<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัตตานีป่วนหนัก! โจรใต้เผารถวางเพลิงหลายจุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย. 64 - เมื่อเวลา 02.00 น.&amp;nbsp; พ.ต.ต.วิทยา สุทธิรักษ์ สว. (สอบสวน) สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุจับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมัดมือ ก่อนจะลอบวางเพลิงรถทำถนนได้รับความเสียหาย จำนวน 3 คัน เหตุเกิด บริเวณลานกว้าง ม.1 ต.น้ำดำ อ. ทุ่งยางแดง&amp;nbsp; จึงรายงานให้ พ.ต.อ. จิรวัฒน์ ดูดิง ผกก.ทราบแล้วนำกำลังไปที่เกิดเหตุ ไปถึงพบรถบรรทุกน้ำ 1 คัน&amp;nbsp; รถแมคโคร 1 คัน และ รถปรับเกลี่ยถนน 1 คัน สภาพทั้ง 3 คันถูกคนร้ายนำน้ำมันเบนซินราดบริเวณห้องเครื่องและห้องโดยสาร ก่อนจะจุดไฟเผาจนได้รับความเสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้พบผู้เสียหาย 2 คนถูกคนร้ายใช้สายเคเบิลไทน์ มัดมือไพล่หลังก่อนจะก่อเหตุ แต่โชคดีไม่ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ นายบือราเฮง&amp;nbsp; ยามา อยู่บ้านเลขที่ 30/3 ม.4 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง&amp;nbsp; และ นายมะนูซี&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจะแว อยู่บ้านเลขที่ 47 ม.4 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวทั้งสองไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อนจะทำการสอบปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนทราบว่า รถทั้ง 3 คันเป็นของ บริษัท พรแก้ว คอนสตรัคชั่น (ปัตตานี) ที่มาปรับปรุงถนนในพื้นที่ ต.น้ำดำ ตามโครงการของทางหลวงชนบท เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ธ.ค.63 โดยก่อนเกิดเหตุ นายบือราเฮง&amp;nbsp; และ นายมะนูซี ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กำลังทำการเฝ้ารถทั้งสามคัน ปรากฏว่า ได้มีคนร้าย 6 คนพร้อมอาวุธปืนสงครามสวมไอ้โม่งใช้รถ จยย. 3 คันมาจอดก่อนจะบุกเข้าไปจี้บังคับทั้ง 2 คนหมอบกับพื้นแล้วจับมัดมือไว้ จากนั้นคนร้ายได้นำน้ำมันเบนซินราดไปที่รถทั้ง 3 คันก่อนจุดไฟเผาแล้ววิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ (จยย.)หลบหนีไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 08.00 น. วันเดียวกัน ร.ต.อ.สุพรรณพงษ์ สุวรรณมณี รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านโสร่ง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งจากว่า ได้เกิดไฟไหม้เสาส่งสัญญาณดีแทค จำนวน 2 จุด ในพื้นที่บ้านจาเลาะบองอ ม.5&amp;nbsp; และบ้านบาโงยะหา ม.6 ต.เขาตูม ทั้งสองจุดอยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร และมีเหตุได้เผาทำลายกล้องวงจรปิด จำนวน 2 ตัวบริเวณ ม.3 ต.เขาตูม หลังได้รับแจ้งจึงนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยเหตุเพลิงไหม้เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์พบว่าคนร้ายได้ใช้น้ำมันเบนซินราดแล้วจุดไฟเผาห้องส่งทำให้สายไฟของระบบส่งสัญญาณได้รับความเสียหายทั้ง 2 จุด ส่วนไฟไหม้กล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายนำยางรถ จยย.ราดน้ำมันก่อนจะแขวนไว้ที่กล้องแล้วจุดไฟเผาจนเสียหายทั้ง 2 ตัวในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมวัตถุพยานหลักฐานไปตรวจสอบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้รับแจ้งอีกว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.4310 เดินลาดตระเวนพบวัตถุต้องสงสัยมีลักษณะทรงกระบอกมัดติดกับเสาไฟฟ้า จำนวน 2 จุด บริเวณ ริมถนนสาย 409 ทางเข้า บ.ควนประ ม.7 และ บ.ศาลาลาก ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ เจ้าหน้าที่ได้ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบปรากกว่าเป็นระเบิดปลอม คาดว่าน่าจะเป็นการก่อกวนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ&amp;nbsp; ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กำชับให้ชุดสืบสวนสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งหมดเพื่อตรวจหาร่องรอยของผู้ก่อเหตุ โดยเฉพาะเหตุจี้และจับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมัดมืดเชื่อว่าน่าจะรู้ตัวผู้กระทำ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าเป็นการก่อกวนสร้างความวุ่นวายในห่วงเทศกาลสงกรานต์และช่วงเดือนรอมฎอนของพี่น้องมุสลิม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับรายงานมาแล้วว่ากลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบมีการเคลื่อนไหวที่จะก่อกวนในพื้นที่ อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังเหตุตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99258</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัตตานี, ป่วน, เผา, โจรใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073d5b26cd39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วมฝุ่นพิษ PM 2.5  ภาคเหนือต้นตอจากประเทศเพื่อนบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26​ มี.