<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กเพื่อไทย&#039;โชว์วิสัยทัศน์เป็นรัฐบาล งัด 10 มาตรการรับมือโควิด แก้เศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ค.2564 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ในการรับมือโควิด-19 จะทำ 10 อย่าง ดังนี้ 1. ประเทศไทยจะมีวัคซีนทุกประเภท เราจะไม่แทงม้าตัวเดียว และเมื่อเราเลือกผิด จะกล้ายอมรับผิดแล้วปรับแผนวัคซีนทันที โดยเข็มแรกของไทยจะเริ่มฉีดตั้งแต่ปลายปีที่ 63 ถึงวันนี้จะฉีดได้ 70% และทำลายข้อจำกัดการนำเข้าวัคซีนทางเลือกของภาคเอกชนทันที เราต้องไม่แพ้เพราะข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ในช่วงที่ไม่มีการระบาด (ตั้งแต่ปลายปี 63) จะเตรียมความพร้อมเพิ่มศักยภาพระบบสาธารณสุขทันที ในเงินกู้ 1 ล้านล้านก้อนแรก จะแบ่งให้ด้านสาธารณสุข จำนวน 1-2 แสนล้าน เบิกจ่ายทันที โดยระดมลงทุน โรงพยาบาลสนาม สถานพักพิงผู้ติดเชื้อ ICU สนาม เครื่องช่วยหายใจ ยา Favipiravir ทำฐานข้อมูลศักยภาพโรงพยาบาลทั้งประเทศ และระบบ Logistics เตรียมขนย้ายผู้ป่วย ทันที ให้พร้อมตั้งแต่ต้นปี 64
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
3. เราจะไม่มีข้อจำกัดแปลกๆ ที่ว่าตรวจผลเป็นบวก ต้องแอทมิททันที ตรวจที่ไหนแอทมิทที่นั่น เพราะใน รพ. ศักยภาพการให้บริการเตียงน้อยกว่า ศักยภาพการตรวจเสมอ ข้อจำกัดนี้ทำให้ รพ. ตรวจไม่ได้ เพราะเตียงเต็ม ทั้งๆที่ศักยภาพการตรวจเหลือเฟือ 4. เราจะใช้ Rapid Antigen Test , DnaNudge ควบคู่กับ RT-PCR ตั้งแต่เริ่มแรก รวดเร็วและเข้าถึงง่าย แยกผู้ป่วยออกจากสังคมได้เร็วกว่า ซึ่งคือกุญแจสำคัญ 5. ระดมตรวจโรคจำนวนมหาศาล เมื่อตรวจเสร็จ เราจะมีระบบ Logistics ระดับประเทศมารองรับ โดยใช้ฐานข้อมูล ที่เตรียมไว้ตามข้อ 2 โดยนำพาคนป่วยปานกลาง-หนัก กระจายสู่สถานพักพิง , ICU และ รพ. ที่หนาแน่นน้อยในจังหวัดที่ศักยภาพเหลือทันที ไม่มีการนอนรอเตียง ไม่มีการตายคาเตียง 6. การสื่อสารในภาวะวิกฤตกับประชาชนของเราจะตรงไปตรงมา ให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ข้อเท็จจริงเดียวกัน ไม่บิดเบี้ยว และให้ประชาชนรับรู้ถึงแผนงานที่ชัดเจนของเราทุกขั้นตอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
7. เราจะใช้มาตรการคงการจ้างงานขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มแรก สนับสนุนค่าจ้าง 50% จ่ายตรงไปที่นายจ้างงานเอาไปจ่ายค่าจ้างลูกจ้าง โดยต้องจ้างงานอยู่ที่ 90% ตรงนี้คนจะไม่ตกงาน บริษัทจะไม่ล้ม คนว่างงานจะไม่กระฉูด ระดับหนี้ครัวเรือนจะอยู่ที่ 80% ไม่เฉียด 100% เหมือนในปัจจุบัน 8. Soft Loan จะมีขนาดใหญ่ และใช้ได้จริง มีเงื่อนไขผ่อนปรนและเข้าถึงง่ายมาก เพราะเราทราบดีว่าภาคธนาคารยังแข็งแกร่งกว่าภาคธุรกิจและภาคประชาชนอยู่มาก คนล้มก่อนคือประชาชน ไม่ใช่ธนาคาร เราจะใช้กลไกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นแกนกลางในการปล่อยสินเชื่อ และใช้ระบบกองทุนให้สินเชื่อ SMEs ที่เข้าไม่ถึง 9. การเยียวยาจะเป็นแบบตรงจุด ตรงเป้า โดยใช้ระบบฐานข้อมูลที่ระบุความเดือดร้อนได้ตรงเป้า และการเยียวยาจะต้องมุ่งสู่การลงทุนภาคเอกชน และการสร้างงานใหม่ ไม่ใช่แค่การกระตุ้นการบริโภคที่หมดไปวันๆแบบที่เป็นอยู่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
10. ทำตามข้อ 7,8, และ 9 เงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านก้อนแรกนั้นเหลือเฟือ ไม่ต้องกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน ไม่ต้องกู้เพื่อชดเชยขาดดุลอีก 7 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ราว 50% เท่านั้น ไม่ทะลุเพดานเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล, พรรคเพื่อไทย, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60ea622e43ecb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ชำแหละ พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน ซ่อนเรื่องที่รัฐบาลไม่ได้บอกประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.64 - นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กระทรวงการคลังได้นำเสนอ ครม. กำหนดแผนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 7 แสนล้านบาทว่า&amp;nbsp;หากดูในรายละเอียดเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ตามข่าว จะพบว่ามีสิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่รัฐบาลไม่ได้บอกกับประชาชน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ครม.มีมติเห็นชอบให้นับรวมรายจ่ายลงทุนตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 7 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขภาวะงบลงทุนน้อยกว่างบขาดดุลของงบปี 65 ซึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่เลวร้ายให้ระบบการคลังของประเทศ นัยว่าเรากำลังบัญญัติศัพท์ใหม่คำว่า &amp;ldquo;การกู้นอกงบประมาณเพื่อชดเชยกรณีงบลงทุนน้อยกว่าการขาดดุล&amp;rdquo; ว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้ ในวิธีการงบประมาณ ต่อจากนี้ สามารถอ้างว่ากู้เพื่อนำมาลงทุน แล้วนำมาโปะช่องโหว่ความล้มเหลวในการจัดงบประมาณได้เสมอ ซึ่งในอนาคตจะมั่วได้อีกเยอะ จากบรรทัดฐานนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สิ้นเดือน ก.