<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจหมอ ตั้งคำถาม  ศบค. คาใจมานาน&quot; รู้หรือยัง ลุง72ปี ติดเชื้อจากใคร?&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ส.ค.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ที่ติดตามสถานการณ์โควิด-19 มายาวนาน ได้โพสต์ข้อความล่าสุด ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว ประเทศไทยปลอดเชื้อโควิด จริงหรือไม่ &amp;nbsp;เพราะยังไม่มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อจากในประเทศมานานกว่า 2เดือน แต่กรณีลุงตัดผม 72ปี ติดเชื้อ &amp;nbsp;จนถึงวันนี้ ศบค. ยังไม่รู้ว่าลุงติดเชื้อจากใคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;quot;โดมิโน​ เอฟเฟ็ก​&amp;quot; จากเคสคุณลุง​ 72​ ปี​ และกลุ่มผู้ติดเชื้อรุ่นสุดท้าย​ ที่อาจจะทำให้​ประเทศไทย​ ไม่เคยปลอดเชื้ิอจริงๆ​ เลยก็ได้​
ประเทศไทยใช้ระบบ​ &amp;quot;ขอความร่วมมือ​ ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อให้มาตรวจ​ PCR&amp;quot; ... (ตามข่าวในรูปที่​ &amp;nbsp;7)​ ... แต่ไม่ได้ถึงขั้นบังคับ​ หรือออก​ไป Tracing​ and​ Tracking ตามผู้สัมผัสเชื้อแบบจริงจัง​ (สะกดรอย​ ติดตามไปหาทุกคนที่มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อ)​ &amp;nbsp;เข้ามากักตัว​และตรวจ
ทำให้​ &amp;quot;มีความเสี่ยงที่ผู้รับเชื้อไป​ ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ​ &amp;nbsp;หรืออาการน้อย​ ๆ&amp;quot; หลุดไปกระจายเชื้อต่อ​ ทั้งในกรณี​ ลุงอายุ​ 72​ ปี​ และทหารอียิปต์​ และ​ ดญ​ ซูดาน
ค่า​ RO​ คืออะไร​ ??? ... สำคัญกับเคสคุณลุง​ กับประเทศไทย

.......
ศบค.เปิดไทม์ไลน์ &amp;lsquo;ลุง 72 ปี&amp;rsquo; ติด &amp;lsquo;โควิด-19&amp;rsquo; เข้า &amp;lsquo;บาร์เบอร์&amp;rsquo; ย่านประชาชื่น ใครสงสัยเข้าตรวจทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถาม​ ที่คาใจมานาน​ ตั้งแต่ข่าวลุงตัดผมอายุ​ 72​ ที่อาจจะเป็นคนท้ายๆ​ ที่รายงานว่าติดเชื้อในประเทศ​ ว่า
1.​ ลุงติดจากใคร &amp;nbsp;-​ &amp;nbsp;เราตามไม่เจอ​ ?!?&amp;nbsp;
2.​ คนคนนั้นๆ​ กระจายให้ใครได้อีก​ ถ้าเขาทำงานใน​ รพ.​ เจอคนไข้ทุกวัน​ วันละกี่คน​ ไปกินข้าวในห้องอาหารใน​ รพ.​ กี่วัน​ วันนึงมีคนกินกี่คน​ มีใครใส่มาส์กตอนกินข้าวกันบ้าง​ ?!?&amp;nbsp;
3.​ ลุงกระจายเชื้อให้ใคร​ เราตรวจไม่ครบ​ เราตามไม่เจอ​ ?!?
ถ้าเข้าข้างตัวเอง​หน่อยนึง อัตราการกระจายเชื้อจาก​ผู้ติดเชื้อ​ 1​ คน​ (ค่า​ R0)​ ในไทยต่ำกว่า​ทั้งโลก​ คือแค่ประมาณบวกลบแถว​ 1​ แค่นั้น​ คือ​ 1​ คนในช่วงที่สามารถกระจายเชื้อยังได้​ กระจายให้แค่​ 1​ คน​ (เพราะปิดเมือง​ ปิดเทอม​ ล๊อกดาวน์เต็มที่​ จึงไม่ค่อยมีกิจกรรมแบบสนามมวย​ ผับทองหล่อที่เป็น​ Super​spreaders​ Events)
แต่ก็สามารถกระจายเชื้อในบ้าน​ ชุมชน​ ร้านค้าย่อย​ Supermarket ได้ทีละนิด
1.​ ลุงกระจายเชื้อให้ใครได้บ้าง​ เพราะไปหลายที่มาก​ แถมเป็นที่ระบบอากาศปิดติดแอร​์หลายที่​ คนพลุกพล่านแบบ​ รพ.​
ศบค​ น่าจะตามไม่เจอ​หรือไม่​ ถ้าเจอต้องมีรายงานครึกโครม​ ดีงทั้งประเทศแน่ๆ​
ต่อให้โชคดี​ ลุงไปสัมผัสคนทุกสถานที่รวมกัน​ แค่​ 500-1000​ คน​ (จริงๆ​ ถ้ารวมทุกที่ทุกวัน​ น่าจะเกินไปอีกมาก​ ไม่นับเชื้อติดอยู่ในลิฟท์​ ในโต๊ะ​เก้าอี้ได้อีกหลายวัน)​ แต่ติดเชื้อจากลุงแค่​ 1​ คนที่จะไปกระจายเชื้อต่อที่ใน​ รพ.​ นั้นๆ​ หรือที่บ้านเขา
ปัญหา​ คือ​ ต่อให้​ R0​ ประมาณแค่​ 1​
1​ นั้นคือใคร​ &amp;nbsp;?!?
และคนๆ​ นี้​ ไปกระจายเชื้อแบบ​ 1​ ต่อ​ 1​ ไปทีละทอดๆ​ โดยบังเอิญไม่เคยกระจายเกิน​ 1​ ก็ได้​ (ถ้าเราโชคดีแบบถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ทุกงวด)​
ไทยไม่เคยมีผู้ติดเชื้อเป็น​ 0​ &amp;nbsp;มาตั้งแต่นัิ้้นแล้ว​ ถูกต้องหรือไม่​ ?!?
