<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯสมช. เผยส่งทหาร-ตร. สนธิกำลังกทม. ลุยตรวจเข้มแคมป์คนงานก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.64 - เมื่อเวลา​ 09.15​ น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​ พล.อ.ณัฐพล​ นาคพาณิชย์​ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.)​ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19​ (ศปก.ศบค.)​ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการเปิดภาคเรียนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด​ จะยังคงกำหนดการเดิมในวันที่​ 14​ มิ.ย.นี้หรือไม่​ เนื่องจากยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อจำนวนมากอยู่ว่า กำลังรอกระทรวงสาธารณสุขประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอยู่ โดยวันที่ 10 มิ.ย.นี้จะเริ่มมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่แคมป์คนงานก่อสร้างให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ดังนั้น​ เราจึงต้องรอฟังการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขก่อน ทั้งนี้​ หากกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าสามารถเปิดภาคเรียนได้ก็จะเปิดตามกำหนดการเดิม แต่จะให้เป็นการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า พื้นที่ที่มีการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการศึกษาแล้ว เช่น​ ครู​ อาจารย์ จะสามารถเปิดการเรียนการสอนที่สถานศึกษาได้หรือไม่​ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า​ จากการฟังรายงานของกระทรวงสาธารณสุข เห็นว่าพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดยังมีความน่าเป็นห่วง แต่หากเป็นการเรียนผ่านระบบออนไลน์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 มิ.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า การพบผู้ติดเชื้อในหลายคัตเตอร์โดยเฉพาะในแคมป์คนงานก่อสร้างจะยังสามารถบล็อคพื้นที่ไว้ได้อยู่ใช่หรือไม่​ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า เราได้เริ่มมาตรการตั้งแต่วันเดียวกันนี้โดยได้ขอกำลังจากหน่วยงานความมั่นคง​ ทั้งตำรวจและทหาร ให้มาช่วยควบคุม เนื่องจากพบว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวตามแคมป์คนงานต่างๆ ยังมีการเคลื่อนย้ายไปยังแคมป์คนงานอื่นๆ ทั้งที่มีการติดเชื้อในแคมป์ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจึงต้องใช้ความเข้มข้นมากขึ้น ด้วยการนำกำลังจากฝ่ายความมั่นคงไปช่วยกรุงเทพมหานครตามที่มีการร้องขอมา ประกอบกับคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขที่ระบุให้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เหตุที่ยังมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอยู่เป็นเพราะนายจ้างหรือผู้ประกอบการยังไม่ให้ความร่วมมือใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า ไม่ได้เรียกว่าไม่ให้ความร่วมมือแต่เขาอาจจะไม่เข้าใจ เพราะเห็นว่ามีผู้ติดเชื้อแค่บางส่วน จึงนำคนงานที่ยังไม่ติดเชื้อไปทำงานในแคมป์คนงานอื่น ทั้งนี้ เราเข้าใจดีว่าระบบงานก่อสร้าง แรงงานจะไม่ได้อยู่ประจำที่ ต้องมีการเคลื่อนย้ายไปทำงานยังที่ต่างๆอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม​ ในกรุงเทพฯมีแคมป์คนงานก่อสร้างทั้งหมด 409 แห่ง และหลายแห่งเป็นบริษัทเดียวกัน เป็นธรรมดาที่เขาจะหมุนเวียนแรงงานไปมา แต่ในระยะนี้เราจำเป็นต้องควบคุมไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย เพื่อให้การติดเชื้อน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้ต้องถึงขั้นต้องออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างทุกไซต์งานในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นการชั่วคราวหรือไม่​ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น​ ตอนนี้เราจะใช้มาตรการเพิ่มความเข้มข้นก่อน หากทำไปได้สักระยะหนึ่งแล้วสถานการณ์ดีขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากขึ้นกว่านี้ เพราะศบค.