<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อ‘ล็อกดาวน์’ยาว สธ.เปิดโมเดลไร้มาตรการคุมก.ย.ติดโควิด4หมื่นดับ500!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยยังหนักติดเชื้อ 1.7 หมื่นราย เสียชีวิตอีก 117 ราย &amp;nbsp;แรงงานกลับภูมิลำเนาทำตัวเลขแซง กทม.-ปริมณฑล &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เงื้อดาบใช้ยาแรงเพิ่ม ขอ ปชช.ร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการ เสียใจกับผู้ที่สูญเสีย &amp;nbsp;พร้อมให้กำลังใจคนทำงานอย่าท้อแท้ ส่อล็อกดาวน์ยาว! สธ.เปิดโมเดลจำลองหากไร้มาตรการเข้มข้น ตัวเลขติดโควิดพุ่ง 4 หมื่น ดับ 500 รายต่อวัน พีกสุดกันยายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน &amp;nbsp;โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ 17,345 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ &amp;nbsp;16,656 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 12,823 ราย &amp;nbsp;มาจากการค้นหาเชิงรุก 3,833 ราย มาจากเรือนจำและที่ต้องขัง &amp;nbsp;681 ราย มาจากต่างประเทศ 8 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม &amp;nbsp;578,375 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 10,678 ราย หายป่วยสะสม &amp;nbsp;381,170 ราย อยู่ระหว่างรักษา 192,526 ราย อาการหนัก &amp;nbsp;4,595 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจ 1,012 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 117 ราย เป็นชาย 62 ราย หญิง 55 ราย กระจายตัวในหลายจังหวัด โดยมากสุดอยู่ใน กทม. 55 ราย นอกจากนี้พบผู้เสียชีวิตที่บ้าน 9 ราย อยู่ที่ กทม. 8 ราย และปทุมธานี 1 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 2,331 ราย &amp;nbsp;สมุทรปราการ 1,386 ราย สมุทรสาคร 1,186 ราย ชลบุรี 914 &amp;nbsp;ราย นนทบุรี 587 ราย ฉะเชิงเทรา 479 ราย นครปฐม 378 ราย &amp;nbsp;อุบลราชธานี 350 ราย ปทุมธานี 330 ราย สงขลา 324 ราย พบคลัสเตอร์ใหม่ 6 แห่ง ได้แก่ บริษัทระบบกำลังไฟฟ้า อ.เมืองสมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อ 10 ราย จ.สมุทรสาคร 2 แห่ง ใน อ.เมืองสมุทรสาคร คือบริษัทยางรถยนต์ 14 ราย บริษัทผลิตภัณฑ์ปลา 13 &amp;nbsp;ราย โรงงานเครื่องปรับอากาศ อ.เมืองชลบุรี 15 ราย บริษัทยางรถยนต์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 25 ราย โรงงานแม่แบบเซรามิก อ.สะเดา จ.สงขลา 13 ราย อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมตัวเลขผู้ติดเชื้อตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขต่างจังหวัดจะสูงกว่า กทม.และปริมณฑล โดยวันที่ 30 ก.ค. ตัวเลขผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดรวมกัน &amp;nbsp;57% กทม.และปริมณฑล 43% เป็นผลมาจากกรณีแรงงานเดินทางกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานการระบาดในพื้นที่โรงงานตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.- 29 ก.ค.64 พบว่ามีการระบาดในโรงงาน 518 แห่ง ผู้ติดเชื้อ 36,861 ราย ครอบคลุม 49 จังหวัด &amp;nbsp;5 อันดับแรก ได้แก่ เพชรบุรี 4,464 ราย เพชรบูรณ์ 3,487 ราย &amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์ 2,538 ราย สมุทรสาคร 2,496 ราย สงขลา &amp;nbsp;2,209 ราย ซึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก &amp;nbsp;ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม, อุตสาหกรรมโลหะ และอุตสาหกรรมพลาสติก นอกจากนี้ &amp;nbsp;มีรายงานผลการตรวจสอบประเมินตัวเองผ่านระบบออนไลน์ &amp;quot;ไทยสตอปโควิดพลัส&amp;quot; ของโรงงาน โดยข้อมูลระบุว่า โรงงานทุกขนาดมีทั้งสิ้น &amp;nbsp;64,038 แห่ง ประเมินแล้ว 18,005 แห่ง หรือคิดเป็น 28% &amp;nbsp;ผ่านเกณฑ์ 12,256 แห่ง หรือ 68% ไม่ผ่านเกณฑ์ 5,749 แห่ง &amp;nbsp;หรือ 31% จัดทำแผนสุ่มตรวจประเมินทั้งสิ้น 955 แห่ง ขณะนี้ตรวจสอบครบแล้ว&amp;nbsp;
