<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือหุ้นยกมืออนุมัติแผนเพิ่มทุน &#039;บีซีพีจี&#039; คาดระดมได้หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานในที่ประชุม มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียน จาก 10,000 ล้านบาท เป็น 16,508.50 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 1,301.70 ล้านหุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 5 บาท &amp;nbsp;แบ่งจัดสรรหุ้นจำนวน 250 ล้านหุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) อัตรา 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน ราคาเสนอขาย 11.50 บาท ขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิเพิ่มทุน (XR) ในวันที่ 14 ต.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ได้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 674.5 ล้านหุ้น เสนอขายให้บุคคลในวงจำกัด (PP) ในราคาหุ้นละ 11.50 บาท ให้แก่ Pilgrim Partners Asia (Pte.) Ltd. จำนวน 195.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.93% ของทุนชำระแล้ว และ Capital Asia Investments Pte. Ltd. จำนวน 195.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.93% และ จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 283 ล้านหุ้น เสนอขายให้ PP โดยผ่านกระบวนการเปิดให้ผู้ลงทุนสถาบันแสดงความประสงค์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ณ ระดับราคาที่ต้องการ (book Building)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 377.2 ล้านหุ้น รองรับการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ(วอร์แรนต์) จำนวน 4 รุ่น คือ BCPG-W1, BCPG-W2, BCPG-W3 และ BCPG-ESOP &amp;nbsp;โดยบริษัทฯ จะแจก BCPG-W1 ให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิเพิ่มทุน ในอัตรา 2.80 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 2 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ส่วน BCPG-W2 &amp;nbsp;จะแจกให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิเพิ่มทุนเช่นกัน ในอัตรา 2.80 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ &amp;nbsp;ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 3 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ส่วน BCPG-W3 จะแจกให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มทุน PP ในอัตรา 2.1924 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 1 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 นอกจากนี้บริษัทฯ จะแจก BCPG-ESOP ให้กับกรรมการและพนักงานบริษัท โดยมีราคาใช้สิทธิครั้งแรก 13.70 บาท อายุ 5 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเมินว่าเงินที่ได้จากการการเพิ่มทุนในครั้งนี้รวมประมาณ 10,235 ล้านบาท จะนำไปใช้รองรับแผนการขยายธุรกิจ แบ่งเป็นการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ (MW) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 3,570 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการใช้เงินในปี 2563-2566 ชำระคืนเงินกู้สำหรับการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 &amp;nbsp;เมกะวัตต์ ในประเทศไทย ในปี 2563-2565 &amp;nbsp;ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนสำหรับการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังการผลิตรวม 114 &amp;nbsp;เมกะวัตต์ รวมถึงเงินลงทุนสำหรับการติดตั้งสายส่งเพิ่มเติม ประมาณ 1,870 ล้านบาท ภายในปี 2563 ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3,700 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศในอนาคต ภายในปี 2563-2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79764</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7d85480ecd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจี สยายปีกเพิ่มทุน 1 หมื่นล้านบาท ลุยพัฒนาโรงไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.2563 นายบัญฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีซีพีจี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการเพิ่มทุน 10,350 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโครงการของบริษัทรวม 64% แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยจำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;เงินลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท , โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมใน สปป.