<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 08:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.แรมโบ้&#039;อัด&#039;บักเต้น&#039;อย่าแอบหลังกระโปรงเด็ก!ย้อนเกล็ดยุค&#039;แม้ว-ปู&#039;โคตรโกงคนเป็นล้านไล่ก็ไม่ออก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.64- &amp;nbsp;นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหากนายกฯออกไปทุกอย่างจบ แต่เมื่อไม่ออกก็ไม่ควรใช้กำลังกับเด็กจนเรื่องบานปลายว่า นายณัฐวุฒิควรมองให้รอบด้านกว่านี้ อย่าพูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เพราะหากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ทำผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนและความรุนแรงให้เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ต้องทำตามกฎหมายที่มีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การเรียกร้องให้นายกฯลาออกนั้น นายเสกสกลยืนยันว่านายกฯอยู่ครบเทอมเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง และที่ผ่านมานายกฯไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้การแก้ไขปัญหากำลังดำเนินการไปได้ด้วยดี ซึ่งแม้จะมีตัวเลขผู้ป่วยสูง แต่จำนวนผู้ป่วยหนักลดลง และหายป่วยกลับบ้านเป็นจำนวนมากเช่นกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสิ่งสำคัญนายกฯประยุทธ์ยังไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น เหมือนกับอดีตนายกฯที่เป็นนายใหญ่ของนายณัฐวุฒิไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณ หรือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ มีคดีทุจริตมากมาย แต่ยังไม่ลาออก โดนประชาชนออกมาขับไล่เป็นแสนเป็นล้าน มีการสลายการชุมนุม เกิดการนองเลือด บาดเจ็บ ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิอย่ามากล่าวหาและอย่ามาขับไล่นายกฯประยุทธ์ ขอให้ย้อนกลับไปดูตัวเองในอดีตย้อนกลับไปดูเจ้านายตัวเองในอดีตจะดีกว่า และการที่นายณัฐวุฒิและแกนนำออกมาปลุกระดมม็อบ 3 นิ้วจนไปถึงคาร์ม็อบ ก็เกิดปัญหาความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อน โดยนายณัฐวุฒิและแกนนำไม่เคยออกมารับผิดชอบเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ม็อบทะลุแก๊ส ที่ได้รับคำสั่งจากแกนนำบางคนยังได้ออกมา สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองตลอดจนทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บสาหัสจากการใช้ระเบิดปิงปอง ระเบิดประทัดยักษ์และไปป์บอมบ์ เผาพระบรมฉายาลักษณ์ต่างๆมากมายซึ่งถือว่าเป็นการดูหมิ่นจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบัน สิ่งต่างๆเหล่านี้นายณัฐวุฒินายสมบัติและแกนนำต้องออกมารับผิดชอบ อย่าดีแต่แอบไปอยู่หลังกระโปรงเด็ก ไม่เคยรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเหมือนการสั่งเผาบ้านเผาเมืองในปี53 &amp;nbsp;ชอบป้ายสีกล่าวหาคนอื่นไม่ดี แต่ไม่เคยหันมามองความชั่วช้าสารเลวของตนเอง &amp;nbsp;พูดอะไรโดยไม่เคยใช้สมองคิด พูดเอาแต่ได้ อย่างนี้เรียกว่าหัวทุบดิน มีหัวก็ไร้ประโยชน์ สมองคงกลวง คนประเภทนี้วันๆคิดแต่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ไร้ความสงบสุข ควรรีบเข้าไปอยู่ในคุกได้แล้ว อย่าได้ทำให้ชาวบ้านชาวช่องเดือดร้อนเลย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116627</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐวุฒิ, ดร.แรมโบ้, ม็อบสามนิ้ว, เผาเมือง, เสกสกล อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210424/image_big_6083873d1a7e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ลุงสุทิน&#039;ย้อนศรตามหาความจริง แบหลักฐานเผาบ้านเผาเมือง 36 จุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.63-นายสุทิน​ วรรณบวร​ อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn ว่า จำวลีล้างผลาญนี้เมื่อปี 2553 ได้ไหม?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เผามันเลยพี่น้องผมรับผิดชอบเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เอาแต่ขวดเปล่า น้้ำมันหาเอาในกรุงเทพฯคนให้ได้ล้านลิตรแล้วกรุงเทพฯจะเป็นทะเลเพลิง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจำได้ &amp;quot;นี้คือจริงที่ควายถามหา&amp;quot; กรุงเทพฯถูกวางเพลิง 36 จุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66307</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุทิน วรรณบวร, เผากรุงเทพฯ 36 จุด, เผามันเลยพี่น้องผมรับผิดชอบเอง, เผาเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a71c585916f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 06:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 06:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เหวง&#039;จับแพะชนแกะเสนอ&#039;สมมุติฐาน-ทฤษฎี&#039;ว่า นายทหารระดับสูง&#039;ฆ่าร่มเกล้า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.63-นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่านี่ไงหลักฐานชัดเจนที่พวกทหารสวมเสื้อแดงมาก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นไอ้ที่พูดว่า กองกำลังติดอาวุธ นั้น ก็คือกองกำลังติดอาวุธที่ีทหารจัดตั้งขึ้นแทรกซึมเข้ามาในเสื้อแดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเป็นไปได้ที่ร่มเกล้าถูกทหารด้วยกันฆ่าตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะมีแต่ทหารในระดับสูงสุดเท่านั้น
ที่รู้จักร่มเกล้า
รู้ว่าคนไหนเป็นร่มเกล้า
รู้ว่าร่มเกล้าอยู่ที่ไหนเวลาไหน
รู้ว่าต้องขว้างM67ในระยะไกลแค่ไหนจึงฆ่าร่มเกล้าตายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสนอสมมุติฐาน เสนอทฤษฎี ว่า
