<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ดีเจอ๋อง’เสียใจชวดงานเพราะออกสาว-โดนบูลลี่เรื่องเพศแต่เด็ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดีเจฝีปากกล้า อ๋อง-เขมรัชต์ สุนทรนนท์ อดีตนักร้องนำวงมะลิ เปลือยชีวิตในวงการที่ต้องเริ่มต้นด้วยการปกปิดความเป็นตัวเองหลายปี จนมาเปิดตัวก็ทำเอาหลายคนตกใจไม่น้อย อีกทั้งตอนเด็กยังเคยถูกบูลลี่เรื่องเป็นเพศสาม แถมยังเคยถูกยกเลิกงานเพราะออกสาวเกินไป ทั้งยังอัปเดตโรคแพนิคที่เป็นอยู่ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บSHOW

เส้นทางในวงการบันเทิง?
ดีเจอ๋อง : เริ่มจากเป็นนักร้องนำวงมะลิ และเป็นดีเจไปด้วยที่ฮอตเวฟ ตอนนั้นเราเรียนธรรมศาสตร์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วคณะเราเรียนไม่ค่อยตรง ต้องมีซ้อมละครเวที ก็จัดสรรเวลายาก กับพี่พีเคทำงานด้วยกันมานาน สนิทกันมาก อ๋องจะเล่าเรื่องของตัวเองเวอร์ชั่นที่เป็นผู้ชาย เพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่ ดีเจที่คลื่นเราคือขายบอย พี่เขาก็คิดว่าเราเป็นผู้ชายเรียบร้อย เราก็คิดไปเองว่าเขาควรต้องรู้สิ เพราะว่าในวงแคบๆ เราเขารู้กันหมด

จัดรายการคู่พีเค?
ดีเจอ๋อง : ตอนนั้นเรามาใหม่ พี่พีเคคือผู้มีพระคุณคนหนึ่งเลย เพราะว่าเราโดนว่าเรื่องจัดรายการ จนเขาให้จัดรายการคู่กับพี่พีเค ตอนนั้นตกใจเพราะฝีมือเรายังไม่ได้ พีพีเคสอนทุกอย่างในฐานะดีเจคนหนึ่ง โดยที่ไม่มีกั๊ก มีวันนี้ได้ ส่วนนึงต้องขอบคุณพี่พีเค งานอีเวนท์งานแรกก็คู่กับพี่พีเคอีก เขาก็สอนอุ้มเราทุกอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ถ้าไม่มีอ๋องวันนั้นไม่มีพีเควันนี้?
พีเค : เป็นดีเจมา 20 ปีแล้ว แต่ตอนนั้นเราจะลาออก มีที่อื่นรอซื้อตัวเป็นดีเจ มีงานทีวีเข้ามาเยอะมาก เงินก็ได้เยอะกว่า เยอะจนไม่ต้องจัดรายการก็ได้ ไม่ต้องมาคอยตอกบัตรด้วย แต่อ๋องเป็นคนเดียวที่ดึงไว้
ดีเจอ๋อง : เรามองว่าพี่พี่เคโตมากับการเป็นดีเจ มันไม่ใครจะมาเป็นแบบเขาได้เลย เราอยากให้ตำนานยังคงอยู่เป็นตำนานแบบนี้ไปตลอด ณ วันนั้นที่เขาท้อมองกลับมาทำไมมีแต่วัยรุ่นแล้วเขาล่ะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมมีแต่วัยรุ่นแล้วทำไมเขายังอยู่ได้ เพราะผู้ใหญ่เห็นคุณค่าในตัวเขาที่มันเป็นแบบนี้ ต้องเป็นเขาเท่านั้น คนอื่นก็เป็นไม่ได้

พอเปิดตัวความเป็นตัวเองแล้วโล่งไหม?
ดีเจอ๋อง : มันก็ทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น สบายตัวมากขึ้น ตอนที่เป็นดีเจนักร้องเราก็ไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนอื่น เราก็เป็นตัวเองแต่ในบทบาทที่มันควรจะเป็น อาจจะแค่ 20% อีก 80% เราก็เก็บไว้ ตอนไปเล่นที่ผับที่ต่างจังหวัด ถ้าเราเป็นผู้ชายนะกวาดเรียบ พูดน้อยๆ เท่ห์ๆ มีผู้หญิงเข้าหาเยอะ มีตามมาโรงแรมเราก็จะโบ้ยให้เพื่อนเราหมด เพื่อนเราก็จะอิ่มหนำสำราญ ส่วนเราอินบ็อกซ์ไฮไฟฟ์หาผู้ชายคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ทำไมถึงไม่ประกาศให้ชัดๆไปเลย?
