<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อำนาจเจริญตั้งรางวัลนำจับ &#039;เผาไร่อ้อย&#039; 1 แสนบาท เพิ่มมาตรการจูงใจตัดอ้อยสด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.63 - นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ตามที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ ได้จัดประชุมคณะทำงานศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ ซึ่งจากการประชุมพบว่า มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยใช้วิธีเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่จำนวนมาก เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ให้โรงงานน้ำตาลมิตรผลอำนาจเจริญ ดำเนินการตามมาตรการ รณรงค์ส่งเสริม การตัดอ้อยสด ที่โรงงานกำหนดไว้อย่างจริงจัง และต่อเนื่องให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรตัดอ้อยสดและเครื่องสางใบอ้อย ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ เพื่อสะดวกในการบริการจัดการในการเก็บเกี่ยวและรับซื้อใบอ้อยในราคา 1,000 บาท/ตัน ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท แก่ผู้แจ้งเบาะแส ผู้ลักลอบเผาอ้อย(กรณีมีการดำเนินคดีถึงที่สุดแล้ว) รับซื้ออ้อยไฟไหม้เข้าหีบไม่เกิน 50 % ต่อวัน ตัดราคาอ้อยไฟไหม้ตันละ 30 บาท ไปเฉลี่ยคืนให้เกษตรกรที่ตัดอ้อยสด พิจารณากำหนดมาตรการควบคุม หรือสร้างแรงจูงใจ ให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการตัดอ้อยสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้อำเภอพิจารณาจัดกิจกรรม รณรงค์ส่งเสริมการห้ามเผาอ้อย การเผาในที่โล่งแจ้งพื้นที่ป่า และพื้นที่การเกษตร โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจิตอาสาในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและดำเนินการตามมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างเข้มข้นและให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56982</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อำนาจเจริญ, รางวัลนำจับ, เผาไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e4398e8c7cae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการอิสระเสนอสร้างมูลค่า &#039;ใบอ้อย&#039; อัดก้อนส่งโรงไฟฟ้าชีวมวล-มลพิษน้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค.63 - ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักวิชาการอิสระผู้ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;เรื่องเผาอ้อยและการแก้ปัญหา ขอเขียนสักนิด ในฐานะของคนที่นามสกุลแปลว่าอ้อยและน้ำตาลและคลุกคลีวงการนี้มานาน (ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัทน้ำตาลนครเพชร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ชาวไร่เผาอ้อยเพราะ อ้อยต้นหนึ่งมันจะมีทั้งใบเก่าแห้งๆอยู่ด้านล่างและใบใหม่สีเขียวๆ ใบแห้งนี่คม ส่วนใบใหม่มีขนมันคัน แถมเวลาตัดแล้วก็ต้องเสียเวลามาริดใบออก เพราะโรงงานน้ำตาลไม่ต้องการใบพวกนี้ ดังนั้นตัดอ้อยสดมันคม คัน และเสียเวลาในการตัด ถ้าชาวไร่มีที่ไม่มากหรือมีแรงงานมากพอ การตัดอ้อยสดส่งโรงงานจะได้ราคาดีกว่าเค้าก็จะตัดอ้อยสดส่งแหล่ะ แต่ถ้ามีที่มากๆหรือมีแรงงานไม่พอ ก็ต้องเผาก่อนตัด มันตัดได้เร็วกว่ามากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.อ้อยที่ผ่านการเผาไฟมา มันจะมีแผลที่โดนไฟไหม้ ถ้าเอามาเข้าโรงงานภายใน 24 ชม. ก็ไม่มีผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเกิน 24 ชม. จะเริ่มมีแบคทีเรียเข้าไปกินน้ำตาล สร้างเป็นกรดขึ้นมา แบบนี้โรงงานน้ำตาลซื้ออ้อยไป จะไม่ได้น้ำตาลและโดนกรดและแบคทีเรียมารบกวนระบบการผลิตด้วย ถ้าให้เลือกได้ไม่มีโรงงานน้ำตาลไหนอยากได้อ้อยเผา ใครๆก็อยากได้อ้อยสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เผาอ้อยนี่ จะได้ทั้งฝุ่นเล็กฝุ่นใหญ่ครบถ้วน ชิ้นใหญ่มองเห็นด้วยตาเปล่าปลิวไปได้ไกลเหมือนกัน ตกทั่วไป เรียกกันว่าหิมะดำ ส่วนชิ้นเล็กๆก็มีถึงระดับ PM 2.5 นั่นแหล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ทุกวันนี้มีระบบที่ทำให้โรงงานน้ำตาลหักเงินจากอ้อยไฟไหม้มาจ่ายอ้อยสดอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีการเผาอยู่เพราะปัญหาเรื่องแรงงานตัดอ้อยไม่พอจริงๆ ตัดอ้อยงานหนักมาก ผมเคยลองตัดแค่มัดเดียวก็แย่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.