ลาว กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ (SWAN) และดารชำระหนี้เงินกู้ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B ในลาว และการสร้างสายส่งขนาด 220 กิโลโวลต์ เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการทั้ง 2 แห่งไปยังประเทศเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินเพิ่มทุนอีกประมาณ 3,700 ล้านบาท จะใช้เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาข้อเสนอซึ่งตั้งเป้าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 10% ทั้งนี้มั่นใจว่าจากแผนการลงทุนดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทสามารถทำผลประกอบการได้เพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่ากำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม(อีบิทดา) จะเติบโตขึ้นกว่า 75% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาท เติบโตไปแตะ 7,000-8,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีตั้งแต่ 2563 - 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความคืบหน้าของโครงการ SWAN ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีของประเทศเวียดนาม ได้มีการอนุมัติแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯเรียบร้อยแล้ว และบรรจุโรงไฟฟ้าดังกล่าวเข้าไปอยู่ในแผนพีดีพีของเวียดนามด้วย โดยแผนงานต่อไปบริษัทฯได้ทำการเจรจากับบริษัทผู้เชี่ยวชาญและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเครื่องผลิตไฟฟ้าเจ้า 4 ใหญ่ระดับโลก เพื่อมารับเหมาก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกา 1 ราย จากฝั่งยุโรป 2 ราย และบริษัทจากจีน 1 ราย ซึ่งปลายปีนี้คาดว่าจะมีการสรุปรายชื่อผู้รับเหมา ก่อนที่จะดำเนินการทางด้านการเงินและคาดว่าจะก่อสร้างได้ภายในปี 2565 โดยขณะเดียวกันจะต้องก่อสร้างสายส่งขนาด 500 กิโลวัตต์เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าดังกล่าวควบคู่ไปด้วย ซึ่งคาดว่าโครงการจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2566&amp;quot;นายบัญฑิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแผนกลยุทธ์ 5 ปี บริษัทได้ตั้งงบลงทุนกว่า 45,000 ล้านบาท โดยมุ่งขยายไฟฟ้าไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ผลประกอบการภายในปีนี้ อีบีทดาของบริษัทจะเติบโตกว่า 15% ดูได้จากผลประกอบการของบริษัทที่ในไตรมาสที่ 1-2 ของปี 63 เติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% จากการขายไฟฟ้า แต่ยอมรับว่าทั้งปีนี้ปริมาณการใช้ไฟจะต้องลดลง แต่บริษัทยังมั่นใจว่าจะไปได้ต่อ ส่วนการสนับสนุนโรงไฟฟ้าชุมชน หรือนโยบายอื่น ๆ ของนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่เตรียมจะออกมานั้น บริษัทก็ได้มีการเตรียมแผนรองรับและจะสามารถดำเนินงานตามได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะที่สถานการณ์สำรองไฟฟ้าที่สูงกว่าปกติในช่วงนี้ หากรัฐบาลจะต้องดำเนินการลดสำรองไฟ โดยสั่งการให้หยุดเดินเครื่องผลิตนั้น ก็ไม่น่าจะกระทบกับบริษัท เพราะทางรัฐบาลจะต้องไปสั่งให้ที่อื่นหยุดผลิตก่อน ส่วนฝั่งเอกชนอย่างเรานั้นจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่โดน&amp;quot;นายบัญฑิต กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75783</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญฑิต สะเพียรชัย, พีซีพีจี, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f487068a3e52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีเพิ่มทุน1.3 พันล้านหุ้น บางจากและนักลงทุนพร้อมใส่เงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ได้มีมติให้บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จาก 2,000 ล้านหุ้นเป็น 3,301.7 ล้านหุ้น โดยการออกหุ้นสามัญที่ออกใหม่จำนวน 1,301.7 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5.00 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเพิ่มทุนครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายเดิมมีส่วนร่วมในการระดมทุน ผ่านการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน แบบ Right offering (RO) ในอัตราส่วนหุ้นสามัญเดิม 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 11.5 บาท เป็นจำนวนหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 250 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินเพิ่มทุนประมาณ 2,875 ล้านบาท ไปพร้อมกับ การเพิ่มทุนแบบ Private Placement (PP) ในราคาเดียวกัน เป็นจำนวนหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 391.5 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินเพิ่มทุนประมาณ 4,502 ล้านบาท ประกอบกับผู้ที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (ทั้งแบบ RO และ PP) จะได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Warrant) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ตามสัดส่วนการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) สำหรับผู้ถือหุ้น RO จะได้รับทั้ง BCPG-W1 และ BCPG-W2 ในอัตราส่วน 2.8 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วย Warrant (อัตราใช้สิทธ์ 1 หน่วย Warrant ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ราคา 8 บาท / Warrant) โดย BCPG-W1 และ BCPG-W2 จะมีจำนวนหน่วยรวมทั้งสิ้น 178.6 ล้านหน่วย คิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนหากมีการใช้สิทธ์เต็มจำนวนทั้งสิ้น 178.6 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,428.8 ล้านบาท&amp;nbsp;