นายทหารระดับสูง &amp;quot;ฆ่าร่มเกล้า&amp;quot; ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าต้องการพิสูนจ์ ว่าที่ผมเสนอไม่เป็นจริง
ก็เอาหลักฐานการชัณสูตรพลิกศพทั้งหมด
เสนอศาลเพื่อขอคำสั่งการตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฏหมายซิครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66297</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังติดอาวุธ, ฆ่าพล.อ.ร่มเกล้า, นพ.เหวง โตจิราการ, เผาเมือง, เสื้อแดง, แกนนำนปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b0809c0a0221.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธิดา&#039;ละเมอหนักมาก!พวกป้าไม่มีชายชุดดำ ไม่ได้เผาเมือง ไม่มีเครือข่ายล้มเจ้า สงสัยผู้มีอำนาจจัดฉาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
14 พ.ย.62- นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยเต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ ความเท็จที่ทำให้สังคมเชื่อว่าเป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั่วไปผู้รักประชาธิปไตย รักสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และอำนาจประชาชน จะไม่ใช่คนที่เอาเรื่องเอาราวไปฟ้องร้องใครทางการเมืองให้ติดคุก หรือให้ติดคุกนาน ๆ นี่เป็นความจริงที่ปรากฏมาตลอด นอกจากคู่กรณีบางคนที่จำเป็นต้องฟ้องร้องเพื่อปกป้องชื่อเสียง เกียรติยศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่โดยภาพรวมของการต่อสู้ทางการเมือง เราถูกกระทำในฐานะเป็นฝ่ายรับ ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อหา...มีชายชุดดำที่เป็นกองกำลังอาวุธ ใช้ความรุนแรง
ข้อหา...มีเครือข่ายล้มเจ้า
ข้อหา...เผาบ้านเผาเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามข้อหานี้ถูกป่าวประกาศ เผยแพร่ ใส่ความซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้แต่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล มาออกรายการเล่าเรื่องยังอ้างถึงรถแก๊ส ชายชุดดำของ นปช. คนเสื้อแดง ทั้งสามเรื่องนี้นอกจากทำให้สังคมหลงผิด ยังมีผลต่อคดีความของคนเสื้อแดงและแกนนำ นปช. ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งตราบเท่าทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเขียนย้อนรอยเหตุการณ์เมื่อพ.ศ. 2552 เราได้เล่าให้ฟังแล้วว่า การชุมนุมของ นปช. นั้น ต่างกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ชัดแจ้ง อย่างหนึ่งคือ เราไม่เคยบุกรุกเข้าหน่วยงานราชการไปเล่นงานเจ้าหน้าที่รัฐใด ๆ อาจมีกรณีเดียวที่บุกรุกกระทรวงมหาดไทยโดยการนำของ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ทราบว่าถูกฟ้องร้อง แต่คงอยู่ในระยะต้น และอาจหลุดคดีอีก เพราะเขา &amp;ldquo;อยู่เป็น&amp;rdquo; ทางการเมืองเรื่องอำนาจรัฐ แต่เท่าที่ทราบ พวกเขาก็อยู่ข้างหน้าบริเวณประตูทางเข้า ไม่ได้เข้าไปในกระทรวง มีพวกแหกคอก (ที่รัฐไม่ยอมจับ ขนาดเห็นหน้าโทนโท่ หรือเป็นพวกเดียวกันสร้างสถานการณ์) ไปทุบรถที่แล่นออกมาจำนวนหนึ่ง แต่แกนนำ นปช. นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ก็ห้ามปราบไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อหาบุกรุกหน่วยงานรัฐนี้ โปรดสังเกตว่า กปปส. และ พธม. ทำเหมือนกัน คือพยายามยึดหน่วยงานสำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล, กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สถานีโทรทัศน์ NBT, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ท่าอากาศยาน ฯลฯ รุกไล่เจ้าหน้าที่รัฐ แม้แต่ในลิฟท์ เพราะม็อบ พธม., กปปส. คิดว่าตนเองจะยึดอำนาจรัฐได้โดยมวลชน จึงต้องยึดสถานที่สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การชุมนุม นปช. ไม่ได้คิดในการยึดอำนาจรัฐ เป็นเพียงการชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้ดำเนินตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ยุบสภา, เลือกตั้งใหม่คืนอำนาจให้ประชาชน เป็นต้น เพราะเรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมหรือกองทัพ
ประการสำคัญต่อมาที่จะพูดต่อไปนี้คือ ปัญหา นปช. มีหรือไม่มีกองกำลังอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้มาชุมนุมส่วนมากเปิดเผยตัวตนชัดเจน ใส่เสื้อสีแดงด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาเป็นพลเมืองดี เป็นการต่อสู้สันติวิธีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหากับความมั่นคง เพราะไม่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนระบอบแต่อย่างใด แต่เรียกร้องให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่ามีคนใส่เสื้อสีดำบ้างไหม?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอบได้ว่าก็มีสิ เพราะคนจำนวนหนึ่งชอบเสื้อดำ เพราะดูเท่ดี และอยากแสดงตัวเป็นการ์ด นปช. ซึ่งทำหน้าที่เพียงดูแลความเรียบร้อยและตรวจจับอาวุธคนที่เข้ามาในที่ชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ดังได้กล่าวมาก่อนนี้ว่า ในปี 2552 เราประกาศนโยบาย 6 ข้อชัดเจน เรื่องเป้าหมายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และใช้หนทางสันติวิธี ทั้งองค์กร นปช. และสมาชิก นปช. ต้องปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างเคร่งครัด ใครที่คุยโม้โอ้อวดเรื่องต่อสู้ด้วยอาวุธหรือใช้ความรุนแรงเป็นความรับผิดชอบส่วนตัว และโดยหลักถือว่าเขาไม่ใช่ นปช. อาจเป็นปัญหาส่วนตัวที่ชอบแสดงออก หรือเป็นกลุ่มแดงอิสระบางกลุ่มที่ไม่ยอมรับแนวทาง นปช. ใน 2 ข้อดังกล่าวข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการกล่าวหาเรื่องรถแก๊ส เรื่องชายชุดดำที่ใช้อาวุธ ขอยืนยันว่าไม่ใช่การตัดสินใจของ นปช. และแกนนำ นปช. เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่องหนทางสันติวิธีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและเป้าหมายทางการเมืองการปกครอง