เรามีความระมัดระวังในเรื่องของเศรษฐกิจ ถ้ามีการออกคำสั่งให้หยุดทำอะไร ก็อาจจะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ก็มีปัญหามากอยู่แล้ว จึงพยายามจะทำให้ดีที่สุดเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์โดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปช่วยกรุงเทพฯในการตรวจแคมป์คนงานก่อสร้างมากน้อยแค่ไหน​ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า ในการตรวจพื้นที่ย่อยเราจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คน เป็นกำลังทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทำงานร่วมกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการกรณีผู้ประกอบการมีความย่อหย่อนนั้น ทางกรุงเทพฯและศบค. มีมาตรการที่บังคับใช้อยู่แล้ว ทั้งในด้านมาตรการป้องกัน มีการตรวจตลาด การตรวจแคมป์ก่อสร้าง ในส่วนมาตรการเฝ้าระวัง มีการสุ่มตรวจผู้ติดเชื้อ​ รวมถึงยังมีมาตรการควบคุมอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตหลายรายที่เกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีน จะส่งผลกระทบต่อแผนการกระจายวัคซีนที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่​ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (อีโอซี)​ กระทรวงสาธารณสุข​ กำลังมีการประชุมเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ กรณีที่มีผู้เสียชีวิต กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการสอบสวน ว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากอะไร และเรื่องการเยียวยา เราจะดำเนินการเยียวยาให้ทันที ไม่ต้องรอให้การสอบสวนสิ้นสุดก่อน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ​ (สปสช.)​ แนวทางเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดมีสาเหตุมาจากการฉีดวัคซีน แต่เป็นการช่วยเหลือเยียวยาไปก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105893</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ณัฐพล​ นาคพาณิชย์, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, เปิดโรงเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c18a089e5a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.ยังไม่เปิดเรียน 100% ใน 4 จังหวัดเฝ้าระวังพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23ก.พ.64-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (ศบค.) ได้มีการพิจารณาถึงการจัดการเรียนการสอนใน 4 จังหวัดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี และ นนทบุรี โดยที่ประชุมเห็นว่ายังให้โรงเรียนใน 4 จังหวัด จัดการเรียนการสอนในรูปแบบผสมผสานระหว่างการเรียนที่สถานศึกษากับการเรียนออนไลน์ไปก่อน ทั้งนี้ตนจะนำเสนอเรื่องการจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้อีกครั้ง เพราะจากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาเราก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ยังคงมีการแพร่ระบาดในบางพื้นที่ เช่น ปทุมธานี สมุทรปราการ ดังนั้นที่จะประชุมจึงเห็นว่ายังไม่ควรเปิดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ได้มีการให้ปิดโรงเรียน หรือหยุดการจัดการเรียนการสอนที่สถานศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากที่ผมได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะมีการแพร่ระบาดในรูปแบบใด โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ผ่านผู้บริหารสถานศึกษาและความร่วมมือของครู ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง อีกทั้งการจำกัดวงการแพร่ระบาดไม่ให้มีการขยายในระดับโรงเรียนสามารถทำได้ดีพอสมควร&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93975</URL_LINK>
                <HASHTAG>4จังหวัดเฝ้าระวังพิเศษ, &gt;โควิด 19&amp;lt;, ศบค., เปิดโรงเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034b4cc6278c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเปิดสถานศึกษา 1 ก.พ. ยกเว้นสมุทรสาคร พร้อมออกคู่มือป้องกันโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงข้อเสนอแนวปฏิบัติและการเตรียมความพร้อมการเปิดเรียนรองรับการระบาดระลอกใหม่ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชุดเล็ก ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;ได้มีการพิจารณาจากสถานการณ์การระบาดในเด็กอายุ&amp;nbsp;0-18&amp;nbsp;ปี เปรียบเทียบรอบแรกกับระลอกใหม่ รวมมีเด็กติดเชื้อ&amp;nbsp;278&amp;nbsp;ราย เรายังไม่พบว่าเด็กในกลุ่มนี้ถึงแก่ชีวิตหรือมีภาวะรุนแรงจากการติดเชื้อ และพบว่าส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อรอบแรกมาจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ส่วนรอบใหม่มาจากกลุ่มประเทศไทยเอง และติดจากคนในครอบครัว สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ยังไม่พบข้อมูลที่เป็นคุณครู หรือผู้สอนติดเชื้อหรือไม่แพร่ให้นักเรียน จึงเป็นข้อมูลสำคัญนำมาสู่การเสนอ ศบค.