<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จับตาแผนฟื้นฟูการบินไทย ‘ทอน’แนะปล่อยเจ้าสัวฮุบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จับตาคมนาคม ชงแผนฟื้นฟูเข้า ครม. ยืนกรานไม่เสนอให้คลังค้ำประกันเงินกู้ 5 หมื่นล้าน ขณะที่ &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; เล่นใหญ่! แนะปล่อยให้เจ๊ง แล้วประเคนนายทุนเปิดเสรีน่านฟ้า แต่น่าเสียดายผู้จะมาซื้อกิจการที่มีศักยภาพในไทยมีเพียงแค่ 5 เจ้า &amp;nbsp;กลุ่มซีพี, กลุ่มเบียร์ช้าง, กลุ่มบีทีเอส, กลุ่มกัลฟ์ และกลุ่มคิงเพาเวอร์ กับทุนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 พฤษภาคมนี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอแผนฟื้นฟูของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แบบเต็มรูปแบบให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยหลังจากวันอังคารที่ 12 พ.ค.แล้วจะได้เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของการบินไทยอย่างชัดเจน สำหรับแผนดังกล่าว จะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการไม่ให้ประชาชนได้รับความเสียหาย และขอให้สบายใจได้ว่าจะไม่เบียดเบียนเงินภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม เข้าหารือกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งได้หารือถึงแผนฟื้นฟู โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้การบินไทย วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น โดยมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้การบินไทยดำเนินการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย แต่ไม่เห็นด้วยที่จะเสนอให้คลังค้ำประกันเงินกู้ 5 หมื่นล้านให้การบินไทย&amp;rdquo; แหล่งข่าวกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายชยธรรม์ พรหมศร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกันดูในรายละเอียดของแผนฟื้นฟูการบินไทยที่มีการปรับปรุง ก่อนที่จะมีการนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมสรุปผลอย่างเป็นทางการก่อนเข้า ครม.อีกครั้งหนึ่ง ครั้งจากเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมาไม่ได้เสนอให้ที่ประชุม ครม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้เฟซบุ๊กไลฟ์แสดงความคิดเห็นกรณีแผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เห็นชอบให้กระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ค้ำประกันกู้เงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง ใช้ในการดำเนินงานและชำระหนี้ระยะสั้นว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลอุ้มการบินครั้งนี้ไม่ได้ใช้เงินเพียงแค่ 50,000 ล้านบาท เพราะใช้เพียงหล่อเลี้ยงสภาพคล่อง และจ่ายเงินเดือนพนักงาน ในขณะที่ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว และสนามบินปิดอยู่ ต่อไปถ้าการบินไทยล้มละลาย เจ้าหนี้ได้เงินทุกบาททุกสตางค์จากรัฐบาล แต่ยังมีก้อนที่สองที่พูดถึงกันน้อย คือการเพิ่มทุนเพื่อปรับปรุงงบการเงินให้แข็งแรง และเดินหน้าธุรกิจในระยะยาวอีก 80,000 ล้านบาท รวมแล้วจะต้องใช้เงิน 130,000 ล้านบาท