ในโรงเรียน นปช. ทั่วประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกเวทีปราศรัยและการแถลงข่าว แต่ก็ยังถูกกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ความจริงจนบัดนี้ยังไม่สามารถจับชายชุดดำที่ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารได้เลย ได้แต่มีข้อกล่าวหาคนบางส่วนที่อยู่กับอาวุธและคดียังไม่สิ้นสุด มิพักต้องกล่าวถึงว่า ไม่สามารถโยงมาถึง นปช. จริงแต่อย่างใด ดังคำพิพากษาของศาลอาญาเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 62 ในคดีข้อกล่าวหาก่อการร้ายต่อแกนนำ นปช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้ว เห็นว่าการกระทำในการเดินขบวนชุมนุมประท้วงโต้แย้งหรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และมีคำตัดสินว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากพยานหลักฐานทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานปากใดที่เข้ามาเบิกความยืนยันว่ามีจำเลยคนหนึ่งคนใดที่เป็นแกนนำกลุ่ม นปช. ได้ทำการปราศรัยหรือกระทำการอันเป็นการยุยงปลุกปั่นให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำการดังที่ได้ระบุไว้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 (1) ถึง (3) แม้โจทก์จะมีพยานเบิกความต่อศาลว่า ระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมากมายหลายแห่งตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง แต่พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของบุคคลใดหรือเป็นการกระทำของฝ่ายใด และไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข่าวว่าเป็นจริงหรือไม่ และยังมีพยานโจทก์อีกหลายปากเบิกความต่อศาลว่าการชุมนุมของ นปช. เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. การเดินทางไปที่รัฐสภาและสถานีดาวเทียมไทยคมก็เป็นการเดินทางไปเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำสั่งให้ต่อสัญญาณสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิล ชาเนล ที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดหรือตัดสัญญาณไปก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายชุดดำ ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้ง ๆ ที่สถานที่ที่ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที การที่แกนนำกลุ่ม นปช. ปราศรัยบนเวทีที่ว่าหากทหารออกมาสลายการชุมนุมหรือทำรัฐประหารให้ประชาชนนำน้ำมันและให้มีการเผานั้น เป็นการกล่าวปราศรัยบนเวทีก่อนวันที่จะมีการชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สินตามที่มีการปราศรัยแต่อย่างใด
(อ่านรายละเอียดได้จาก https://prachatai.com/journal/2019/08/83861)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การไม่ยอมยุติข้อกล่าวหาเรื่องชายชุดดำ, เรื่องรถแก๊ส ที่เป็นคดีในปี 2552 ถามว่า นปช. สั่งให้เอารถแก๊สไปจอดที่แฟลตดินแดงเพื่ออะไร? นปช. คนเสื้อแดงได้อะไร? มีแต่เสียหาย มีแต่คนที่จงใจสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายป้ายสี นปช. เท่านั้นที่จะทำ ซึ่งอาจเทียบได้กับการเผาตึก ร้านค้า ในกรุงเทพมหานครและศาลาว่าการในต่างจังหวัด ซึ่งคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 62 ศาลฎีกาคดีประกันภัยที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นโจทก์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายในความผิดเรื่องประกันภัยต่อ 6 บริษัทประกันภัย โดยในคำพิพากษาระบุชัดว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายรับฟังได้ว่า เหตุเพลิงไหม้อาคารเกิดขึ้นตอน 15.00 น. ภายหลังแกนนำประกาศยุติชุมนุมตอน 13.00 น. ตลอดจนผู้ก่อเหตุทุบทำลายและเผาอาคารก็มีประมาณ 10 คน ทั้งเป็นกลุ่มคนที่ปิดบังอำพรางใบหน้า และกลุ่มที่ทำในลักษณะมีเจตนาก่อเหตุร้ายแล้วหลบหนีไปทันที โดยไม่มีประชาชนอื่นใดร่วมกระทำการ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าเหตุเพลิงไหม้ตามฟ้องเป็นผลมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล และเป็นการก่อการร้ายเพื่อหวังผลทางการเมืองตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหก ดังนั้นจำเลยทั้งหกจึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฏีกาฯ ไม่เห็นพ้องด้วย ฏีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1-6 ชดใช้ให้ &amp;ldquo;ตลาดหลักทรัพย์&amp;rdquo; พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อไป
(อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.posttoday.com/social/general/587947)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มีคำพิพากษายกฟ้อง 2 นปช. โดยระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเห็นว่า แม้โจทก์มีพยานเป็นรปภ.ซึ่งถ่ายภาพจำเลยที่ 1 ได้ในที่เกิดเหตุ แต่ตามคำเบิกความของรปภ. พยานโจทก์ ระบุว่าอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร โดยเห็นเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถือถังดับเพลิงเท่านั้น แต่ถังดับเพลิงดังกล่าวก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จะใช้ในการวางเพลิง ประกอบกับพยานโจทก์ไม่สามารถตอบทนายจำเลยได้ว่าเห็นจำเลยที่ 1 เป็นผู้วางเพลิงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมีพนักงานห้างที่อยู่ที่เกิดเหตุ 4 คนเบิกความทำนองเดียวกันว่าเห็นคนร้าย 40-50 คน ที่มีชาย 4-5 คนเดินนำหน้าแล้วใช้หนังสติ๊กยิงใส่ต่อเนื่อง กลุ่มพนักงานจึงหลบหาที่กำบัง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายภายในห้างได้ 9 คน มีจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วย ศาลเห็นว่ามีข้อน่าสงสัยตามคำเบิกความของพยานโจทก์กลุ่มนี้สามารถจำจำรูปพรรณสัณฐานจำเลยที่ 2 ได้ตรงกันหมด แต่โจทก์ไม่นำเจ้าหน้าที่ที่จับกุมจำเลยที่ 2 มาเบิกความถึงรายละเอียดการจับกุม ยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะกระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
(อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/496870)
แม้กระทั่งการเผาศาลากลางต่างจังหวัด มีข้อสงสัยตั้งแต่การทำสำนวนต้นทางจากพนักงานสอบสวน ซึ่งพยายามให้คนที่มีภาพว่าไปศาลากลางจังหวัด (ไปดู, ไปช่วยเจ้าหน้าที่ดับไฟ) รับว่าได้ทำการและข้อสมมุติฐานอื่น ๆ ซึ่งยังไม่ได้ยกประโยชน์แห่งความน่าสงสัยในหลักฐานให้กับผู้ถูกกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งซึ่งขาดหายไปในการพิจารณาคือ การสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายคนของรัฐหรือมวลชนจัดตั้งฝ่ายขวาจากองค์กรรัฐ เพื่อทำให้ดูราวกับว่าผู้ชุมนุมเมื่อเลิกชุมนุมก็ก่อความวุ่นวาย ทั้งที่แกนนำยุติการชุมนุมไปแล้ว และสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ รวมทั้งต่างจังหวัดอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าสังคมใช้ตรรกะว่า ความวุ่นวายต้องเกิดจากผู้ชุมนุม การยุติการชุมนุมที่มีไม่ใช่เกิดจากการจงใจสร้างสถานการณ์ของฝ่ายผู้ปราบปราม ผู้ชุมนุมก็กลายเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งจากการปราบปรามโดยอาวุธจริง และจากการใช้กลไกรัฐทางกฎหมายจับกุมคุมขังนับจากปี 2553&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนมากถูกดำเนินคดีในขั้นต่าง ๆ
หลายคนไม่ได้ประกันตัว ตั้งแต่วันยุติการชุมนุม
หลายคนได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว หลังผ่านไป 7-8 ปี
หลายคนยังอยู่ในที่คุมขัง
หลายคนกำลังจะถูกคุมขังอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันผ่านการชุมนุมมาตั้งแต่ 14 ตุลา 16 พบว่า การที่ผู้ชุมนุมจะเผาอาคารสถานที่นั้น ต้องมีเป้าหมายว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่มีปัญหากับประชาชน แล้วฝูงชนทำอย่างเปิดเผยขณะเคลื่อนไหวจลาจล ไม่ใช่แอบงุบงิบทำ และที่สำคัญ กรณีที่เป็นสถานที่เอกชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับอำนาจรัฐที่ปราบปรามประชาชน โดยทั่วไปผู้ชุมนุมจะไม่ทำให้เอกชนเดือดร้อนถึงขนาดเผาตึก เพราะไม่เกี่ยวกับการเอาชนะอำนาจรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือวิธีคิดของฝ่ายประชาชน ไม่มีการแอบงุบงิบทำไม่ให้ใครเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพิ่งจะเห็นว่าในยุค 2553 นี่แหละที่มีการแอบเผาตึกเอกชนที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าผู้ชุมนุมจะทำทำไม? ให้เอกชนเดือดร้อนและผู้ชุมนุมเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผู้ปราบปรามและมวลชนจัดตั้งต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อกล่าวโทษผู้ชุมนุม 2553 หรือเปล่า?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าสงสัยอยู่ ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50241</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายชุดดำ, ธิดา ถาวรเศรษฐ, ประธานที่ปรึกษานปช., เครือข่ายล้มเจ้า, เผาเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dccb0f6dff45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป้าธิดา&#039;เพ้อหนัก!นปช.เผาเมือง ชายชุดดำ วางระเบิด  เป็นความเชื่อเหนือความจริงของฝ่ายสร้างความเกลียดชัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.62- ในการทำเฟซบุ๊กไลฟ์ของนางธิดา ถาวรเศรษฐ &amp;nbsp;แกนนำนปช. เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ได้ตั้งประเด็นสนทนาว่า &amp;quot;ไฟ&amp;quot; ยังเผา &amp;quot;สังคมไทย&amp;quot; อย่างรุนแรง แม้ &amp;quot;ไฟ&amp;quot; ที่เผาอาคารดับไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธิดากล่าวว่า มันเป็นความรู้สึกของดิฉันเองว่า &amp;quot;ไฟ&amp;quot; ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 ไฟเผาอาคารดับไปแล้ว มีคนจำนวนหนึ่งถูกพิพากษา แม้ว่าจะมีความรู้สึกติดค้างอยู่ในใจประชาชนจำนวนหนึ่งในปัญหากระบวนการตั้งแต่ชั้นต้นมาค่อนข้างมีปัญหาที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุการณ์จากปี 2553 มาถึงเวลานี้ก็ร่วม 9 ปีมาแล้ว จนกระทั่งผู้ที่ถูกพิพากษาในต่างจังหวัดส่วนหนึ่งก็ออกมาจากเรือนจำ อีกส่วนหนึ่งก็เข้าไปในกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา จนกระทั่งมาถึงกรณีคำตัดสินของศาลแพ่ง ชะตากรรมของแกนนำนปช.ก็ยังวนเวียนอยู่กับคดีความมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเผามันผ่านมาแล้วตั้ง 9 ปี แต่คดีความยังไม่สิ้นสุด ยังเป็นปัญหาอยู่อีกมากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ดิฉันก็จะขออ้างถึงบุคคล 2 คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น คนแรกก็เป็นการพูดของนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอ้างว่าพูดในฐานะทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยพูดว่าตนไปฟังคำพิพากษาแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา ในคดีแพ่งตามคำพิพากษษศาลฎีกาที่ 6646-6647/2561 ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาทรัพย์ช่วงระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยมีการฟ้องเรียกค่าเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธิดากล่าวว่า ในคดีนี้โจทก์เขามีการฟ้องตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการคลัง, กองทัพบก, แล้วก็ตามมาด้วยคุณจตุพร พรหมพันธุ์, คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, คุณทักษิณ ชินวัตร, กรุงเทพมหานคร และ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสดงว่าโจทก์ฟ้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ได้ตั้งใจฟ้องเฉพาะในส่วนของนปช.