ในเรื่องเปิดเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบจากการปิดเรียนนานพบว่าเด็กขาดการเรียนรู้ การเรียนรู้ถูกระงับ เด็กอนุบาลเรียนออนไลน์ไม่ได้ พัฒนาการเด็กล่าช้า ติดเกมมากขึ้น เด็กในเมืองสั่งอาหาร&amp;nbsp;fast food&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสเสี่ยงกับภาวะอ้วนและเริ่มอ้วนมากขึ้น ขณะที่น่าห่วงเด็กในชนบทกลุ่มที่ห่างไกลเมื่อโรงเรียนปิดไม่ได้รับอาหารกลางวัน เด็กกลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มที่จะไม่เรียนต่อและหยุดเรียนถาวร ส่วนผู้ปกครองพบว่าไม่สามารถดูแลบุตรหลานได้เต็มที่ ครอบครัวไม่พร้อมต่อการเรียนออนไลน์ บางพื้นที่เข้าไม่ถึงระบบอินเตอร์เน็ต ปัญหากลุ่มคนยากจนค่าใช้จ่ายมากขึ้น และผลกระทบต่อครูต้องมีการปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อปฏิบัติที่เราเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายฯในกรณีสถานศึกษาที่ต้องเปิดเรียน ต้องเคร่งและเข้มในมาตรการ เตรียมพร้อมก่อนเปิดเรียนตามมาตรการ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;มิติ คือ&amp;nbsp;1.ความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อ&amp;nbsp;2.การเรียนรู้&amp;nbsp;3.การครอบคลุมถึงเด็กด้อยโอกาส&amp;nbsp;4.สวัสดิภาพและการคุ้มครอง&amp;nbsp;5.นโยบาย และ6.การบริหารทรัพยากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เราได้ออกเป็นแบบประเมินของกรมอนามัย ซึ่งตอนนี้สถานศึกษาทุกสังกัดได้ประเมินตนเองผ่านเข้ามาแล้ว มีความพร้อมส่วนใหญ่อยู่ที่&amp;nbsp;90&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังต้องยกระดับความปลอดภัยมั่นใจไร้โควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งสถานที่การเรียนการสอนต้องจัดสถานที่ให้ปลอดภัย มีมาตรการเสริมเฝ้าระวัง มีการตรวจเช็คคุณครู ผู้ปกครองเองว่ามีความเสี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยงมาหรือเปล่า มีอาการที่เข้าได้กับการติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีเรื่องการกำกับ ติดตาม และประเมินผล โดยมีคณะกรรมการร่วมกันในการประเมินผลในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ดูความพร้อมในการเปิดโรงเรียนหรือไม่ และระหว่างเปิดเรียนจะมีการกำกับว่าเปิดแล้วจะส่งผลต่อการระบาดของเชื้อหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีจิตอาสา ผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนที่มีทุกจังหวัดทำหน้าที่ช่วยดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า&amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมศบค.ชุดเล็กยังมีแนวทางเห็นพร้องต้องกันว่า จะให้มีการเปิดเรียนได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.พ.นี้ โดยสถานศึกษาของรัฐบาลหรือเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการเปิดเรียนตามปกติ แต่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;อาจให้ปิดการเรียนการสอนอยู่ แต่ระหว่างที่ปิดให้สถานศึกษากำหนดแนวทางการเรียนการสอนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษากำหนด เพื่อไม่ให้เด็กขาดเรื่องการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใน จ.กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม และปทุมธานี ให้เปิดการเรียนการสอนได้แต่ต้องปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรการของต้นสังกัดหรือหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ซึ่งเรามีแนวทางออกมาเป็นคู่มือส่งให้ในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการจัดการเรียนการสอนนักเรียนกลุ่ม&amp;nbsp;G&amp;nbsp;หรือกลุ่มเปราะบาง หากเป็นกลุ่มที่พักในประเทศไทยให้อยู่ระยะยาว ไม่ให้เดินทางไป-กลับ ส่วนผู้ที่เดินทางไปกลับให้ใช้ระบบ&amp;nbsp;On Hand&amp;nbsp;(เรียนรู้ผ่านใบงาน) โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงานของต้นสังกัดในพื้นที่ ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าถึงข้อกังวลของผู้ปกครองที่เกรงว่าในห้องเรียนจะแออัด จะสามารถจัดสลับวันเรียนได้หรือไม่ นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นนี้กันพอสมควร โดยในพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีการระบาดสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามนั้น แต่พื้นที่มีความเสี่ยงสีแดงเข้ม และสีแดง ต้องดูจำนวนของนักเรียนไม่ให้มากเกินไป มีระบบการจัดเว้นระยะห่าง มีระบบระบบระบายอากาศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามอีกว่า การรับประทานอาหารร่วมกันมีความเสี่ยงหากนักเรียนทานร่วมกันในโรงอาหารจะมีมาตรการอย่างไร นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ตรงนี้มีคู่มือออกมาให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติ โดยเน้นแหล่งที่มาของอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดเชื้อ ทำให้สุก ส่วนผู้สัมผัสอาหารอย่างแม่ครัวต้องเช็คตัวเองหากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องหยุดทำอาหารให้นักเรียน ส่วนนักเรียนยังเน้น หากเป็นพื้นที่ระบาดมีความเสี่ยงสูงให้เว้นระยะห่าง มีการทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วมบ่อยๆ ใช้ช้อนกลาง และไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91209</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, สถานศึกษา, เปิดโรงเรียน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210102/image_big_5ff06bd4db394.