ย. 64 หนี้สาธารณะคาดว่าจะอยู่ที่ 9,381,428 ล้านบาท (58.56% ต่อ GDP) และมีช่องว่างเหลือเพียง 230,691 ล้านบาท ก่อนที่หนี้สาธารณะต่อ GDP จะชน 60% ซึ่งหมายถึงช่องว่างนี้ไม่พอสำหรับการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล 700,000 ล้านบาทในงบ 65 ทันที อีกทั้ง GDP นี้ยังไม่ได้นับรวมความเสียหายทั้งหมดจากโควิดระลอก 3 ที่ยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ แต่ละเดือนที่ยืดออกไป GDP จะหายไปเดือนละราว 100,000 ล้านบาท หากรวมตัวเลขนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP ก็ทะลุเพดานไปเรียบร้อยแล้วก่อนจะเริ่ม งบ 65 เสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เรื่องหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย พอขยับกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าขยับให้ใครและเอาไปใช้อย่างไร หากขยับให้รัฐบาลปัจจุบันและเอาใช้แบบที่ผ่านๆมา ก็น่าห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. งบ 3 ส่วน ได้แก่ งบสาธารณสุข งบเยียวยา และงบฟื้นฟู สามารถโอนโยกย้ายกันไปมาได้ตามสะดวก ตรงนี้คือปัญหาตั้งแต่ พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทฉบับแรกแล้ว ที่โอนงบฟื้นฟูซึ่งลงทุนเพื่ออนาคตมาในงบเยียวยาเกือบหมด แทบไม่ได้ลงทุนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มาร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้เปิดอิสระ โยกได้หมด ยิ่งกว่า พ.ร.ก. 1 ล้านล้านเสียอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103528</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคเพื่อไทย, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607ba6ee76e12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หญิงหน่อยโผล่ ทวงแจกเงินสด เยียวยาสู้&#039;โควิด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กเพื่อไทยสวมบทกูรูเศรษฐกิจ อ้างสื่อนอกอัด &amp;rdquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ทำเศรษฐกิจเตี้ยติดดินยาว 10 ปีแน่หากยังไม่รับแนวคิด คาดจีดีพีปี 64 อยู่ที่ 1.6-2.8% &amp;ldquo;หญิงหน่อย&amp;rdquo; ย้ำต้องแจกเงิน &amp;quot;ธนกร&amp;quot; ย้อนเกล็ดไปไล่เคลียร์ปัญหาภายในก่อนจุ้นเรื่องบริหารชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ให้ผ่านวิกฤติไวรัสโควิด-19 นี้ไปให้ได้ โดยปรับวงเงินทั้งหมด 9 แสนล้านบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มาช่วยเอสเอ็มอีทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยนำโครงการน้ำประปาฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ที่รัฐบาลเคยทำไว้กลับมาทำใหม่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชนที่กำลังลำบากกันอย่างมาก&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าวและว่า ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ปรับกรอบคิดและคิดล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด แต่ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์รู้ตัวว่าขาดความรู้ความสามารถที่จะพัฒนากรอบคิดได้ ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งเพื่อถ่วงความเจริญของประเทศอีกต่อไปแล้ว เพราะจะทำให้ประเทศเสื่อมถอยต่อไปอีก 10 ปีตามคำเตือนของสื่อต่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค พท. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรค ประเมินว่า ในปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะขยายอยู่ที่ 1.6-2.8% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ระลอกใหม่ถึงแม้จะกระทบระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่มากเท่าระลอกแรก เนื่องจากเป็นมาตรการกึ่งล็อกดาวน์และเจาะจงเป็นบางพื้นที่ แต่ต้องไม่มองข้ามภาวะของภาคเอกชน ภาคครัวเรือน และตลาดแรงงานที่เปราะบางกว่าช่วงก่อนการระบาดระลอกแรกมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 3 ล้านคน บนสมมติฐานว่าประเทศพัฒนาแล้วได้รับวัคซีนอย่างแพร่หลาย วัคซีนมีประสิทธิภาพ และภาครัฐไทยมีมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีน หากปัจจัยไม่เป็นไปตามปัจจัยข้างต้น มีแนวโน้มที่กรณีเลวร้ายไทยจะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลยในปี 2564&amp;rdquo; นายเผ่าภูมิกล่าวและว่า ศูนย์ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะไม่กลับไปยังระดับก่อนโควิด-19 ระบาดถึงแม้ปลายปี 2565 ก็ตาม&amp;nbsp;