ดีเจอ๋อง : ไม่เคยประกาศว่าฉันเป็นตุ๊ดนะ ไม่เคยพูดไม่เคยป่าวประกาศ แค่รู้สึกว่าคนเขารู้กันแล้ว วันแรกที่มีซิงเกิลออกมาในเว็บบอร์ดเกย์ชื่อดังก็คือเอาประวัติมาแฉหมดแล้วว่าคบกับใครบ้าง เราเลยรู้สึกว่าคนบางส่วนก็รู้ พอเริ่มมาเป็นพิธีกรก็มีตัวตนเข้ามามากขึ้น ก็เพิ่มมาเรื่อยๆ เราก็ชัดเจนในแบบของเรา

คนที่เพิ่งมารู้เขาบูลลี่ไหม?
ดีเจอ๋อง : มันมาตั้งแต่ตอนเด็ก เติบโตมาพร้อมกับการถูกเหยียดเรื่องเพศมาตลอด สังคมไทยกับการถูกล้อว่าอีตุ๊ด อีกะเทย เป็นเรื่องที่เด็กทำกันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าระวัง เรารู้สึกแต่เด็กเลยว่าเราผิดมากใช่ไหม พ่อแม่ทุกคนก็อยากมีลูกที่เกิดมาตรงกับเพศสภาพ พอเรารู้สึกว่าเราเติมเต็มในเรื่องนั้นให้เขาไม่ได้ เราก็จะเครียดเราก็จะอาย จนเรารู้สึกว่าการที่เราเป็นแบบนี้เป็นปมด้อยในร่างกายเรา เราพยายามทำทุกอย่างให้เราเก่งทุกด้าน เพื่อกลบจุดด้อยตรงนี้ แต่มันเป็นข้อดีทุกวันนี้ได้ดีมาเพราะปมนี้แหละ แต่เราก็เคยเสียใจที่เราคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องไม่ดี ทุกวันนี้เราภูมิใจที่เราเป็นแบบนี้ เราเป็นเรา เราไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เป็นคนที่เคารพในสิทธิความแตกต่างมาก?
ดีเจอ๋อง : ตอนเด็กเราก็เคยบูลลี่คนอื่น แบบว้ายอีอ้วน พี่สาวเราก็โดนแบบนี้เราเลยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรล้อกัน ทุกคนมีข้อดีของตัวเอง รูปลักษณ์ภายนอกหรือรสนิยมอะไรก็ตาม ในสังคมเรามีปัญหายิ่งในโซเชียลมีเดียที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นกันง่าย ด่ากันง่าย ตอนนี้มันเริ่มมีปัญหานิดหน่อย เพราะมองว่าความต่างของคนอื่นเป็นปัญหาของตัวเอง เอาบรรทัดฐานคามคิดตัวเองตัดสินคนอื่น

ที่บ้านรับได้?
ดีเจอ๋อง : แม่รู้แน่นอน แต่ไม่เคยพูดกัน แม่เป็นแม่ที่น่ารักมากกลัวลูกจะเสียใจ รักษาน้ำใจลูกตลอดเวลา แม่ให้ไปซื้อนิตยสารเล่มนึง มันมีคอลัมน์ในนั้น เมื่อเป็นเพศที่สามใช้ชีวิตในสังคมอย่างไรให้มีความสุข ประมาณนั้น เรายังหัวเราะกับเพื่อนเลยว่ามีคอลัมน์แบบนี้ด้วย แม่ก็บอกอ๋องลองเปิดดูมันมีคอลัมน์นึงที่น่าสนใจ ก็คือคอลัมน์นั้น นี่คือสิ่งที่เริ่ดที่สุดแล้วในชีวิต นั่นเป็นคำตอบว่าเขารับได้ในสิ่งที่เราเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดนยกเลิกงานเพราะเพศสภาพ?
