<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2026 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงรื้อกม.พนัน เพิ่มโทษหนัก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานฯ แก้ปัญหาบ่อนการพนันและพนันออนไลน์ กมธ.ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาเตรียมชง 6 แนวทางยกเครื่องกฎหมายการพนันใหม่ หลังใช้ พ.ร.บ.เก่ามานานกว่า 86 ปี เล็งเพิ่มโทษหนักทั้งคนเล่น เจ้ามือ ผู้ชักชวนทางออนไลน์ พร้อมคิดค่าปรับ 10% ตามยอดวงเงินพนันและให้รางวัลนำจับผู้แจ้งเบาะแส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายพงศธร จันทรัศมี ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงานพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันและการพนันออนไลน์ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าการศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายการพนันของไทยให้มีประสิทธิภาพสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ทางคณะทำงานฯ ได้เสนอแนวทางการยกเครื่องกฎหมายการพนันในลักษณะ &amp;ldquo;New LAW For New Normal&amp;rdquo; เพื่อกำกับดูแล 8 สถานการณ์ปัญหาการพนัน พร้อมเสนอ 6 แนวทางยกระดับกฎหมายให้เข้มข้นครอบคลุม หลังพบประเทศไทยไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการพนันมานานถึง 86 ปี หรือกว่า 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งเป็นกฎหมายการพนันอย่างเป็นทางการฉบับที่ 2 ของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศธรกล่าวว่า สำหรับ 8 สถานการณ์ปัญหาการพนันที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ คือ 1.การพนันล้อมบ้านล้อมเมือง ทั้งใต้ดิน บนดิน ออฟไลน์และออนไลน์ 2.กฎหมายและกลไกกำกับดูแลควบคุมล้าหลังไม่ทันสถานการณ์ 3.บทลงโทษน้อยปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และส่วนมากถูกตัดสินเป็นคดีลหุโทษ ส่งผลให้ไม่เกิดความเกรงกลัว 4.ขาดแรงจูงใจเชิงรุกให้กับเจ้าพนักงานและประชาชนผู้แจ้งเบาะแส ทำให้การพนันผิดกฎหมายระบาดหนัก 5.กลไกการกำกับดูแลบังคับใช้กฎหมายแยกกันทำและดำเนินการเชิงรับมากกว่า 6.ขาดระบบติดตามนโยบายแก้ไขปัญหาการพนันอย่างต่อเนื่องตรงจุดเฉพาะพื้นที่ 7.ไม่มีกลไกป้องกันสร้างความตระหนักระบบพัฒนาการวิจัยปัญหาพนันระดับชาติ รวมถึงการช่วยเหลือด้านสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพนันอย่างต่อเนื่อง และ 8.ยังไม่มีระบบมาตรการกลไกที่รองรับการจัดการการพนันชนิดใหม่ๆ ที่อาจนำไปสู่การพนัน ที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ กล่าวว่า ในส่วน 6 แนวทางเพื่อยกเครื่องการจัดการปัญหาพนันในประเทศไทย ทางคณะทำงานฯ เห็นควรว่า 1.ต้องมีกฎหมายพนันฉบับใหม่ โดยโครงสร้างของกฎหมายต้องกำหนดคำนิยามและลักษณะการพนันให้รองรับการตีความประเภทการพนันที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมีระบบการจัดการกำกับควบคุมการพนัน การช่วยเหลือ เยียวยาและบทลงโทษที่ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ 2.เพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นอย่างครอบคลุม ทั่วถึง และสอดคล้องกับบริบทประเทศไทย เช่น พิจารณาบทลงโทษผู้เล่นตามลักษณะของขนาดการเล่นการพนัน ขณะที่เจ้ามือหรือผู้จัดให้มีการเล่นต้องรับโทษหนักขึ้น รวมถึงผู้เชิญชวนทางออนไลน์และมีค่าปรับเป็นวงเงินร้อยละ 10 ของการเล่นพนันวงนั้นๆ 3.มีกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการพนันและกองทุนพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับพนันในทุกมิติ อีกทั้งยังต้องเพิ่มการรณรงค์ ส่งเสริมมาตรการป้องกัน และมาตรการปราบปรามการพนัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 4.มีมาตรการจูงใจและการทำงานเชิงรุกในการแจ้งเบาะแสจับกุมผู้กระทำความผิดการพนันที่ผิดกฎหมาย เช่น ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลนำจับจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับผู้กระทำความผิดการพนันในครั้งนั้น 5.มีกลไกการบูรณาการมาตรการการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงนโยบายพร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาพนันในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง และ 6.มีกลไกในการกำกับดูแลอนุญาตและควบคุมการพนันที่ได้รับอนุญาตและที่ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์โควิด-19 ระบาดระลอกใหม่คือ ปัญหาในสังคมไทยที่เฟื่องฟูขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการเวิร์กฟรอมโฮม หรือต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน ล่าสุดแม้แต่ในโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัวผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ยังมีการรวมตัวตั้งวงไพ่ จึงเชียร์ให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพนันฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จ ในส่วนของ มสช.