2.​ ลุงติดเชื้อจากใคร​ ?!?
... ถ้าติดเชื้อจากใน​ รพ.​ แห่งใดแห่งหนึ่ง​ ซึ่งเป็น​ รพ.​ ใหญ่ทุกแห่ง​
ผู้ที่กระจายเชื้อให้ลุง​นั้น​ ถ้าเป็นบุคลากรทางการแพทย์​ อาจจะกระจายเชื้อไปอีกหลายคนได้​
ยิ่งถ้ากระจายให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ภูมิต่ำจากอายุมาก​ จากตัวโรค​ จากเคมีบำบัด​ ยิ่งติดง่ายมาก
ค่า​ R0 อาจจะเป็น​ 1​ ถึง​ 10​ หรือมากกว่าก็ได้
เท่าที่รู้​ ศบค​ และกระทรวงตามไม่เจอทั้ง​ 2​ กรณี
*** &amp;nbsp;เพราะฉะนั้น​ เราอาจจะยังมีผู้ติดเชื้อที่รับเชื้อจากผู้กระจายให้ลุง​ และผู้ติดเชื้อจากลุงที่ไม่เคยได้รับการตรวจ​เชื้ออยู่ในสังคมก็เป็นได้
.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73197</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ลุงตัดผม72ปี, ศบค., เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f268b0800051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2020 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจหมอ โพสต์สถานการณ์โควิดในไทย ​ &quot;ยังมีผู้ติดเชื้อเบาๆ​ ที่ไม่ได้มาตรวจบ้าง&quot;  ไม่ได้แปลว่า​ &quot;ไม่มีเลย&quot; ศบค รู้ดี​ เลยสั่งยิกๆ​ การ์ดห้ามตก​ !! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8ก.ค.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ที่ติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความคืบหน้าการวิจัยในต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อมูล เกี่ยวกับการแพร่กระจายเชื้อโควิดในอากาศ ซึ่งข่าวล่าสุดนักวิจัยจาก 32 ประเทศทั่วโลก ได้ยืนยันว่า โควิด สามารถติดต่อทางอากาศ กระจายเชื้อได้ไกลกว่า 10 เมตร &amp;nbsp;และองค์การอนามัยโลก ได้ออกคำเตือนมาแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;โพสต์ในเพจนี้ มีข้อมูลมากมายที่นำข้อมูลย้อนหลังมาประกอบกัน แต่มีความน่าสนใจมาก และเป็นเครื่องเตือนใจว่า โควิด อาจจะยังอยู่กับเรา แม้ในประเทศไทยจะไม่มีผู้ติดเชื้อจากในประเทศติดต่อกัน 43 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เนื้อหาของเพจแพทย์ไทยไอเดียสุดมีดังนี้&amp;nbsp;
-----------------
วิจัยยืนยัน​ &amp;quot;ความเสี่ยงเด็กผู้ใหญ่นั่งในห้องปิด&amp;quot; จึงรีบแปล​ รีบลง​ เพราะเปิดเทอม​ ถ้าช่วยกันแชร์วิจัยนี้ไปทั่วประเทศ อาจช่วยเด็กๆ​ และครอบครัวให้ลดความเสี่ยงติดเชื้อทั้งหวัด​ ทั้ง​ Covid19​ ได้​ ถ้าทำให้บางโรงเรียนที่ห้องเรียนติดแอร์ไหวตัวทัน​ เปิดประตูห้องให้อากาศไหลเวียนเข้าออกมากขึ้น
และทำให้ผู้ปกครอง​ ครู​ อาจารย์​ ผู้บริหารเข้าใจปัจจัยเสี่ยงของห้องปิด​ (รวมถึงรถที่มีคนโดยสารมากๆ)​ และอาจจะทำให้ทุกคนการ์ดไม่ตกมากกว่านี้​ด้วย
ผู้ที่สนใจตามอ่านวิจัยนี้ได้ที่
Exposure assessment for airborne transmission of SARS-CoV-2 via breathing, speaking, coughing and sneezing
https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2020.07.02.20144832v1
...............
ในโพสต์นี้มีแถม​ &amp;quot;รวม​สุดยอด 15​ ปัจจัยเสี่ยงในการรับเชื้อ​ ติดเชื้อ​ Covid19&amp;quot; ที่อาจจะหาอ่านแบบครบๆ​ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
.............&amp;nbsp;
#ความลับCovid19​ &amp;nbsp;ตอนที่​ 32​ -​ &amp;nbsp;นั่งในห้องปิด​ ในรถ​ ที่มีผู้ติดเชื้อแค่​ 1​ ชั่วโมง​ แม้ไม่มีคนไอ​ จาม​ ก็มีลุ้นติดเชื้อได้​ ได้อย่างไร​ ตามอ่านกันได้​
ผู้ที่สนใจ​ความลับ 31 ตอนแรก​ ตามอ่านกันได้ใน​ Tag &amp;quot;ความลับCovid19&amp;quot; ด้านบนได้เลยครับ
โพสต์ก่อนหน้านี้​ ก็ไม่ควรพลาด​ !!