ศบค.รุกแจงโซเชียล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า การแถลงข่าว ศบค.จะปรับเปลี่ยนมาเป็นทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี โดยนำสาระสำคัญของการประชุมต่างๆ มาเผยแพร่ ทั้งนี้จะเน้นการสื่อสารทางเฟซบุ๊กมากขึ้น โดย ผอ.ศบค.จะสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ดูแลศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ที่มีคนติดตามประมาณ 1.2 ล้านคน ประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 07.00 น.ที่จะอัปเดตข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้สามารถติดตามเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข ทั้งการรักษา การให้วัคซีนผ่านการแถลงของ สธ.ได้ทุกวันในเวลา 13.30 น. ส่วนกระทรวงต่างๆ จะเสนอชุดข้อมูลผ่านระบบการทำงานของแต่ละกระทรวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.50 น.ของวันที่ 29 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ส่งผ่านคณะทำงาน โดยเป็นการบันทึกเทปไว้ในช่วงเวลา 17.00 น. โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ 12 ก.ค. &amp;nbsp;และจะครบ 14 วันในวันที่ 2 ส.ค. ที่พบว่าตัวเลขผู้ป่วยยังไม่ลดลง จะเพิ่มการล็อกดาวน์หรือยกระดับมาตรการที่สูงขึ้นหรือไม่ว่า ทั้งหมดต้องปรึกษาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของแพทย์ สาธารณสุข &amp;nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการประชุมร่วมกันของ ศบค.ชุดเล็กอยู่ทุกวัน &amp;nbsp;ขณะที่ สธ.ก็ประชุมทุกวัน ส่วนจะล็อกดาวน์เข้มข้นหรือไม่นั้น ขณะนี้คณะแพทย์และทีมสาธารณสุขยังคงเห็นชอบในมาตรการเดิมอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การที่ตัวเลขไม่ลดลงมีหลายประการ หากเราปฏิบัติตามมาตรการที่ประกาศไปแล้วทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือความร่วมมือในการปฏิบัติ หากยังมีการทำในสิ่งที่ห้ามจะแก้ปัญหาไม่ได้ หากเราพิจารณาการแพร่ระบาดของเราอาจมองดูแล้วน่าตกใจ การเสียชีวิตในแต่ละวัน แต่อยากให้สนใจตัวเลขต่างๆ ของเพื่อนบ้าน ของต่างประเทศบ้าง ทั่วโลกได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น มีหลายประเทศมากกว่าเราหลายเท่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า จากความเห็นทางสาธารณสุขและทางการแพทย์ &amp;nbsp;มาตรการเดิมที่เราออกไปยังใช้ได้อยู่ในช่วงนี้ และต้องพิจารณาต่อไปตามห้วงระยะเวลา เราอาจเห็นตัวเลขมันแดง ขณะนี้มันยังขึ้นอยู่ ก็มีขึ้นมีลง แต่ตัวเลขผู้ที่รักษาหายก็สูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญ ส่วนนอกระบบเท่าที่ทราบก็มีการดูแลกันเองในชุมชน ในพื้นที่เขาเองก็มีผู้หายป่วยไปอีกเยอะ ดังนั้นขอให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรการขั้นต้นของตัวเอง และตามมาตรการที่รัฐกำหนด และวันนี้ได้มีการปรับแนวทางการรักษาได้นำ Antigen Test Kit (ATK) เข้ามาช่วยตรวจหาเชื้อ ซึ่งทางแพทย์บอกว่าตรวจครั้งเดียวอาจจะไม่ได้ผล 100% อาจจะต้องรอ 7 &amp;nbsp;วันตรวจอีกครั้งหนึ่ง เรื่องที่เป็นกังวลคือผู้ป่วยโควิดรักษาตัวอยู่ที่บ้าน &amp;nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว ไม่ได้เข้าออก เพื่อนบ้านไม่ทราบ นอกจากนี้ได้แก้ปัญหาเรื่องสายโทรศัพท์ ปลดล็อกเรื่องเปิดช่องทางให้มากขึ้นเพื่อให้บริการฟรี โดยให้ กสทช.ช่วยดูแล อย่างไรก็ตามต้องขออภัยเรื่องนี้ด้วยและได้พยายามแก้ปัญหา
เสียใจกับคนที่สูญเสีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีอยากจะพูดหรือสื่อสารอะไรกับประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า &amp;quot;ผมเพียงแต่พูดว่า ผมเห็นใจ ผมเสียใจ และผมก็พยายามแก้ปัญหาอุปสรรคที่มีมากมาย นายกฯ ก็ยินดีที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และต้องมีความร่วมมือระหว่างกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ตรงกันถึงจะแก้ปัญหาได้ นายกฯ ทำงานไม่เคยทิ้งสักงาน คงไม่ใช่โควิดอย่างเดียว โควิดเป็นเรื่องหลักที่ประชาชนเดือดร้อน แต่มีเรื่องอย่างอื่นตามมาด้วย ทั้งคุณภาพชีวิต การต่างประเทศ เศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การลงทุน การค้า การเพิ่มรายได้ประเทศ ก็ต้องทำทุกเรื่อง แต่นายกฯ ไม่เคยท้อ เพียงแต่เสียใจกับคนที่สูญเสีย และให้กำลังใจกับคนที่ทำงาน อย่าท้อแท้ เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องทำด้วยกัน เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า ถึงเวลานี้ยังมั่นใจไหมว่า ศบค.