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 17:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนทางไทย กัมพูชากลับมาเปิดโรงเรียน-พิพิธภัณฑ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โรงเรียนเอกชนและพิพิธภัณฑ์ของกัมพูชากลับมาเปิดดำเนินการตามปกติแล้วเมื่อวันจันทร์ หลังจากกัมพูชาผ่อนคลายการล็อกดาวน์ยาวนาน 6 สัปดาห์เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 แต่ผู้ค้าบางคนหวั่นสถานการณ์ในไทยอาจทำให้ไวรัสแพร่ในกัมพูชาได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เด็กนักเรียนชาวกัมพูชาถือธงชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 กล่าวว่า ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากร 16 ล้านคนแห่งนี้มียอดสะสมผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพียง 382 คน และไม่มีผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่รายเดียว แต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาพบการแพร่เชื้อแบบกลุ่มที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งเริ่มผ่อนคลายแล้วเมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัมพูชาอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติในสัปดาห์นี้ ส่วนโรงเรียนของรัฐจะเปิดเรียนในสัปดาห์หน้า ที่โรงเรียนสุวรรณภูมิในกรุงพนมเปญ เด็กนักเรียนสวมหน้ากากอนามัยเข้าแถวตรวจวัดอุณหภูมิและล้างมือก่อนได้รับอนุญาตให้เข้าโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง ที่เขมรแดงเคยใช้เป็นคุกและศูนย์ทรมานในกรุงพนมเปญ เปิดให้บริการอีกครั้งเช่นกัน เทิน งอร์ คนขับรถตุ๊กๆ ที่มารอรับนักท่องเที่ยว กล่าวว่า เขากังวลเรื่องการติดเชื้อ แต่เห็นว่าชาวกัมพูชาปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลด้วยการสวมหน้ากากอนามัย, หมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์หรือสบู่ และเว้นระยะห่างทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนพฤศจิกายน กัมพูชาพบการแพร่เชื้อในประเทศที่เริ่มต้นจากหญิงอายุ 56 ปีที่เดินทางไปยังสองเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน และทำให้ทางการต้องใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดหลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ในขณะที่กัมพูชาผ่อนคลายการควบคุม เพื่อนบ้านอย่างไทยกลับประกาศว่า ไทยอาจจะใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มสูงขึ้น และทำให้รัฐบาลประกาศให้ 28 จังหวัดเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนขายกาแฟใกล้ตวลสเลงแสดงความวิตกกังวลกับข่าวที่ว่ามีชาวกัมพูชาบางคนที่ทำงานในไทยติดเชื้อไวรัสนี้ด้วย &amp;quot;ฉันกังวลจริงๆ ว่าพวกเขาจะแพร่เชื้อที่นี่อีกครั้ง&amp;quot; เง็ธ สุกุนเธียรี แม่ค้ากาแฟวัย 27 ปีกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88804</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, ผ่อนคลายล็อกดาวน์, เปิดโรงเรียน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff2f3cedd49f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ณัฏฐพล&quot;ยัน จะติดตามเส้นทางความเสี่ยง หลังพบผู้ป่วยโควิด ในไทยใกล้ชิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ส.ค.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 ภายในประเทศไทย ว่า จากที่ตนได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้น พบว่า เชื้อที่ตรวจพบกับผู้ป่วย 1 คน เป็นเชื้อที่ไม่สามารถแพร่ได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางในเรื่องของความเสี่ยง ว่า จะมีที่ไหน อย่างไรบ้าง แต่ปัจจุบันเรายังไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจนที่จะตื่นตระหนกในการทำการป้องกันในเรื่องต่างๆ ซึ่งตนก็จะติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75027</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, เปิดโรงเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200109/image_big_5e1703189bea3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คุณปลื้ม&#039; งอแง ยังมีเรียนเว้นวันเว้นสัปดาห์ เด็กควรได้ไปโรงเรียนจันทร์-ศุกร์อย่างต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.63 - หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ &amp;quot;คุณปลื้ม&amp;quot; พิธีกร และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก M.L. Nattakorn Devakulaระบุว่า &amp;quot;โรงเรียนไม่ได้เปิดเต็ม ยังมีเรียนเว้นวันเว้นสัปดาห์ รัฐต้องยอมสั่งเปิดหมดซักที เด็กควรได้ไปโรงเรียนจันทร์-ศุกร์อย่างต่อเนื่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70067</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณปลื้ม, ณัฏฐกรณ์ เทวกุล, นักเรียน, เปิดโรงเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191211/image_big_5df104f62d4c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไร้โควิด-19ในไทยต่อเนื่อง33วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศบค.เผยไร้โควิด-19 ในไทยมาต่อเนื่อง 33 วันแล้ว ย้ำ 1 ก.ค.เปิดโรงเรียนวิถีชีวิตใหม่ ขณะที่กลาโหมเผยมีคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศเข้าสู่สถานที่กักกันตัวของรัฐแล้วจำนวน 26,886 คน ในสถานกักกันตัวที่กำหนด 43 แห่ง พบผู้ติดเชื้อ 147 ราย กรุงเทพโพลสำรวจประชาชนพึงพอใจการบริหารจัดการโควิดของรัฐบาล ขณะเดียวกันกังวลการระบาดรอบ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศว่า ไม่พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ โดยภายในประเทศไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 33 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยยืนยันสะสมล่าสุดอยู่ที่ 3,162 ราย มีผู้ป่วยรักษาหายเพิ่มอีก 13 ราย ทำให้จำนวนผู้ป่วยรักษาหายแล้วรวม 3,053 ราย และยังมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 51 ราย ขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 58 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและเข้ากักตัวเพื่อเฝ้าระวังอาการในสถานที่รัฐจัดให้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงปัจจุบัน มีจำนวน 47,289 ราย ในจำนวนนี้พบผู้ติดเชื้อจำนวน 225 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.48
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก มียอดผู้ติดเชื้อรวม 9,904,963 ราย อาการรุนแรง 57,643 ราย รักษาหายแล้ว 5,357,840 ราย เสียชีวิต 496,866 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด&amp;nbsp; 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 2,552,956 ราย 2.บราซิล จำนวน 1,280,054 ราย 3. รัสเซีย จำนวน 620,794 ราย 4.อินเดีย จำนวน 509,446 ราย 5.สหราชอาณาจักร จำนวน 309,360 ราย ขณะที่ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 95 จำนวน 3,162 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศบค.ระบุว่า ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โรงเรียนจะเปิดเรียนแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ทุกโรงเรียนต้องดำเนินการป้องกันการแพร่เชื้อในสถานศึกษาตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการคัดกรองวัดไข้ก่อนเข้าโรงเรียน ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่ในโรงเรียน จัดจุดล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ เว้นระยะห่างในห้องเรียน เน้นจัดการเรียนการสอนเพื่อลดความแออัด มีการสลับกลุ่มแบ่งนักเรียน ลดการทำกิจกรรมกลุ่ม หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลุ่มควรเป็นกลุ่มเล็ก เน้นการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ที่ใช้ร่วมกัน อาทิ สนามเด็กเล่น ลูกบิดประตู ห้องน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องให้ความร่วมมือในการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองให้บุตรหลาน เช่น หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า แอลกอฮอล์เจลล้างมือ หลังเลิกเรียนควรรีบกลับบ้านอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที หากเด็กป่วย มีไข้ ไอ จาม ต้องให้เด็กหยุดเรียนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับประชาชนขอให้ดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ กินร้อน ใช้ช้อนกลางส่วนตัว หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาความอบอุ่นของร่างกาย และสวมหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม (กห.)เปิดเผยว่า พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กห. และ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัด กห. ได้ประชุมร่วมกับ กอ.รมน. นขต.กห. และเหล่าทัพ เพื่อติดตามการบริหารจัดการมาตรการกักตัวควบคุมโรคของรัฐและการช่วยเหลือประชาชนระหว่างการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ณ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กห. ในศาลาว่าการกลาโหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปสถานภาพคนไทยที่เดินทางผ่านสายการบินกลับจากต่างประเทศ ตั้งแต่ 4 ก.