการเปิดเมืองสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ จำเป็นที่ทางการต้องให้ความสำคัญกับระบบสำคัญ 4 ระบบ เพื่อให้มาตรการเปิดเมืองประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ระบบการติดตามทดสอบและแยกผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้มาตรการเปิดเมืองประสบความสำเร็จ คือ ความสามารถในการติดตาม ทดสอบและแยกผู้ติดเชื้อ (Trace, Test and Isolation Capacity :TTI) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ที่มีสุขภาพดีสามารถกลับไปทำงานได้และแยกผู้ติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งหลังจากที่เปิดเมืองให้มีการทำธุรกิจได้ใหม่ ระบบ TTI จะต้องนำมาใช้อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อมีข้อมูลให้สามารถค้นหาผู้ที่มีโอกาสแพร่เชื้อและหยุดหรือชะลอการแพร่เชื้อด้วยการกักตัว (Isolation) อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้เพื่อรักษาให้สภาพแวดล้อมในระบบเศรษฐกิจมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ ที่จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะหากไม่มีระบบ TTI ที่ดีพอ การเปิดเมืองให้ทำกิจกรรมได้ใหม่ย่อมไม่อาจประสบผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นประเทศไทยจะต้องลงทุนกับระบบ TTI ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีชุดทดสอบที่ผลิตขึ้นในประเทศมีผู้ที่ทำหน้าที่คอยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ (tracers) จำนวนมาก พร้อมทั้งมีสถานที่สำหรับการแยกผู้ติดเชื้ออย่างเพียงพอ ในเรื่องนี้ประเทศไทยมีศักยภาพดีพอ ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ร่วมกับบริษัทเอกชนพัฒนาชุดทดสอบโดยใช้วิธี RT-PCR และ LAMP PCR ซึ่งการลงทุนและความร่วมมือในโครงการดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้ประเทศสามารถผลิตชุดทดสอบได้ในปริมาณมาก ส่งผลให้การตรวจสอบหาเชื้อมีราคาถูกและสามารถทำได้ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องระดมกำลังจากภาคประชาชนและชุมชน ให้ทำงานร่วมกับภาครัฐในการคอยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ ตรวจหาการติดเชื้ออย่างรวดเร็ว ตลอดจนการแยกดูแลผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่เชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งในการตรวจหาการติดเชื้อ ควรพิจารณานำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจหาการติดเชื้อ (tracing) เช่น แอพพลิเคชั่นชื่อ &amp;ldquo;หมอชนะ&amp;rdquo; บนมือถือ ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลได้ว่ามีบุคคลใดที่เข้าไปใกล้ชิดหรือสัมผัสผู้ติดเชื้อ ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังอาจเป็นอาสาสมัครที่ได้รับการคัดเลือกและฝึกอบรมอย่างเหมาะสม ส่วนสถานที่ในการกักตัวผู้ต้องสงสัยสามารถพิจารณาใช้สถานที่กักตัวที่จังหวัดจัดตั้งขึ้นหรือโรงแรมที่มีอยู่ในพื้นที่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ระบบการเตรียมความพร้อมระดับจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเตรียมความพร้อมมีความสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นหลังการเปิดเมือง ซึ่งการเตรียมความพร้อมระดับจังหวัดควรมีการดำเนินการใน 3 ด้าน
1) &amp;nbsp;จังหวัดมีระดับการแพร่ระบาดต่ำ
2) &amp;nbsp;มีขีดความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพ (Health Capacity)
3) มีแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (Health and Social Distancing (HSD) Guidelines) ที่ภาคธุรกิจและผู้ให้บริการสาธารณะต้องยึดถือปฏิบัติหลังจากเปิดเมืองให้ทำการใหม่
&amp;nbsp;
2.1 จังหวัดมีระดับการแพร่ระบาดต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดที่เปิดเมืองควรมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดอยู่ในระดับต่ำสุดตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. โดยต้องเป็นจังหวัดที่ไม่มีประวัติของผู้ติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่มียอดการติดเชื้อรายใหม่ หรือไม่เป็นแหล่งกำเนิดของการติดเชื้อรายใหม่เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันติดต่อกัน มีอัตราการติดเชื้อที่จะแพร่ไปสู่ประชากรของจังหวัด (R-naught หรือ Rt) ต้องอยู่ที่ระดับ 1 หรือต่ำกว่า และควรได้ทำการทดสอบการติดเชื้อ (testing) แบบสุ่มตัวอย่าง ทั้งจากประชาชนทั่วไปและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลเป็นที่น่าพอใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 มีขีดความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพ (Health