โดย BCPG-W1 จำนวน 89.3 ล้านหน่วย มีอายุ 2 ปี นับแต่วันที่ออก และ&amp;nbsp;
BCPG-W2 จำนวน 89.3 ล้านหน่วย มีอายุ 3 ปี นับแต่วันที่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) สำหรับผู้ถือหุ้น PP จะได้รับ BCPG-W3 ในอัตราส่วน 2.1924 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วย Warrant (อัตราใช้สิทธิ 1 หน่วย Warrant ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ราคา 8 บาท / Warrant) โดย BCPG-W3 จะมีจำนวนหน่วยรวมทั้งสิ้น 178.6 ล้านหน่วย คิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนหากมีการใช้สิทธิเต็มจำนวนทั้งสิ้น 178.6 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,428.8 ล้านบาท&amp;nbsp;
โดย BCPG-W3 จำนวน 89.3 ล้านหน่วย มีอายุ 1 ปี นับแต่วันที่ออก &amp;nbsp;
ทั้งนี้ BCPG-W3 จะไม่ได้เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และหุ้นที่เสนอขายแบบ PP เป็นการเสนอขายในราคาต่ำ ดังนั้น หุ้นที่เสนอขายแบบ PP รวมถึงหุ้นจากการใช้สิทธิจาก BCPG-W3 จะติด Silent Period เป็นเวลา 1 ปี นับจากวันใช้สิทธิ โดยเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ให้บุคคลดังกล่าวสามารถทยอยขายหุ้นที่ถูกสั่งห้ามขายได้ในจำนวนร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ถูกสั่งห้ามขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การเพิ่มทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อขยายการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ซึ่งบริษัทฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ COVID ช่วยสร้างโอกาสการลงทุนให้สำเร็จตามแผนเร็วขึ้น นอกจากนี้เงินเพิ่มทุนบางส่วนจะถูกนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมที่มีอยู่ ทำให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี EBITDA ของบริษัทฯ จะเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 75&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีศักยภาพทางการเงินได้แสดงเจตนารมณ์ เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นมูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแผนการลงทุนของบริษัทฯ และในขณะเดียวกัน บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชัน แจ้งว่าคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติสนับสนุนแผนการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบีซีพีจี ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเต็มจำนวนในสัดส่วนที่เพิ่มคือวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทแล้ว ยังพร้อมจองซื้อหุ้นสามัญหากมีหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นของบีซีพีจี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้นที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้กำหนดให้วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับ RO คือวันที่ 15 ตุลาคม 2563 อย่างไรก็ดี การกำหนดสิทธิดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2563 เวลา 13:30 น. ณ อาคาร เอ็มทาวเวอร์ และกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ในวันที่ 8 กันยายน 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75109</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba0f79a6782.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือหุ้นนกแอร์ไฟเขียวเพิ่มทุน 888.15 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.63-นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา โดยผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติให้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนใหม่เป็น 4,197.17 ล้านบาท ซึ่งจะมีการออกหุ้นสามัญจำนวน 888,147,358 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

นอกจากยังมีมติอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 888,147,358 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) ในอัตราส่วน 3.5 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 2.50 บาท มูลค่ารวมไม่เกิน 2,220.37 ล้านบาท และกำหนดระยะเวลาเสนอขายตั้งแต่วันที่ 3-7 ก.พ. 2563

สำหรับวัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่บริษัททั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและด้านเงินทุน โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มสภาพคล่องและเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นพร้อมกันนี้การเพิ่มทุนดังกล่าวยังจะช่วยสนับสนุนการขยายเส้นทางและเครือข่ายการบิน โดยบริษัทมีแผนลงทุนในการขยายเส้นทางการบินที่บริษัทศึกษาและเห็นถึงโอกาส ที่จะช่วยเพิ่มเครือข่ายการบิน อัตราการใช้เครื่องบิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะสนับสนุนการเพิ่มรายได้และอัตรากำไรให้แก่บริษัทในระยะยาว