จะยังบริหารจัดการสถานการณ์ได้ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าเป็นกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญ &amp;nbsp;เพราะ ศบค.ตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหลายกระทรวง หลายหน่วยงานมีกฎหมายของตัวเอง จึงจำเป็นต้องมีพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ออกมา เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ได้ไปทำตามกฎหมายของตัวเอง ตามเป้าหมายหรือมาตรการที่กำหนดออกไปได้ ต้องเข้าใจนายกฯ รับผิดชอบด้วยการบริหาร ด้วยการให้ข้อสังเกตลงไป ให้แนวคิดแนวปฏิบัติลงไป &amp;nbsp;นายกฯ มีการประเมินสถานการณ์ทุกวันจากข้อมูลที่ข้างล่างส่งมา เก็บข้อมูลทุกอัน หากเขาเสนอมาครบแล้ว นายกฯ ก็ไม่ต้องห่วงอะไร อนุมัติดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมาได้ประชุมเรื่องโรงพยาบาลบุษราคัม เรื่องศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ รวมถึงประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด 12 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จึงมีความคิดว่าทำอย่างไรที่จะสร้างความเข้าใจให้ได้ว่า หากเราประกาศตัวเลขแต่ตัวแดงทั้งหมดดูน่ากลัวเกินไปหรือไม่ จึงให้ไปดูเรื่องชุมชนสีฟ้า &amp;nbsp;คือชุมชนหรือหมู่บ้านที่ประชาชนร่วมมือกัน ปกป้องตัวเองไม่ให้เป็นโควิด ซึ่งวันนี้มีหลายชุมชนหลายหมู่บ้าน เราต้องสร้างความมั่นใจและมีการรักษาแพทย์ทางเลือกลงไป เป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ และจะเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่น ตนสนับสนุนทุกจังหวัดทำแบบนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า มาตรการล็อกดาวน์ตามข้อกำหนดฉบับที่ 28 โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด ที่จะครบกำหนดเวลา 14 วันในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ในเบื้องต้นยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เนื่องจากข้อกำหนดฉบับดังกล่าวกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องไว้อย่างน้อย 14 วัน โดยไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดข้อกำหนดไว้ชัดเจน ดังนั้นทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาด และขณะนี้พบผู้ติดเชื้อมีจำนวนสูงขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;ศบค.จึงไม่ต้องพิจารณาขยายเวลา และให้คงการปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์ที่มีอยู่ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มตามที่ผู้ประกอบการมีข้อเสนอ &amp;nbsp;เช่น การให้เปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าโดยขายผ่านออนไลน์ อาจมีแนวโน้มเป็นไปได้ แต่ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขยังไม่ได้เสนอแนวทางปฏิบัติเรื่องดังกล่าวมาให้ ศบค.ชุดเล็กพิจารณา
ไม่ล็อกดาวน์พุ่ง 4 หมื่นต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงถึงการคาดการณ์สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ว่า จากการทำแบบจำลองการคาดการณ์จากตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในอนาคต 3-4 เดือนข้างหน้า เทียบกับการระบาดและมาตรการที่ดำเนินการเพื่อควบคุมป้องกันโรค จุดหมายที่ สธ.ใช้เปรียบเทียบคือ &amp;nbsp;ภายหลังการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในปลายเดือน ก.ค. ซึ่งจะมีด้วยกัน 5 &amp;nbsp;สถานการณ์ ได้แก่ 1.เส้นสีฟ้า หากไม่มีมาตรการล็อกดาวน์ ไม่มีมาตรการเข้มข้นเลย อาจจะพบผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงสุดเกิน 4 หมื่นราย โดยจุดสูงสุดอยู่ประมาณวันที่ 14 ก.ย. 64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้าไทยมีมาตรการล็อกดาวน์จะมีแบบจำลองใน 4 สถานการณ์ที่เหลือ คือ 2.เส้นสีส้ม หากมาตรการล็อกดาวน์ได้รับความร่วมมือจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง เช่น อยู่บ้านให้มากที่สุด ทำงานจากที่บ้าน &amp;nbsp;หยุดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของกลุ่มคน ล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพลดผู้ติดเชื้อลงได้ร้อยละ 20 นาน 1 เดือน ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลงเหลือกว่า 3 หมื่นราย โดยจุดสูงสุดอยู่ที่ต้นเดือน ต.