พ.ถึงปัจจุบัน และเข้าสู่สถานที่กักกันตัวของรัฐ (State Quarantine) จำนวน 26,886 คน ในสถานกักกันตัวที่กำหนด 43 แห่ง พบผู้ติดเชื้อและส่งเข้ารักษาระหว่างกักตัว 147 ราย ส่งกลับภูมิลำเนาแล้ว 20,027 คน ยังอยู่ระหว่างพักกักตัว 7,371 คน โดยระหว่าง 26-28 มิ.ย.63 มีคนไทยเดินทางจากต่างประเทศเข้ามาอีกจำนวน 1,428 คน ใน 10 เที่ยวบิน จากอังกฤษ อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย บาห์เรน แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานภาพของคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศรอบบ้าน ผ่านช่องทางผ่านแดนทางบก และเข้าสู่สถานที่กักกันตัวที่กำหนดในพื้นที่จังหวัด (Local Quarantine) ตั้งแต่ 10 เม.ย.63 ถึงปัจจุบัน รวม 34,518 คน ใน 647 สถานที่ทั่วประเทศ โดยยังอยู่ระหว่างพักกักตัว 3,585 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ กห.โดยทุกเหล่าทัพ ยังคงจัดกำลังทหาร เจ้าหน้าที่แพทย์ทหาร และสถานที่สนับสนุนทำงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ อย่างต่อเนื่องกันมา ทั้งการเตรียมพร้อมโรงพยาบาลสนามรองรับกับภาวะวิกฤติ ภารกิจคัดกรองการผ่านเข้า-ออกในทุกด่านชายแดนทางบก ทางน้ำ และท่าอากาศยานนานาชาติ ส่งต่อไปถึงการบริหารจัดการสถานที่กักกันตัวควบคุมโรคของรัฐ (State Quarantine) และภารกิจการกำกับดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยของประชาชนตามมาตรการผ่อนคลายระยะต่างๆ ที่รัฐกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งยังคงภารกิจการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องกันมา ทั้งการบริจาคโลหิตเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการขาดแคลนโลหิตแล้วกว่า 3 ล้านมิลลิลิตร การผลิตหน้ากากอนามัยผ้ามอบให้ชุมชนกว่า 2.3 ล้านชิ้น การจัดตู้ปันสุขกว่า 360 ตู้รอบหน่วยทหาร ร่วมกับการมอบข้าวสารอาหารแห้งและเครื่องอุปโภคจำเป็นควบคู่กับการจัดรถครัวสนามประกอบอาหาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนยามยังไม่สามารถใช้ชีวิตปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ประเมินความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ COVID-19&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,214 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาพรวมประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ COVID-19 ในด้านต่างๆ เฉลี่ย 3.79 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งแปลผลได้ว่ามีความพึงพอใจมาก โดยด้านที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ COVID-19 ได้ 4.23 คะแนน (ความพึงพอใจมากที่สุด) รองลงมาคือ การบริหารจัดการ ควบคุม แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้ 4.08 คะแนน (ความพึงพอใจมาก) การบริหารจัดการจัดการเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาให้กับประชาชนและการต่อต้านและป้องกันข่าวลวง (fake news) ได้ 3.43 คะแนนเท่ากัน (ความพึงพอใจมาก)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กังวลต่อการกลับมาแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในรอบ 2 มากน้อยเพียงใด พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 49.5 กังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อถามต่อว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีส่วนต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 มากน้อยเพียงใด พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.7 มีส่วนต่อการควบคุมค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 23.3 มีส่วนต่อการควบคุมค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อคำถาม &amp;ldquo;จากนโยบายที่นายกฯ แถลงการณ์วันที่ 17 มิ.ย.2563 ท่านคิดว่าการขับเคลื่อนประเทศด้านใดที่จะช่วยกำหนดอนาคตประเทศ ภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19&amp;rdquo; ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.3 เห็นว่าเป็นด้านความเป็นอยู่ของประชาชน รักษาระยะห่าง ใช้ชีวิต New Normal รองลงมาร้อยละ 42.8 เห็นว่าเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้าต่างประเทศ และร้อยละ 32.5 เห็นว่าเป็นด้านการสาธารณสุข พัฒนาการรักษา วัคซีนป้องกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69907</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดโรงเรียน, โควิด 19, โควิด-19, ไร้โควิด-19 ในไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200627/image_big_5ef6cd0d5f8e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