แนะปล่อยให้เจ๊งแล้วขาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการอุ้มการบินไทยแบบรัฐบาล เพราะแบบที่รัฐบาลทำอยู่ปัจจุบันนั้น ถ้าการบินไทยไปได้ดี ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ชนะ ถ้าการบินไทยเจ๊ง ประชาชนแพ้ ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นตามมาตรการของรัฐบาลนี้ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ กับผลประกอบการของการบินไทย ไม่ว่าจะขาดทุนเท่าไรก็ตาม แต่ถ้ากำไรพวกเขาได้ประโยชน์ กลับกันในส่วนของประชาชน ถ้าการบินไทยไปได้ดี ประชาชนไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าการบินไทยเจ๊ง ประชาชนจะต้องเป็นคนแบกหนี้ เป็นคนที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มทุนลงไป ดังนั้นผมเห็นว่าเรามีรูปแบบอื่น มีวิธีแบบอื่นที่จะจัดการปัญหาของการบินไทยในวันนี้ได้ดีกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประมาณการงบกำไรขาดทุนในแผนฟื้นฟูระหว่างผู้บริหารการบินไทยกับรัฐบาล ที่ประมาณการว่าในปีนี้จะติดลบ 59,000 ล้านบาท แต่ปี 2564 จะกลับมามีกำไร 4,500 ล้านบาท และในปี 2567 จะมีกำไร 13,000 ล้านบาทนั้น ในฐานะที่ทำธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ที่การบินไทยจะลดต้นทุน 42% ภายใน 2 ปี เพราะผมไม่เชื่อมั่นแผนธุรกิจนี้ และผู้ที่ทำแผนธุรกิจนี้รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้ขอเงินแค่ 50,000 ล้านบาท แต่ขอเงินจากรัฐบาลถึง 130,000 ล้านบาท ถ้าเป็นไปตามแผนธุรกิจนี้จริง ไม่จำเป็นที่จะต้องกู้เงินและเพิ่มทุนเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรามีทางเลือกอยู่ 4 ทาง คือ 1.เปิดเสรีน่านฟ้า รัฐบาลถือหุ้นการบินไทยเหลือ 0% แล้วให้สายการบินทุกแห่งแข่งขันอย่างเสรี 2.เปิดเสรีน่านฟ้า หุ้นการบินไทยที่รัฐบาลถือต้องไม่เกิน 25% แต่ให้กลไกตลาดมีอำนาจพอที่จะกำกับการบินไทย 3.ทำแบบปัจจุบัน ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่า 51% 4.รัฐบาลถือหุ้นการบินไทย 100% แต่ปัจจุบันมีหนทางคือ 1.ปล่อยการบินไทยล้มละลายไปเลย รัฐบาลไม่เข้าไปยุ่ง ให้กลไกตลาดเป็นตัวจัดการ ถ้ามีคนสนใจ ผู้ซื้อรายใหม่จะไปดำเนินการต่อเอง 2.การเข้าไปช่วยการบินไทยปล่อยกู้ในระยะสั้นเพื่อนำไปสู่การขาย หรือล้มละลายอย่างมีการจัดการ (Bridge Loan) 3.ยึดการบินไทยกลับมาเป็นของรัฐ (Nationalization) ตัดผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ออกให้หมด ซึ่งจะไปสู่จุดจบแบบไหนก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;น่าเสียดายที่ผู้ซื้อกิจการการบินไทยที่มีศักยภาพในไทยมีเพียงแค่ 5 เจ้า ได้แก่ กลุ่มซีพี กลุ่มเบียร์ช้าง กลุ่มบีทีเอส กลุ่มกัลฟ์ และกลุ่มคิงเพาเวอร์ ซึ่งมีธุรกิจบางอย่าง หรือผลประโยชน์บางอย่างที่สามารถใช้ประโยชน์จากการบินไทยได้ ส่วนต่างชาติแคนดิเดตที่เป็นไปได้ คือสายการบินจากประเทศจีน เนื่องจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลจีนมีความใกล้ชิดกันสูง และครอบงำธุรกิจด้านต่างๆ ในประเทศไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรยังกล่าวว่า ในภาวะแบบนี้ถ้ารัฐบาลถือหุ้นใหญ่ก็จะกลับไปสู่แบบเดิม วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเปิดเสรีน่านฟ้า และให้รัฐบาลไม่ต้องถือหุ้น หรือถือหุ้นน้อยกว่า 25% และใช้ต่อเมื่อมีวิกฤติและความจำเป็น เป็นทางเลือกที่ดีกว่าข้อเสนอของรัฐบาลในปัจจุบันนี้ เพราะเมื่อเจ๊งประชาชนรับ แต่กำไรผู้ถือหุ้นเอาไป ไม่มีความยุติธรรมกับประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่ารัฐบาลมีทางเลือกอื่นที่ประชาชนไม่ต้องรับต้นทุนทั้งหมดของการอุ้มการบินไทย ในขณะที่ถ้าจะเลือกให้รัฐบาลถือหุ้นต่อไป เลือกที่จะถือหุ้นที่เล็ก น้อยกว่า 25% เพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีน่านฟ้า ผมเชื่อว่าเงิน 130,000 ล้านบาทเป็นเงินจำนวนที่เยอะ ประเทศไทยมีงบประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 3-4% ของงบประมาณประเทศต่อปี เรากำลังบอกว่าเราจะใช้เงินก้อนนี้ไปอุ้มการบินไทย โดยที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นไม่ต้องรับผิดชอบเลย ผมไม่เห็นด้วย และผมเชื่อว่าเรามีทางเลือกที่ดีกว่านี้&amp;quot; นายธนาธรทิ้งท้าย