1.​ ต้องบุกตรวจในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงที่ไม่มีอาการ​ หรืออาการน้อยๆ​ ถึงจะเจอ​ แถมเจอตั้ง​ 3​ %
https://www.facebook.com/100912971593787/posts/165700908448326/
2. วิจัยที่บังเอิญตรงกับการที่จีนเจอ​กลุ่มผู้ติดเชื้อแสดงอาการช้า​ ตรวจเชื้อไม่เจอใน​ 14​ วันแรก​ แบบ​ Covid19​ สายพันธุ์​ใหม่ล่าสุดที่ข้ามไปจากทวีปยโรป​ และอเมริกาที่เข้าประเทศจีน​ตามโพสต์นี้
https://www.facebook.com/100912971593787/posts/165973595087724/
ผู้ที่เข้าประเทศมา​ ต่อให้กักครบ​ 14​ วัน​ ตรวจเชื้อยังไงก็ไม่เจอ​ แม้เพิ่งติดเชื้อ​ พอหลุดการกักตัวกลับกระจายเชื้อได้​ ... หรือแม้แต่​แค่นั่งในเครื่องบินที่บินเข้ามา​ ก็อาจจะกระจายเชื้อกันในเครื่องบินได้​ หรือลงเครื่องบิน​ ก็ในห้องอาหาร​ ในเลาจน์​ ในบาร์น้ำ​ที่สนามบิน​ โรงแรม​ หรือรีสอร์ทที่เอาไว้กักกันเบื้องต้น (เพราะต้องถอดมาส์กกินข้าวกันทุกคนในห้องอาหาร)​&amp;nbsp;
ถ้ามากระจายเชื้อในไทยอีกรอบ​ .... รอบนี้อาจจะไม่โชคดีเหมือนเวฟแรกก็ได้​ ใครจะไปรู้
...............&amp;nbsp;
วิจัยนี้ได้วิเคราะห์​ข้อมูลดูจากข้อมูลวิจัยในอดีต​หลายๆ​ วิจัย​ เพื่อมาคำนวนหาอัตราความเสี่ยงในการรับเชื้อจาก​ การจาม​ ไอ​ พูด​ และหายใจในห้องปิด​ หรือรถบัส​ รถโดยสารที่อากาศหมุนเวียนไม่ดี​
โดยผู้ติดเชื้อสามารถกระจายเชื้อไวรัสออกมาได้ครั้งละ​ ไม่มากจนถึง​หายสิบล้านตัวใน​ 1​ ครั้งของการไอ​ จาม​ พูดก็เป็นได้​ (จากวิจัยอื่นๆ​ เชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกายแค่​ 1,000​ ตัวก็อาจทำให้ติดเชื้อได้แล้ว)&amp;nbsp;
โดยอัตราการสัมผัสเชื้อ​ Covid19​ของคนปกติ​ จะสัมพันธ์​กับ
1.​ ปริมาณความเข้มข้นของเชื้อในเสมหะ​ในคอ ในน้ำมูก​ในจมูกของผู้ติดเชื้อ
ถ้ามีเชื้อในสิ่งคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ​ ประมาณ​ 10,000 ตัวต่อมิลลิลิตรขึ้นไป​ จะเริ่มมีความเสี่ยงในการกระจายเชื้อไปให้ผู้อื่นสัมผัสเชื้อแล้ว​ (แต่ยังน้อยกว่า​ 1%)​
ซึ่งส่วนใหญ่​ 3/4​ (75%) ของผู้ติดเชื้อ​ มักมีปริมาณเชื้อขั้นต่ำเพียงพอ (10,000 ตัวต่อ​ 1​ มิลลิลิตร)​ ในการกระจายเชื้ออยู่แล้ว​ แม้กระทั่งช่วงไม่มีอาการ​ อาการน้อยก็ตาม
ครึ่งนึง​ (50%) พบ​ 100,000 &amp;nbsp;ตัวต่อ​ 1​ มิลลิลิตร
5% ของผู้ติดเชื้อ​ พบเชื้อได้ถึง​ 10​ ล้านตัวต่อ​ 1​ มิลลิลิตรเลยทีเดีว
2.​ ขนาดห้อง​ ขนาดรถ​ ยิ่งเล็ก​ ยิ่งกระจายเชื้อได้ง่าย​ โอกาสสัมผัสเชื้อยิ่งมาก
3.​ การจามแพร่เชื้อได้ม​ากกว่าไอ​ พูด​ หายใจตามลำดับ
4.​ จำนวนครั้ง​ และลักษณะความแรงของท่าทางการจาม​ ไอ​ พูด​ หายใจ​ ยิ่งแรง​ ยิ่งทำมากๆ​ ยิ่งกระจายเชื้อได้มากขึ้น​ เช่นการร้องเพลง​ ออกกำลัง​ พูดดังๆ​ ยิ่งกระจายเชื้อได้มากกว่า​ ตัวอย่าง​เช่น​ วงคอรัส​
5.​ ยิ่งอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อนานแค่ไหน​ &amp;nbsp;ยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น
ในห้องเดียวกัน​ อยู่นาน​ 1​ ชั่วโมง​ โอกาสสัมผัสเชื้อ​ 14% &amp;nbsp;ถ้า​ 4​ ชั่วโมง​ โอกาสสัมผัสเชื้อ​ 41​ %
................