ดีเจอ๋อง : มันเป็นงานที่แบบใครก็ทำได้ ติดต่อมาคอนเฟิร์มเรา แต่ไปเห็นเราออกรายการอะไรสักรายการหนึ่ง โทรมาหาผู้จัดการบอกว่าขอยกเลิกคิว อยากได้เป็นคนอื่นแทน ก็ถามว่าติดตรงไหนเพราะอะไร บอกว่าเพิ่งดูรายการนี้อ๋องสาวมาก กลัวภาพลักษณ์จะดูไม่ดี เราเสียใจมาก เสียใจที่ทำไมถึงมีทัศนคติแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ในสังคม เราเลยอยากเป็นกระบอกเสียงว่าเคารพในความแตกต่าง แล้วชีวิตเราสังคมจะมีความสุขกันมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นโรคแพนิค?
ดีเจอ๋อง : เราตกใจมากที่ตัวเองเป็นโรคแพนิค ตอนนั้นมันมีความเครียดเยอะผิดปกติเราสังเกตตัวเองว่ากลัวโน่นกลัวนี่ กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เวลาคิดมากก็คิดเยอะกว่าปกติหยุดคิดไม่ได้ต่อยอดไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งกำลังจะเข้ารายการ เกิดกลัวตายกลางทีวี หัวใจเต้นเร็วมาก บอกดาด้าเขาก็มาจับละบอกว่าจริงด้วย เรายิ่งตกใจไปใหญ่ ด้าก็ผลักอ๋องออกไปเลยเราก็ไปโรงพยาบาล ไปถึงโรงพยาบาลเต้นปกติ โรงพยาบาลแรกบอกไม่เป็นไร วันต่อมาลางานพัก พอกลับมาทำงานก็เป็นอีก ไปหาหมออีก พอที่สองบอกไม่เป็นไร เราก็ไปหาอีกโรงพยาบาลเลยไปเช็กเลย เช็กทุกอย่างหมอบอกไม่เป็นอะไรแนะนำให้เราไปจิตเวช ก็เลยไปหาหมอบอกเลยเป็นแพนิค อาการคือสารเคมีในสมองมันแปรปรวนคล้ายซึมเศร้าแต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น สารเคมีไม่บาลานซ์ต้องกินยา อาการที่ปะทุออกมาผ่านทางแพนิคเมื่อเรากลัวอะไรและคิดไปแล้วว่าเรากลัว หลังจากนั้นก็จะเป็นแบบนั้นเลย จากนั้นเราจะทำอีเว้นท์ก็ทำไม่ได้ ทำรายการทีวีก็ทำไม่ได้ ก็รักษากินยาปรับสารเคมีในสมอง ซึ่งมันก็ลิ้งค์กับเรื่องที่เราเลิกบุหรี่ ว่าอะไรที่ไม่ดีตัดออกดีกว่า เพราะว่าหัวใจเราเต้นแรงมาก ก็หักดิบเลิกบุหรี่เลย ตอนนี้อาการคงที่

เรื่องความรักบ้าง คบแฟน 15 ปี?