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกลุ่มสร้างไทย &amp;nbsp;กล่าวระหว่างลงพื้นที่ชุมชนตรอกไผ่ บางเสาธง ว่า ข้อเรียกร้องเดิมยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล คือ 1.การเยียวยาด้วยเงินสดเป็นรายครอบครัว 2.การพักชำระหนี้ โดยเฉพาะหนี้กับรัฐ และ 3.เงินกู้ เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องกู้เงินนอกระบบซึ่งแพงมาก ไม่สามารถรับภาระไหวจนต้องปิดกิจการ ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีประมาณ &amp;nbsp;3 ล้านราย จ้างงาน 13 ล้านคน เชื่อว่าหากในไตรมาส 2 &amp;nbsp;ยังไม่มีเงินช่วยเหลือจะมีคนตกงานอีก 5-6 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวโต้ทีมเศรษฐกิจพรรค พท.ที่กล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ทำเศรษฐกิจทรุดต่อไปอีก 10 ปี ว่า พรรคเพื่อไทยเอาเวลาไปประสานรอยร้าวภายในพรรคก่อนจะดีกว่า เพราะหลังจากคุณหญิงสุดารัตน์ลาออกไป &amp;nbsp;ทำให้เกิดรอยร้าวในพรรคถึงขนาดนายพิชัย นริพทะพันธุ์ &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรค พท.ไม่เผาผีกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บอกหลายครั้งแล้วว่าเศรษฐกิจแย่เพราะผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งกระทบทั่วโลก พล.อ.ประยุทธ์ทำดีที่สุดแล้ว มาตรการเยียวยาต่างๆ ก็สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่ต้องใช้เวลา ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยหลายอย่างรัฐบาลก็ดูอยู่&amp;rdquo; นายธนกรระบุ พร้อมแจกแจงถึงมาตรการที่รัฐบาลได้ทำและได้ออกเป็นมาตรการไป ก่อนย้ำว่าข้อเสนออะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็รับฟัง แต่ไม่ใช่ค้านไปทุกเรื่อง &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรก็ผิดไปหมด คิดว่าไม่ถูกต้อง และอยากบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้วประเทศดีขึ้น ไม่ได้อยู่แบบถ่วงความเจริญปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเหมือนรัฐบาลในอดีต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91590</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, ธนกร วังบุญคงชนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016bead65aec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เพื่อไทย ชงไอเดียตั้ง &#039;ธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค. 2563 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายฯพรรคเพื่อไทย และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าภาคท่องเที่ยวเป็นภาคการผลิตที่ใหญ่และสำคัญมากของไทย ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานไปหลายภาคส่วน การจ้างงานจำนวนมหาศาลในวงกว้าง และเป็นอนาคตของไทย แต่ภาคท่องเที่ยวมีลักษณะจำเพาะ เพราะลักษณะธุรกิจมีความไม่เป็นทางการสูง เป็นรายย่อยสูง และมีความไม่แน่นอนสูง เช่น ร้านนวดสปาริมถนน โต๊ะทัวร์ เรือท้องแบนดูปะการัง เป็นต้น ซึ่งทำให้เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบธนาคารปกติรวมถึงพวก Soft Loan จึงล้มตายกันมากในช่วงโควิด-19 และกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยหรือกองทุนอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ทางออกที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องคิดใหญ่กว่านั้น ที่จะต้องมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ หรือ ธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ทั้งในแง่สินเชื่อในวิกฤตินี้และวิกฤติอื่นๆ ในอนาคต เพราะความเข้าใจในสินเชื่อลักษณะจำเพาะของภาคการท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญมากกว่านั้น ธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลจะส่งผ่านมาตรการภาครัฐผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจไปสู่ภาคท่องเที่ยว อย่างที่เรามี ธกส. ไว้รองรับมาตรการการเกษตรใหญ่ๆ ช่วยเกษตรกรตลอดมา มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ ไว้รองรับมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ และในอดีตสมัยพรรคไทยรักไทยได้ก่อตั้ง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME bank ขึ้น ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ SMEs ไทยในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว จะยังเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ที่ปัจจุบันยังไร้ทิศทาง ยกตัวอย่าง หากเราต้องการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เราสามารถใช้ &amp;ldquo;ทิศทางการให้สินเชื่อ&amp;rdquo; และมาตรการภาครัฐ เพื่อชี้นำการพัฒนาท่องเที่ยวในลักษณะท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ ในพื้นที่ที่ต้องการได้ ในแบบที่ต้องการผลักดันได้ ธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว เป็นเครื่องมือด้านสินเชื่อรองรับวิกฤติในระยะสั้น และมองเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ภาคท่องเที่ยวทั้งระบบในระยะยาว&amp;quot;นายเผ่าภูมิกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว, รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faaa538db026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทร.ย้อนศรจำนำข้าว แจงจำเป็นซื้อเรือดำนํ้าป้องประโยชน์ทางทะเลไม่ใช่จีทูจีเก๊</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์-ประวิตร&amp;rdquo; ประสานเสียงโยนเรื่องเรือดำน้ำให้ กมธ.จัดการ &amp;ldquo;กองทัพเรือ&amp;rdquo; ตั้งโต๊ะแถลงเดือดถึงความจำเป็น โดยเฉพาะปัญหาในทะเลจีนใต้ แจงยิบตั้งแต่ที่มาจนถึงไทม์ไลน์จ่ายเงิน 7 &amp;nbsp;งวด อัดเละไม่ใช่จีทูจีเก๊เหมือนจำนำข้าว &amp;ldquo;โฆษก ทร.&amp;rdquo; จัดหนักยุทธพงศ์ เล่นการเมืองวิถีเก่าเห็นแก่ตัวสุดสกปรก &amp;ldquo;สุพล&amp;rdquo; ปัดเรื่องล็อบบี้ เผยทำใจลำบากในการโหวต แต่เมื่ออยู่ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องเห็นชอบ &amp;nbsp;&amp;ldquo;โจ้&amp;rdquo; อ้ำอึ้งชี้แจงเรื่องปูดนายพล ป.ล็อบบี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมยังคงมีประเด็นต่อเนื่องจากกรณีคณะอนุกรรมาธิการ (อนุ กมธ.) &amp;nbsp;ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 สภาผู้แทนราษฎร มีมติ 5:4 เห็นชอบให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 &amp;nbsp;ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ เรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการ ให้เขาว่ากันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาระบุว่าสัญญาการจัดซื้อเรือดำน้ำอาจเป็นโมฆะ ว่าตอนที่รับผิดชอบดูแลอยู่ก็ไม่โมฆะ เพราะมีการลงนาม ให้รอฟังการแถลงจากกองทัพเรือ ส่วนที่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่ามีนายพล ป.มาล็อบบี้คณะอนุ กมธ.ให้โหวตผ่านงบซื้อเรือดำน้ำนั้น จะล็อบบี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องของ กมธ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามอีกว่า กังวลหรือไม่ว่าการซื้อเรือดำน้ำจะทำให้เป็นประเด็นบานปลายเกิดการชุมนุมลุกลามมากขึ้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;quot;ไม่มีๆ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กองบัญชาการกองทัพเรือ วังนันทอุทยาน พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ &amp;nbsp;(ผบ.ทร.) มอบหมายให้ พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ พร้อมคณะชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน รวมถึง ส.ส.จากพรรคก้าวไกล (กก.) ซึ่งเป็น &amp;nbsp;กมธ.มาร่วมฟังการชี้แจงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.อ.สิทธิพรกล่าวว่า ทร.ได้เข้าชี้แจงงบประมาณต่อคณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ แต่มีคณะอนุ กมธ.บางคนนำข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนมาแถลง เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน อาจเป็นการหวังผลทางการเมืองที่จะกระทบต่อรัฐบาล จึงนำข้อเท็จจริงมาชี้แจง ซึ่ง ทร.เล็งเห็นความสำคัญของเรือดำน้ำมาตลอด จึงได้จัดหาเรือดำน้ำตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ แต่มักถูกโยงเป็นประเด็นทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ท.เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำมาหลายปี แม้ยังไม่เห็นสงครามโลกในขณะนี้ แต่ความขัดแย้งเกิดขึ้นในน่านน้ำ อีกทั้งสหรัฐอเมริกาส่งเรือรบเข้าไปในพื้นที่ทะเลจีนใต้มากขึ้น หากเราไม่มีกำลังที่เข้มแข็งเพียงพอ ผลประโยชน์ของชาติย่อมกระทบแน่นอน แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทะเลจีนใต้จะไม่มีเหตุการณ์ปะทะนองเลือด ซึ่งเชื่อว่ามี &amp;nbsp;และอย่าลืมว่าจัดซื้อวันนี้ อีก 6 ปีจึงจะได้เรือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ราคา 22,500 ล้านบาท เมื่อเทียบผลประโยชน์ของชาติทางทะเล คิดเป็น 0.093% เท่านั้น ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศมูลค่ามหาศาล รวมถึงปี 2572 ข้อตกลงระหว่างไทยกับมาเลเซียในการพัฒนาพื้นที่ร่วมทางทะเล (เจดีเอ) จะยุติลง ซึ่งคาดว่าจะมีการพูดคุยเพื่อทำสัญญาก่อนปี 2572 ดังนั้นการที่เรามีเรือดำน้ำในปี 2570 จะส่งผลต่อการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ส่งผลให้ไทยไม่เสียเปรียบ&amp;quot; พล.ร.ท.เถลิงศักดิ์กล่าว
แจงทยอยจ่าย 7 งวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ร.ท.ธีรกุล กาญจนะ ปลัดบัญชีทหารเรือ ชี้แจงเรื่องงบประมาณในการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 ว่า ทร.เตรียมลงนามในสัญญาจัดซื้อในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นการทยอยจ่ายทั้งหมด 7 ปีตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2566 ไม่ใช่โครงการผูกพันที่เริ่มใหม่ในปี 2564 โดยได้ตราไว้แล้วใน พ.ร.บ.งบประมาณ &amp;nbsp;2563 ซึ่งตามกำหนดต้องชำระ 7 งวด คือปี 2563 จ่าย 3,375 ล้านบาท, ปี 2564 วงเงิน 3,925 ล้านบาท, ปี 2565 วงเงิน 2,640 ล้านบาท, ปี 2566 วงเงิน 2,500 ล้านบาท, ปี 2567 วงเงิน 3,060 ล้านบาท, ปี 2568 วงเงิน 3,500 ล้านบาท และปี 2569 วงเงิน 3,500 ล้านบาท แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์โควิดรัฐบาลได้ให้หน่วยงานราชการโอนงบคืน ทร.จึงได้ตัดลดงบที่ตั้งเอาไว้ในปีงบประมาณ &amp;nbsp;2563 และจ่ายงวดแรกในวงเงินงบประมาณปี 2564 แทน และไปจบงวดสุดท้ายในปี 2570