มองว่าธุรกิจการพนันเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ผู้เล่นการพนันมีโอกาสเป็นโรคติดพนัน ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชและนำไปสู่ผลกระทบด้านสุขภาพจิตอื่นๆ โดยเฉพาะเยาวชน หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เล่นการพนัน โดยขาดการดูแลควบคุมและเล่นการพนันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็ก ก็จะทำให้เขาขาดวุฒิภาวะและเป็นช่องทางไปสู่การเป็นอาชญากรเพื่อใช้หนี้พนันในอนาคตได้ ที่สำคัญต้องมีระบบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพนัน เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ประชาชนเป็นโรคติดพนันอย่างยั่งยืนสืบไป&amp;rdquo; นายพงศธรกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100015</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายการพนัน, บ่อนการพนัน, พนันออนไลน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มโทษ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d825f89ba7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ อดีต ปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ คุก 50 ปี ฟอกเงินฉ้อโกงปชช. 42 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.63 - ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีฟอกเงิน หมายเลขดำ ฟย.20/2560 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อายุ 80 ปีเศษ อดีตประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.จิรัชญา หรือไข่เจียว คุณยศยิ่ง อายุ 24 ปีเศษ และ น.ส.ภวิษย์พร หรือชมพู่ ใบเกตุ อายุ 29 ปีเศษ ทั้งสองเป็นชาว กทม. และเป็นคู่รักกัน ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีจำเลยร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์จุฬาฯ 42 ล้านบาท จากการฉ้อโกงเงินประชาชนที่นำมาร่วมลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้สืบเนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชน หมายเลขดำ อ.2438/2560 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายสวัสดิ์เป็นจำเลย กรณีเมื่อต้นเดือน ม.ค.2559 - 9 มิ.ย.2560 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชักชวนหลอกลวงประชาชนให้มาลงทุนว่า จำเลยได้รับโควตา หรือการจัดสรรคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อไปจำหน่ายเอากำไรต่อ โดยจะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 1 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม หรือร้อยละ 12 ต่อปี และเดือนสุดท้ายจะได้รับผลตอบแทนคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จนมีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก นำเงินมาลงทุนทั้งสิ้น 183,730,000 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 และ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีฟอกเงิน ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 31 ม.ค. 2562 &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 3 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นบทหนักที่สุด โดยให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยจำคุกกระทงละ 4 ปี ซึ่งขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจจัดการของสถาบันการเงินตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ มาตรา 10 วรรคแรก จะต้องระวางโทษเป็นสองเท่า ดังนั้นจึงให้จำคุกกระทงละ 8 ปี โดยคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงให้ลดโทษจำเลยที่ 1, 3 คนละ 1 ใน 4 &amp;nbsp;โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 รวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกไว้ทั้งสิ้น 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้จำคุกมีกำหนด 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ วันนี้ ศาลเบิกตัวนายสวัสดิ์ จำเลยที่ 1 จากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา ส่วน น.ส.จิรัชญา และ น.ส.ภวิษย์พร จำเลยที่ 2-3 ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามฟ้องในสำนวนแรกหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยที่ 1, 3 คบหากันฉันชู้สาวมาเป็นเวลานานหลายปี ย่อมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมีความสนิทสนมและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ส่วนจำเลยที่ 2 กับ 3 คบหากันในลักษณะหญิงรักหญิง ระหว่างเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินให้จำเลยที่ 3 ผ่านบัญชีธนาคารที่ใช้ร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นเงินกว่า 42 ล้านบาท และร่วมกันเบิกถอนเงินไปใช้จ่าย โดยไม่ได้โอนเงินคืนให้จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 3 อ้างคบหากันในเชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 1 และมีการขอยืมเงินกันโดยทั่วไปเท่านั้น เพราะจำเลยที่ 3 ติดหนี้จากการพนัน เป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่อาจเชื่อถือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนและการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยร่วมกันกระทำความผิดและแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ 3 และพวกของจำเลยที่ 1 ส่งต่อเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยผ่านบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 รับโอนเงินดังกล่าว อันเป็นการร่วมกันซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินหรือทรัพย์สินนั้น โดยจำเลยที่ 3 รู้ในขณะรับโอนทรัพย์สินนั้น มาว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนใหญ่เป็นพยานบอกเล่า ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความ จึงไม่อาจรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 นั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนใดเป็นพยานบอกเล่าและไม่ควรรับฟังด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ไว้ถูกต้องแล้วหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2543 