ดีเจอ๋อง : อ๋องเป็นตัวขอตัวเองได้เยอะที่สุด เราไม่ต้องพยายามอะไร สเป็คมันใช่อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ที่ไม่เปิดตัวมันหลายปัจจัย เราก็ลงรูปคู่ในอิสตาแกรมบ้าง ไม่ปิดแต่ก็ไม่ได้เปิด ปัจจัยบ้านเขาบ้านเรา คนรอบข้างบ้างเขาอีก มันจะเรื่องใหญ่ บ้านเราโอเคบ้านเขาโอเคแต่สิ่งแวดล้อมหลังจากนั้นต่างหาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจากอินสตาแกรม  djoung&lt;/p&gt;

&amp;nbsp;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76507</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเจ, ดีเจ.อ๋อง, ดีเจอ๋อง, นักร้อง, บูลลี่, วงมะลิ, อ๋อง-เขมรัชต์ สุนทรนนท์, เพศที่สาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200904/image_big_5f52197ab614d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมไทยเปิดกว้างเพศที่ 3 เกินครึ่งหนุนเปลี่ยนคำนำหน้านาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; เรื่อง &amp;ldquo;สังคมไทยคิดอย่างไรกับเพศที่ 3&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 &amp;ndash; 31 กรกฎาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อเพศที่ 3 ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้านาม และการเพิ่มช่องเพศทางเลือกในการกรอกเอกสารราชการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการยอมรับของประชาชนกรณีหากมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กรเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 90.15 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะ วัดกันที่ความสามารถและนิสัยใจคอเป็นหลัก ไม่ควรเอาเรื่องเพศมาเป็นการตัดสิน ถือว่าเป็นคนในสังคมเหมือนกันทุกคน อีกทั้งมีเพื่อนเป็นเพศที่ 3 ที่คอยสร้างความสนุกสนานและเพิ่มสีสันให้กับชีวิต&amp;nbsp;รองลงมา ร้อยละ 7.78 ระบุว่า ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว และร้อยละ 2.07 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ผู้ที่ยอมรับได้ในปี 2562 มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น และไม่สามารถยอมรับได้ มีสัดส่วน ลดลง โดยผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 88.72 ยอมรับได้ &amp;nbsp;ร้อยละ 10.00 ไม่สามารถยอมรับได้ และร้อยละ 1.28 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการยอมรับของประชาชนกรณีหากมีสมาชิกหรือคนในครอบครัวเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.81 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะ ในเมื่อเป็นไปแล้วก็ต้องทำใจยอมรับ ถึงยังไงก็ถือว่าเป็นคนในครอบครัว ไม่สามารถตัดขาดกันได้ เพียงแต่ขอให้เป็นคนดี สามารถดูแลตัวเองได้ก็พอ ครอบครัวก็มีสมาชิกเป็นเพศที่ 3 อยู่เหมือนกัน รองลงมา ร้อยละ 11.44 ระบุว่า ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ เป็นการฝืนธรรมชาติ ถือเป็นภาพลักษณ์ของครอบครัว ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว และร้อยละ 1.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ผู้ที่ยอมรับได้ในปี 2562 มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น และไม่สามารถยอมรับได้ มีสัดส่วน ลดลง โดยผลการสำรวจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 79.92 ยอมรับได้ &amp;nbsp;ร้อยละ 16.80 ไม่สามารถยอมรับได้ และร้อยละ 3.28 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการอนุญาตให้เพศที่ 3 สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.49 ระบุว่า เห็นด้วย ขณะที่ ร้อยละ 36.53 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ บางคนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเพศไหน อาจเกิดความสับสนวุ่นวายตามมา เช่น &amp;nbsp;การตามหาตัวบุคคล การติดต่อเอกสารหน่วยงานต่าง ๆ ควรใช้คำนำหน้าตามเพศสภาพเดิม และร้อยละ 8.98 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;ซึ่งในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าเห็นด้วย นั้น ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 กลุ่มที่แปลงเพศแล้วสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ ขณะที่ ร้อยละ 43.44 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 ทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ที่เห็นด้วยในปี 2562 มีสัดส่วน &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น อย่างชัดเจน และไม่เห็นด้วย มีสัดส่วน ลดลง อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 39.44 ที่เห็นด้วย ร้อยละ 53.20 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 7.36 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเพิ่มเพศที่ 3 หรือเพศทางเลือกในการกรอกข้อมูลเอกสารราชการทุกชนิด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.69 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ จะได้เป็นการระบุให้ชัดเจน เป็นการเพิ่มช่องเพศให้ตรงกับเพศที่อยากจะเป็น และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ง่ายต่อการระบุหรือจัดประเภท รองลงมา ร้อยละ 26.