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาสัญญาจีทูจีซื้อเรือดำน้ำปลอมว่า เป็นการให้ข้อมูลเท็จ เนื่องจาก ครม.มีมติอนุมัติและอำนาจให้ ผบ.ทร. ซึ่ง &amp;nbsp;ผบ.ทร.อนุมัติให้ประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือด้ำ และเสนาธิการทหารเรือเป็นผู้แทนลงนามข้อตกลง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง พิจารณารอบคอบตามระเบียบวิธีราชการทุกประการ &amp;nbsp;ขณะที่รัฐบาลจีนสั่งการให้หน่วยงาน SASTIND ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐของจีนสำหรับการบริหารงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและส่งออกอาวุธ มอบอำนาจให้บริษัท CSOC และมอบอำนาจให้ประธานบริษัท CSOC มาลงนามแทน ดังนั้น คนที่มาลงนามของจีนได้รับมอบอำนาจมาอย่างชัดเจน จึงเป็นจีทูจีของจริง ไม่ใช่จีทูจีของปลอม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเด็นที่คลาดเคลื่อนเรื่องการทำสัญญาระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย เนื่องจากเป็นจีทูจี แต่ความเอื้อเฟื้อมิตรไมตรีระหว่างรัฐบาลจึงไม่ใช้คำว่าสัญญา และใช้คำว่าข้อตกลง ทำให้มีผู้เข้าใจผิดไปแปลว่าข้อตกลงคือเอ็มโอยูที่ต้องลงนามโดยนายกฯ และ รมว.กลาโหม ทั้งที่ข้อตกลงนี้เป็น Agreement ไม่ใช่เอ็มโอยู&amp;rdquo; น.อ.ธาดาวุธระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ต.อรรถพล เพชรฉาย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ กล่าวว่า การเจรจากับจีนอยู่บนพื้นฐานเรือดำน้ำ 3 ลำมาโดยตลอด และรัฐบาลจีนรับทราบการจัดหาเป็นระยะ แต่เนื่องจากไทยประสบปัญหาด้านงบประมาณจึงได้จัดหาเรือดำน้ำระยะที่ 1 จำนวน 1 ลำก่อน ซึ่งได้ลงนามไปแล้ว ส่วนการจัดหาในระยะที่ 2 การเจรจายุติแล้ว และจัดหาได้ในราคาลำละ 11,250 ล้านบาท ซึ่งราคาต่อลำต่ำกว่าลำที่หนึ่ง รวมทั้งได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม มีมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องเพิ่มวงเงินแต่อย่างใด ดังนั้น ในปี 2560-2570 ไทยจะมีเรือดำน้ำหน้าตาคล้ายกันทั้งหมด 3 ลำ แต่หากไม่ดำเนินการตามที่เจรจาไว้ทั้งหมด ไทยจะหมดความน่าเชื่อถือเชิงพาณิชย์ ที่สำคัญการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ได้เสนอร่างข้อตกลงให้สำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกิจการพลเรือน ในฐานะโฆษก &amp;nbsp;ทร. กล่าวถึงกรณีนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาโจมตีกองทัพเรือโดยให้เปิดเผยเอกสารลับการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า เป็นการพูดที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ความแตกแยก นำความเกลียดชังมาสู่กองทัพและเป็นสิ่งที่ไม่สมควร นำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง และที่กล่าวหาว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือเป็นสัญญาเก๊ ก็ไม่จริง จำนำข้าวที่พรรคเพื่อไทยทำต่างหากที่เป็นจีทูจีเก๊และไม่ถูกต้อง แต่กองทัพเรือทำการซื้อแบบจีทูจีอย่างถูกต้องโปร่งใส ขอสังคมอย่าตกเป็นเหยื่อเรื่องการเมือง
ซัดเห็นแก่ตัว-สกปรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบอกว่า ทร.ใช้เงินฟุ่มเฟือย เป็นข่าวเท็จที่มุ่งหวังประโยชน์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวที่สุด ถามว่าจะยอมให้นักการเมืองสร้างเรื่องที่ไม่เป็นจริงให้บ้านเมืองเดือดร้อนหรือ ถ้านักการเมืองหมดมุกแล้วก็หามุกอื่นเถอะ อย่าสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ ทร.เลย อย่าให้สังคมตกเป็นเครื่องมือการเมืองในวิถีเก่าๆ และสกปรกแบบนี้อีกเลย อย่าดึงประชาชนมาเกลียดชังกองทัพเรือ ตอนนี้ปัญหาต่างๆ ถาโถมมาหลายเรื่อง เห็นแก่ความสุขสงบของประเทศเป็นหลักด้วย&amp;rdquo; โฆษกกองทัพเรือกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ภายหลังแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค กก. ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า คำชี้แจงของกองทัพเรือครั้งนี้ไม่ได้ปรากฏในการชี้แจงของคณะอนุ กมธ. และขอให้กองทัพวางตัวเป็นกลาง ลักษณะการพูดที่เหน็บแนม และลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล พฤติกรรมนี้ไม่ทำให้กองทัพเรือได้รับความนิยมชมชอบจากประชาชน และได้ยินแต่คำว่าโควิด แต่ไม่ได้ยินคำว่าวิกฤติเศรษฐกิจ จึงอยากสอบถามกองทัพเรือว่ามีแนวทางลดงบประมาณจากกำลังพลอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ พล.ร.อ.