ก้าวไกลไม่เชื่อการบินไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ว่า ถ้าการช่วยเหลือการบินไทยต้องใช้เงินสูงถึง 134,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย พรรคก้าวไกลขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนฟื้นฟูการบินไทยโดยละเอียดก่อนที่จะมีการอนุมัติ เพื่อให้ประชาชนเจ้าของเงินภาษีได้พิจารณาก่อน ทั้งนี้ เราพบว่าแผนฟื้นฟูดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะแตกต่างไปจากแผนปฏิรูปการบินไทยเมื่อปี 2558 ซึ่งล้มเหลวมาแล้ว ทำให้ไม่สามารถเชื่อได้ว่าการบินไทยจะสามารถปรับโครงสร้างได้สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ซึ่งถ้ารายงานข่าวข้างต้นมาจากแผนฟื้นฟูการบินไทยจริง เราไม่อาจเชื่อได้ว่า &amp;ldquo;นี่คือการช่วยครั้งสุดท้าย&amp;rdquo; ตามคำพูดของนายกรัฐมนตรี และเงินในการอุ้มการบินไทยจะมากกว่า 134,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นก็คงถึงเวลาที่จะต้องทบทวนว่า เรายังจำเป็นต้องมีสายการบินแห่งชาติอยู่อีกหรือไม่ และการบินไทยนั้นได้ทำหน้าที่ของสายการบินแห่งชาติได้ดีแค่ไหน ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์อะไรจากการบินไทย หรือที่ผ่านมาการบินไทยเป็นเพียงแหล่งหาผลประโยชน์ให้แก่เครือข่ายของผู้มีอำนาจ กองทัพ และข้าราชการบนฐานภาษีของประชาชนเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางเลือกแรก หากเราจะไม่มีสายการบินแห่งชาติอีกต่อไป &amp;nbsp;จำเป็นต้องมีเงื่อนไขการเปิดเสรีน่านฟ้าเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของผู้บริโภค ส่วนทางเลือกที่เหลือ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมืออาชีพด้านการกู้ธุรกิจล้มละลายเข้ามาบริหารในช่วงฟื้นฟู ก่อนที่จะกลับมาขายหุ้นบางส่วนให้เอกชนเมื่อฟื้นฟูเสร็จ ซึ่งสัดส่วนหุ้นที่จะขายให้เอกชนจะต้องตัดสินใจว่า หลังจากวิกฤติครั้งนี้รัฐจะยังคงถือหุ้นส่วนใหญ่ในการบินไทยหรือไม่ ถ้าถือหุ้นส่วนใหญ่ยังจะคงสัดส่วนมากกว่าหรือน้อยกว่า 50%&amp;rdquo; แถลงการณ์พรรคก้าวไกลระบุทิ้งท้าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นว่า การบินไทยเป็นบริษัทมหาชนของรัฐ เพื่อบริการประชาชน เหมือนกิจการอื่นๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท ขสมก เป็นต้น บริการของรัฐเหล่านี้ มีไว้สำหรับบริการประชาชนไม่มุ่งเน้นผลกำไรเป็นหลักจึงทำให้หน่วยงานเหล่านี้ขาดทุนมาโดยตลอด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเปรียบเทียบให้เห็นการรักษาโรคคนป่วยมีอยู่สองอย่างประกอบกันคือหมอกับคนไข้หมอ (รัฐบาล) ต้องพิจารณาว่าคนไข้ต้องใช้ยาประเภทใด เคยใช้ยาประเภทใดมาแล้วหายแล้ว และก็ยังป่วยอีกก็ไม่ควรใช้ ฉะนั้นก็ต้องใช้ยาแรง อาจต้องใช้ถึงขั้นผ่าตัดยกเครื่องใหม่เปลี่ยนอวัยวะที่เป็นพิษออก ตัดพิษโรคร้ายที่แฝงตัวอยู่ออกให้หมด ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตดีกว่าไหมครับ เพราะว่าหมอยังมีคนไข้อื่นๆ ให้รักษาในขณะนี้เป็นจำนวนมาก