แต่ประการใด ก็ต้องถือว่าเขามีสิทธิ์และรอบคอบ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่นปช.ด้วยว้ำ แต่เป็นคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามด้วยคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หลังจากนั้นก็เป็นกระทรวงการคลัง กองทัพบก อะไรต่าง ๆ กระทรวงกลาโหม ส่วนผลแห่งคดีนั้นทุกคนก็คงทราบว่าทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ &amp;quot;คุณจตุพร-ณัฐวุฒิ-อริสมันต์&amp;quot; ร่วมกันรับผิดชอบค่าเสียหายรวมทั้งดอกเบี้ยก็น่าจะประมาณ 30 ล้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริงดิฉันก็ไม่ได้ติดใจในเนื้อหาที่คุณราเมศออกมาแสดงความคิดเห็น เพราะเป็นเนื้อหาที่จริง แต่ว่าทนายของนปช.ในคดีอาญาก่อการร้าย &amp;quot;คุณวิญญัติ ชาติมนตรี&amp;quot; ได้มาท้วงติงว่า ในฐานะคุณราเมศที่เป็นตัวแทนของคุณอภิสิทธิ์ได้ออกมาพูดนั้น คุณวิญญัติเห็นว่าไม่น่าจะมีความเหมาะสมในหลายอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริงตัวเองก็คือจำเลย เป็นตัวแทนของจำเลยที่ไปฟัง และเป็นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ด้วย แต่เมื่อมีการพิพากษาว่าเป็นจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 จำเลยที่ 8 ให้มารับผิดชอบค่าเสียหาย คือทำตัวประหนึ่งตัวเองเป็นโจทก์หรือเปล่า? แล้วก็จะรับผิดชอบในรายละเอียดแห่งคดีได้แค่ไหน เพราะคุณวิญญัติก็พูดในฐานะที่ว่าเป็นทนายของกลุ่มนปช. ในคดีที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ก็คือ พฤติการณ์แห่งคดีนั้นแบบเดียวกัน แต่ผลของคำพิพากษาคนละอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนในศาลแพ่ง คำพิพากษาชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ก็เป็นการ &amp;quot;ยกฟ้อง&amp;quot; ทั้งหมดเลย ดิฉันเองก็เคารพในคำพิพากษาของศาล และเชื่อว่าจำเลยทุกท่านและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับผลแห่งคดีนั้นก็ยินดีรับคำพิพากษามาตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่กรณีหุ้น กรณีทุกคดีของพรรค วิธีคิดของคนในสังคมก็จะคิดว่าจะมีม็อบไปเล่นงาน อาจจะไปล้อมศาลหรืออะไร แต่ในความเป็นจริงมันไม่มี อาจจะมีไปให้กำลังใจ เช่น กรณีคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือมีคนไปให้กำลังใจแกนนำบ้าง แต่ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่ประท้วงศาลจากนปช.แต่ประการใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ดิฉันต้องการยืนยันให้ทราบว่า การที่มีคนประชดประชัน แม้กระทั่งนายกฯ ประชดประชันว่า ทำไมไม่เห็นชมว่าศาลยุติธรรมเมื่อตอนที่กรณีคดีอาญาที่ศาลยกฟ้อง หรือแม้กระทั่งแพ่งที่ชั้นต้นกับอุทธรณ์ยกฟ้อง ก็คือไม่มีความจำเป็นต้องชม เพราะไม่ได้เคยมีการประท้วงจากกลุ่มคนเสื้อแดงหรือนปช.แต่ประการใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ว่าความคิดเห็นของคนภายนอก นักวิชาการ หรือของสังคม อันนั้นเป็นเรื่องกระจัดกระจาย มันไม่ได้มาจากการชี้นำ มันไม่ได้มาจากการสั่งการแต่ประการใด สำหรับคำสั่งศาล คำวินิจฉัยศาล หรือคำพิพากษาศาล ไม่เคยปรากฎ!!! อันนี้ก็ต้องการพูดอีกครั้งหนึ่งว่า &amp;quot;เราเคารพ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ดิฉันอยากจะชี้ว่า มันก็เกิดปมของสังคม ในคำพิพากษาของศาลฎีกาแพ่ง และคำพิพากษาในคดีอาญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคำพิพากษาในคดีอาญานั้นหลายคนก็ได้รับทราบแล้วว่า แกนนำนปช.ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้เป็นคนไปสั่งการให้มีการเผาบ้านเผาเมือง แล้วการวางระเบิดที่ไหน ๆ ก็ตามไม่ได้มีความสัมพันธ์กับแกนนำนปช.แต่ประการใด รวมทั้งไม่สามารถที่จะจับตัวผู้ร้าย ไม่ว่าจะเป็น &amp;quot;ชายชุดดำ&amp;quot; เรื่องเผา ต่าง ๆ เหล่านี้ มันไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการปราศรัยของแกนนำ นี่คือในส่วนของศาลชั้นต้นซึ่งดิฉันจะไม่ลงรายละเอียด แต่พูดง่าย ๆ ว่าในคำพิพากษาศาลอาญากรณีก่อการร้ายได้ชี้ให้เห็นว่า แกนนำนปช.นั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้สั่งการ ไม่ได้เป็นเหตุของเรื่องชายชุดดำ เรื่องการเผา เรื่องการวางระเบิดแต่ประการใด แต่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธิดากล่าวว่าดังนั้นมันจึงเกิดปมที่ดิฉันต้องการจะทิ้งให้รู้ว่า ปัญหาในสังคมไทย &amp;quot;เผาอาคาร&amp;quot; มันจบไปแล้วตั้ง 9 ปี แต่ว่าหัวใจของคนและในสังคมไทยนั้น &amp;quot;ไฟแห่งความเกลียดชัง&amp;quot; มันยังดำรงอยู่อย่างมาก ซึ่งเราจะเห็นเลยว่า พอมีผลแห่งคดีเช่นนี้ บางคนในฐานะจำเลยด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ในพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นจำเลยนะ ก็ออกมาแสดงในลักษณะซึ่งยังอยู่บนพื้นฐานของความคิดอ่านและความเชื่อของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นปมแรกคือปมย้อนแย้ง เอาคำพิพากษาของศาลอาญากับศาลแพ่ง ก็เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจว่ามันจะมีปัญหาต่อไปหรือเปล่า?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่สอง ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นจากที่เราได้พูดแล้วว่า &amp;quot;ไฟไหม้อาคาร&amp;quot; มันดับไปแล้วตั้ง 9 ปี แต่ในสังคมไทย &amp;quot;ไฟแห่งความเกลียดชัง&amp;quot; และความเป็นศัตรูกันมันยังดำรงอยู่ตลอดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ และดิฉันมองว่ามันยังจะไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะว่าเราจะเห็นว่าสื่อจำนวนหนึ่งของฝ่ายที่มีความเกลียดชังนั้น ไม่มีการชุมนุมนะ แต่ยังมีการพูดในสื่อสิ่งพิมพ์ ในสถานีโทรทัศน์บางสถานี และรวมทั้งโซเชียลมีเดียด้วย มีการพูดอยู่ตลอด ในอดีตไฟแห่งความเกลียดชังที่สะสมและสร้างความรุนแรง ก็คือในช่วงหลังปี 2516 มาจนถึง 2519 และรุนแรงมากเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 คนเหล่านั้นไม่ได้ชุมนุม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธิดาบอกว่า ที่พูดเพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า ในบางส่วนของคำพิพากษานั้นน่าสังเกตที่น่าสนใจ ก็คือ พูดถึงเรื่องการยุยง ปลุกปั่น ซึ่งดิฉันเองก็เคารพศาล แต่ดิฉันอยากจะพูดว่า ยุยงปลุกปั่น แม้นไม่ได้มีการชุมนุม แต่ปรากฎว่ามันมีผลมาก และเกิดไฟที่เผาอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ยังมีไฟแห่งความเกลียดชังเผาอยู่ตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการในการพิพากษาอะไรต่าง ๆ ดิฉันก็จะไม่ไปก้าวล่วง แต่ดิฉันจะพูดหลักทั่วไปก็คือว่า ปัญหาความจริงทางภววิสัยกับความเชื่อทางอัตวิสัย ถ้าเราปล่อยให้ความเชื่ออยู่เหนือความเป็นจริง สำหรับดิฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและเป็นนักวิทยาศาสตร์สังคม สังคมต้องใช้ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ มันต้องพิสูจน์ด้วยความเป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ความเชื่อที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่เหนือความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเชื่อว่าคน ๆ นี้เป็นคนเลว&amp;nbsp;
เราเชื่อว่าคน ๆ นี้เป็นผู้ทำ&amp;nbsp;
ปัญหาว่ามันพิสูจน์ได้แล้วหรือยัง?&amp;nbsp;
ถ้ามันพิสูจน์ไม่ได้ เราจะใช้ความเชื่ออันนั้นแล้วบอกว่าเป็นความจริง
ในทัศนะดิฉันในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ทำอย่างนั้นไม่ได้!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้กระทั่งรายงาน คอป. ซึ่งดิฉันและนปช. เรายังโจมตีมาจนถึงปัจจุบันนี้ เขียนรายงานโดยไม่มีความละอายเลยว่าอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหรือเปล่า? นั่นคือรายงานความเป็นจริง คอป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดิฉัน สังคมไทยจะยุติไม่ได้ถ้าหากว่าสังคมนี้ยังเอาความเชื่อและมโนไปอยู่เหนือความเป็นจริง ดังนั้นความจริงทางภววิสัยที่ตรวจสอบและพิสูจน์ได้มันจึงสำคัญ และดิฉันต้องขอบคุณในคำวินิจฉัยในการไต่สวนคดีความต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครไปอ่านคำไต่สวนในกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ จะเห็นสถานการณ์ในเวลานั้นเลยว่าพื้นที่มันถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนมาขอเงิน อ้างว่าถูกตำรวจตีตอน 6 โมงเย็นที่ราชประสงค์ ดิฉันยังไม่เชื่อเลย เพราะเรารู้ว่าตอนนั้นทหารควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว ผู้ชุมนุมบางส่วนอยู่ในวัดปทุมฯ ที่เหลือไม่มีแล้ว มีนั่งอยู่คนเดียวหน้าเวที (คุณผสุดี งามขำ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการก่อเหตุที่อยู่นอกเหนือการชุมนุมมันจึงต้องมีคำถามว่า...มันอยู่ในความรับผิดชอบของแกนนำเพียงใด?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธิดากล่าวว่าถ้าจะพูดถึงเรื่องการยุยงปลุกปั่นใด ๆ ก็ตาม ดิฉันก็อยากจะฝากทิ้งท้ายว่า มันไม่ใช่แต่เฉพาะในการชุมนุม ในสถานีโทรทัศน์ ในวิทยุ ในสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ คำถามว่าขณะนี้ในสังคมไทยเมื่อมีการแตกแยกเป็นฝักฝ่าย ได้มีการใช้วาทะกรรมที่ลวงโลก วาทะกรรมที่สร้างความชอบธรรมในฝ่ายตนเองเพื่อเผาประเทศไทยยังดำรงอยู่ และยังอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ &amp;nbsp;ยังมีการใช้วาทะกรรมซึ่งมันไม่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอคำพิพากษาศาลอาญาออกมา อาจจะลดบางส่วน
แต่พอมีคำพิพากษาศาลแพ่งออกมา ก็มีการเพิ่มขึ้นมาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นดิฉันก็อยากจะทิ้งท้ายไว้ว่า ปัญหาสำคัญก็คือ สังคมไทยยังถูกเผาด้วยความคิดที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้เป็นผลร้ายกับฝ่ายตรงข้ามตัวเองนะ เพราะวาทะกรรมลวงโลกและให้เกลียดชังกัน มันเผาคนพูดด้วย และเผาฝั่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการทำลายฝั่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และดิฉันอยากจะฝากเตือนประชาชนด้วยว่า เราจะใช้วิธีการสกปรก คำพูดที่ไม่จริงมาทำลายฝั่งตรงข้าม ไม่ได้นะ!!! เพราะว่าในฝ่ายประชาชนไม่อนุญาตให้ใช้ความสกปรก เราต้องอยู่บนความน่าเชื่อถือของประชาชน เพราะฉะนั้นวิธีการใช้วาทะกรรมลวงโลกและต้องการเผาสังคมไทยให้อยู่ในความเกลียดชังนั้น มันไม่ใช่วิธีการของฝ่ายประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำนปช.ผู้นี้บอกว่าวิธีการของฝ่ายประชาชนนั้นต้องมองอนาคตให้เห็นความสดใส ความก้าวหน้า และสิ่งที่รุ่งเรืองที่จะต้องเกิดขึ้นในประเทศพร้อมกับเสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และความสุขของประชาชน การทำให้ประชาชนเกลียดชังกันนั้นไม่ใช่เป็นบาปอย่างยิ่ง แต่มันไม่สมควรจะเกิด เพราะประชาชนนั้นต้องร่วมมือกันเพื่อทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้มันยังก้าวไปไม่ได้ เพราะคนไทยยังเกลียดชังกัน