Capacity)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดที่เปิดเมืองควรมีระบบและวิธีการทำงานที่สามารถติดตามและจัดการกับกลุ่มเสี่ยงสูงได้ทันการณ์ โดยสามารถตรวจหาการติดเชื่อใน &amp;ldquo;กลุ่มผู้สงสัย&amp;rdquo; ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง พร้อมทั้งมีระบบการส่งตรวจหาเชื้อที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย มีกลไกในการสอดส่องหากลุ่มเสี่ยงอย่างจริงจังและทั่วถึงในทุกพื้นที่ &amp;nbsp;มีความสามารถในการทดสอบ ระบุตัว และตรวจสอบผู้ป่วยที่เป็นพาหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบดูแลป้องกันกลุ่มเปราะบางไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ รวมทั้งมีขีดความสามารถรองรับในการกักตัวผู้ต้องสงสัยที่มีความเสี่ยงสูงและผู้ต้องสงสัยที่มีความเสี่ยงต่ำ มีความสามารถในการรักษาผู้ป่วยระยะวิกฤต (ICU patients) พร้อมทั้งมีแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล เครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จังหวัดต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการและมีระบบในการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สามารถคาดการณ์ ระบุเป้าหมาย ทดสอบ ติดตาม วิเคราะห์ และแยกแยะรายละเอียดโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งสามารถรายงานกรณีที่มีความเป็นไปได้และรายงานสถานการณ์ทั่วทั้งจังหวัดได้แบบ real time ซึ่งต้องสะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริงและบอกความผิดปกติได้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันทีและอยู่ภายในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนต้องมีความสามารถในการแยกผู้ต้องสงสัย ตรวจสอบ และควบคุมความเคลื่อนไหวของประชาชนที่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดโดยการเดินทางและคมนาคมขนส่งทั้งภายในจังหวัดและข้ามจังหวัดเพื่อป้องกันการระบาดของโรคได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3 แนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (Health and Social Distancing (HSD) Guidelines)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขั้นต้นของการเปิด ภาคธุรกิจที่สามารถเปิดทำการได้ใหม่จะต้องถูกคัดเลือกและได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการได้เป็นระดับตามความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความเสี่ยงของการกลับมาแพร่ระบาดอยู่ในระดับต่ำและจำนวนของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันอยู่ในขีดความสามารถของระบบสุขภาพของจังหวัดในการบริหารจัดการได้ โดยไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธุรกิจและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่จะเปิดควรมีแนวปฏิบัติด้านการรักษาระยะห่างจากสังคม (HSD) ที่เหมาะกับธุรกิจหรือหน่วยงานของตนอย่างชัดเจนและได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ แนวปฏิบัติดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับการรักษาระยะห่างทางสังคม การส่งเสริมสุขลักษณะให้กับบุคคลและสาธารณะ การระบายอากาศ การกำจัดสารคัดหลั่ง การบังคับให้สวมถุงมือและหน้ากากอนามัย รวมทั้งการกำหนดจำนวนคนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละประเภทในแต่ละคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าของธุรกิจหรือผู้ดำเนินการจะต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานสาธารณสุขก่อนดำเนินการ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในชุมชน สำหรับแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) สำหรับธุรกิจที่ไม่จำเป็นและอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาด แนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) ต้องเข้มงวดมากกว่าธุรกิจที่มีความจำเป็นและเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของธุรกิจหรือผู้ปฏิบัติงานที่ต้องทำให้มั่นใจว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด HSD อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนงานทั้งในและนอกสถานที่ทำการที่ต้องได้รับการรับรองและอนุมัติจากหน่วยงานสาธารณสุขก่อนที่จะเปิดทำการ ซึ่งรวมถึงสถานที่พักและสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานด้วย ทั้งนี้หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสามารถดำเนินการปิดได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ระบบตรวจสอบ (audit) และกำกับดูแลการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดทำการใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 รอบใหม่ได้ ซึ่งหมายความว่าในช่วงสัปดาห์แรกระบบการติดตาม