อันนี้แถมเพิ่มให้ครบ​ จากวิจัยอื่น​ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
6.​ การหมุนเวียนอากาศไม่ดี​ เช่น​ รถโดยสารต่างๆ​ ห้องเรียน​ ห้องอาหารติดแอร์​ที่ปิดประตู​ห้อง​
7.​ อุณหภูมิ​ที่เย็นกว่า​ เชื้ออยู่ได้นานกว่า​ ถ้าเย็นแบบคล้ายตู้เย็น​ความเสี่ยงสัมผัสเชื้อยิ่งสูง
8.​ ห้องมีแสงสาดเข้ามา​ หรือความชื้น​ ยิ่งมาก​ ๆ​ เชื้อยิ่งตายง่ายเป็น
9.​ มีผู้ติดเชื้อในห้อง​ ในรถกี่คน​ ยิ่งมากๆ​ ยิ่งความเสี่ยงสูง​ ยิ่งถ้าในห้องที่มีแต่ผู้ติดเชื้ออาการหนักๆ​ หลายๆ​ คนนอนรวมกัน​ ยิ่งมีความเสี่ยงสูง เช่น​ ใน​ ICU​ หอพักผู้ป่วย​ ห้องผู้ป่วยที่ระบบอากาศปิดที่มีผู้ติดเชื้อนอนอยู่
10.​ สายพันธุ์​ที่ระบาดในพื้นที่นั้นๆ​ ถ้าสายพันธุ์​นำเข้าจากประเทศในวีปยุโรป​ ทวีปอเมริกา​ หรืออิหร่าน​ อินเดียที่เหมือนกระจายง่ายกว่าสายพันธุ์​ดั้งเดิมของจีน
11.​ กรรมพันธุ์​ของประชากรในแต่ละประเทศ​ จะมีโอกาสในการรับเชื้อง่ายกว่ายากกว่า​ อาจจะรวมถึงปัจจัยที่มาภายหลัง​ เช่น​ การฉีดวัคซีนในอดีต​ (BCG​ ไข้หวัดใหญ่​ ?)​
12.​ ระยะห่างของผู้ที่อยู่ในห้อง​ ในรถ​ ยิ่งอยู่ห่างๆ​ ยิ่งเสี่ยงน้อง​ ถ้าคนเต็มห้อง​ เต็มรถ​ ก็เสี่ยงสูงมากแน่นอน
13.​ วัฒนธรรมในการเข้าสังคม​ ประชาชนมีความเชื่อถือในนโยบายรัฐบาล​ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคระบาด​ ซึ่งพบว่าในเอเซียจะดีกว่ายุโรป​ สหรัฐ
14.​ การบังคับใช้กฎหมายในการล็อกดาวน์​ งดเว้นกิจกรรมที่คนอยู่รวมกันมากๆ การเข้าชุมชน​ การใส่มาส์ก​ในชุมชน​ การเว้นระยะ​ห่างกัน​
15.​ เวลาเข้าสถานที่ปิด​ มีการใส่มาส์ก​ หรือถอดมาส์กในห้อง​ ในรถมากกว่ากัน​
16.​ อื่นๆ​ จะมาอัพเดทเพิ่มเติม
...............
เฉพาะข้อที่​ 15​ อาจชี้จุดเสี่ยงที่สุดของคนไทย​ คนทั้งโลก​ คือ​
การถอดมาส์กตอนไปเที่ยว​ ไปซื้อของ​ ทำกิจกรรมต่างๆ​ ไป​เรียน​ ไปทำงาน​ในรถโดยสาร​ ในห้องปิด
​&amp;quot;โดยเฉพาะทานข้าว&amp;quot; ในห้องปิดติดแอร์​ อากาศระบายไม่ดี​ มีคนอยู่ค่อนข้างมาก​ มีการพูดคุยในห้อง​ เป็นระยะเวลานาน ความเสี่ยงมาครบจริงๆ​ มีตัวอย่าง​ Superspreaders​ จากการกินข้าวในห้องปิดมากมายจากทั่วโลก
.........
เขายกตัวอย่างมาในรูปที่​ 8​ (ดูตารางในรูปที่​ 5​ มีสถานการณ์​ 6​ แบบ)
แกนนอนเป็นความเข้มขันของไวรัสในสิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ​ แกนตั้งเป็นโอกาสรับเชื้อ
ในรถบัส​ มีคนนั่ง​ 1​ คน​ ถ้าผู้ติดเชื้อมีไวรัสกระจายออกมา​ &amp;nbsp;100,000​ ตัว​ /มิลลิสิตร มีโอกาสติดเชื้อ​ 4%
แต่ถ้ารถมีคนนั่ง​ 30​ คน​ โอกาสที่คน​ 1​ คนจะสัมผัสเชื้อกลายเป็น​ 60% ทันที
ในรถบัส​ที่มีคนนั่งเต็ม ถ้าผู้ติดเชื้อหายใจไปนานๆ​ มีไวรัสออกมา​ 10​ ล้านตัว​ โอกาสสัมผัสเชื้อคือ​ 6%
แ่ต่ถ้าในรถบัส​ ผู้ติดเชื้อจามแรงๆ​ แค่​ 1​ ครั้ง​ โดยมีเชื้อ​ 10​ ล้านตัว/มิลลิลิตร โอกาสมีผู้สัมผัสเชื้อ​ ขั้นต่ำ​ 1​ คน​ คือ​ 100%
ถ้าความเข้มข้นของไวรัสจากผู้ติดเชื้อลดเหลือ​ 100000​ ตัว/มิลลิลิตร​ โอกาสที่คน​ 1​ คนจะรับเชื้อ​ คือ​ 60%
..........
มีการะบุถึง​ Superspreaders​ ว่า​ต้องมีหลายองค์ประกอบ​ เริ่มจาก
เป็น​ Super​Replicators &amp;nbsp;คือผู้ติดเชื้อที่สามารถกระจายเชื้อจำนวนมากจากระบบทางเดินหายใจด้านบนออกมา
แล้วถ้าคนนั้นๆ​ สามารถก่อให้เกิดละอองฝอยทั้งใหญ่ทั้งเล็กได้มาก​ (Droplets​ and​ Aerosol​ Production)​ จะเรียกว่า​ SuperShedders
ถ้า​ SuperShedders ป่วยแล้วไปทำงาน​ ไปเรียน​ ไปขึ้นรถไฟฟ้า​ ไปที่ชุมชน​ ไปเที่ยว​ ไปทำกิจกรรมต่าง​ๆ​ ในสถานที่ปิด​ ไม่ใส่มาส์ก​ และมีพฤติกรรมเสี่ยง​ ก็อาจจะกลายเป็น​ SuperSpreaders​ ได้​ เพราะปล่อยไวรัสออกมามากๆ​ ในแบบฟอร์มที่กระจายได้มากๆ​
.