ซึ่ง ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ที่กระทำความผิดต้องรับโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นและการกระทำอันเป็นความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 60 มีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นโทษสองเท่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา 60 จึงต้องเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 2-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดอยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91&amp;nbsp;(3) เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว จึงต้องจำคุกไม่เกิน 50 ปี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปีรวม &amp;nbsp;10 กระทงเป็นโทษจำคุก 60 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงต้องลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ได้ไม่เกิน 50 ปี ไม่ใช่จำคุกเพียง 20 ปี ไม่อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า ความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3256 ถึง 3257/2561 ของศาลชั้นต้นเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดคนละฐานความผิดกัน และมีการแยกฟ้องเป็นคนละคดีกัน จึงไม่ใช่คดีต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน จึงนับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ เห็นว่าความผิดตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ อ.3256 ถึง 3257/2561 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันนั้น เป็นคดีที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน และความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่อาศัยความผิดมูลฐานมาจากการกระทำความผิดฐานการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ซึ่งคดีทั้งสองคดีข้างต้นกับสำนวนคดีทั้งสองสำนวนที่รวมการพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้นั้น เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระและมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหาก โดยไม่มีความเกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายและพยานหลักฐานเป็นคนละชุด ลักษณะคดีและความผิดคนละประเภทไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) ศาลย่อมนับโทษต่อกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวนั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับสำนวนที่ 2 นั้น เมื่อความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามที่สมคบกันกับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน เห็นควรให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินต่างกรรมกันอีกกระทงนั้น จึงไม่ถูกต้องและเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปี รวม 9 กระทง รวมเป็น 54 ปี แต่คงจำคุกได้เพียง 50 ปีตามกฎหมาย และให้นับโทษต่อจาก คดีเลขที่ อ.3256/2561, อ.3257/2561 โดยให้หักวันคุมขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำตัดสินศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75490</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ, ศาลอุทธรณ์, สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ, เพิ่มโทษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f449e2f958d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯชี้แจงเหตุผลแก้กฏหมายผู้ขับขี่ไม่พกใบอนุญาตขับรถ ให้โทษแรงขึ้น ลดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯแจงสาเหตุการขอแก้ไขกฎหมาย ผู้ขับขี่ไม่พกใบอนุญาตขับรถ มุ่งลดสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการไม่มีใบอนุญาตขับรถ จากข้อมูลศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิต 34% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุดเฉลี่ยปีละ 1,688 คน ทั้งนี้จากการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พบว่ากรณีความผิดเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับรถในประเทศญี่ปุ่น มีโทษปรับไม่เกิน300,000 เยน (88,000 บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูกตัดแต้ม 12 คะแนน ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (800,000บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกบันทึกประวัติตลอดชีวิตด้วย

นายกมลกล่าวว่า เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งรวมเข้าเป็นฉบับเดียวกัน โดยปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มากขึ้น รวมถึงปรับบทลงโทษกรณีผู้ขับขี่กระทำผิด โดยความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ เสนอให้ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมที่ปัจจุบันตาม&amp;nbsp; พรบ.รถยนต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท,

ทั้งนี้ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมตามพรบ.รถยนต์มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พรบ.ขนส่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และพรบ.จราจร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เกิน 40,000 บาท ,ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ปรับโทษสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิมตาม พรบ.รถยนต์ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง ปรับไม่เกิน 5,000 บาท&amp;nbsp;