ตรวจและแยกผู้ติดเชื้อ (TTI) จะต้องถูกนำมาใช้เพื่อตรวจหาช่องโหว่ ขณะเดียวกันระบบตรวจสอบและกำกับดูแล การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) ก็ต้องถูกนำมาใช้เช่นกัน เพราะกุญแจสู่ความสำเร็จในการเปิดเมืองให้ธุรกิจกลับมาทำการได้ใหม่คือทั้งสองระบบทำงานสอดคล้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรายละเอียดระบบการตรวจสอบ (audit) และกำกับดูแลการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) ควรทำมีสามระดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ระดับผู้ประกอบการในสถานที่ประกอบการที่ต้องสร้างความมั่นใจว่าได้มีการใช้แนวทาง HSD อย่างเต็มรูปแบบผ่านการตรวจสอบรายการแบบรายวัน มีการเก็บบันทึก รวมถึงข้อมูลจากกล้องวงจรปิดและรายงานการไม่ปฏิบัติตามต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขโดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ระดับบริษัท บริษัทต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) ผ่านกลไกตรวจสอบภายในของบริษัท สำหรับธุรกิจที่ไม่มีการติดต่อกับลูกค้าโดยตรง เช่นโรงงานและธุรกิจออนไลน์ บริษัทสามารถตรวจสอบการปฏิบัติตาม HSD โดยหน่วยงานตรวจสอบภายในของบริษัท พร้อมรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบ ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลการปฏิบัติตาม HSD สำหรับธุรกิจที่มีการติดต่อกับลูกค้าโดยตรง เช่นห้างสรรพสินค้าและร้านอาหาร คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลการปฏิบัติตาม HSD โดยใช้กลไกการตรวจสอบภายในของบริษัท หรือตรวจสอบโดยกรรมการและผู้ตรวจสอบอิสระภายนอกสำหรับบริษัทขนาดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ระดับประชาชน สำหรับธุรกิจที่มีการติดต่อกับลูกค้า ควรเปิดให้ลูกค้าสามารถรายงานการไม่ปฏิบัติตาม HSD ต่อผู้มีอำนาจรับผิดชอบได้โดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรองความปลอดภัยสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. &amp;nbsp;ระบบการมีส่วนร่วมของประชาชน (Active Citizen)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนสามารถมีบทบาทอย่างสำคัญที่จะทำให้มาตรการเปิดเมืองประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมาความร่วมมือของประชาชนต่อมาตรการล็อกดาวน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการแพร่ระบาดในประเทศลดลงได้ต่อเนื่อง ในลักษณะเดียวกัน ความสำเร็จของมาตรการเปิดเมืองเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถทำได้มากขึ้น ก็จะขึ้นอยู่กับบทบาทและความร่วมมือของภาคประชาชน ซึ่งสามารถทำได้ในสามทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ในฐานะผู้บริโภค ภาคประชาชนสามารถช่วยสอดส่องดูแลการไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) ของกิจการร้านค้าต่างๆ และแจ้งการไม่ปฏิบัติดังกล่าวให้แก่หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบทราบ บทบาทนี้สำคัญมากที่จะช่วยให้มาตรการ HSD ประสบความสำเร็จ นำมาสู่การลดการระบาดที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถผ่อนคลายได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง มีส่วนร่วมในกระบวนการป้องกันด้านสาธารณสุขในการติดตามสถานการณ์ เช่น เป็นอาสาสมัครในการตรวจหาการติดเชื้อ (tracers) เพื่อให้การตรวจหาเชื้อเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม รวมถึงการให้ความช่วยเหลือภาคทางการและชุมชนในสิ่งต่างๆที่ต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม เป็นประชาชนที่ดีในช่วงการแพร่ระบาดหรือช่วงการระบาดยังไม่จบสิ้น โดยให้ความร่วมมือลดความเสี่ยงของการระบาด เช่น อยู่บ้าน ออกนอกบ้านเท่าที่จำเป็น สวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และปฏิบัติตามแนวทาง HSD อย่างเคร่งครัดเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64792</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อค, เปิดเมือง, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7bfae7ffcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาที่ต้องแก้พอเปิดเมือง&#039;หมอทยา&#039;ถามจะทำยังไงดีกับคนที่สงสัยว่าติดเชื้อโควิดแต่กักตัวเองที่บ้านไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63 - นพ.ม.ล.ทยา กิติยากร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้
เข้าใจว่าตอนนี้ทุกคนเทความคิดไปกับการเปิดเมือง
แต่..
เราจะทำยังไงดีกับคนที่สงสัยว่าติดเชื้อ COVID19 แต่กักตัวเองที่บ้านไม่ได้? -เพราะนี่ก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้พอเปิดเมือง.. เพราะการติดเชื้อจะเพิ่มมากขึ้น
ไม่ใช่ทุกคนที่กักตัวเองแยกจากคนอื่นได้..