ปัญหา​ คือ​ มีกลุ่มติดเชื้อไร้อาการ​ หรืออาการน้อยๆ​ แต่มีเชื้อเยอะพอควรในสังคมทุกสังคม​ อาจจะมากน้อยแล้วแต่ช่วงนั้นระบาดหนักหรือน้อย
ในไทยช่วงนี้คงมีกลุ่ม​ Asymptomatic​ Pre​ Symptomatic​ แ​ละ​ Pauci Symptomatic​ ไม่มาก​ แถมเราเป็นสายพันธุ์​เหมือนจะเบา​ กระจายช้า​
แถมกรรมพันธุ์​ และสิ่งแวดล้อมเราอาจจะไม่เอื้อในการกระจายเชื้อมาก​นอกสถานที่มากนัก
มาตรการช่วงแรกถือว่ามาทันเวลากระจายแบบ​ Multiple​ Superspreaders
แต่บอกตามตรงว่า​ &amp;quot;ยังมีผู้ติดเชื้อเบาๆ​ ที่ไม่ได้มาตรวจบ้าง&amp;quot; ไม่ได้แปลว่า​ &amp;quot;ไม่มีเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;ศบค รู้ดี​ เลยสั่งยิกๆ​ การ์ดห้ามตก​ !!&amp;nbsp;
จริงหรือไม่ครับ​ ศบค.​ ?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70828</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด, โควิดติดต่อทางอากาศได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f0532766b30d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาชนะ&quot;โควิด&quot;ยากกว่าที่คิด เพจหมอเผย นักวิจัยพบภูมิคุ้มกันคนที่เคยติดเชื้อมาแล้ว ลดฮวบฮาบ หลังผ่านไป2-3เดือน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23มิ.ย.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ได้รายงานเกี่ยวกับการวิจัยโควิด-19 ว่านักวิจัยพบว่า คนที่เคยติดเชื้อโควิด-19และหายแล้ว ซึ่งตามปกติคาดว่าคนกลุ่มนี้จะมีภูมิคุ้มกันในร่างกายยาวนาน แต่ปรากฎว่า เมื่อนำคนกลุ่มนี้ มาตรวจกลับพบว่าผ่านไปเพียงแค่2-3 เดือน ภูมิคุ้มกันกลับลดลงฮวบฮาบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาแล้วไง​ !!! ... ข่าวสดๆ​ ระบุวิจัยล่าสุด​ออกมาเผย​ระดับ​ Antibody​ (ภูมิคุ้มกัน)​ จากผู้ติดเชื้อ​ Covid19​ ตกไวกว่าที่คาด​ ... 2-3​ เดือนแรกก็ลดลงมาแล้ว​ ... ไม่รู้ว่าจะกระทบต่อวัคซีน​ที่จะทดลองหรือไม่​ ?!? ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ากระทบแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือน​ อาจจะทำให้วัคซีนป้องกันเชื้อไม่ได้นานพอ​ อาจจะต้องทดลองนานขึ้นอีก​ทำให้สรุปผล​ ละผลิตช้าไปอีก​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาลุ้นกันไปเรื่อยๆ​ ถ้าวัคซีน​ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด​ ถ้าจะให้ดีๆ​ ไปเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวจาก​ Reuters​ มาวันนี้​ เผยจากวิจัยที่ตามตรวจระดับ​ Antibody​ IgG​ ในผู้ติดเชื้อ​ Covid19​ ไม่ว่ากลุ่มมีอาการ​ หรือไม่มีอาการ​ อย่างละ 37 คน​ พบว่าระดับตกลงชัดเจนหลังจากติดเชื้อไป​ 2-3​ เดือน
ระดับ​ Antibody​ IgG​ โดยเฉลี่ยลดลง​ 70%
ระดับ​ Neutralizing Antibody​ ที่ใช้จัดการเชื้อ​ Covid19​ ลดลง​ ประมาณ​ 10% โดยกลุ่มมีอาการ​ ลดมากกว่า​กลุ่มไม่มีอาการ
แต่ก็มีนักวิจัยอื่นๆ​ ยังบอกว่า​ การศึกษานี้ยังเล็กไป​ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจะมีผลต่อวัคซีน​หรือไม่​ แค่ไหน​ อย่างไร
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69448</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ภูมิคุ้มกัน, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef16126ddb31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจแพทย์ไทยฯ เผย2สถาบันวิจัยผู้ค้นพบ&quot;ซาร์ส&quot;ยันเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ตั้งแต่มี. ค.จากนั้นโจมตีอิตาลี-นิวยอร์กอย่างโหดเหี้ยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16มิ.ย.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ได้รายงานว่า 2สถาบันในสหรัฐ ที่เคยค้นพบความลับชองโรค SARs ตัวแรก &amp;nbsp;ออกมาระบุว่า โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด -19 &amp;nbsp;ได้มีการกลายพันธุ์ ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมาดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เปิดเผยครั้งแรก​ ​!! เจอหลักฐาน Covid19​ กลายพันธุ์ล่าสุด​หลังเริ่มระบาด ​จนอาจทำให้โจมตีทั้งสหรัฐ​ อิตาลีอย่างรวดเร็ว​ รุนแรง​ และโหดเหี้ยม​ ​... สื่อระดับโลก​ Reuters​ ตีข่าวนักวิจัย​ 2​ คู่หูของสถาบัน​ Scripps Research​ ของสหรัฐที่เคยวิจัย​เจอความลับของ SARS​ ตัวแรกเมื่อปี 2003 กลับมาเจอความลับที่สำคัญอีกอย่างของ​ SARS-COV-2​ อีกครั้ง​
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ความลับCovid19​ ตอนที่​ 11​ -​ สิ่งที่เคยคิดไว้​ เป็นจริงจนได้​ &amp;quot;มันกลายพันธุ์&amp;quot; เป็น​ 1​ ในเหตุผลที่โจมตีในแต่ละที่​ แต่ละประเทศ ไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสก็พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอด !! &amp;hellip; มันพยายามมี New Normal เหมือนกัน
เราคนไทย​อย่าไปยอมไวรัส เรามีจุดได้เปรียบคืิ​อ​ &amp;quot;เราสามารถมีสติ​ ก่อเกิดปัญญาในการปรับตัว&amp;quot; ได้​ เราจะเป็น​ ​... &amp;quot;New​ Normal​ แบบมีสติ&amp;quot; ... กัน​ ดีไหมครับ​ !?!
.
SARS-CoV-2 มีการกลายพันธ์ที่ตำแหน่งยีน D614G จนทำให้ส่วนปลายของไวรัส หรือที่เรียกว่า Viral Spike (S) Protein ทำให้สามารถบุกเข้าจู่โจมเซลล์ของคนได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถโจมตีอิตาลี และสหรัฐได้ดีกว่าตอนแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเพาะเชื้อไวรัสที่มีการกลายพันธ์จะมีคุณสมบัติในการทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนของ functional spikes บนผิวของไวรัส 4-5 เท่าทำให้เข้าเซลล์ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Spike ที่ทำให้ไวรัสตัวนี้มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ (Corona) นั้นจะเป็นตัวจับตัวรับบนเซลล์มนุษย์ที่ชื่อ ACE2 โดย D614G จะทำให้แกนของ Spike เพิ่มความยืดหยุ่น ทำให้ไวรัสสามารถออกจากเซลล์ที่ติดเชื้อไปแล้ว เพื่อบุกเข้าเซลล์เป้าหมายโดยพลาดเป้าหมายน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลของวิจัยนั้นชัดเจนที่ว่า ไวรัสนั้นคงอยู่ได้แน่นอนกว่าจากการกลายพันธ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในการศึกษาทางระบาดวิทยามากขึ้นเพื่อยืนยันผลการทดลองในการสังเกตุจากการเพาะเชื้อในห้องทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่โชคดีที่ภูมิคุ้มกันจากเลือดของผู้ติดเชื้อนั้นยังสามารถยับยั้งเชื้อได้ทั้งแบบปกติกับกลายพันธ์ได้ผลพอ ๆ กัน ทำให้วัคซีนนั้นยังมีความหวังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Dr. Choe และ Dr. Farzan ได้ศึกษาเชื้อ coronaviruses มาประมาณ 20 ปีตั้งแต่ ทั้ง 2 คนคือผู้ค้นพบว่าเชื้อ SARS ตัวแรกเมื่อปี 2003 นั้น บุกเข้าเซลล์โดยผ่านทาง ACE2 receptor ซึ่ง SARS-CoV-2 ก็ยังใช้เส้นทางเดียวกันตัวแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SARS-CoV-2 มีปลายแหลม หรือ Spikes แบบ 2 ปลาย ซึ่งแตกต่างจาก SARS ตัวแรกที่มีปลายเดียว โดยเรียกว่า S1 และ S2 ในช่วงแรก ปลายทั้ง 2 ที่แตกออก ทำให้ยังไม่แข็งแรงมาก แต่หลังจากกลายพันธ์ Spikes แตกตัวมาเป็น 2 ปลายน้อยลง ทำให้ Spikes ที่พร้อมทำงานมีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกลายพันธ์ D614G นั้น ทำให้มีการเปลี่ยนตัว amino acid จาก aspartic acid ไปเป็น glycine ทำให้มีความอ่อนตัวได้ดีขึ้น โดยเริ่มพบการกลายพันธ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคมจากการตรวจไวรัสที่เก็บไว้ในธนาคารพันธุกรรม GenBank database โดยในเดือนกุมภาพันธ์นั้น ยังไม่เจอการกลายพันธ์ เดือนมีนาคมเจอประมาณ 1 ใน 4 พอในเดือนพฤษภาคมเจอถึง 70 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสก็พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอด !! &amp;hellip; มันพยายามมี New Normal เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า การกลายพันธ์ทำให้ไวรัสก่อโรคได้รุนแรงขึ้น หรือเพิ่มอัตราการเสียชีวิต แต่พบว่ามีรายงานจากตัวอย่างที่พบจากคนไข้ใน ICU ทั้งจาก New York และหลาย ๆ แห่ง ส่วนใหญ่เป็นไวรัสตัวที่กลายพันธ์
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยตัวเต็มตามอ่านได้ที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;The D614G mutation in the SARS-CoV-2 spike protein reduces S1 shedding and increases infectivity
https://www.scripps.edu/&amp;hellip;/20200611-choe-farzan-sars-cov-2-s&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*** อ่านถึงตรงนี้​ คือ​ ได้ &amp;quot;รู้เขา&amp;quot; ​ รู้จักไวรัสมากขึ้น​
*** ถ้าอยาก​ &amp;quot;รู้เรา&amp;quot; ​ ให้มากขึ้น​ ตามอ่านตรงนี้อีก
https://www.facebook.com/100912971593787/posts/157888822562868/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2​ ข้อนี้​ รวมกัน​ อาจจะทำให้เรา​เป็น​ 1​ ในประเทศที่โชคดี​ ที่ได้จุดเด่นจากทั้ง​ 2​ ข้อมารวมกัน​ เชื้อเลยอาจจะกระจายช้ากว่าบางประเทศก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้น​ คงรวมถึงความร่วมมือของทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงมาตรการต่างๆ​ ที่ออกมาค่อนข้างไว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ใส่มาส์ก​ ล้างมือ​ ถือตัว&amp;quot; (ไม่เข้าใกล้-แตะต้องตัวกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68831</URL_LINK>
