<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 06:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรบ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่รอคอยกันมานานนับสิบปีฉบับนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ กระทรวงยุติธรรมโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้สร้างการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน &amp;nbsp;และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมพัฒนาและขับเคลื่อนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม โดยปัจจุบันได้ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นกฎหมายกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ พนักงานสอบสวน และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนใช้ในการจัดกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างมีระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ทั้งฉบับในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 อันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง ได้แก่ ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับที่ดินที่มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ ข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก และข้อพิพาทอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าล้านบาท ประเภทข้อพิพาททางอาญา ได้แก่ ความผิดอาญาอันยอมความได้ ความผิดลหุโทษที่ยอมความได้เป็นความผิดต่อส่วนตัวไม่กระทบต่อส่วนรวม ตามมาตรา 390-395 และมาตรา 397 และความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ปรากฏตามท้ายพระราชบัญญัติให้สามารถยุติหรือระงับได้ด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอันเกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายที่จะช่วยให้หน่วยงานของรัฐ และภาคประชาชนสามารถอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาล เป็นการดำเนินการให้คู่กรณีมีโอกาสเจรจาตกลงกันใน การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยข้อพิพาท และให้ข้อตกลงอันเกิดจากความตกลงยินยอมของคู่กรณีมีสภาพบังคับตามกฎหมาย&amp;nbsp; ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ทำให้ปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ลดปัญหาความขัดแย้ง และเกิดความสมานฉันท์ในการยุติข้อพิพาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ &amp;ldquo;ผู้ไกล่เกลี่ย&amp;rdquo; ซึ่งได้บัญญัติคุณสมบัติของบุคคลที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยต้องผ่านการฝึกอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักสูตรที่คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติรับรอง กระทรวงยุติธรรมโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ทำการเปิดอบรมเตรียมความพร้อมผู้ไกล่กลี่ย เพื่อขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้ไกล่เกลี่ยได้มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กฎหมายเบื้องต้นที่เกี่ยวข้อง ความสามารถและทักษะการเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวมถึงจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย จึงได้ร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้า จัดทำเนื้อหาหลักสูตรและคู่มือการฝึกอบรมสำหรับฝึกอบรมบุคคลที่จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนที่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้อย่างเป็นระบบมาตรฐาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงสร้างผู้ไกล่เกลี่ยที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เครือข่ายภาคประชาชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี และเป็นมิติใหม่ในการไกล่เกลี่ยของกระทรวงยุติธรรม ที่มีระบบขึ้นทะเบียนโดยจัดทำบัญชีผู้ไกล่เกลี่ยครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด โดยยกระดับผู้ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการระงับข้อขัดแย้งในชุมชนขึ้นมาเป็นผู้ไกล่เลี่ยข้อพิพาทโดยวิชาชีพ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49023</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท, เป็นเรื่องเป้นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักการเมืองกับเก้าอี้รัฐมนตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หลังเลือกตั้งทุกครั้งจะเห็นธรรมชาติของนักการเมือง