..(อาจจะเพราะเขาอยู่บ้านกับครอบครัว ที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่อายุมาก หรือเป็นแค่ห้องเล็กๆ ..หรือไม่เขาหาเช้ากินค่ำต้องออกไปหาเงิน? )
ถ้าปล่อยไว้ให้อยู่ในชุมชน ก็จะเป็นการปล่อยให้แพร่เชื้อต่อไปไหม? แต่จะทำยังไงดี?
เงินที่จะไปเช่าโรงแรมเพื่อกักตัวเองก็ไม่มี
State quarantine ก็ใช้เพื่อกักคนที่กลับมาจากต่างประเทศ
จะให้เขาไปอยู่ที่รพ.?&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ติดโรคมา และไปใช้เตียงที่ธรรมดาต้องใช้รักษาคนป่วยโรคอื่น? (..แถมอาจจะไปเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อให้บุคลากรการแพทย์ และคนไข้คนอื่นอีก? )
ทำไงดี??
ถ้าสามารถช่วยแยกคนกลุ่มนี้ได้ ที่สงสัยว่าติดเชื้อ (PUI) ออกจากชุมชนของเขา ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อได้ ..
และยิ่งมีการแพร่กระจายในชุมชนมากก็ยิ่งมีคนไข้ที่มีอาการจำนวนมากขึ้น ทะลักเข้ามาในรพ.ในที่สุด &amp;nbsp;
คิดว่าคำตอบอันหนึ่ง คือการจัดตั้ง ศูนย์กักแยก ในแต่ละจังหวัด(หรือพื้นที่ย่อย) ที่จะให้คนที่สงสัยเข้าไปกักตัวได้ โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ..และที่มีการเข้าไปช่วยตัวเขาและครอบครัวระหว่างการกักแยกด้วย (เช่นเรื่องอาหาร หรือการดูแลครอบครัว)
อีกอย่าง ถ้ามีทางออกให้คนกลุ่มนี้แยกตัวออกจากชุมชน เขาก็จะกล้าแสดงตัวมากขึ้น เพราะไม่งั้น แสดงตัวแล้วไง? ทำอะไรก็ไม่ได้ แค่โดนคนรอบข้างรังเกียจและต่อว่า
นอกจากนั้น การตรวจเชื้อหรือการ test ถ้าตรวจไม่พบเชื้อ ก็อาจจะไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อนะ (เพราะไม่มีการตรวจที่แม่นยำ 100%!) แล้วกลุ่มนี้ ที่ตรวจไม่พบเชื้อแต่มีประวัติน่าสงสัย จะไปไหน? ไปอยู่ที่รพ.ก็อาจจะไม่ได้ เพราะยังตรวจไม่พบเชื้อ
กลับมาปัญหาเดิม ถ้ากักตัวที่บ้านไม่ได้แล้วทำยังไงดี ?
ก็ต้องบอกว่า มีการตั้ง ศูนย์กักแยกแบบนี้เป็นต้นแบบแล้วครับ
.. เป็นการร่วมมือหลายฝ่ายครับ แต่ต้องขอชื่นชมทาง TIJ กับ RoLD ที่มองเห็นปัญหา และทุ่มแรงทุ่มน้ำใจช่วยกันจัดตั้งขึ้น ทั้งๆที่มีความยากลำบากเพราะตอนเริ่มทำปัญหานี้ ถือว่าเป็นปัญหาที่ตกร่องระหว่างหลายหน่วยงาน
แต่ตอนนี้จะเปิดเมืองแล้ว.. การติดตาม/ตรวจและกักแยกยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อลด second wave ที่จะตามมา
ก็ขอขอบคุณที่ทางทีมให้ผมมีส่วนร่วม(แม้จะช่วยได้แค่นิดเดียว. ..credit จริงต้องให้ Kittipong Kittayarak
&amp;nbsp;พี่ปุ้ย พี่ดาว พี่หนิง กับพี่ตั้ม และพี่ๆเพื่อนๆ ใน RoLD ที่ช่วยๆกัน )
ขอแชร์คลิปที่อาจจะช่วยให้เข้าใจศูนย์กักแยกตัวอย่างมากขึ้นนะครับ
อยากเห็นศูนย์กักแยก สำหรับคนที่ควรแยกแต่แยกไม่ได้ เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64089</URL_LINK>
                <HASHTAG>State Quarantine, ติดเชื้อ COVID 19, ทยา กิติยากร, สงสัยว่าติดเชื้อ (PUI), เปิดเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea23cfc5ca20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