สิทธิพรขออภัยหากมีการพาดพิง พร้อมระบุว่าอยากชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมยืนยันมีแผนที่จะลดกำลังพลต่อไป แต่เป็นเรื่องภายในของกองทัพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นสื่อได้สอบถามว่า ทร.จะฟ้องร้องบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ &amp;nbsp;พล.ร.อ.สิทธิพรกล่าวว่าหน่วยงานจะพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าหากคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ &amp;nbsp;2564 มีมติไม่เห็นชอบจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2-3 จะได้รับผลกระทบอย่างไรนั้น พล.ร.ต.อรรถพลกล่าวว่า &amp;nbsp;หากไม่ซื้อในปีงบประมาณ 2564 ก็ไม่มีค่าปรับอะไร แต่เกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องราคาที่อาจสูงขึ้นมาก &amp;nbsp;ตลอดจนจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือในเชิงพาณิชย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่าเมื่อไม่มีค่าปรับก็สามารถเลื่อนไปอีกได้หรือไม่ เพราะมีการกล่าวหาว่ากองทัพเรือหวงโปรโมชันของแถมรวม 2,100 ล้านบาท พล.ร.อ.สิทธิพรกล่าวว่าไม่มีค่าปรับจริง แต่เราต้องเริ่มการเจรจาใหม่ทั้งหมด รวมถึงกระบวนการต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ว่า ทร.หวงโปรโมชันหรือของแถม แต่ถ้าได้ก็เอา เราพยายามแสดงให้เห็นข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และยืนยันว่า ทร.มียุทธศาสตร์ และจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีข่าวกระแสผู้ใหญ่ในรัฐบาลล็อบบี้คณะอนุ กมธ.โหวตมติซื้อเรือดำน้ำ พล.ร.อ.สิทธิพรกล่าวว่า กองทัพเรือมีหน้าที่ชี้แจงเท่านั้น ไม่มีหน้าที่อื่น และยืนยันว่าชี้แจงตามข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิจารณ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า จะผลักดันในเรื่องที่ไม่ให้ กมธ.ลงมติเห็นชอบต่อ เพราะจริงๆ แล้วเราอาจไม่ได้เรือดำน้ำลำแรกเมื่อปีงบประมาณ 2560 ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนเรื่องการเลื่อนออกไปก่อนได้หรือไม่นั้น ในปี 2540 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ก็เคยทำมาแล้ว ในการยกเลิกสั่งซื้อเครื่องบิน F-18 ซึ่งขณะนั้นมัดจำไปแล้ว ดังนั้นในครั้งนี้ภายใต้เอกสารข้อตกลงต่างๆ ที่เรามีร่วมกันกับทางประเทศจีน ก็ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถเลื่อนออกไปได้อยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวที่รัฐสภานั้น นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;(พปชร.) ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ กล่าวถึงกรณีนายยุทธพงศ์ระบุมีบิ๊ก ป.ในรัฐบาลสั่งให้อนุ กมธ.อนุมัติการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า ได้ต่อว่านายยุทธพงศ์ไปแล้วว่าพูดได้อย่างไรโดยไม่มีข้อเท็จจริง เพราะคนที่นั่งเป็นประธานอนุ กมธ.ฯ ไม่มีโอกาสรับโทรศัพท์ ยืนยันไม่มีใครโทร.มาสั่งการ เป็นการปั้นน้ำเป็นตัว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเคลียร์กับนายยุทธพงศ์ แต่นายยุทธพงศ์ต้องมาเคลียร์กับตนเอง สิ่งที่พูดไปไม่มีข้อเท็จจริง ซึ่งก็ได้นัดนายยุทธพงศ์ทางไลน์ของอนุ กมธ.ให้มาแถลงร่วมกัน เพื่อเคลียร์เรื่องดังกล่าว แต่นายยุทธพงศ์ไม่มา และนายยุทธพงศ์ไม่ตอบไลน์เงียบ&amp;nbsp;
โยน กมธ.ใหญ่ตัดสิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหตุผลที่ตัดสินใจในฐานะประธานอนุ กมธ.เห็นชอบ ทั้งที่ประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดนั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เรื่องนี้เราแขวนไว้ 1 รอบแล้ว เท่าที่ฟังเสียง กมธ.ส่วนใหญ่รอบแรกพยายามให้กองทัพเรือเลื่อนจัดซื้อไปก่อน แต่กองทัพเรือพยายามชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นว่าเลื่อนไม่ได้ ที่สำคัญงบประมาณตัวนี้ผูกพันตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 อนุ กมธ.แค่ยืนยันให้ดำเนินการตามแผนที่ตกลงกับจีนไว้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่าที่อนุมัติไว้แล้ว หากถามว่าเหตุใดตัดสินใจในช่วงที่คะแนนออกมา 4-4 ซึ่งข้อบังคับเขียนให้ประธานอนุ กมธ.ต้องออกเสียงชี้ขาด ขอถามว่าผมสังกัดพรรคใด ผมสังกัดพรรครัฐบาล&amp;quot; นายสุพลกล่าวและว่า อนุ กมธ.ได้เสนอเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำให้ กมธ.ชุดใหญ่ไปแล้ว จึงไม่ทราบว่า กมธ.ชุดใหญ่จะตัดสินใจอย่างไร เพราะเป็นอำนาจของ กมธ.ชุดใหญ่ เรามีหน้าที่แค่ไปรายงานเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากงบซื้อเรือดำน้ำผ่านกังวลจะเป็นแรงกดดันให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจเรื่องนี้หรือไม่ &amp;nbsp;นายสุพลตอบว่าทำไมจะไม่ห่วง เพราะดูจากโซเชียลแล้วน่าห่วง บางทีสังคมไทยต้องมีสติฟังเหตุผลบ้าง &amp;nbsp;ไม่ใช่เที่ยวพูดว่าเรือดำน้ำกินแทนข้าวไม่ได้ ขณะเดียวกันเราต้องฟังเหตุผลกองทัพเรือที่เป็นฝ่ายความมั่นคงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายยุทธพงศ์กล่าวถึงกรณีระบุว่ามี บิ๊ก ป.