และจุดไฟเผาความเกลียดชังกันมากเหลือเกิน ดิฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องการปรองดอง แต่พูดถึงเรื่องการมองประเทศไปข้างหน้า สิ่งที่ถูกต้องที่ฝ่ายประชาชนควรทำ แน่นอนว่าเรายังต้องแก้ปัญหา ซึ่งมันมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่ เราต้องแก้ไป เพราะฉะนั้นความยากลำบากของฝ่ายประชาชนมันมีมาก ก็คือ ต้องไปแก้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกัน เราจะใช้ความไม่ถูกต้องมาเป็นหนทางในทางต่อสู้ประชาชนนั้นไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดิฉันขอให้กำลังใจว่า ฝ่ายประชาชนนั้นยากมาก ต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งมาก ต้องมีความแน่วแน่ในวิสัยทัศน์มาก แต่ก็ยังต้องต่อสู้ แล้วก็ใช้วิธีการที่ถูกต้องต่อไป เรายังมีเรื่องราวอีกมากมาย แต่ว่าการต่อสู้ของประชาชนโดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ มีทั้งสงครามทางเศรษฐกิจ สงครามทางวัฒนธรรม และความเชื่อ ทำให้เกิดการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ดิฉันขอให้กำลังใจฝ่ายประชาชนทุกคนว่า ต้องก้าวไปข้างหน้า ต้องต่อสู้กับความยากลำบากแสนสาหัส กระทั่งติดคุกติดตะราง หรือแม้กระทั่งต้องบาดเจ็บล้มตาย และเจอสิ่งที่เรียกว่าเป็นฆาตกรรมอำพรางก้ได้ แต่ยังต้องเดินต่อไป&amp;quot;นางธิดากล่าวในที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44461</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธิดา ถาวรเศรษฐ, นปช., ฝ่ายสร้างความเกลียดชัง, เผาเมือง, เสื้อแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65ed882bc22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 21:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำพิพากษายกฟ้อง24นปช.คดีก่อการร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค. 62 - ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช., นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี, นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา อายุ 67 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายนิสิต สินธุไพร อายุ 63 ปี, นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล อายุ 52 ปี, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 68 ปี, นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง อายุ 59 ปี, นายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ อายุ 43 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจรัญ หรือยักษ์ ลอยพูล อายุ 48 ปี, นายอำนาจ อินทโชติ อายุ&amp;nbsp; 63 ปี, นายชยุต ใหลเจริญ อายุ 46 ปี, นายสมบัติ หรือผู้กองแดง มากทอง อายุ 57 ปี, นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ อายุ 34 ปี, นายรชต หรือกบ วงค์ยอด, นายยงยุทธ ท้วมมี อายุ 63 ปี, นายอร่าม แสงอรุณ อายุ 58 ปี, นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ อายุ 38 ปี, นายมานพ หรือเป็ด ชาญช่างทอง อายุ 58 ปี, นายสมพงษ์ หรืออ้อ หรือแขก หรือป้อม บางชม และนายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงศ์เรืองรอง อายุ 55 ปี ทั้งหมดเป็นแกนนำ, การ์ด และแนวร่วม นปช. เรียงตามลำดับเป็นจำเลยที่ 1-24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดข้อหาร่วมกันก่อการร้าย โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ โดยมีความมุ่งหมายขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้กระทำการใด หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, ขู่เข็ญว่าจะทำการก่อการร้าย โดยสะสมกำลังพลหรืออาวุธ หรือตระเตรียมการสมคบกันเพื่อก่อการร้าย มาตรา 135/2 และร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในท้องที่ผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 358 และนายอริสมันต์ จำเลยที่ 24 ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินฯ มาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ หรือเป็นหัวหน้าสั่งการฯ มาตรา 215 และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำแล้วไม่เลิก มาตรา 216 ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุกรณีพวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. &amp;ndash; 20 พ.ค. 2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งพวกจำเลยได้ร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ นอกจากนั้นยังมีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย มีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย
สำหรับคดีนี้ อัยการทยอยยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำ นปช. เป็นชุดๆ 4 สำนวน ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2553 เป็นคดีหมายเลขดำ อ.2542/2553,&amp;nbsp; อ.4339/2553,&amp;nbsp; อ.757/2554, อ.4958/2554 จนครบ 24 คน และมีการรวมพิจารณาคดีเดียวกัน ซึ่งใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคลมานานร่วม 9 ปี โดยระหว่างการสืบพยานศาลจะพิจารณานัดพร้อมเป็นระยะๆ เพื่อร่วมกำหนดกรอบประเด็นสืบและระยะเวลาสืบพยาน เนื่องจากทั้งโจทก์-จำเลย ต่างเสนอขอสืบพยานนับร้อยปาก โดยทำการสืบพยานต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มสืบพยานโจทก์ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. 2555 และเริ่มสืบพยานจำเลยปี 2562 กระทั่งได้นัดฟังคำพิพากษาวันนี้ (14 ส.ค. 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ศาลอ่านคำพิพากษา พิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานก่อการร้าย จะต้องเป็นการกระทำอันเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ถึง (3) คือ ต้องมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวนั้นผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน แต่หากเป็นการกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่มีพยานปากใดที่เข้ามาเบิกความยืนยันว่า มีจำเลยคนหนึ่งคนใดที่เป็นแกนนำกลุ่ม นปช. ได้ทำการปราศรัยหรือกระทำการอันเป็นการยุยงปลุกปั่นให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำการดังที่ได้ระบุไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ถึง (3) แม้โจทก์จะมีพยานเบิกความต่อศาลว่า ระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง แต่พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของบุคคลใดหรือเป็นการกระทำของฝ่ายใด ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข่าวว่าเป็นจริงหรือไม่ และยังมีพยานโจทก์อีกหลายปากเบิกความต่อศาลว่า การชุมนุมของ นปช.เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า เป็นการกระทำของกลุ่มนปช. การเดินทางไปที่รัฐสภาและสถานีดาวเทียมไทยคม ก็เป็นการเดินทางไปเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำสั่งให้ต่อสัญญาณสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิล ชาเเนล ที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดหรือตัดสัญญาณไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น ชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งๆ ที่สถานที่ๆ ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที การที่แกนนำกลุ่ม นปช. ปราศรัยบนเวทีที่ว่า หากทหารออกมาสลายการชุมนุม หรือทำรัฐประหาร ให้ประชาชนนำน้ำมันมาและให้มีการเผานั้น เป็นการกล่าวปราศรัยบนเวทีก่อนวันที่จะมีการชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สินตามที่มีการปราศรัยแต่อย่างใด การวางเพลิงเผาทรัพย์เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค. 2553 ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช. ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในเรื่องการวางเพลิงเผาทรัพย์ไว้เป็นที่สุด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132/2561 ว่ามิใช่เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนทำการต่อต้านการทำรัฐประหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบและปราศจากอาวุธ และปฏิเสธเข้ามาดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง กับพวก ซึ่งมีแนวทางการต่อสู้คนละแนวกันตลอดมา การดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะ กับพวก จึงมิใช่เป็นการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม นปช. เพราะแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ประกาศจุดยืนมาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จึงอาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์ ให้เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่นายยศวริศ จำเลยที่ 7 กับพวกขัดขวางการลำเลียงกำลังพลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า แล้วยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนบริเวณเวทีปราศรัย และต่อมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นกลับคืนไปหมดแล้ว การกระทำดังกล่าวมิได้ประสงค์เอาแก่ตัวทรัพย์เพื่อเอาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ เหตุวางเพลิงเผาทรัพย์และทำลายทรัพย์สินของทางราชการบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 7 นำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนแล้ว ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 7 เดินทางกลับไปอีก กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ร่วมกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องคดีนี้รวม 5 สำนวน ขอให้ลงโทษฐานก่อการร้าย โดยบรรยายฟ้องถึงลักษณะการกระทำความผิดต่างๆ เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิด และไม่ได้ขอให้ลงโทษในการกระทำความผิดลักษณะต่างๆ มาด้วย จึงถือว่าเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าว เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษเฉพาะนายอริสมันต์ จำเลยที่ 24 ในความผิดฐานต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบความผิดมานั้น ฟังได้ว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันกับคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 24 กับพวกต่อศาลจังหวัดพัทยา กรณีพาพวกไปขัดขวางการประชุมผู้นำอาเซียน และศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และต่อมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในท้องที่ดังกล่าว การออกประกาศเช่นว่านั้น ก็เพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งได้ร่วมชุมนุมต่อเนื่องติดต่อกันมาแล้วหลายวัน แต่ภายหลังจากที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว ไม่ได้ความจากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า แกนนำกลุ่ม นปช. ได้จัดการชุมนุมที่อื่นใดอีก นอกเหนือจากสถานที่ที่มีการชุมนุมอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 - 15 และจำเลยที่ 18 - 24 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43466</URL_LINK>
                <HASHTAG>24แกนนำ, คำพิพากษา, นปช., ยกฟ้อง, ศาลอาญา, เผาเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d541770e42c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2019 07:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไส้ทะลัก!&#039;ดร.เสรี&#039;ถามปชป.ไม่ชอบลุงตู่พอเข้าใจ แต่ยังเลือกพวกล้มเจ้าเผาเมืองมีเรื่องโกงอันนี้ไม่เข้าใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
4 มิ.ย.62- ดร.เสรี วงษ์มณฑา &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ไม่ชอบลุงตู่พอเข้าใจ แต่ยังเลือกพวกล้มเจ้า เผาเมือง มีเรื่องโกง อันนี้ไม่เข้าใจ เสพติดประชานิยมหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เห็นแก่ตัวนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37573</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ประชานิยม, ลุงตู่, ล้มเจ้า, เผาเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce5f1e46604d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