อ้อยมันค่อยๆตัดไปเรื่อยๆทั้งปีตามกำลังคนที่มีไม่ได้ โรงงานน้ำตาลเปิดหีบอ้อยเป็นฤดูกาล คือระหว่าง ธค. ถึง เมย. จะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดเพราะเป็นช่วงที่แห้งและอากาศเย็น อ้อยจะถูกปลูกให้มาแก่ช่วงนี้พอดี เป็นช่วงที่มีความหวานสูงและไร่แห้ง ใช้เครื่องจักรหนัก รถบรรทุก เข้าไปตัดไปขนอ้อยออกมาได้ ถ้าเลยไปถึงช่วงที่ฝนตก อ้อยจะมีน้ำมากไม่หวาน ไร่กลายเป็นโคลน ตัดอ้อยก็จะติดโคลนติดทรายเข้ามาเยอะ ไม่ไหวทั้งชาวไร่และโรงงาน ด้วยเหตุนี้จึงต้องเร่งตัดให้หมดภายในฤดูกาลดังกล่าว บางทีทางเลือกของชาวไร่ มันไม่ใช่ตัดสดได้เงินมาก ตัดเผาได้เงินน้อย สำหรับบางคนตัดไม่ทันคือปีนั้นทั้งปีไม่มีรายได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.การแก้ปัญหาเรื่องแรงงานไม่พอตัดอ้อยจนต้องเผานี้ ที่ผ่านมาพุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการตัดอ้อย รัฐมีการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปซื้อรถตัดอ้อย แต่ปัญหาที่ยังไปได้ไม่สุดทางคือ 6.1 รถตัดอ้อยแพงมาก ยี่ห้อไทย 6-7 ล้านบาท ของนอก 12-14 ล้านบาท ชาวไร่ที่มีกำลังซื้อรถราคานี้ได้เป็นรายใหญ่เท่านั้น โรงงานส่วนใหญ่ก็ทยอยซื้อกันมาเรื่อยๆ เพื่อไว้บริการชาวไร่ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงหรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.2 ที่ดินเกษตรกรไทยส่วนใหญ่เป็นแปลงเล็ก (โดยเฉพาะทางภาคอีสาน) การใช้รถตัดอ้อยทำได้ไม่สะดวกนักเพราะเวลากลับรถจะเสียเวลามาก ในประเทศที่แปลงอ้อยใหญ่ๆอย่างออสเตรเลียหรือบราซิล เค้าวิ่งกันเป็นทางตรงแบบเต็มคันรถถึงจะกลับกันที และรถเค้าทำงานอยู่ในไร่ตลอด ของเราตัดแปลงนี้เสร็จ ต้องเอาขึ้นรถขน ขับไปตัดต่ออีกแปลง วันหนึ่งอาจจะเปลี่ยน 3-4 แปลง ทำให้รถรุ่นเดียวกันของบ้านเราในฤดูกาลหนึ่งตัดได้น้อยกว่าในประเทศทั้งสอง 3-5 เท่าเป็นอย่างน้อย ข้อนี้แก้ปัญหาได้ด้วยการปฏิรูปที่ดิน รวมแปลงเล็กๆที่อยู่ใกล้กัน แต่เรื่องนี้ก็ยากอีกแหล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.แต่เอาจริงๆรถตัดอ้อยก็แก้ปัญหาได้แค่ ปริมาณอ้อยสดที่เข้าโรงงานซึ่งรัฐบาลออกกฏมาคุมอยู่ตรงนี้ คิดว่าการกำหนดปริมาณอ้อยสดที่มาส่งโรงงานจะแก้ปัญหาการเผาอ้อยได้ แต่เปล่า ไม่เลย แม้แต่แปลงอ้อยที่ตัดด้วยรถตัดก็มีการเผาอยู่ดี เพราะรถตัดอ้อยเวลาตัดแล้วจะพ่นใบอ้อยกลับลงไปในแปลงอ้อย ซึ่งจะถมหนาๆฟูๆบางทีบางจุดหนาเป็นฟุตก็มี ซึ่งใบอ้อยแห้งนี่มันก็ติดไฟง่าย สมมุติว่าทิ้งใบไว้แบบนี้แล้วเกิดไฟไหม้ขึ้นมา จะทำให้ตออ้อยหรือยอดอ้อยที่เพิ่งงอกขึ้นมาตายหรือเสียหายหนักๆได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเพื่อป้องกันเรื่องนี้ หลังรถตัดตัดเสร็จ ชาวไร่ส่วนใหญ่ก็จะเผาใบที่ตกอยู่กับดินอยู่ดี ซึ่งเผาตอนอยู่กับดินนี่มันไหม้ช้า ไหม้นาน มีควันพิษมากกว่าเผาตอนเป็นต้นๆอีก อีกกรณีคือถ้าทิ้งไว้หนาแล้วเกิดฝนตก แน่นอนว่าข้อดีคือใบอ้อยจะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้ดี แต่ข้อเสียก็คือความชื้นนี่แหล่ะมันเป็นแหล่งก่อให้เกิดโรค ต้องอย่าลืมว่าตออ้อยที่ตัดมีแผลเปิดใหญ่มาก ถ้าเกิดเชื้อราเกิดโรคขึ้นมาอ้อยถูกทำร้ายง่ายมาก&amp;nbsp;สรุปก็คือเผาปลอดภัยกว่า นอกเสียจากว่าจะเป็นปีที่จะมีการรื้อตอปลูกใหม่ ซึ่งจะมีการไถกลบไถพรวนใบอ้อยรวมลงไป ปีนั้นก็จะไม่ต้องเผาก็คือ 2-3 ปีครั้ง หรือถ้าชาวไร่มีเครื่องตีใบพรวนดินผสมใบอ้อยลงไปก็ไม่ต้องเผาได้ แต่เข้าใจว่าเครื่องนี้ยังไม่มีใช้แพร่หลายนักและยังไงใบก็เยอะไปอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.