ในรัฐบาลโทรศัพท์ล็อบบี้ให้อนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ &amp;nbsp;โหวตเห็นชอบการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ ว่าเรื่องนี้ทุกคนรู้กันทั้งห้อง ในช่วงที่อนุ กมธ.พักประชุม 1 ชั่วโมงก่อนโหวตลงมติ มีการเรียกอนุ กมธ.ฝ่ายรัฐบาลไปคุยกัน เชื่อว่ามีการไปล็อบบี้กันในช่วงนั้น โดยมีเพื่อนอนุ กมธ.ซีกรัฐบาลบอกตนเองว่ามีบิ๊กรัฐบาลโทรศัพท์มาล็อบบี้ให้โหวตสนับสนุน เพราะในการประชุมอนุ กมธ.วันที่ 21 ส.ค.63 อนุ กมธ.ที่เคยคัดค้านการซื้อเรือดำน้ำมากลับลำในสิ่งที่เคยพูด &amp;nbsp;อนุมัติให้ซื้อเรือดำน้ำได้ จะเป็นไปได้อย่างไรถ้าไม่มีใครสั่งมา ขอท้าให้เปิดบันทึกชวเลขในที่ประชุมวันที่ 17 ส.ค.63 จะได้รู้ว่าใครพูดอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์ยืนยันว่า เอกสารซื้อเรือดำน้ำลำแรกที่ พล.ร.อ.ลือชัยไปลงนามจัดซื้อนั้น เป็นการลงนามกับบริษัท ไชน่าชิปบิลดิงออฟชอว์ ถึงจะอ้างว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่ใช่รัฐบาลจีน ถือว่าเป็นการลงนามไม่ถูกต้อง ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาเคยระบุไว้ในคดีจำนำข้าวว่า การทำจีทูจีต้องเป็นการทำระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น เรื่องนี้ต้องถึง ป.ป.ช.แน่เพราะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังที่นายยุทธพงศ์ให้สัมภาษณ์ที่หน้าห้องประชุมอนุ กมธ.ก็ได้เดินเข้าไปร่วมประชุม โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมรับฟังด้วย ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดทันที เมื่อนายสุพลสอบถามนายยุทธพงศ์ที่พูดหน้าห้องประชุมว่าที่ประชุมอนุ กมธ.มีมติวันที่ 17 ส.ค.ให้แขวนงบเรือดำน้ำไว้ก่อน ไม่เป็นความจริง เพราะที่ประชุมไม่มีมติใดๆ เป็นเพียงแค่ความเห็น แต่ไม่ใช่มติ ขณะที่นายยุทธพงศ์สวนกลับว่าการประชุมวันที่ 17 ส.ค.ไม่มีอนุ กมธ.คนใดเห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ทุกคนขอให้เลื่อนจัดซื้อไปก่อน &amp;nbsp;ที่ประชุมจึงมีมติให้แขวนเรื่องนี้ไว้ก่อน ให้กองทัพเรือนำเอกสารมาชี้แจงเพิ่มเติม โดยนายสุพลยืนยันว่าไม่มีมติใดๆ ในวันดังกล่าว ทำให้นายยุทธพงศ์ท้าให้นำชวเลขบันทึกการประชุมวันดังกล่าวมาเปิดดูว่าอนุ กมธ.แต่ละคนพูดว่าอย่างไรเป็นรายบุคคล พร้อมระบุด้วยว่า &amp;quot;จะได้รู้ว่าใครรักชาติ ใครรักเรือดำน้ำจีน&amp;quot; และยังพูดเสียงดังว่า &amp;quot;ผมพร้อมสู้ ผมยอมตาย เรื่องเรือดำน้ำจีนผมยอมไม่ได้ ผมไม่มีวันก้มหัวให้เผด็จการ&amp;rdquo;
โจ้ตีมึนไม่ตอบนายพล ป.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสุพลได้ถามนายยุทธพงศ์ถึงกรณีที่ให้สัมภาษณ์มีนายพล ป.โทรศัพท์มาสั่งการให้ลงมติจัดซื้อเรือดำน้ำ แต่นายยุทธพงศ์เลี่ยงไม่ตอบ แม้นายสุพลซักถามอยู่หลายรอบ ซึ่งนายยุทธพงศ์ก็เบี่ยงไปตอบในประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะการให้นำบันทึกการประชุมวันที่ 17 ส.ค.63 ออกมาเปิดเผย จนนายสุพลต้องชี้แจงว่า อนุ กมธ.มีความเป็นห่วงประเด็นเรือดำน้ำจะถูกนำไปปั่นกระแสการเมือง ทุกคนพยายามขอให้กองทัพเรือเลื่อนการจัดซื้อ แต่เมื่อ ทร.ยืนยันไม่สามารถเลื่อนได้และมีเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อ ซึ่งอนุ กมธ.แต่ละคนก็มีสิทธิ์ตัดสินใจตามเหตุผลของแต่ละคน นายยุทธพงศ์ไม่ควรก้าวล่วงบอกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยคือคนไม่รักชาติ ทุกคนมีเหตุผลเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว กองทัพเรือมีเหตุผลว่างบทั้งหมดเป็นงบกองทัพ ไม่ได้กระทบประชาชน และไม่ได้จ่ายรวดเดียว 2 หมื่นล้านบาท แต่จ่ายเป็นงวดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นผู้สื่อข่าวถามนายยุทธพงศ์ถึงนายพล ป.เป็นผู้สั่งการคือใคร นายยุทธพงศ์อ้ำอึ้งก่อนตอบว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่าให้บอกเลย&amp;rdquo; ก่อนที่นายสุพลจะรีบตัดบทว่าอย่าให้แตกแยกไปมากกว่านี้ จนทำงานด้วยกันไม่ได้ &amp;nbsp;เรายังต้องทำงานด้วยกันต่อไป ก่อนที่จะเชิญสื่อมวลชนออกจากห้องประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขที่เกิดจากโควิด-19 ความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายงบประมาณถือเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วน ว่าจะใช้งบประมาณอย่างไร ส่วนในชั้น กมธ.นั้นก็ต้องฟังเสียงส่วนรวม คงต้องติดตามว่า กมธ.คนอื่นๆ จะมีความเห็นต่องบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค พท.กล่าวว่า มองผิวเผินมันคือการฝืนซื้อเรือดำน้ำในภาวะที่ประชาชนยากเข็ญ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และอยากตั้งคำถามต่อไปว่า อะไรที่ทำให้รัฐบาลกล้าทำกับความรู้สึกของประชาชนมากเพียงนี้ คำตอบของคำถามนี้คือ การที่รัฐไม่ต้องการเสียงของประชาชนในการเข้าสู่อำนาจและการดำรงไว้ซึ่งอำนาจ เพราะระบบที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญมันเป็นเช่นนั้น ทำดีไม่ดีอย่างไร จะรักจะชอบไหม ไม่ได้สำคัญ อำนาจชี้ขาดคือ ส.