นายกมล กล่าวว่าซึ่งร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฉบับใหม่อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ทั้งนี้จากการเสนอแก้ไขปรับเพิ่มโทษกรณีความผิดดังกล่าว&amp;nbsp; จะทำให้การพิจารณาโทษตามฐานความผิดอยู่ในดุลพินิจของชั้นศาล ซึ่งจะทำให้ ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, ลดอุบัติเหตุ, เพิ่มโทษ, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7f9ea403c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เย้ยฝ่ายกฎหมายเพื่อไทย &#039;แจ็ค วัชระ&#039; ลั่นยื่นเพิ่มโทษ &#039;เรืองไกร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค. 61 -&amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp; กล่าวถึงกรณีศาลแขวงดอนเมือง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.812/2559&amp;nbsp;ศาลสั่งคุก8เดือน &amp;#39;เรืองไกร&amp;#39; แจ้งเท็จกล่าวหา &amp;#39;แจ็ค วัชระ&amp;#39;ว่า กรณีของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ถือว่าศาลท่านมีเมตตามาก แต่ในส่วนของตนจะยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิ่มโทษแน่นอน เนื่องจากนายเรืองไกร ไม่ได้มีพฤติกรรมสำนึกผิดใดๆ นายเรืองไกรเป็นอดีตสว. เป็นฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย สามารถตรวจสอบข้อมูลหรือขอดูข้อมูลจากรายงานการประชุมสภาฯได้ก่อน แต่กลับไปร้องเท็จต่อกกต.เพื่อให้ลงโทษตน ซึ่งปราศจากมูลความจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากบอกนายเรืองไกรว่า ถ้าร้องเรียนเพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วย หากร้องเรียนเพื่อหวังประโยชน์ให้พรรคคู่แข่งทางการเมือง เป็นสิ่งไม่ควรพึงกระทำ&amp;quot;นายวัชระ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5985</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุก8เดือน, ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย, วัชร เพชรทอง, ศาลแขวง, อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์, เพิ่มโทษ, เรืองไกร, แจ้งความเท็จ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abb43e2bed7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2018 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2018 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดหนักนักล่าสัตว์ป่าสงวน จ่อเพิ่มโทษ 20 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.พ.61- ที่รัฐสภา พล.ท. ชัยยุทธ พร้อมสุข ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) &amp;nbsp;พร้อมคณะประกอบด้วยพล.ร.อ.วีระพันธ์ สุขก้อน &amp;nbsp;พล.อ. พิศณุ พุทธวงศ์ พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก และนายสนิท อักษรแก้ว &amp;nbsp; ร่วมกันแถลงแสดงความกังวลและห่วงใยต่อกรณีที่มีบุคคลพร้อมด้วยอาวุธเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก โดยเข้าไปพักแรมบริเวณพื้นที่หวงห้ามและคุกคามชีวิตสัตว์ป่า ซึ่งเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และเป็นการกระทำความผิดหลายฐาน ซึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีจะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.ชัยยุทธ กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในครั้งนี้ เพราะถือว่าการคุกคามสัตว์ป่าของประเทศที่กำลังสูญพันธุ์เป็นการกระทำที่โหดร้าย ซึ่งกรรมาธิการฯขอให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจในกฎหมาย ระเบียบ ที่เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงานเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่ามีอำนาจขอบเขต การทำงานที่คลอบคลุมในการบังคับใช้สำหรับที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯวันที่ 15 ก.พ.เวลา 08.30 น. ได้เชิญ น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก มาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในการเสนอขอแก้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 &amp;nbsp;พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงานด้วย ส่วนการตรวจสอบในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;
ด้านนายสนิท กล่าวว่า ยอมรับกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันยังมีบทลงโทษน้อยเกินไป ซึ่งล่าสุดก็ได้พยายามติดตามการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เท่าที่ทราบขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการแก้ไขบทโทษกับผู้ที่ล่าสัตว์ป่าสงวนให้หนักและรุนแรง ซึ่งอาจจะเพิ่มถึง 10-20 &amp;nbsp;ปี ซึ่งต้องพิจารณาอีกครั้งเพื่อให้ความเหมาะสม ส่วนการเข้าไปพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบไม่ใช่ว่า &amp;nbsp;ผู้ใหญ่ ขอมาก็ให้เข้าไป วัฒนธรรมเช่นนี้ควรจะเลิกได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ร.อ.วีระพันธ์ สุขก้อน กรรมาธิการฯได้สวมเสื้อยึดสีดำมีรูปเสือดำพร้อมข้อความ CRY &amp;nbsp;FOR BLACK &amp;nbsp;LEOPARD ขณะที่ด้านหลังมีข้อความว่า &amp;#39;สาปแช่งให้แรงกรรมทำหน้าที่อย่าได้มีวิถีสุขทุกสถาน ตีแผ่แต่ละคำย้ำสันดาน ให้เห็นเดรัจฉานผ่านใจคน&amp;#39; ซึ่งเป็นเสื้อรณณรงค์ห้ามล่าสัตว์ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2911</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุ่งใหญ่นเรศวร, ล่าสัตว์, เปรมชัย กรรณสูต, เพิ่มโทษ, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a81314444645.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