สำหรับผมคิดว่าวิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือการทำให้ใบอ้อยมีมูลค่า อย่างที่หลายๆท่านแชร์รูปการอัดอ้อยเป็นก้อนเพื่อส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลนั่นแหล่ะครับ ใบอ้อยที่ถูกนำไปเผาในระบบปิดที่มีการควบคุมจะก่อให้เกิดมลภาวะน้อยมาก ปัญหาคือใบอ้อยเป็นชีวมวลที่มีลักษณะเฉพาะ แห้ง เบา/ปลิว ซิลิกาสูง เตาที่จะใช้เผาต้องออกแบบมาเพื่อเผาใบอ้อยโดยเฉพาะ พวกเตาที่ออกแบบมาเผาเศษไม้ แกลบ กากอ้อย ใส่เข้าไปได้สัก 10-15% เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเตาพวกนี้ก็ต้องมีอะไรเผากันอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว จึงยังไม่มีการซื้อใบอ้อยแพร่หลายนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.ถามว่าใบอ้อยเรามีเยอะแค่ไหน ในวงการคำนวณกันไว้สัก 15-20 ล้านตันผลิตไฟฟ้าเป็นเลขกลมๆได้สัก 500 MW. เยอะอยู่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.ทุกวันนี้ราคารับซื้อใบอ้อยหน้าโรงงานอยู่ระหว่าง 800-1,000 บาท/ตัน ถ้ามีโรงไฟฟ้ารับซื้อ ชาวไร่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและไม่ต้องเผาอ้อยทำลายสิ่งแวดล้อมอีก ประเทศไทยได้แหล่งผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้ก็ได้แต่รอ ว่าเมื่อไหร่จะมีใบอนุญาตโรงไฟฟ้าแบบที่ว่าออกมาเสียที เพราะออกมาก็ใช้ว่าจะแก้ได้เลย กว่าจะไปศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกว่าจะก่อสร้างต้องมีอีก 3-4 ปี แต่ถ้าไม่เริ่มมันก็ไม่เกิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55332</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, นณณ์ ผาณิตวงศ์, นักวิชาการอิสระ, ฝุ่นพิษ, เผาไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e2983611e9c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;จี้&#039;อุตตม&#039;ลดหาเสียงหันฟันพวกเผาไร่อ้อยแก้ฝุ่นพิษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.62- นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์เรื่อง ชี้แก้ปัญหา Smog ต้องหยุดการเผาไร่อ้อย ระบุว่า ตามที่เกิดปรากฏการณ์ฝุ่นพิษขนาด 2.5 PM เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล รวมทั้งในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ตามให้ประชาชนเจ๊บป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจกันเป็นจำนวนมาก กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งหลายฝ่ายพยายามชี้เป้าว่าสาเหตุมาจากการสะสมไอเสียของยานยนต์ การก่อสร้าง และการเผาขยะ เผาหญ้าในเมืองเป็นหลัก โดยแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยมาป้องกัน จนทำให้นักการเมืองบางพรรคนำมาเป็นเหตุสร้างคะแนนนิยมโดยการแจกหน้ากากอนามัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเกิดฝุ่นพิษหรือ Smog ในขณะนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นแผ่กระจายทั่วไปในพื้นที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกที่มีการปลูกอ้อยกันเป็นจำนวนมาก และได้เข้าสู่ฤดูกาลหีบอ้อยแล้ว เนื่องจากต่อสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้กำหนดวันเริ่มต้นวันหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 2561/62 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้ ทำให้เกษตรกรบางรายใช้วิธีการมักง่ายในการตัดอ้อยส่งโรงงาน นั่นคือ การเผาไร่อ้อย เพื่อให้สะดวกในการตัดและเก็บขน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสมาคมชาวไร่อ้อย สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ต่างก็รู้ปัญหาดังกล่าว แต่กลับไม่ยอมออกมาแก้ไขปัญหาที่เด็ดขาด โดยเฉพาะ การไม่รับซื้ออ้อยที่เก็บเกี่ยวโดยการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงใคร่เรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะรมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ให้หยุดตระเวนหาเสียงให้กับพรรคการเมืองของตน แล้วกลับมาทำหน้าที่รัฐมนตรีอย่างจริงจัง โดยการได้ใช้ยาแรงในการจัดการปัญหาการเผาไร่อ้อย ที่เป็นต้นเหตุของการเกิด Smog ที่แท้จริงในขณะนี้ โดยการสั่งให้โรงงานรับซื้ออ้อยทั้ง 57 โรงทั่วประเทศ หรือกลุ่มสมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ห้ามการซื้อขายผลผลิตอ้อยที่ผ่านการเผาโดยเด็ดขาด เพราะความมักง่ายของเกษตรกรในการเผาไร่อ้อยเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษแพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ แต่หากข้อเรียกร้องนี้ไม่เป็นผล นายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม ควรจะพิจารณาตัวเองลาออกไปเสีย และสมาคมจะร่วมมือกับชาวบ้านข้างไร่อ้อย และประชาชนทั่วไปที่เดือดร้อนและเสียหายนำความยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อระงับปัญหาดังกล่าวเป็นการเร่งด่วนต่อไปด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26487</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าฝุ่นละออง, นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, นายศรีสุวรรณ จรรยา, นายอุตตม สาวนายน, รมว.อุตสาหกรรม, เผาไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3bf4aae8663.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2018 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2018 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตาก&#039;เผาไร่อ้อยท้าทายคำสั่งห้าม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.61- ตั้งแต่ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบหลังหมู่บ้านแม่ปะบ้านสัน หมู่ที่ 8 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นไร้อ้อยที่เกิดไฟไหม้ตั้งแต่เวลา 01.00 น.ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาดับกว่า 1 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบพบตอซังอ้อยพื้นที่กว่า 10 ไร่ถูกเพลิงไหม้ ซึ่งเหตุเกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า คนเผาไร่อ้อยไม่ได้สนใจคำประกาศของ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ในการประกาศกำหนดแนวทางในการป้องกันไม่ให้มีการเผาป่าในช่วงเวลาห้ามเผาเด็ดขาด ระหว่างวันที่ 10 ก.พ.2561 ถึงวันที่ 10 เม.ย.2561 เป็นช่วง 60 วันอันตราย โดยได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ของแต่ละตำบล และแจ้งกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ถือปฏิบัติอย่างจริงจัง และเข้มงวดกวดขันในการบังคับใช้กฎหมาย หากมีการจุดไฟเผาป่าในช่วงเวลาดังกล่าว กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จะต้องรับผิดชอบ และจะมีผลต่อการประเมินการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อลดจำนวนจุดความร้อน(Hot Spot) ไม่ให้เกิน 50% ของปีที่ผ่านมา หรือไม่เกิน 41 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สั่งการให้นายชัยพฤกติ์ เชียรธานรักษ์ นายอำเภอแม่สอด จ.ตาก ได้เร่งติดตามจับกุม คนลักลิบเผาไร่อ้อยดังกล่าว มาดำเนินคดีให้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งฝ่ายปกครอง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาจุดไฟเผาป่าและเผาที่โล่ง รวมทั้งฝ่าฝืนมาตรการห้ามเผาของจังหวัดตาก ตามกฎหมายต่อไป โดยมีโทษทั้งจำคุกและปรับ นับแสนบาท โดยมีอัตราโทผษมาก น้อยตามความผิด คือโทษจำคุก 2 ปี - 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 150,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2902</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควันไฟ, เผาไร่อ้อย, ไฟไหม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a8120af5af17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