ค. 3.เส้นสีเหลือง &amp;nbsp;มาตรการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพลดผู้ติดเชื้อได้ร้อยละ 25 นาน 1 &amp;nbsp;เดือน สถานการณ์จะใกล้เคียงกัน 4.เส้นสีเทา ล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพลดผู้ติดเชื้อร้อยละ 20 นาน 2 เดือน จะมีผู้ติดเชื้อลดลงลงเหลือกว่า 2 &amp;nbsp;หมื่นราย และ 5.เส้นสีม่วง ล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพลดผู้ติดเชื้อได้ร้อยละ 25 ให้นาน 2 เดือน ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะต่ำลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการคาดการณ์ผู้เสียชีวิตต่อวัน หากไม่มีมาตรการล็อกดาวน์หรือไม่มีมาตรการใดๆ จะพบว่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คนต่อวัน &amp;nbsp;จุดสูงสุดประมาณวันที่ 28 ก.ย. แต่หากมีมาตรการล็อกดาวน์ปลายเดือน &amp;nbsp;ก.ค. จะเป็นเส้นสีส้มและสีเหลือง ตัวเลขผู้เสียชีวิตไม่เกิน 400 รายต่อวัน &amp;nbsp;จุดสูงสุดอยู่ที่ 26 ต.ค. อย่างไรก็ตามถ้าล็อกดาวน์ยาวนานขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะลดลง จุดสูงสุดจะอยู่กลางเดือน พ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการที่ สธ.ดำเนินการ ตั้งเป้าจะทำให้สถานการณ์อยู่ในเส้นสีเขียว ด้วยความพยายามของรัฐบาลและ สธ. โดยการนำของนายกฯ &amp;nbsp;และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สธ. ที่มีทั้งมาตรการล็อกดาวน์ การค้นหาผู้ป่วย และการเร่งฉีดวัคซีนในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเสี่ยงติดเชื้ออาการรุนแรงและเสียชีวิต เมื่อใช้ 3 มาตรการร่วมกันจะทำให้มีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตประมาณหลัก 100 กว่าราย นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามกันอยู่&amp;rdquo; นพ.โอภาสระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกระบาดรุนแรงขึ้น คาดว่าไม่กี่วันจะถึง 200 ล้านราย ขณะที่ไทยในส่วนภูมิภาคติดเชื้อมากกว่ากรุงเทพฯ เล็กน้อย เนื่องจากมีโครงการให้ผู้ติดเชื้อกลับไปรักษาตามภูมิลำเนา ซึ่งกลับไปแล้วกว่า 5 หมื่นคน ทั้งนี้ มีการคาดการณ์จากโมเดลการติดเชื้อ ซึ่งปัจจุบันเกือบจะถึงแล้ว เราพยายามควบคุมไม่ให้ถึงหรือเกินไปกว่านี้ โดยในเรื่องการรักษาได้ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ตามเกณฑ์โดยเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันสำรองยาในเดือน ส.ค. 40 ล้านเม็ด &amp;nbsp;และเดือน ก.ย.อีก 40 ล้านเม็ด มีจำนวนมากพอสมควรและส่งไปยังภูมิภาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ประสานเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จาก รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น ตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 แบบ Rapid Antigen Test ให้ ส.ส.และเจ้าหน้าที่สภาที่ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2565 และคณะอนุ กมธ.ทั้ง 9 &amp;nbsp;คณะ ประมาณ 200 คน หลังข้าราชการหญิงที่เป็นพนักงานชวเลขติดโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์การติดเชื้อในต่างจังหวัดมีตัวเลขที่สูงขึ้น เช่น จ.สมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อใหม่ 1,386 ราย เสียชีวิต 9 ราย ส่วน จ.ชลบุรี ติดเชื้อใหม่เพิ่มถึง 914 ราย เสียชีวิตอีก 6 ราย สำหรับ จ.นครราชสีมา ติดเชื้อนิวไฮ 444 ราย เสียชีวิต 2 ราย และ จ.เชียงใหม่​ &amp;nbsp;พบผู้ติดเชื้อใหม่ 102 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111678</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ส่อล็อกดาวน์ยาว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงื้อดาบใช้ยาแรงเพิ่ม, เปิดโมเดลจำลองหากไร้มาตรการเข้มข้น, แรงงานกลับภูมิลำเนา, โควิด-19, ไทยยังหนักติดเชื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e3fefd81c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