ขณะเดียวกันบริษัทจะมีแผนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีการจัดหาและปรับปรุงฝูงบิน โดยบริษัทมีแผนจัดหาและปรับปรุงฝูงบินเพื่อเพิ่มอัตราการใช้เครื่องบินต่อลำ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายคงที่ต่อหน่วย เช่น ค่าเช่าเครื่องบิน ค่าซ่อมบำรุง ค่าบุคลากรการบิน เป็นต้น

&amp;ldquo;การเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพราะว่าทางนกแอร์ต้องการเพิ่มเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจให้มีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งหากมองไปที่งบในช่วงไตรมาส3/62 จะเห็นได้ว่านกแอร์มีการขาดทุนลดลงเกือบ 50% ดังนั้นการที่นกแอร์เลือกเพิ่มทุนในครั้งนี้ ก็ได้มีการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ของภาวะทางธุรกิจ และเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อให้การเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุนทุกท่าน&amp;rdquo; นายวุฒิภูมิ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56154</URL_LINK>
                <HASHTAG>นกแอร์, วุฒิภูมิ จุฬางกูร, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b4920a2299.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”จ่อชงครม.เพิ่มทุนธ.ก.ส. เข็นแพคเกจหนุนเอกชนลงทุน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 2563 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ม.ค. นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอแผนการเพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสนับสนุนให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ทั้งภาคการเกษตรและท่องเที่ยวเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการพัฒนาฐานรากทั้งระบบอย่างเป็นองค์รวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าวจะไม่ใช้เม็ดเงินงบประมาณ แต่จะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIF) เข้ามาดำเนินการ ส่วนจะเพิ่มทุนจำนวนเท่าใดนั้น จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลดูแล้วฐานรากมีศักยภาพ บางรายอาจจะอยากทำเกษตรควบคู่กับอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนให้ เพื่อให้ฐานรากมีช่องทางในการหารายได้เอง โดยเชื่อมโยงกันทั้งการเกษตร ท่องเที่ยว และสินค้าชุมชนต่าง ๆ&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายอุตตม กล่าวอีกว่า ภายในไตรมาสที่ 1 ปีนี้กระทรวงการคลังจะเสนอแพคเกจส่งเสริมการลงทุน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายจะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นมากในปีนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีนี้รัฐบาลส่งเสริมให้เป็นปีแห่งการลงทุน กระทรวงการคลังก็จะผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขอให้ผ่านครม.ก่อนถึงจะชี้แจงได้ ส่วนการกระตุ้นการบริโภคในประเทศเพิ่มเติมผ่านชิมช้อปใช้เฟส 4 นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปใด ๆ เพราะมองว่า 3 เฟสที่ผ่านมาก็สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ดี เห็นได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงที่ผ่านมาดีขึ้น ฉะนั้นจะออกมาตรการอะไรตอนนี้ ต้องดูความเหมาะสมก่อน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว
สำหรับกรณีสหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลงการค้าในรอบแรกนั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าของโลกให้มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะการดำเนินการของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้ความตึงเครียดต่าง ๆ ลดลง ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่า และทำให้ไทยไม่ได้รับอานิสงค์ดีจากบรรยากาศการค้าที่ดีขึ้นนั้น เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เห็นชอบกรอบการเพิ่มทุนให้กับธนาคาร วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2567 โดยปีแรกจะเพิ่มทุนก่อน 6 พันล้านบาท และจากนั้นจะทยอยเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องอีกเฉลี่ยปีละ 3-4 พันล้านบาท จนครบเป้าหมาย เพื่อให้ธนาคารมีทุนเพียงพอรองรับภารกิจการแก้ปัญหาความยากจน และช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนการปล่อยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอีเกษตรที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนครั้งนี้ จะทำให้ ธ.ก.ส. มีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นล้านบาท เป็น 8 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด ซึ่ง ช่วยให้ธนาคารมีทุนเพียงพอ รองรับการขยายภารกิจการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54863</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ธ.ก.ส., นายอุตตม สาวนายน, พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d692839ebbb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