                <HASHTAG>SARS-COV-2​, Scripps Research​, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด, โควิด-19กลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee847bae6978.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขปริศนาความลับ&quot;วัคซีน BCG - แสงแดด - วิตามินดี &quot; ช่วยป้องกันติดเชื้อโควิด ได้จริงหรือไม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15มิ.ย.63- เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ได้นำบทวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งตั้งข้อสงสัยค้นหาว่าวัคซีนBCG ที่ป้องกันวัณโรค มีส่วนช่วยในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้จริงหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีก 1 ความลับที่อาจจะทำให้คนไทย เด็กไทยติดเชื้อ Covid19 น้อยกว่าหลายประเทศ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันอ้อม ๆ จากวัคซีน BCG ก็ได้ ... วิจัยล่าสุดอ่านแล้วมีเหตุผลใช้ได้ โดยทำงานศึกษาจากทีมแพทย์หลายประเทศระบุ เหตุผลทำไมประเทศที่ฉีดวัคซีน BCG ให้คนในประเทศ &amp;quot;เหมือนมีภูมิคุ้มกันทำให้ติด Covid19 ยากกว่าประเทศที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนนี้&amp;quot; - เช่นอิตาลี สหรัฐ (ดูรูปที่ 2) &amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่น่าสนใจในโพสต์นี้ มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ข้อสังเกตุเพิ่มเติมของเพจนี้ 3 ข้อ ที่ว่า วัคซีนนั้นอาจจะช่วยป้องกัน Covid19 ในคนไทย เด็กไทย เพราะวิตามิน D ที่ได้จากแสงแดดมีส่วนหรือไม่ ?? ... และทำให้เด็กมีภูมิมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเพิ่งฉีดไม่นานหรือไม่​ ?? ​... และบางทีภูมิทำงานดีเกินไป จนมีภาวะ Kawasaki Like (PIM-C หรือ MID-C) มากกว่าผู้ใหญ่หรือไม่ ??&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เกริ่นนำกลไกไวรัส Covid19 เข้าเซลล์มนุษย์อย่างไร !! ... อันนี้พยายามอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. วัคซีน BCG ออกฤทธิ์ผ่านกลไกของวิตามิน D (ซึ่งแดดช่วยในการผลิตวิตามิน D ด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. แถมที่คนไทยควรอ่านก่อนให้ลูกฉีดวัคซีน เด็กไทยควรอ่านเผื่อไว้ออกสอบ ... มีแนบท้ายความรู้วัคซีน BCG และการฉีดวัคซีน BCG (ฉีดที่แขน หรือก้น อาจจะทำให้มีแผลเป็นบริเวณที่ฉีด คล้ายการปลูกฝี .... ความรู้ &amp;hellip; น่าอ่านมาก ๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การฉีดวัคซีนต่าง ๆ โดยเฉพาะ BCG อาจจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันได้อย่างไร และที่สำคัญมีผลคุ้มกันไวรัส และโรคอื่นได้มาแล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.​ วัคซีน​ BCG​ อาจจะมีผลในภาพรวมของประเทศนั้นๆ​ ในการลดจำนวนคนติดเชื้อ​ Covid19​ ได้บางส่วน​ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครติดเชื้อ​เลย​ ... เพราะการติดเชื้อ​ Covid19​ รายบุคคล มีปัจจัยเสี่ยงอีกมาก​ เช่น​ ถ้าไปอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ​ ในที่ที่มีคนมากๆ​ ใส่มาส์กผิดๆ​ ถูกๆ​ ใส่ๆ​ ถอดๆ​ จับต้องใช้ของร่วมกัน​ ก็ติดเชื้อได้เหมือนกัน​ ... ในส่วนบุคลล​ จึงแล้วแต่ความประมาทมาก​ หริอน้อยเป็นหลัก​ !!
.
วิจัยฉบับก่อนตีพิมม์ ก่อนรีวิวฉบับนี้ พยายามอธิบายลงลึกมาก ๆ ถ้าได้อ่านฉบับเต็มซึ่งอ่านยากมาก ศัพท์เฉพาะด้านมากมาย แต่พอค่อย ๆ อ่านไปบางส่วนพบว่าน่าสนใจ ตรงที่สรุปว่า วัคซีน BCG นั้นกระตุ้นภุมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อนอกจากวัณโรคแล้ว ยังเผื่อแผ่ภูมิคุ้มกันไปลดการติดเชื้อไวรัสได้อีกหลายตัว จึงมีนักวิจัยนำมาตั้งเป็นข้อสังเกตุร่วมว่า มีผลในการป้องกันการติดเชื้อ Covid19 ได้หรือไม่ ?? เพราะดูจากประเทศที่เชื้อกระจายง่ายกว่า และยากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* ประเทศสีเขียวเข้ม คือ ไม่ได้มีนโยบายให้ฉีดวัคซีนนี้ในตอนเด็ก (ฉีดแค่บางคนที่มีเหตุผล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;* ประเทศสีม่วง คือ เคยใช้นโยบายฉีดวัคซีนให้ทุกคนในอดีต
* ประเทศสีฟ้้าอ่อนนั้น ยังใช้นโยบายฉีดให้เด็กทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ประเทศที่มีนโยบายฉีดวัคซีน BCG ในเด็กทุกคนมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการเจ็บป่วย และเสียชีวิตจาก Covid 19 น้อยลง เมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่มีนโยบายฉีดทุกคน และยังมีวิจัยอื่น ๆ ตามมาจากอีกหลายประเทศที่ทำขึ้นมาเพื่อยืนยันทฤษฎี เช่น Australia Netherlands United States และ Egypt&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการนำ &amp;ldquo;ชุดข้อมูลการแสดงออกของยีนจากเซลล์ของผู้ติดเชื้อ Covid19&amp;rdquo; มาเปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ชุดข้อมูลการแสดงออกของยีนของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน BCG&amp;rdquo; โดยดูที่การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันเป็นหลัก และมีการเปรียบเทียบกับกลุ่ม Control Group เพื่อเปรียบเทียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวิจัยได้พบว่าวัคซีนที่ฉีดเข้าไป มีผลต่อกลไกสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ ซ้อนกับของ Covid19 ถึง 86.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปล. แอบมีข้อสังเกตุ​เพิ่มเติมว่า วัคซีน BCG นี้ที่ฉีดตั้งแต่เด็กนั้น ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. อาจจะทำให้เด็กติด Covid19 น้อยกว่า ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะภูมิยังเยอะอยู่หรือไม่ จากข้อมูลแนบท้ายพบว่าวัคซีน BCG ออกฤทธิ์ดีประมาณ 10 กว่าปี หลังฉีดจึงทำให้เด็กยังมีภูมิคุ้มกันบางอย่างดีกว่าผู้ใหญ่ได้หรือไม่ ??