ว. ไม่ใช่ประชาชน เรื่องนี้จึงไกลเกินกว่าความดีหรือไม่ดีของปัจเจกบุคคล แต่หากเป็นรัฐธรรมนูญที่ล้มเหลว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75446</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล, พล.ร.ต.อรรถพล เพชรฉาย, พล.ร.ท.ธีรกุล กาญจนะ, พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์, พล.ร.ท.เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, วทันยา วงษ์โอภาสี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43cac4498a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.โยงซื้อ&#039;เรือดำน้ำ&#039;วกแก้รธน.! ฉะรัฐบาลไม่ยำเกรงประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ส.ค. 63 -&amp;nbsp; นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเรือดำน้ำว่า ประเด็นเรือดำน้ำ มองผิวเผิน มันคือการฝืนซื้อเรือดำน้ำในภาวะที่ประชาชนยากเข็ญ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน แต่อยากตั้งคำถามต่อไปว่า อะไรที่ทำให้รัฐบาล กล้าทำกับความรู้สึกของประชาชนมากเพียงนี้ คำตอบของคำถามนี้ คือ การที่รัฐไม่ต้องการเสียงของประชาชนในการเข้าสู่อำนาจและการดำรงไว้ซึ่งอำนาจ เพราะระบบที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญมันเป็นเช่นนั้น ทำดีไม่ดีอย่างไร จะรักจะชอบไหม ไม่ได้สำคัญ อำนาจชี้ขาดคือ ส.ว. ไม่ใช่ประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้จึงไกลเกินกว่าความดีหรือไม่ดีของปัจเจกบุคคล แต่หากเป็นรัฐรรมนูญที่ล้มเหลว ในการออกแบบการเข้าสู่อำนาจของปัจเจกบุคคล โดยตัดอำนาจของประชาชนออกไป ทำให้คนที่อยู่ในอำนาจขาดความยำเกรงต่อประชาชน เมื่อระบบการเข้าสู่อำนาจมันเป็นเช่นนี้ จึงได้รัฐบาลเช่นนี้ เข้ามาทำเรื่องเช่นนี้ ซึ่งหากรัฐธรรมนูญแบบนี้ยังคงอยู่ เลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลเช่นนี้จะกลับมา และอาจจะกลับมาทำเรื่องเช่นนี้เหมือนเดิม&amp;quot; นายเผ่าภูมิ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75356</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพ, พท., รัฐบาล, เผ่าภูมิ โรจนสกุล, เรือดำน้ำ, แก้รธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยกระทุ้งทีมศก.ชุดใหม่อย่าเน้นแต่การเงินควรใช้การคลังมุ่งจ้างงาน-ลงทุน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.2563 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ว่าเห็นสัญญาณบวก ในแง่ของการเห็นปัญหานโยบายการเงิน ที่มีแต่กรอบวงเงิน แต่สินเชื่อไม่ถึงมือประชาชน เห็นด้วยกับแพคเกจสินเชื่อล่าสุด การค้ำประกันสินเชื่อ PGS Soft Loan ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และการเพิ่มบทบาทสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทั้งนี้การระบุว่า บสย. จะค้ำประกันได้เฉพาะผู้กู้ตามเงื่อนไขตาม พ.ร.ก. ซอฟท์โลน ยังคงเป็นปัญหาและต้องเร่งแก้ไข แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นสัญญาณลบ ด้านนโยบายการคลัง ซึ่งเหมือนจะถูกละเลย เข้าใจดีว่าทีมชุดใหม่นี้มาจาก สายการเงิน สายธนาคาร แต่พึงระลึกว่า นโยบายการเงินช่วยประคองไม่ให้บริษัทล้มตายก็จริง แต่นโยบายการคลังเท่านั้นที่จะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจขึ้นจากเหวได้ ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นวิสัยทัศน์และแนวทางการผลิตนโยบายการคลังของทีมชุดใหม่ว่าจะมีทิศทางอย่างไร ต่างจากแบบเดิมๆที่เคยล้มเหลวไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากฝากว่านโยบายการคลัง ที่ทำๆกันอยู่ในทีมชุดก่อน มันเป็นแค่เปลือก หรือภาพทางการตลาดเท่านั้น และเป็นมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 แล้วด้วย มาตรการลักษณะแบบชิมช็อปใช้ต่างๆ ช้อปช่วยชาติ จนมาถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกันในปัจจุบัน เหล่านี้ไม่ใช่คำตอบ สิทธิ์การเข้าพัก 5 ล้านคืน ที่มีผู้ใช้เพียง 5 แสนคืน หรือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นภาพฟ้องว่าแก่นของปัญหาจริงมันไม่ได้ถูกแก้ ท่านกำลังเอา &amp;ldquo;ของลดราคามาล่อคนไม่มีเงิน&amp;rdquo; ให้ไปใช้จ่าย การสนับสนุนด้านราคาไม่มีทางสำเร็จหากรากเหง้าของการตกงาน ขาดรายได้ ไม่ได้รับการแก้ไข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องการนโยบายการคลังที่เข้มข้น ทั้งหมดมุ่งตรงไปสู่การจ้างงาน สร้างการลงทุน และสร้างโครงสร้างคงทนให้กับประเทศ ต้องยึดหลักนี้ให้แม่น แล้วเขียนมาตรการจากหลักนี้ อะไรไม่ตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้ต้องหยุดทำ ต้องตัดทิ้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75277</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่, นโยบายการคลัง, นโยบายการเงิน, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