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ไม่สามารถแยกแยะเพศสภาพที่แท้จริงได้ อาจเกิดปัญหาตามมา ควรระบุให้ตรงกับเพศสภาพ และร้อยละ 7.39 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่า ผู้ที่เห็นด้วยในปี 2562 มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น และไม่เห็นด้วย มีสัดส่วน ลดลง โดยผลการสำรวจ &amp;nbsp;ปี 2558 พบว่า ร้อยละ 59.36 เห็นด้วย ร้อยละ 35.12 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 5.52 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42649</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, สังคมไทย, สังคมไทยเปิดกว้าง, เพศที่สาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190804/image_big_5d4631f922237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ท่านใหม่&#039;ขอโทษเพศที่สามถ้าทำให้เข้าใจผิด แค่ต้องการสื่อถึงไอ้หน้าตัวเมียเอากระโปรงไปใสซะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.62 - ม.จ. จุลเจิม ยุคล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chulcherm Yugala อีกครั้ง ชี้แจงว่า ผมมิได้ดูถูก หรือเหยียดหยาม เพศ ที่ 3 เพียงแต่ ไม่ชอบ พวกไม่ค่อยเคารพ ขนบธรรมเนียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนๆพีๆน้องๆ ที่เคารพครับ อย่าเข้าใจผิดผม ที่ได้เขียนลงใน Fb ว่า #พรรคเกลียดสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่าน หัวหน้าพรรค และเลขาพรรค ก็ควรนุ่งกระโปรง ตาม ลูกพรรคท่านด้วยนะครับ ส่วนประชาสัมพันธ์ ไม่ต้องนุ่งกระโปรง เพราะเห็นแต่นุ่งแต่กางเกง พรรคนี้ดูยังไงๆ ชอบกล ไม่ค่อยเคารพ ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ อะไรประมาณนั้น.....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเคารพ เพื่อนๆพีๆน้องๆ เรื่องเพศ ที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่เคยรังเกียจพวกท่าน เพราะเป็นสิทธิ เสรีภาพของพวกท่าน ผมไม่ไปก้าวกาย และไม่เคยพูดถึง หรือวิจารณ์ ตอนนี้อาจจะเกิดการเข้าใจผิดกันก็ได้ ผมต้องขอโทษด้วย ผมขอเคารวะในสิทธิ์ของพวกท่าน (เพศที่ 3 ) เพียงแต่ผมยกคำโบราณ ที่จะบอกคนบางคน ว่า &amp;ldquo;ไอ้หน้าตัวเมีย ไปเอากระโปรง ไปใส ซะ&amp;rdquo; ที่ทำแต่ความวุ่นวายต่อ ชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ กรุณาอ่านและใช้วิจารณญาณ ในการอ่านด้วยครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35845</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอโทษ, พ.ท.ม.จ. จุลเจิม ยุคล, พรรคเกลียดสีเหลือง, เพศที่สาม, ไม่ดูถูก เหยียดหยาม, ไอ้หน้าตัวเมีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181130/image_big_5c010634f2a76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2026 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2018 23:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บาร์บี้... หนุนความรักของเพศที่สาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แปลกแต่จริงล่าสุด &amp;ldquo;ตุ๊กตาบาร์บี้&amp;rdquo; ใส่เสื้อยืดที่สกรีนคำว่า &amp;ldquo;Love Wins&amp;rdquo; ซึ่งดีไซน์ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อร่วมแสดงความยินดี กับการแต่งงานของเพศที่สาม&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ เพื่อสะท้อนถึงการเปิดโลกกว้างที่เปลี่ยนไปแล้วและต้องการสนับสนุนความเท่าเทียมของการวิวาห์ที่ไม่จำกัดอยู่แค่เพียงหญิงกับชาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;Love Wins&amp;rdquo; ผลงานการออกแบบ&amp;nbsp;


สล็อต789 ของบล็อกเกอร์แฟชั่นชื่อว่า &amp;ldquo;เอมี่ ซอง&amp;quot; ตอกย้ำว่า ความรักเอาชนะทุกอย่าง ทั้งนี้รายได้จากการจำหน่ายเซ็ทแฟชั่นของบาร์บี้ ในโอกาสพิเศษดังกล่าว จะนำไปให้กลุ่มเพศที่ 3 หรือ กลุ่ม &amp;ldquo;LGBTQ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร&amp;nbsp; &amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากรายงานข่าวระบุว่าแฟนๆ ที่ฟอลโล่อินสตราแกรมของตุ๊กตาชื่อดังรายหนึ่ง&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย ได้แสดงความคิดเห็นที่ดี เมื่อได้เห็นโพสต์ดังกล่าว เนื่องจากชื่นชมการกระทำของบาร์บี้ ถึงขึ้นคอมเมนต์ว่า &amp;ldquo;ตุ๊กตาบาร์บี้ทำอะไรเด็ดๆอีกแล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1925</URL_LINK>
                <HASHTAG>บาร์บี้, เพศที่สาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180128/image_big_5a6dfb3109fc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