ค.2564 &amp;nbsp;ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนา &amp;ldquo;สถานการณ์ PM 2.5 นโยบายที่ประเทศไทยต้องทำ&amp;rdquo; (Round Table Dialog on PM 2.5 : Thailand Guiding Policy) มุ่งสร้างความตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจาก PM 2.5 แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีความตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากปัญหา PM 2.5 และให้ประชาชนมีช่องทางในการติดตามและประเมินระบบการแก้ปัญหา PM 2.5 พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายในการปรับปรุงปัญหา PM 2.5 ภาคเหนือโดยมีศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการเสวนาฯ และมีพันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งศูนย์วิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่, คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สภาลมหายใจเชียงใหม่, หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และผู้สยใจร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อมูลจากการเสวนาระบุว่า จุดความร้อนที่ถูกตรวจพบโดยระบบดาวเทียมส่วนใหญ่ในปีนี้ พื้นที่ภาคเหนือมีจุดความร้อนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาและพื้นที่เดียวกันกับปีที่ผ่านมา แต่สำหรับพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่มีจุดความร้อนหนาแน่น เข้มข้น รวมถึงในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านในทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดฝุ่นพิษข้ามแดนมายังประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีการเตรียมการรับมือสถานการณ์สาธารณภัยจากฝุ่นพิษขนาดเล็กของหน่วยงานต่าง ๆ อยู่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการเตรียมการที่เป็นการตั้งรับ ยังไม่มีนโยบายเชิงรุกอย่างแท้จริงที่จะต้องดำเนินการกันตลอดทั้งปี จึงต้องมีนโยบายปรับแผนการจัดการฝุ่นควันขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนรองรับสถานการณ์ฝุ่นควันพิษขนาดเล็กที่จัดทำขึ้นในแต่ละจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ยังไม่มีการบูรณาการแผน บูรณาการทรัพยากรด้าน งบประมาณ กำลังคน เครื่องมืออุปกรณ์ จึงทำให้การดำเนินการต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะบรรลุผลได้ตามแผน และแม้ในภาพรวมระบบการจัดการฝุ่นควันพิษภายในประเทศจะดีขึ้น แต่ยังขาดนโยบายการจัดการฝุ่นควันพิษข้ามแดน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาในเวทีประชาคม ขณะที่นโยบายในระยะยาวที่ประเทศไทยต้องดำเนินการคือ การเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการผลิตพืชผลทางการเกษตรและโครงสร้างของระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเร่งผลักดันให้มีกฎหมายเพื่อรับรอง &amp;quot;สิทธิในอากาศสะอาด&amp;quot; ให้กับประชาชนเพื่อส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขสถานการณ์สาธารณภัยจากฝุ่นพิษขนาดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยการจัดตั้งศูนบ์บัญชาการฯตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นมา และได้มีการร่วมประชุม วางแผน กำกับ ติดตาม เป็นประจำทุกวัน ซึ่งการดำเนินการในปีนี้ได้มุ่งเน้นไปที่หลักการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ด้วยสภาพพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงมีความจำเป็นของประชาชนที่จะต้องใช้ไฟในการประกอบอาชีพและเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรที่อยู่ในพื้นที่สูง ซึ่งไม่สามารถที่จะใช้เครื่องจักร/เครื่องทุ่นแรง ไปจัดการกับเศษวัชพืชเหล่านั้นได้ จึงต้องมีแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำแอพพลิเคชันการจองบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพื่อให้สามารถทราบได้ว่ามีใครประสงค์บริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ใด โดยศูนย์บัญชาการของจังหวัดเชียงใหม่จะเป็นผู้พิจารณา และเป็นปีแรกที่มีการใช้ระบบนี้ ทั้งนี้พบว่าในปีนี้สามารถลดจุดความร้อนลงไปได้ถึง 50% โดยในปี 2563 ห้วงวันที่ 1 มกราคม-25 มีนาคม 2563 เกิดจุดความร้อนสูงถึง 13,000 จุด แต่ในปี 2564 เกิดจุดความร้อนเพียง 6,532 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องนโยบายรัฐหรือผู้เกี่ยวข้องต้องทำไปพร้อมๆกับด้านอื่นๆ​ ทั้งการส่งเสริม​อาชีพ​ วิถีการดำเนินชีวิต​ การจัดการทรัพยากร​ ทั้งในระดับพื้นที่​ ระดับชาติแบะระหว่างประเทศ​ มีความต่อเนื่อง​ ปรับแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องทางปฏิบัติ​ สร้างสำนึกร่วมของทุกภาคส่วนในทิศทาง​เดียวกัน​ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97340</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, จุดร้อน, เชียงใหม่, เผา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d6d8c91268.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