&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. วัคซีนออกฤทธิ์ผ่านกลไกของ Vitamin D ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน ประเทศที่คนโดนแดดมาก ๆ กทำให้มีการสังเคราะห์วิตามิน D มากกว่า &amp;hellip; อาจจะทำให้มีผลต่อภูมิคุ้มกันร่วมกับวัคซีน BCG เพื่อลดความเสี่ยงต่อการต่อเชื้อ Covid19 ด้วยหรือไม่ ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เด็กที่เคยฉีดวัคซีนต่าง ๆ หรือติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ มาก่อน ทำให้เด็กมีอาจจะมีภูมิคุ้มกันบางอย่างที่กระตุ้น ให้หลังจากติดเชื้อ Covid19 แล้วทำให้มีภาวะกลุ่มอาการภูมิทำงานดีเกินไป เยอะเกินไป แบบ Kawasaki Like ได้มากกว่าผู้ใหญ่หรือไม่ ??&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Covid19 เข้าเซลล์มนุษย์ผ่านกลไกของ human angiotensin converting enzyme 2 (hACE2) โดยเป็นคล้ายแผนกต้อนรับของเซลล์มนุษย์ที่มีตัวอ่านสัญญานเพื่อให้ไวรัสเดินผ่านเข้าเซลล์ของอวัยวะ หรือระบบต่าง ๆ ได้ โดยไวรัส Covid19 ใช้บัตรผ่านพิเศษที่มีเฉพาะตัว ชื่อว่า Glycoprotein spike (S) of SARS-CoV2 (หนามแหลมแบบในรูปไวรัสตัวนี้ที่เห็นกันบ่อย ๆ) เมื่อใช้บัตรผ่านนี้ เสียบเข้าเครื่องอ่านสัญญานพอดีพอเหมาะ ก็สามารถเข้าไปในเซลล์มนุษย์ได้คล้ายๆ กับรุ่นพี่ของมัน คือ SARS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยอีกฉบับบ่งบอกว่า มีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกของยีนที่ควบคุมภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อ Covid19 พบว่ามีเพิ่มขึ้นของการตอบสนองต่อเชื้อไวรัสโดยการอักเสบผ่านการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T Cell และการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้การตรวจหาสารเหล่านี้จะบ่งชี้ความรุนแรงของโรค Covid19 ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานการเพิ่มขึ้นของ IL-6 และ Tumor Necrosis Factor (TNF-&amp;alpha;) มีความสำคัญต่อการที่เชื้อ Covid19 กระตุ้นปอดอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่าวัคซีน BCG มีผลต่อภูมิคุ้มกันในแง่ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ Covid19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลไกเกือบทั้งหมดจะซ้ำซ้อนในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และการหลั่งสารอักเสบต่างๆ ผ่านกลไกต่างๆ ที่ซ้ำซ้อนกับกลไกที่เกิดในผู้ติดเชื้อ Covid19 หลายกลไก ตามที่วิจัยลงมาอย่างละเอียดมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสารที่กระตุ้นกลไกการทำงานของภูมิคุ้มกัน การอักเสบ อาการต่างๆ ของร่างกาย ตัวที่เด่น ๆ มี 4 กลไกหลัก คือ IL-17, TNF, NOD-like receptors, and NF-&amp;kappa;B signaling pathways&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BCG vaccination ฉีดเข้าไปเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อวัณโรค แต่ในการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า สามารถช่วยในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้หลายตัว ที่มีวิจัยมา เช่น Influenza A and respiratory syncytial virus (RSV) โดยวัคซีน BCG สามารถป้องกันการติดเชื้อโดยกลไกของการแสดงออกทางกรรมพันธ์ และการควบคุมทางด้านภูมิคุ้มกันโดยผ่านการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบต่าง ๆ (Pro-inflammatory Cytokines เช่น TNF &amp;alpha;, IL-6, and IFN&amp;gamma;) รวมถึงกลไกผ่านทาง วิตามิน D ได้ด้วย (the Role of Vitamin D)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลไกหลักในการได้ผลป้องกันการติดเชื้อของวัคซีน BCG ขึ้นอยู่กับบทบาทของ Vitamin D ซึ่งมีผลต่อเซลล์ด้านภูมิคุ้มกัน และเซลล์ของปอด โดย Vitamin D สามารถกระตุ้นการทำงานของ T Cell และสารกระตุ้นการอักเสบหลายตัว เช่น IFN-gamma
.ในเพจ ยังตอบผู้มาคอมเม้นท์ว่า ในวิจัย​บอกว่า มี 4ประเทศ กำลังทดลอง ทำวิจัยเพิ่มเติมเรื่อง​ BCG​ กับ​ Covid19​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ที่สนใจสามารถตามอ่านการศึกษาฉบับก่อนตีพิมพ์ได้ที่
.
&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;..
.
Hidden in plain sight: The effects of BCG vaccination in COVID-19 pandemic
https://www.biorxiv.org/content/10.1101/2020.06.09.142760v1
ฉบับเต็มมีรายละเอียดเยอะ เป็นแบบไฟล์ PDF อ่านได้ที่
https://www.biorxiv.org/&amp;hellip;/10.1101/2020.06.09.142760v1.full.&amp;hellip;
ในเพจ ยังระบุอีกว่าเท่าที่ดูในวิจัย​ มี 4ประเทศ กำลังทดลอง ทำวิจัยเพิ่มเติมเรื่อง​ BCG​ กับ​ Covid19​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68757</URL_LINK>
                <HASHTAG>การป้องกันโควิด-19, วัคซีนBCG, วิตามินดี, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200615/image_big_5ee73a1826520.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