ที่วิ่งกันฝุ่นตลบเพื่อรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลและต่อรองกระทรวงเกรดเอ แย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติประวัติกับตัวเองและวงศ์ตระกูล โดยไม่ต้องสนใจว่าคุณวุฒิ คุณสมบัติ มีเพียงพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่ ขอให้ได้เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นพอ อันที่จริงน่าจะมีการทดสอบคุณสมบัติ ตรวจสอบประวัติฉาว หรือแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งแต่ละคนก่อนเข้ารับตำแหน่ง ช่วงนี้เราจะเห็นนักการเมืองออกสื่อรายวัน พูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่มีใครพูดถึงปัญหาปากท้องของประชาชนเลย ไม่มีการเดินสายยกมือไหว้อีกต่อไป นั่งกระดิกเท้าอยู่ในห้องแอร์เตรียมรับเงินเดือน แล้วไปนั่งหลับในสภารอจนครบวาระ เดี๋ยวก็เปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเป็นสมบัติผลัดกันชม เหมือนเอาหนังม้วนเดิมมาวนฉายซ้ำ ประชาชนตาดำๆ ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ จะเจอคนเหล่านี้มาเดินยกมือไหว้อีกครั้งก็เฉพาะตอนหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยเหมือนกับ &amp;ldquo;บริษัท&amp;rdquo; ที่นักการเมืองผลัดกันเข้ามาบริหาร และกอบโกยผลประโยชน์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ถ้าฝ่ายหนึ่งไม่ได้ก็หาทางกีดกันฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน นักการเมืองยังใช้วิธีเดิมๆ คือ การหาผลประโยชน์ใส่ตัวและเหยียบย่ำคู่แข่งโดยไม่คำนึงถึงความผิดหรือถูก เอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และเมื่อมีการโกงก็จะมีการสืบทอดอำนาจกันเป็นช่วงๆ บางตระกูลมีการส่งต่อถึงลูกหลานเหมือนอุตสาหกรรมในครอบครัวเลยทีเดียว นักการเมืองมักจะอ้างอยู่เสมอว่าเขาเป็นตัวแทนจากประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าขุดลึกลงไปจะพบว่าตัวแทนเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้มาจากการซื้อสิทธิ ขายเสียง หลอกลวง ใช้อิทธิและพลทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นส่วนใหญ่ จะมีสักกี่เสียงที่ได้มาตามแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง บางคนบอกว่าหาตัวเลือกไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีเลือกคนที่เลวน้อยที่สุด คนที่ดีจริง มีความรู้ความสามารถก็ไม่อยากจะเอาตัวเองและชื่อเสียงเข้ามาพัวพันในวงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนอยากได้คณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ อุทิศตัวในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ไม่คอร์รัปชันหรือเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้อง ไม่รังแกข้าราชการประจำ คุณสมบัติแค่นี้ไม่น่าจะหายาก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วเรายังไม่เคยมีรัฐมนตรีในดวงใจเลย เพราะส่วนใหญ่จะมาไวไปไวจนข้าราชการปรับตัวไม่ทันก็มี นโยบายก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยิ่งถ้ามาจากคนละพรรคยิ่งต้องเปลี่ยน มิฉะนั้นจะเป็นการอ้างผลงานและมีการแฉกันออกสื่อ รวมทั้งเกทับกันตอนหาเสียง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมประชาธิปไตยของไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ เพราะระบบการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส ทำให้เราได้นักการเมืองคุณภาพต่ำ พรรคการเมืองที่ขาดความน่าเชื่อถือ ระบบโควตารัฐมนตรีที่ปิดกั้นความสามารถของคนที่เหมาะสม ระบบนอมินีหรือพวกพ้องที่โยงกับผลประโยชน์และการคอร์รัปชันที่ไม่เคยหมดไปจากการเมืองไทย ประชาชนแค่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ไม่เคยได้ตัวแทนที่ถูกใจ เวลาถ่ายทอดสดการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจะเห็นผู้แทนอยู่สามประเภท ประเภทแรกคือ อภิปรายแบบบ้าน้ำลาย เยินยอตัวเอง เหน็บแนมฝ่ายตรงข้าม ประเภทที่สองคือ ถูกพาดพิง ลุกขึ้นมาประท้วงสาดโคลนกันไปมา และประเภทที่สามคือ นั่งหลับแบบไม่อายใคร เวลากล้องจับได้ก็อ้างว่าไม่สบายที่หลับเพราะเป็นผลจากฤทธิ์ยา กี่ปีมาแล้วที่เราเห็นภาพแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา แล้วเมื่อไหร่เราจะเห็นนักการเมืองที่ทำงานสมราคากับภาษีที่เราจ่ายไปเสียที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (g.jittima02@gmail.com)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36846</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป้นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