เช่น โรคภัยแล้งของเกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ หรือแม้แต่ภัยโควิดซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างในอนาคต เป็นต้น อีกประการหนึ่ง หมอทางโรงพยาบาลก็เริ่มจนแล้ว ยกเว้นไม่รู้ว่าตัวเองจนจริงๆ คนไข้มาถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วยไม่ยอมรับการรักษา ยังอยากใช้ยาแบบเดิมๆ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทรมาน จะได้สบายๆ ยังสวยยังหล่อไม่เสียแขนเสียขาอยู่ เพราะคิดว่ายังไงหมอก็ไม่ปล่อยให้ตาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโสภณสรุปว่า การรักษาผู้ป่วย (การบินไทย) คราวนี้ถ้าใช้วิธีไม่ถูก คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน (ญาติก็ไม่ได้เป็น พระคุณก็ไม่เคยมีต่อกัน ต้องมีส่วนรับผิดชอบจึงเข้าภาษิตที่ว่าเนื้อไม่ได้กินกระดูกแขวนคอ) ที่พูดมานี้ไม่มีอคติกับใครทั้งสิ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65670</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดเสรีน่านฟ้า, แผนฟื้นฟูการบินไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb94dbb0eb2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทอน&#039;โวยลากปชช.แบกหนี้อุ้มบินไทย! โชว์วิชันสอนรัฐบาลปล่อยเจ๊งเปิดเสรีน่านฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค. 63 -&amp;nbsp; ช่วงค่ำวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้เฟซบุ๊กไลฟ์แสดงความคิดเห็นกรณีแผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ค้ำประกันกู้เงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง ใช้ในการดำเนินงานและชำระหนี้ระยะสั้นว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลอุ้มการบินครั้งนี้ไม่ได้ใช้เงินเพียงแค่ 50,000 ล้านบาท เพราะใช้เพียงหล่อเลี้ยงสภาพคล่อง และจ่ายเงินเดือนพนักงาน ในขณะที่ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว และสนามบินปิดอยู่ ต่อไปถ้าการบินไทยล้มละลาย เจ้าหนี้ได้เงินทุกบาททุกสตางค์จากรัฐบาล แต่ยังมีก้อนที่สองที่พูดถึงกันน้อย คือการเพิ่มทุนเพื่อปรับปรุงงบการเงินให้แข็งแรง และเดินหน้าธุรกิจในระยะยาวอีก 80,000 ล้านบาท รวมแล้วจะต้องใช้เงิน 130,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการอุ้มการบินไทยแบบรัฐบาล เพราะแบบที่รัฐบาลทำอยู่ปัจจุบันนั้น ถ้าการบินไทยไปได้ดี ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ชนะ ถ้าการบินไทยเจ๊ง ประชาชนแพ้ ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นตามมาตรการของรัฐบาลนี้ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ กับผลประกอบการของการบินไทย ไม่ว่าจะขาดทุนเท่าไรก็ตาม แต่ถ้ากำไรพวกเขาได้ประโยชน์ กลับกันในส่วนของประชาชน ถ้าการบินไทยไปได้ดี ประชาชนไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าการบินไทยเจ๊ง ประชาชนจะต้องเป็นคนแบกหนี้ เป็นคนที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มทุนลงไป ดังนั้นผมเห็นว่าเรามีรูปแบบอื่น มีวิธีแบบอื่นที่จะจัดการปัญหาของการบินไทยในวันนี้ได้ดีกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประมาณการณ์งบกำไรขาดทุนในแผนฟื้นฟูระหว่างผู้บริหารการบินไทยกับรัฐบาล ที่ประมาณการว่าในปีนี้จะติดลบ 59,000 ล้านบาท แต่ปี 2564 จะกลับมามีกำไร 4,500 ล้านบาท และในปี 2567 จะมีกำไร 13,000 ล้านบาทนั้น ในฐานะที่ทำธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ที่การบินไทยจะลดต้นทุน 42% ภายใน 2 ปี เพราะผมไม่เชื่อมั่นแผนธุรกิจนี้ และผู้ที่ทำแผนธุรกิจนี้รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้ขอเงินแค่ 50,000 ล้านบาท แต่ขอเงินจากรัฐบาลถึง 130,000 ล้านบาท ถ้าเป็นไปตามแผนธุรกิจนี้จริง ไม่จำเป็นที่จะต้องกู้เงินและเพิ่มทุนเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แผนธุรกิจนี้ทำขึ้นมาเพื่อให้สวยหรู สามารถขอเงินกระทรวงการคลังได้ เพื่อที่จะบอกว่าปีต่อไปจะมีกำไร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การบินไทยไม่สามารถปรับปรุงตัวเองให้กลับมามีกำไรยั่งยืนได้ ในปีที่แล้วขาดทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากจะปรับต้นทุนจาก 200,000 ล้านบาท ให้เหลือ 116,000 ล้านบาท ต้องลดต้นทุนกว่า 40% ภายใน 2 ปี เป็นไปได้ยากมาก ดังนั้นจึงไม่มีความเชื่อมั่นในแผนธุรกิจฉบับนี้เลย ว่าภายในปีหน้าปีเดียวการท่องเที่ยวจะกลับมา เราจะสามารถลดต้นทุนได้ เราจะขายฝูงบิน (Fleet) ได้ และจะกลับมามีกำไรได้ 4,500 ล้านบาทภายใน 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบินไทยไม่ใช่สายการบินเดียวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ยังมีสายการบินอื่นอีกด้วย ที่ผ่านมาเงินเดือนและสวัสดิการของการบินไทย สูงกว่าสายการบินอื่นๆ ในเอเชีย แต่ประสิทธิภาพต่อพนักงานหนึ่งคนต่ำ ค่าเฉลี่ยพนักงาน 1 คนของการบินไทย สร้างยอดขายได้เพียง 8.8 ล้านบาทต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสายการบินอื่น 11.7 ล้านบาทต่อปี จะเห็นได้ว่าการบินไทยมีต้นทุนต่อพนักงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการบิน แต่ขณะเดียวกันมีประสิทธิภาพต่อหัวพนักงานต่ำกว่า แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของผู้บริหารและการบริหารองค์กร ที่ไม่สามารถเอาศักยภาพของพนักงานมาแปรเป็นรายได้และกำไรได้ ดังนั้นคงหนีไม่พ้นการปฏิรูปครั้งใหญ่ การปรับโครงสร้างการบริหาร การปรับโครงสร้างหนี้ และการปรับโครงสร้างทุนของการบินไทย หากยังเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีสายการบินแห่งชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรามีทางเลือกอยู่ 4 ทาง คือ 1.เปิดเสรีน่านฟ้า รัฐบาลถือหุ้นการบินไทยเหลือ 0% แล้วให้สายการบินทุกแห่งแข่งขันอย่างเสรี 2.เปิดเสรีน่านฟ้า หุ้นการบินไทยที่รัฐบาลถือต้องไม่เกิน 25% แต่ให้กลไกตลาดมีอำนาจพอที่จะกำกับการบินไทย 3.ทำแบบปัจจุบัน ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่า 51% 4.รัฐบาลถือหุ้นการบินไทย 100% แต่ปัจจุบันมีหนทางคือ 1.ปล่อยการบินไทยล้มละลายไปเลย รัฐบาลไม่เข้าไปยุ่ง ให้กลไกตลาดเป็นตัวจัดการ ถ้ามีคนสนใจ ผู้ซื้อรายใหม่จะไปดำเนินการต่อเอง 2.การเข้าไปช่วยการบินไทยปล่อยกู้ในระยะสั้นเพื่อนำไปสู่การขาย หรือล้มละลายอย่างมีการจัดการ (Bridge Loan) 3.ยึดการบินไทยกลับมาเป็นของรัฐ (Nationalization) ตัดผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ออกให้หมด ซึ่งจะไปสู่จุดจบแบบไหนก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น หากปล่อยให้ล้มละลาย จำเป็นจะต้องนำมาสู่การเปิดน่านฟ้าเสรี เพราะการบินไทยได้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยไม่ได้เปิดเสรีน่านฟ้า ใครอยากจะบินเส้นทางไหนก็บินได้ ค่าสัมปทานเส้นทางต้องเท่ากันทุกสายการบิน ซึ่งมีหลักการของการเท่าเทียมของการแข่งขัน รัฐบาลห้ามช่วยสายการบินแห่งชาติของตัวเองเป็นพิเศษ ทุกสายการบินจะต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน การบินไทยได้รับประโยชน์จากการไม่เปิดเสรีทางการบิน ผูกขาดเส้นทางการบินในเมืองที่มีกำไรได้ การเปิดเสรีน่านฟ้าทำให้เกิดการแข่งขัน ประชาชนได้ประโยชน์ ทีนี้ถ้าให้เงินกู้ 50,000 ล้านบาท เอาไปปล่อยกู้แล้วเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโดยไม่ต้องเพิ่มทุน 80,000 ล้านบาท ให้เงินกู้เพื่อนำไปสู่การขายกิจการ รัฐบาลจะได้คืนโดยผู้ซื้อรายใหม่ อาจนำไปสู่การเปิดเสรีน่านฟ้าทั้งแบบ 100% หรือรัฐบาลถือหุ้นไม่เกิน 25% โดยนำการบินไทยไปประมูลเพื่อนำเงินคืนรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การยึดกิจการกลับมาเป็นของรัฐ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2551-2553 จากสหรัฐอเมริกาลามมาถึงยุโรป สายการบินที่ล้มละลายคือ เจแปนแอร์ไลน์ สายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น รัฐบาลไม่ให้เงินช่วย แต่เข้าไปยึดกลับมาเป็นของรัฐ เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเป็นศูนย์ เมื่อทำกำไรได้ 4-5 ปี กลับไปขายในตลาดโดยรัฐบาลขายหุ้นจนเหลือ 0% ถ้าเดินเส้นทางนี้อาจเข้าสู่การฟื้นฟูและปรับปรุงกิจการ แล้วนำไปสู่ทางใดก็ได้ ผมเห็นว่าถ้ารัฐบาลเลือกใช้วิธีถือหุ้น 51% และแบบถือหุ้น 100% ย่อมเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลอุ้มการบินไทยมาแล้วหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าการบินไทยไม่ปรับปรุงตัวเองให้แข่งขันกับตลาด และมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนได้ ถ้าจะเหลือทางเลือกคือ ควรถือหุ้นรายย่อย ถ้าเห็นว่าการบินไทยมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ แล้วปล่อยให้ตลาดกำกับดูแลการบินไทยได้จริง ปราศจากอิทธิพลการครอบงำของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่ใช้ทรัพย์สินของการบินไทย โดยไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเสียดายที่ผู้ซื้อกิจการการบินไทย ที่มีศักยภาพในไทยมีเพียงแค่ 5 เจ้า ได้แก่ กลุ่มซีพี กลุ่มเบียร์ช้าง กลุ่มบีทีเอส กลุ่มกัลพ์ และกลุ่มคิง เพาเวอร์ ซึ่งมีธุรกิจบางอย่าง หรือผลประโยชน์บางอย่างที่สามารถใช้ประโยชน์จากการบินไทยได้ ส่วนต่างชาติแคนดิเดตที่เป็นไปได้ คือสายการบินจากประเทศจีน เนื่องจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลจีนมีความใกล้ชิดกันสูง และครอบงำธุรกิจด้านต่างๆ ในประเทศไทย นอกจากนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ สายการบินอื่นที่ทำให้การบินไทยอยู่ในกลุ่มบริษัทสายการบิน ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดโลกสูง แต่ตัวเลือกนี้ก็ลำบาก เพราะสายการบินใหญ่ๆ ทั่วโลกล้วนแต่ประสบปัญหาความลำบากในช่วงนี้ ดังนั้นโอกาสที่สายการบินใหญ่ๆ จะมีศักยภาพเข้ามาซื้อกิจการการบินไทยในช่วงนี้มีน้อยมาก กลุ่มสุดท้ายคือกองทุนจากภาคการเงิน ทั้ง Private equity หรือ Hedge Fund เข้ามาซื้อกิจการที่มีปัญหาและฟื้นฟูกิจการเพื่อขายในตลาดเอากำไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะต้องปล่อยให้ล้มละลาย หรือปล่อยกู้ระยะสั้นเพื่อขาย จะมีการเรียกร้องให้เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น รวมถึงผู้บริหาร พนักงาน และสหภาพแรงงาน มารับผิดชอบร่วมกันในการฟื้นฟูกิจการ อนาคตที่การบินไทยจะต้องเพิ่มทุน ต้องไม่มาจากภาษีประชาชนอย่างเดียว เจ้าหนี้อาจแปลงหนี้เป็นทุนหรือลดหนี้ ส่วนผู้ถือหุ้นก็ต้องลดหุ้นตัวเองลงเพื่อให้บริษัทไปต่อได้ ทุกคนหาทางออกร่วมกันและเจ็บร่วมกัน ปัจจุบันเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของการบินไทย พบว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น 51% รองลงมาคือกองทุนรวมวายุภักดิ์ นอกนั้นเป็นบริษัทเอกชนทั้งหมด ถ้ารัฐบาลอุ้มการบินไทย คนกลุ่มนี้คือคนกลุ่มที่ไม่ต้องรับผิดชอบกับสถานการณ์ของการบินไทย ถ้าไม่ลดทุนของพวกเขาลง แต่ถ้าการบินไทยมีกำไรก็ได้ดอกผลจากรัฐบาล ไม่ต้องลงขันยามที่เจ็บปวด เจ้าหนี้พบว่ามีทั้งกระทรวงการคลังและธนาคาร ถ้าไม่ปรับโครงสร้างหนี้ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ซึ่งหนี้การบินไทยมีหลายประเภท มากที่สุดคือค่าเช่าเครื่องบิน (Leasing) หลายประเทศยังให้หยุดจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ข้อเสนอของรัฐบาลไม่มีที่ไหนพูดถึงการร่วมรับผิดชอบของเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น ไม่มีที่ไหนที่จะปลดกรรมการบริษัท (บอร์ด) และผู้บริหารออกทั้งหมด โดยปกติในบริษัทส่วนใหญ่เมื่อจะต้องไปขอกู้เงินรัฐบาลขนาดนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องปลดบอร์ดและผู้บริหารระดับสูงออกให้หมด การผลักภาระทุกอย่างมาอยู่ที่ภาษีประชาชนโดยที่คนกลุ่มอื่นไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เลย ท้ายที่สุดประชาชนผู้เสียภาษีรับผิดชอบการบินไทยฝ่ายเดียว สิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกแย่มาก คือทุนของการบินไทยไม่ว่าจะเกิดโควิดหรือไม่ ทุนก็เหลือน้อยอยู่แล้ว ปีนี้หากขาดทุนเท่าเดิมก็ล้มละลายอยู่ดี เพียงแต่สถานการณ์ทำให้การล้มละลายเร็วกว่าเดิม แต่สิ่งที่ผู้บริหารไม่รู้สึกกับอนาคตของตัวเอง มีความพยายามซื้อฝูงบินใหม่ 38 ลำ ในช่วงเดือน มี.ค. 2562 หลังการเลือกตั้ง อาศัยช่วงสูญญากาศที่ยังไม่มีรัฐบาล นึกไม่ออกว่าถ้าไม่ออกมายับยั้งการซื้อฝูงบินจะเกิดอะไรขึ้น ในภาวะที่การบินไทยจะล้มละลายอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะแบบนี้ถ้ารัฐบาลถือหุ้นใหญ่ก็จะกลับไปสู่แบบเดิม วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การเปิดเสรีน่านฟ้า และให้รัฐบาลไม่ต้องถือหุ้น หรือถือหุ้นน้อยกว่า 25% และใช้ต่อเมื่อมีวิกฤตและความจำเป็น เป็นทางเลือกที่ดีกว่าข้อเสนอของรัฐบาลในปัจจุบันนี้ เพราะเมื่อเจ๊งประชาชนรับ แต่กำไรผู้ถือหุ้นเอาไป ไม่มีความยุติธรรมกับประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยืนยันว่ารัฐบาลมีทางเลือกอื่นที่ประชาชนไม่ต้องรับต้นทุนทั้งหมดของการอุ้มการบินไทย ในขณะที่ถ้าจะเลือกให้รัฐบาลถือหุ้นต่อไป เลือกที่จะถือหุ้นที่เล็ก น้อยกว่า 25% เพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีน่านฟ้า ผมเชื่อว่าเงิน 130,000 ล้านบาทเป็นเงินจำนวนที่เยอะ ประเทศไทยมีงบประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 3-4% ของงบประมาณประเทศต่อปี เรากำลังบอกว่า เราจะใช้เงินก้อนนี้ไปอุ้มการบินไทย โดยที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นไม่ต้องรับผิดชอบเลย ผมไม่เห็นด้วย และผมเชื่อว่าเรามีทางเลือกที่ดีกว่านี้&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65591</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ทอน, ธนาธร, รัฐบาล, เปิดเสรีน่านฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191130/image_big_5de2702b0d1f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
